เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

24 ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง

ชื่อตอน : 24 ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2561 13:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
24 ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง
แบบอักษร

<div class="text-center"> </div>

ตอนที่ 24 

ยามดอกสือซว่านบานสะพรั่ง

.


ทุ่งดอกสือซว่าน (๑.) ผลิดอกแดงฉาน สยายกลีบบานงดงามอยู่ทั่วสุสานหลวง ยามลมแผ่วพัดเบาผ่านมาเยือนเป็นครั้งครา ก้านเรียวขยับโค้งลงดั่งล่ำลาส่งดวงวิญญาณไปสู่สรวง

'

เฉินอวี่หลียืนมองทุ่งดอกสือซว่านผลิดอกแดงดั่งทะเลโลหิตเบื้องหน้า ดวงตาคู่งามทอดยาวเหม่อลอย สองมือน้อยๆ กอดรัดโถกระเบื้องลงลายทองคำงดงามที่บรรจุเถ้ากระดูกสังขารพระมารดาอย่างหวงแหน ดวงพักตร์เล็กแก้มยุ้ยดูซูบตอบลงอย่างรวดเร็วแม้นเวลาจะผ่านไปแค่ไม่กี่วัน หากความทุกข์อาวรณ์จำจากพระมารดากลับเนื่องนานปานนิรันดร์ที่ไม่มีวันสุดสิ้น

'

ในยามเช้าหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพพระสนมเอก หลุมดินในเขตสุสานหลวงถูกขุดลึกรอดำเนินพิธีขั้นตอนสุดท้ายอยู่นานแล้ว เหล่าข้าบริพารในวังหลวง รวมทั้งเหล่าขุนนางราชสำนักต่างอยู่ในอาภรณ์สีขาวไว้ทุกข์ยืนรออย่างสงบนิ่งอาดูร เสียงสะอื้นและเสียงร่ำไห้ปานขั้วหัวใจจะปลิดขาดสะบั้นดังระงมมาจากแถวนางกำนัลและขันทีประจำตำหนักพระสนมเอกที่คุกเข่าอยู่ใกล้ๆ ผืนดินที่เตรียมฝังเถ้าพระสังขาร ร่ำไห้ปานสิ้นลมเพื่อรอน้อมส่งเสด็จนายเหนือชีวิตไปสู่สวรรค์ตามพระราชพิธี

'

ทว่า...ในวังหลวงอันแสนเย็นชาแห่งนี้จะมีสักกี่คนที่จะร่ำไห้อาลัยจากใจจริง

'

“องค์ชาย...” เสียงเรียกของนางกำนัลพี่เลี้ยงเต็มเปี่ยมไปด้วยความความเศร้าระทมดังผ่านหูไปอย่างไร้การตอบสนอง ร่างวรองค์น้อยแม้จะถูกจับพระหัตถ์สะกิดสองสามครั้งก็ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับไหว ท่าทีนิ่งสงบไม่พูดตรัสวาจา ไม่มีแม้แต่น้ำตาร่ำไห้ระทมดั่งเช่นเด็กน้อยที่พานพบกับความสูญเสีย

'

“องค์ชาย เชิญพระองค์เริ่มพิธีเถอะเพคะ”

'

นางกำนัลพระพี่เลี้ยงพยายามกราบทูลเตือนโดยไม่ให้น้ำเสียงสั่นไหว นางลอบกำมือฝังเล็บจนโลหิตซึมเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น กล้ำกลืนน้ำตาอาลัยทุกหยาดหยดให้เหือดหาย ดวงตาฉ่ำน้ำอยู่เต็มหน่วงนัยน์ทอดมองเจ้านายตัวน้อยที่คอยถวายการอภิบาลมาหลายปี ยิ่งมองก็ยิ่งน้ำตาปริ่มไหวระริกเพราะความความสงสารกัดกินหัวใจจนสะท้านไหว

'

นับตั้งแต่ยามพระสนมเอกสิ้นพระชนม์ลง...องค์ชายเฉินอวี่หลีที่นางคอยถวายการอภิบาลด้วยความเฝ้าถนอมรักดั่งสมบัติล้ำค่า ก็เปลี่ยนมามีท่าทีเหม่อลอยนิ่งเฉยราวกับชีวิตที่คงอยู่บัดนี้มีเพียงลมหายใจที่เข้าออก แต่กลับไร้ซึ่งจิตวิญญาณ เหมือนกับว่าร่างที่เป็นเหมือนหุ่นนี้จะไม่ยอมรับรู้สิ่งใดอีกต่อไปแล้วนอกจากความเศร้าระทมที่ท่วมล้นในใจดวงน้อย

