เมาหนักหลับคาบ้าน / เตี๋ยหลาน
email-icon

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

23 ยามฝันคะนึง (รีไรท์แล้ว)

ชื่อตอน : 23 ยามฝันคะนึง (รีไรท์แล้ว)

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2563 15:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
23 ยามฝันคะนึง (รีไรท์แล้ว)
แบบอักษร

ตอนที่ 23 ยามคนึงถึงฝัน 

​. 

. [สิบกว่าปีก่อน...] 

“อ๊า...เจ้าสารเลวโม่หลาง! อย่ารังแกข้านะ”

ร่างน้อยขององค์ชายเฉินอวี่หลีในวัยไม่ถึงแปดชันษาวิ่งหนีมาด้วยสีหน้าแตกตื่น ด้านหลังมีองค์ชายน้อยนามว่าโม่หลางหัวเราะร่าวิ่งไล่ติดตามมาอย่างไม่ลดละ ถัดจากร่างของพระเชษฐาลำดับสิบเอ็ดแล้ว ยังมีร่างของสหายที่ร่วมเรียนด้วยกันมาในสำนักศึกษาหลวงอีกหนึ่งขบวน ทั้งหมดกำลังวิ่งไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด ซึ่งล้วงมุ่งหมายร่วมมือกันกลั่นแกล้งองค์ชายสิบสองเฉินอวี่หลีโดยเฉพาะ

“ฮะฮะฮะ อวี่หลีๆ อย่าหนีพวกข้าซี่ พวกข้าอุตส่าห์เอาของดีมาให้เจ้าเชียวนะ” องค์ชายโม่หลางในวัยแปดชันษารับสั่งด้วยถ้อยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนเล่ห์ร้าย ในมือน้อยถือกิ่งไม้ท่อนยาวเอาไว้มั่น ปลายกิ่งไม้มีลูกงูเขียวไร้ชีวิตพาดร่างห้อยต่องแต่งแกว่งไกว ไล่ตามหลังองค์ชายเฉินอวี่หลีเข้ามาใกล้เพียงหนึ่งช่วงแขนคั่น

“นั่นสิพระเจ้าค่ะ องค์ชายสิบสองทรงชอบงูไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไม่กล้ารับมันเอาไว้เล่า ฮะฮะฮะ” หนึ่งในลูกสมุนขององค์ชายโม่หลางตะโกนเสียงดังไล่ตามมา ผู้อื่นที่ร่วมหัวกันเป็นขบวนล้วนหัวเราะเฮฮารับอย่างสำราญใจ

“รับมันเอาไว้เถอะองค์ชายสิบสอง เจ้างูเขียวตัวนี้เป็นองค์ชายโม่หลางกับพวกกระหม่อมช่วยกันจับมาด้วยความยากลำบาก ทั้งหมดล้วนทำเพื่อพระองค์ทั้งนั้นเลยนะพระเจ้าค่ะ ฮะฮะฮะ

‘บัดซบ บิดาเจ้าน่ะสิชอบงู!’ 

เฉินอวี่หลีกัดฟันข่มความขุ่นเคืองอย่างยากลำบาก ฟ้าสวรรค์ล้วนทราบดีว่าในโลกนี้นอกจากผีวิญญาณที่เขาหวาดกลัวสุดชีวิตเป็นลำดับหนึ่งแล้ว งูก็คือลำดับสองที่น่าสะพรึงกลัวไม่ด้อยไปกว่ากัน แล้วไฉนเจ้าพวกนี้ยังมีหน้าเอามันมามอบให้ข้าอยู่อีกหรือ

นี่มันเจตนากลั่นแกล้งกันชัดๆ

“น้องสิบสองที่แสนดีของข้า เจ้าหยุดวิ่งหนีแล้วรับของขวัญจากข้าไปเถอะนะ ฮะฮะฮะ” องค์ชายโม่หลางหัวเราะร่าอย่างลำพอง พวกพ้องที่สนับสนุนถือข้างเขาอยู่เบื้องหลังล้วนหัวเราะสนุกสนานไม่ต่างกัน

“ข้าไม่เอ๊า!” เฉินอวี่หลีเหลียวหลังกลับไปมองงูเขียวน้อยที่อยู่ห่างจากตัวเองเพียงแค่ไม่กี่ก้าวฝ่าเท้า ดวงตางูสีเหลืองอำพันที่เบิกค้างจ้องตอบกลับมา ราวกับยินดีปรีดาที่จะได้ทำการทักทายกับเขาโดยเฉพาะ

‘เฮือก!’ 

เฉินอวี่หลีกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงพักตร์น้อยแก้มยุ้ยน่ารักน่าเอ็นดูพลันซีดเผือดราวหิมะขาว จากนั้นองค์ชายน้อยก็หันหน้ากลับไปตั้งสติแล้วสับเท้าก้าววิ่งหนีเร็วขึ้นอย่างไม่คิดชีวิต ภายในใจเอ่ยย้ำเตือนว่าเหลือเพียงอีกนิดเดียว ก็จะถึงตำหนักน้ำค้างหยกขององค์ชายเฉินหยูแล้ว

พระเชษฐาลำดับหกที่ผู้นี้แม้นว่าจะมีสุขภาพไม่ค่อยดี แต่กลับมีอุปนิสัยเมตตาปรานีที่สุดในวังหลวง ยามเมื่อผู้อื่นพานพบกับความทุกข์มีหรือจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้

อีกประการหนึ่ง...