'

“องค์ชายเพคะ...” นางกำนัลพระพี่เลี้ยงสะกิดเรียกอีกครั้ง น่าเสียดายที่ผู้ถูกเรียกขารกลับนิ่งเฉยราวหุ่นไม้ไร้จิตวิญญาณ

'

“องค์ชาย เชิญเริ่มพิธีส่งดวงพระวิญญาณพระสนมเอกคืนสวรรค์เถอะพระเจ้าค่ะ” เจ้ากรมพิธีการก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกราบทูลอย่างเข้มงวด ภายในใจอดรู้สึกสงสารองค์ชายที่กำพร้ามารดาตั้งแต่ยังเยาว์วัยไม่ได้

'

ทว่า...ต่อให้เขาหรือใครก็ตามจะเห็นใจสงสารมากมายเพียงใดก็ไม่อาจรอต่อไปได้อีกแล้ว หากองค์ฮ่องเต้ที่อยู่ในวังหลวงทรงทราบว่าพระราชพิธีเลื่อนออกไปจนเสียฤกษ์ เห็นทีเจ้ากรมพิธีการและเหล่าลูกน้องทั้งหลายของเขาคงต้องถูกประหาร

'

เฉินอวี่หลีกระพริบตาหนึ่งคราอย่างเชื่องช้า สองมือน้อยกอดกระชับโถกระเบื้องในอ้อมแขนแน่นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ไม่ยินยอมพลัดพรากจากลาแต่เสี้ยวลมหายใจ

'

ทุกภาพกิริยาล้วนอยู่ภายใต้สายตาของคุณชายเซียนปู้เซียวแห่งตระกูลท่านแม่ทัพใหญ่ เขามองเจ้ากรมพิธีการที่ส่ายหน้าอย่างหมดความสามารถในการทูลเกลี้ยกล่อมองค์ชายสิบสองให้ดำเนินพระราชพิธีฝังเถ้าพระอัฐิ เซียนปู้เซียวครุ่นคิดจะเดินเข้าไปเอ่ยทูลกับองค์ชายสิบสอง แต่เพราะฐานะของเขาในยามนี้เป็นเพียงแค่คุณชายที่ไร้อำนาจผู้หนึ่งเท่านั้น ฐานะยังไม่สูงส่งพอจะกระทำการอะไรลงไปได้ตามความปรารถนา ดวงตาคมกล้าทอดมองบรรดาองค์ชายและพระสนมชั้นระดับล่างอย่างพิจารณา ดูท่าทีแล้วคงไม่มีใครอยากหาญกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวสักคน

'

ก็ในเมื่อองค์ฮ่องเต้ทรงประกาศว่าพระสนมเอกที่ทรงรักที่สุดในวังหลังสิ้นพระชนม์เพราะทรงประชวนหนักแบบฉับพลัน ไม่มีเรื่องราวที่ข่าวลือว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ ย่อมหาผู้ใดจะเอ่ยวาจาเป็นอื่นได้...

'

แต่ทุกคนย่อมรู้ดีแก่ใจว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำลึกลับยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใครลอบปลงพระชนม์แล้วองค์ฮ่องเต้ยังปกป้องอยู่เช่นนี้ คนที่บงการอยู่เบื้องหลังย่อมต้องไม่ธรรมดา และไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งยากได้

'

ในขณะที่เซียนปู้เซียวกำลังร้อนใจอยู่นั้น กลับเป็นองค์ชายหกที่ออกหน้าแทนอย่างห้าวหาญ

'

“ชีวิตที่เหลือน้อยเต็มย่อมหาอะไรที่จะกังวนต่ออนาคตไม่” เฉินหยูเอ่ยกับสหายที่ยืนเยื้องอยู่ด้านข้าง เขาที่เป็นสหายกับเซียนปู้เซียวมานานย่อมมองสายตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังกังวลใจอะไรอยู่ อีกประการหนึ่ง องค์ชายเฉินอวี่หลีเป็นพี่น้องที่เรารักเอ็นดูที่สุดในวังหลวง พี่ชายเช่นเขาย่อมไม่ปล่อยปะละเลยน้องชายผู้นี้แน่ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเขาที่ออกหน้าแทนทุกคนในวันนี้จะดีที่สุด

'

เซียนปู้เซียวยืนมองอยู่ที่เดิมด้วยความเป็นห่วง เขามองเส้นผมสีขาวที่ถูกมันไว้อย่างเรียบร้อยบนแผ่นหลังร่างผอมบางขององค์ชายเฉินหยูซึ่งเสด็จตรงเข้าไปหาร่างน้อยอย่างไม่รีบร้อน สหายผู้เดียวในชีวิตของคุณชายเซียนนั่งลงแล้วรับสั่งด้วยท่าทีอ่อนโยน ปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหว่านล้อมอยู่หลายประโยค ดวงพักตร์น้อยที่เฉยชาราวหุ่นไม้ไร้วิญญาณเริ่มพยักหน้ารับเป็นห้วงๆ สุดท้ายก็ยินยอมฝังโถกระเบื้องบรรจุเถ้าพระสังขารของพระสนมเอกคืนสู่ธรณี จากนั้นเจ้ากรมพิธีการก็ประกาศเริ่มพระราชพิธีส่งเสด็จดวงพระวิญญาณอีกครั้ง

'

ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามพระราชพิธีอย่างเคร่งครัด ครั้งดวงตะวันก้าวเท้าขึ้นสูงเกือบจรดกลางศีรษะก็เสร็จสิ้นทุกประการอย่างบริบูรณ์ กลุ่มองค์ชายสองสามคนที่มาร่วมงานตามคำสั่งเริ่มเสด็จกลับเป็นกลุ่มแรก จากนั้นก็กลุ่มพระสนมระดับยศต่ำก็เสด็จกลับแล้วตามด้วยกลุ่มข้าหลวงข้าราชการทั้งหลาย เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามภายในเขตสุสานหลวงก็เหลือผู้ที่ยังคงยืนอยู่ไม่ขยับเท้าไปไหนไม่กี่คน

'

“กลับกันเถอะอวี่หลี” องค์ชายหกลูบพระเกศานุ่มของพระอนุชาอย่างปลอบโยนระคนสงสาร พระอนุชาของพระองค์คนนี้ยังเยาว์นักแต่กลับต้องมาพานพบกับความสูญเสียใหญ่หลวง

'

“ท่าพี่หกเสด็จกลับเถอะพระเจ้าค่ะ อวี่หลีของอยู่กับเสด็จแม่ต่ออีกสักครู่หนึ่งเถอะพระเจ้าค่ะ” เฉินอวี่หลีน้อยเงยหน้าขึ้นมองพระเชษฐา ดวงเนตรกลมรื่นหยาดน้ำอังศุชนที่ทานทนเก็บกักเอาไว้นานไม่ให้รินไหลลงมาต่อหน้าผู้อื่น รับสั่งสุรเสียงเว้าวอนขอปานจะขาดใจ

'

“แต่...” องค์ชายเฉินหยูครุ่นคิดอย่างลังเล สุสานหลวงอยู่นอกเขตพระราชวังหลวงค่อนข้างไกล หากจะทิ้งองค์ชายสักคนไว้ที่นี่โดยที่ทหารคุ้มกันส่วนใหญ่ติดตามคณะองค์ชายและคณะพระสนมเสด็จกลับกันเกินครึ่ง ความปลอดภัยย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องราวไม่คาดฝัน โดยเฉพาะการสิ้นพระชนม์ของพระสนมเอกเป็นเรื่องที่มีเงื่อนงำ หรือตามข่าวลือว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ด้วยแล้ว นับได้ว่าเฉินอวี่หลีที่มีฐานะเป็นถึงองค์ชายคนอาจมีคนร้ายดักซุ้มมุ่งหมายเอาชีวิตอยู่ก็ได้

'

ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังไม่ทรงประกาศแต่งตั้งรัชทายาทออกมาอย่างเป็นทางการ เฉินอวี่หลีผู้มีฐานะเป็นองค์ชายย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับการถูกรับเลือกเช่นเดียวกันกับองค์ชายคนอื่นๆ ...

'

เรื่องพี่น้องเข่นฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิงสมบัติมีให้เห็นมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะบัลลังก์มังกรแห่งฮ่องเต้ที่เป็นหนึ่งเหนือทุกชีวิตในแผ่นดินนั้นช่างหอมหวาน ล่อลวงให้ผู้กระหายอำนาจอยากครอบครองจนทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งสังหารผู้มีสายเลือดเดียวกันกับตัวเอง

'

“องค์ชายทรงประชวนอยู่ ทรงเสด็จกลับวังหลวงเถอะพระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์จะเป็นผู้ถวายความปลอดภัยให้กับองค์ชายสิบสองพระเจ้าค่ะ” เซียนปู้เซียวขันอาสา เอ่ยวาจากราบทูลกับสหายแต่สายตากลับมองลงมาสบดวงเนตรที่พราวฉ่ำน้ำ ราวกับเจ้าของดวงเนตรคู่งามแววเศร้าจวนเจียนจะร่ำไห้

'

“หากเจ้าเอ่ยวาจาเช่นนั้นข้าก็เบาใจ ข้ามั่นใจว่าเจ้าและคนของเจ้าคงไม่ทำให้ผิดหวัง” เฉินหยูกวาดตามองผู้ติดตามของเซียนปู้เซียวที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกลด้วยสายตาวิเคราะห์ คนกลุ่มนั้นแม้จะอำพรางตัวแต่งกายเป็นข้ารับใช้ หากแต่ละคนกลับแสดงออกถึงลักษณะที่เข้มงวด ห้าวหาญและทรงพลังดั่งชายชาตินักรบที่ยอมพลีกายทิ้งชีวิตเพื่อมาตุภูมิ หากเฉินหยูคาดเดาไม่พลาด ผู้ติดตามกลุ่มนี้ทั้งหมดล้วนเป็นทหารที่ได้รับการฝึกปรือฝีมือจนขึ้นมาอยู่ในระดับสูง สามารถฆ่าศัตรูได้อย่างไม่ลังเล ความสามารถในการต่อสู้ล้วนไม่ต้องสงสัย เขาเชื่อมั่นว่าสหายผู้นี้ย่อมปกป้องพระอนุชาน้อยเฉินอวี่หลีได้

'

“ฝากอวี่หลีไว้กับเจ้าด้วย” องค์ชายเฉินหยูตบบ่าสหายหนึ่งคราก่อนจะสั่งให้ทุกคนออกเดินทางกลับคืนวังหลวง

'

“กระหม่อมไม่มีทางที่จะทำให้ผู้ใดผิดหวัง” เซียนปู้เซียวประสานมือถวายบังคมลา เอ่ยวาจาอย่างมั่นคงราวเอ่ยถวายคำสัตย์สาบานด้วยมีชีวิตเป็นเดิมพัน

'

ยามเมื่อทุกคนเดินทางกลับกลับหมดสิ้น ในแดนดินสุสานหลวงหวนคืนความสงบวังเวง ดอกสือซว่านสีแดงฉานปานโลหิตยังลงโยกไหวไปตามสายลมที่พัดผ่าน องค์ชายเฉินอวี่หลียืนเหม่อลองด้วยสายตาที่ว่างเปล่าอีกครั้ง

'

เซียนปู้เซียวขยับมือส่งสัญญาณ คนของเขาที่ติดตามมาอารักขาก็ถอยห่างหายไปราวกับไม่มีตัวตน จากนั้นร่างสูงประดุจเสาท้องพระโรงก็ทรุดกายลงนั่งเคียงข้างร่างน้อยที่ยืนนิ่ง เอ่ยวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังพูดคุยถึงเรื่องลมฟ้าอากาศธรรมดาที่ไร้ความสำคัญ

'

“ที่นี่ไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากข้ากับเจ้า ถ้าเจ้าอยากจะร้องไห้ก็ร้องเถอะเจ้าลูกหมาน้อย”

'

“ผู้ใดอยากร้องไห้กัน” ดวงพักตร์น้อยหันขวับมาด้วยน้ำตาที่เริ่มรินไหลลงมาอย่างช้าๆ ถลึงตาใส่คนตัวโตที่นั่งลงแล้วยังสูงเท่าตัวเขาพอดี อีกอย่าง...ในโลกนี้มีผู้เดียวเท่านั้นที่บังอาจเรียกองค์ชายผู้สูงศักดิ์เช่นเขาเป็นสุนัข!

'

“โลกนี้ล้วนเป็นเช่นนั้น...พานพบกันได้นั้นแสนยาก แต่จากกันนั้นยากยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผูกพันระหว่างมารดาและบุตรนั้นนับว่าแน่นสนิทยิ่งกว่าสิ่งใด ยามพรากจากกันด้วยความตายมีหรือจะไม่ร่ำไห้หลั่งน้ำตา”

'

“แต่เสด็จแม่บอกว่าว่าเกิดเป็นลูกผู้ชายห้ามร้องไห้เด็ดขาด” เฉินอวี่หลียกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง

'

“เจ้าลูกหมาตัวนี้นี่นะ...” เซียนปู้เซียวขยี้หัวเบาๆ อดไม่ได้ที่จะยิ้มเบาบางด้วยความเอ็นดู

'

“ข้าเป็นคนหยาบกระด้างที่เติบโตมาท่ามกลางค่ายทหาร จะให้อ่อนโยนเหมือนอย่างองค์ชายเฉินหยูข้าก็ทำไม่ได้ จะให้พูดก็ไม่เก่งอีกเช่นกัน ดังนั้นข้าคงไม่อาจหาถ้อยคำใดมาเอ่ยปลอบใจเจ้าได้ แต่เชื่อข้าเถอะว่าการร้องไห้มันจะช่วยให้เจ้าคลายความทุกข์” มือใหญ่คว้าร่างเล็กเข้ามากอด กดหัวน้อยๆ นั้นฝังลงกับซอกคอตัวเองโดยที่จงใจไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว เอ่ยในท้ายประโยคอย่างใจดีว่า

'

“ร้องไห้เถอะ วันนี้ข้าจะยอมเป็นศิลาสักก้อนให้เจ้าได้หลั่งน้ำตา ข้าสัญญาว่าจะเป็นศิลาหินที่ไม่มีหูไม่มีตาไม่มีปาก อยู่นิ่งๆ ให้เจ้าได้ระบายทุกข์”

'

“ฮึก...ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด!” เฉินอวี่หลียกคางก่ายลงบนบ่ากว้าง เอ่ยวาจาข่มขู่ไปหนึ่งประโยคแล้วปล่อยให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอไหลรินลงมาไม่ขาดสาย เรียวแขนน้อยโอบไม่ถึงรอบแผ่นหลังของเซียนปู้เซียว เขาจึงใช้มือน้อยขยุ้มเสื้อส่วนหัวไหล่ของอีกฝ่าย จิกแน่นราวกับหวาดกลัวว่าที่พักพิงหนึ่งเดียวในยามนี้จะหนีหาย

'

“เจ้าลูกหมาน้อยวางใจได้ ก้อนศิลาเยี่ยงข้าไม่มีวันบอกใครแน่นอนว่าเจ้าร้องไห้น่าเกลียดอย่างที่ไม่มีใครเหมือน”

'

“ฮือๆ” ร่างน้อยสั่นสะอื้นอยู่กับ ‘ก้อนศิลา’ ที่โอบแขนสองข้างกระชับกอดปลอบประโลม แม้ว่าเขาจะตั้งใจปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงผิดพลาดไปจากที่คิด เมื่อเฉินอวี่หลีได้เริ่มปล่อยสะอื้นไปหนึ่งคำแล้ว...มันก็หยุดไม่ได้อีกต่อไป น้ำตาไหลพรากทะลักทะลายราวกับสายน้ำฝนที่ไหลลงถ่ายเทลงมาจากฟ้าสวรรค์ราวไม่มีวันหยุดยั้ง

'

“ฮือๆ “เฉินอวี่หลีร้องไห้อย่างหมดสภาพ ในยามนี้เขาตัดสินใจเอ่ยวาจาเล่าความจริงทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง “ความจริงแล้วเสด็จพ่อทรงโกหกทุกคน...เสด็จแม่ของข้าไม่ได้ประชวนจนสิ้นพระชนม์ แต่เสด็จแม่ถูกคนชั่ววางยาพิษลงในเครื่องเสวย ฮึก ฮือ...เสด็จแม่บอกว่าเป็นฝีมือของฮองเฮา”

'

เซียนปู้เซียวตบหลังเล็กๆ นั้นอย่างปลอบประโลม เขารับรู้ได้ถึงฝ่ามือน้อยๆ ที่กำเสื้ออยู่ตรงหัวไหล่ทั้งสองข้างนั้นแน่นจนแทบฝังเล็บ บรรยากาศรอบกายหนักอึ้งไปด้วยความเคืองแค้น เจ็บใจ และโศกเศร้า

'

“ฮือๆ เสด็จแม่ ฮึก เสด็จแม่ยังบอกกับข้าอีกว่า...”

'

“พระสนมเอกยังบอกอะไรเจ้าอีกหรือ” เซียนปู้เซียวลูบหลังน้อยๆ ช่วยคลายอาการสะอึกสะอื้น

'

“อื่ม” เฉินอวี่หลีตอบพึมพำแผ่ว ร่างน้อยดิ้นขลุกขลักผลักร่างตัวเองออกจากก้อนศิลาแสนอบอุ่น เขากลั้นสะอื้นแล้วเอ่ยว่า “เสด็จแม่บอกข้าว่า ฮึกๆ วังหลวงที่ข้าอยู่เป็นนรกที่อยู่ท่ามกลางเดรัจฉาน บอกให้ข้าหนีออกไปจากที่นี้โดยที่ไม่ต้องแก้แค้นหรืออาวรณ์ต่อสิ่งที่อยู่ภายหลัง สั่งย้ำให้ข้าออกไปใช้ชีวิตนอกวังอย่างเสรีตามใจปรารถนา...”

'

“นับว่าดีที่เจ้ายังเชื่อฟังคำสั่งสอนของมารดา” เซียนปู้เซียวใช้ปลายนิ้วเกลี่ยรอยน้ำตาออกจากใบหน้าน้อยๆ เขาไม่อยากนึกเลยว่าเด็กร่าเริงสดใสที่มีหัวใจบริสุทธิ์ผู้นี้เปลี่ยนไปเป็นคนอาฆาตพยาบาทตามล่าล้างแค้นศัตรูแล้วจะน่าเสียดายเพียงไร ชีวิตที่เดินทางไปในเส้นทางนั้นรั้งแต่จะพานพบกับความยากลำบากและเจ็บปวดใจอย่างไม่มีวันสิ้นสุด จมจ่อมอยู่กับห้วงความทุกข์และกลิ่นคาวเลือดทุกลมหายใจ...

'

เซียนปู้เซียวไม่อยากเห็นเจ้าลูกหมาน้อยตัวนี้เป็นเช่นนั้น เขาอยากให้องค์ชายเฉินอวี่หลีกลับมาร่าเริงสดใส อยากให้เจ้าตัวเล็กคนนี้วางแผนวิ่งเข้ามาหาเขาทุกครั้งที่มาเยือนเมืองหลวงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา อยากให้กลับยิ้มและหัวเราะอีกครั้ง

'

“ปู้เซียว...ในโลกนี้ยังจะมีใครไว้ใจได้อยู่อีกหรือ ข้ายังจะไว้ใจเจ้าได้หรือไม่ หากเจ้าสามารถไว้ใจได้ พาข้าออกไปจากวังหลวงเหมือนที่เสด็จแม่บอกกับข้าได้หรือไม่” ถ้อยคำถามล้วนจริงจัง ดวงเนตรใสกระจ่างพราวหยาดน้ำตาทอดมองดวงนัยน์คมกล้าของเซียนปู้เซียวด้วยความหวาดหวั่นระคนคาดหวังกับคำตอบที่รอคอย

'

“แน่นอน” เซียนปู้เซียวเอ่ยวาจากระชับสั้นและมั่นคง แกล้งดึงแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มแล้วเอ่ยประโยคถัดมาที่ยาวขึ้น

'

“นอกจากองค์ชายเฉินหยูแล้ว เจ้าก็นับว่าเป็นสหายคนสำคัญของข้า หากข้าไม่คบเจ้าเป็นสหายแล้วจะไปคบหาสมาคมกับผู้ใดได้ ฉะนั้นระหว่างมิตราภาพระหว่างสหายผู้รู้ใจย่อมมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ต่างก็สามารถเชื่อถือกันได้ ไว้วางใจในชีวิตของกันและกันได้ อีกอย่าง...นอกจากข้าแล้วยังมีองค์ชายเฉินหยูอีกคนหนึ่ง พี่ชายเจ้าผู้นี้รักเจ้าดุจน้องชายจริงๆ เจ้าสามารถไว้ใจเขาได้”

'

เซียนปู้เซียวหยุดชะงักอยู่หนึ่งช่วงหายใจ ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงแล้วเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียด

'

“แต่เจ้าลูกหมาน้อย เจ้ายินดีที่จะออกไปจากวังหลวงจริงๆ หรือ หากเจ้าออกจากวังแล้วนั่นย่อมหมายความว่าเจ้าอาจจะต้องละทิ้งฐานะองค์ชาย หรืออาจจะต้องกลายเป็นสามัญชน ไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นที่เคยเป็น เจ้ายังจะยินดีละทิ้งสิ่งเหล่านี้ได้หรือ”

'

“ข้าเห็นเสด็จแม่สิ้นพระชนม์ต่อหน้าต่อตาตัวเอง ข้าไม่อยากเป็นเหมือนอย่างนั้น” ดวงหน้าน้อยน้ำตาคลออีกครา สายธารรินไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย ดวงเนตรน้อยฉายแววเศร้าระทม

'

“ข้าอยากไปใช้ชีวิตอย่างที่เสด็จแม่รับสั่งกับข้า ท่องโลกกว้างอย่างเสรีมีอิสระ แม้จะต้องพานพบกับความลำบากก็ไม่เป็นไร ดังนั้นต่อให้ข้าต้องตายกลายเป็นผี ก็จะไม่ขอเป็นผีวังหลวง!”

'

“เฮ้ย...หากเจ้าเอ่ยแน่วแน่เช่นนั้น...ข้าก็จะช่วยเจ้า” เซียนปู้เซียวถอนหายใจอย่างหนักหน่วงไปหนึ่งคำ พยักหน้ารับไปหนึ่งจังหวะ จากนั้นก็เอ่ยวาจาหว่านล้อมไปหนึ่งประโยค

'

“แต่ว่าวังหลวงนั้นมีกฎเกณฑ์เคร่งครัดมากมาย องค์ชายคนหนึ่งจะออกจากวังหลวงได้นั้นนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก หากไม่ใช่เป็นเพราะรับสั่งของฮ่องเต้ ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ถูกเนรเทศออกจากวัง ดังนั้นการที่ข้าจะพาเจ้าออกไปจากวังหลวง ข้าคงต้องใช้เวลาพอสมควรเชียวล่ะ อย่างน้อยๆ ข้าคงต้องกลับไป...”

'

“ปู้เซียวจะไปไหน เจ้าจะกลับไปอยู่ในค่ายทหารอีกหรือ อยู่กับข้าไม่ได้หรือไร ข้าจะอ้อนวอนขอร้องเสด็จพ่อให้ทรงอนุญาตให้เจ้าอยู่ในวังหลวงกับข้า” เฉินอวี่หลีกอดแขนของคนที่ตัวโตกว่าแน่น เสด็จแม่ทิ้งเขาไปแล้ว ผู้อื่นยังจะทิ้งเขาไปอีกหรือ...ค่ายทหารอยู่ไกลถึงเขตชายแดนทิศใต้ของแคว้นผู่โจวเดินทางกลับไปแล้วจะลาลับหรือไม่

'

เฉินอวี่หลีทั้งรู้สึกหวาดกลัวการสูญเสียและรู้สึกเคว้งคว้างราวกับล่องลอยอยู่ในความมืดมิด

'

“ฟังนะเจ้าลูกหมาน้อย ข้าในยามนี้เป็นแค่คุณชายสกุลเซียนแห่งจวนแม่ทัพใหญ่เท่านั้น ข้ายังไม่มีความสามารถมากพอที่จะปกป้องสหายตัวน้อยอย่างเจ้าหรือใครก็ตามได้ ดังนั้นข้าจะต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหาร ฝึกปรือฝีมือให้แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้และสร้างอำนาจให้กับตัวเองจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

'

“ถ้าเจ้าได้ตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว เจ้าจะพาข้าออกไปจากวังหลวงใช่หรือไม่”

'

“ใช่ เมื่อข้ามีความสามารถพอจนดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจวข้าจะวางแผนให้เจ้าถูกขับออกจารกวังหลวงไปอยู่กับข้า แต่ระหว่างนี้ตัวข้าไม่สามารถอยู่กับเจ้าในวังหลวงได้ตลอดเวลาได้ ดังนั้นเจ้าจะต้องระวังตัวเอาไว้ให้ทุกฝีก้าว หากเจ้าถูกใครรังแกก็ไปหาองค์ชายหกเฉินหยู และถ้าหากเป็นไปได้...นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงแสร้งเป็นคนบ้าสติวิปลาสซะ”

'

“ห๋า! ให้ข้าเป็นคนบ้า...” เฉินอวี่หลีเบิกตาโต เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจะต้องแกล้งเป็นคนสติวิปลาสด้วย

'

“การที่ข้าให้เจ้าแกล้งเป็นคนสติวิปลาสนั้นก็เพราะมันจะเป็นหนทางที่ทำให้เจ้าไร้ซึ่งโอกาสในตำแหน่งรัชทายาท เมื่อไร้โอกาสชีวิตของเจ้าก็จะยืนยาวออกไปอีกช่วงหนึ่ง ในวังหลวงก็จะไม่มีใครสนใจเจ้า จะอยู่หรือไม่อยู่ล้วนไม่ต่างกัน”

'

“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะอยู่อย่างสงบไม่ให้ตกเป็นจุดเด่น จะเป็นคนสติวิปลาสที่ไม่ต้องสนใจกฎเกณฑ์ใดๆ อีกต่อไป ใช้ชีวิตทุกวันให้สนุกสนาน” เฉินอวี่หลีเช็ดน้ำตา ยิ้มกว้างด้วยความหวังอย่างเปี่ยมล้น

'

“ดี เมื่อข้าเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ข้าจะกลับมารับเจ้า”

'

“เจ้ารีบกลับมารับข้าเร็วๆ ล่ะ” ดวงเนตรกลมประกายน้ำตา ดีใจที่องค์ชายน้อยเช่นเขายังมีคนคอยช่วยเหลือ เฉินอวี่หลีขยี้ตาไล่หยาดน้ำร้อนๆ ที่จวนเจียนจะรินไหลจากนั้นก็เอ่ยวาจาข่มขู่ไปหนึ่งประโยค

'

” เซียนปู้เซียว หากเจ้ามารับช้า ข้าจะลืมเจ้า แล้วถ้าเจ้าไม่มารับข้า ข้าจะลืมเจ้าไปชั่วชีวิต ดังนั้นเจ้าจะต้องรักษาสัญญานะ”

'

“ข้าสัญญา”

'

“งั้นเซียนปู้เซียว พวกเรามามาประทับตราสัญญากัน”

'

“ประทับตรา?”

'

เซียนปู้เซียวเลิกคิวขึ้นถามอย่าไม่เข้าใจว่าองค์ชายน้อยประสงค์จะประทับตราเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไร ท่ามกลางสุสานหลวงที่ล้วนแต่มีผืนดินและทุ่งดอกสือซว่านจะหาพู่กันน้ำหมึกและกระดาษได้จากไหน หากเพียงชั่ววูบหนึ่งเขาก็เขาใจในถ้อยคำนั้นเมื่อดวงพักตร์น้อยโน้มลงมาอย่างรวดเร็ว

'

‘จุ๊บ!’

'

เฉินอวี่หลีถอนริมฝีปากน้อยๆ ออกมาจากปากผู้อื่น ส่งยิ้มซุกซนจ้องมองบุรุษที่หนุ่มเบื้องหน้ายกเรียวนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองด้วยสีหน้าแตกตื่น สองแก้มขึ้นสีระเรื่อเจือจางแต่สองใบหูกลับแดงก่ำจัดจ้านปานแต้มชาดทาปากของอิสตรี

'

เซียนปู้เซียวตัวแข็งค้างราวกับกลายร่างไปเป็นศิลาหิน หัวใจโหวงวูบดุจดิ่งร่วงลงสู่เหวลึกก่อนถูกเหวี่ยงกลับขึ้นมาแล้วเต้นระรัว ความร้อนวูบวาบแล่นผ่านดวงหน้าหล่อเหลาคมสัน ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาจากเสี้ยวปรารถนาลึกอันน่าพิศวง จะทำอย่างไรดีหนอ...เขาอยากให้อีกฝ่ายเป็นมากกว่าสหายเสียแล้ว!

'

ทว่า น่าเสียดายที่โลกนี้ล้วนไม่ง่ายดายเช่นนั้น...

'

สวรรค์หนอสวรรค์ คนเราเกิดมาชาติหนึ่งกว่าจะพานพบกันได้นั้นช่างแสนยาก แต่จากกันนั้นยากยิ่งกว่า

.

................................................................................................

หมายเหตุ

๑. ดอกสือซว่าน石蒜 มีอีกชื่อหนึ่งคือดอกปี้อั้นฮวา 彼岸花 ซึ่งชื่อปี้อั้นฮวาในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า ฮิกังบานะ Higanbana ชื่อในภาษาอังกฤษคือ Red Spider Lily ส่วนชื่อภาษาไทยคือ ดอกพลับพลึงแมงมุมแดง ในความเชื่อของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นนั้นถือว่าดอกพลับพลึงแมงมุมแดงเป็นดอกไม่ที่เบ่งบานอยู่ข้างแม่น้ำปรภพ เบ่งบานส่งดวงวิญญาณของผู้ตายไปเกิดใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการจากลาและการพลัดพราก ในทางศาสนาทั้งจีนและญี่ปุ่นนิยมปลูกดอกไม้ชนิดนี้ไว้ที่หลุมศพเพื่อเป็นการเคารพผู้ตาย ภาษาดอกไม้ของดอกสือซว่านคือ ความคลั่งไคล้ ความทรงจำแสนเศร้าโศก อิสรภาพ ความพ่ายแพ้ การกลับมาเกิดใหม่ และมีเพียงคุณเท่านั้นที่ฉันคิดถึง


.......................................................................................................................................................

ขอบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม

โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

蝶兰

เตี๋ยหลาน

8/ก.ย./2561

สามารถตามหา ตามทวง ติดตามความเคลื่อนไหว หรือ ติดต่อไรท์ได้ที่

เฟซบุคเพจ เตี๋ยหลาน-นักเขียน-蝶兰 

(https://www.facebook.com/DielanWriter)


    

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}