ในบรรดาพี่น้องที่มีมากมายนับครึ่งร้อย เฉินอวี่หลีรักใคร่สนิทสนมกับพระเชษฐาลำดับที่หกที่สุด ราวกับติดตามคลานออกมาจากท้องมารดาเดียวกันก็ไม่ปาน

“เจ้าอวี่หลี ข้าจะโยนงูตัวนี้ไปให้เจ้าแล้วนะ เอ๊า! รับงูด้วย” องค์ชายโม่หลางตะโกนเสียงดังด้วยความสะใจ ขยับมือเพียงเล็กน้อยก็ส่งร่างลูกงูเขียวลอยลิ่วไปเบื้องหน้าอย่างสง่าผ่าเผย รวดเร็วไม่ต่างจากลูกศรที่พุ่งตัวออกจากคันธนูศึก

“ฟิ้ววววววว”

ไม่จำเป็นที่เฉินอวี่หลีจะหันกลับไปมองดู เขาก็รู้ว่าลูกงูเขียวตัวนั้นคงไม่ลอยลิ่วข้ามพ้นไปจากหัวตัวเองเป็นแน่แท้ สุดท้ายก็ยอมหยุดเท้าหลับตาลงรอรับชะตากรรมอย่างปลงใจ

“หมับ!”

ฝ่ามือหนึ่งคว้าร่างงูเขียวน้อยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การปรากฏตัวของผู้มาใหม่ล้วนเคลื่อนไหวเพียงชั่วพริบตาจนยากจะมองตามได้ด้วยตาเนื้อ รัศมีดุดันแผ่ซ่านกำจายออกมาจากสองเนตรคมที่จดจ้องมายังฝูงเด็กร้ายเบื้องหน้า ท่าทางไม่ต่างไปจากราชาอสูรจ้องเขม็งเหยื่อที่มุ่งหมายสังหารเสียให้สิ้นซาก

แต่เนื่องจากสถานการณ์ล้วนแปรผันอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อเฉินอวี่หลีหยุดฝ่าเท้าพร้อมกับจังหวะที่ผู้กล้าสอดมือเข้ามายุ่งอย่างฉับพลัน จึงทำให้องค์ชายโม่หลางที่วิ่งไล่ตามหลังมาอย่างไม่ลดละพลอยหยุดชะงักลงกะทันหันไปด้วย อีกทั้งสหายร่วมขบวนการที่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิดไม่อาจหยุดชะงักฝีเท้าได้ทันการณ์ ทั้งหมดจึงพุ่งชนต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ จากด้านหลังมายังด้านหน้า ไม่ต่างจากต้นอ้อยลู่ลมเอนตัวไปตามพายุ

"อ๊าก!"

'ตุบ! ตุบๆๆๆๆๆๆ'

“อ๊ะ!” ในจังหวะที่กองมนุษย์กำลังจะล้มกระแทกใส่ร่างเฉินอวี่หลีนั้น มีมือใหญ่แข็งแกร่งคู่หนึ่งดึงตัวเขาไปยังด้านข้างด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลปานประหนึ่งช้างฉุด แล้วรวบตัวเฉินอวี่หลีเข้ามากอดปกป้องอย่างถนอม จึงทำให้ร่างเด็กน้อยรอดพ้นจากการถูกทับตายอย่างน่าอนาถได้อย่างหวุดหวิด

“พวกเจ้าส่งเสียงดังเอะอะอะไรกัน” เสียงทุ้มห้าวดุตวาดดังกัมปนาทไม่ต่างไปจากราชันพยัคฆ์คำราม ร่างสูงในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยืนชักสีหน้าเหี้ยมประหนึ่งอสูรร้ายที่ผุดกายขึ้นมาจากนรก

“องค์ชายหกเพิ่งทรงหายจากพระอาการประชวรหนักได้สองสามวัน พวกเจ้ายังจะกล้าส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนขององค์ชายหกอยู่อีกหรือ”

"อ่า..." ฝ่ามือน้อยยกขึ้นตบบ้องหูสองสามครา เสียงเอ็ดอึงดังอยู่เหนือศีรษะแบบนี้ ทำเอาหูน้อยๆ ของเฉินอวี่หลีถึงกับอื้อจนหนวกไปชั่วคราว ภายในใจไม่รู้ว่าจะเอ่ยขอบพระคุณผู้กล้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หรือต่อว่าที่ทำผู้อื่นสะท้านบ้องหูจนเกือบหนวกดี

"ปะๆ ปะปี ปีศาจ!" เด็กชายผู้หนึ่งยันร่างที่ถูกกระแทกลุกขึ้นมายืนได้อย่างมั่นคง ครั้งสายตาปะทะเข้ากับดวงหน้าดุดันก็ร้องลั่นอย่างแตกตื่นขึ้นมาทันที ผู้อื่นในขบวนจึงผวาเงยหน้าขึ้นมามองตามบ้าง แล้วต่างก็ร้องลั่นตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นพร้อมกับวิ่งหนีจากไปอย่างไม่คิดชีวิต

“หา!” เฉินอวี่หลีลืมตาโพลนขึ้นมาทันที ดวงพักตร์กลมแก้มยุ้ยน่ารักน่าเอ็นดูเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาค่อยๆ เงยขึ้นมองผู้กล้าที่รวบร่างเขาเข้ามากอดปกป้อง

อ่า...นี่องค์ชายเช่นเขาจะโชคร้ายหนีงูมาปะภูตผีอยู่อีกหรือ

เหตุใดสวรรค์ช่างชมชอบรังแกคนยิ่งนัก!

ดวงเนตรกลมสีดำดั่งเม็ดลำไยเจือหยาดน้ำตา ส่องประกายพร่างพราวดั่งดาวเหนือในยามราตรี ความงดงามพิสุทธิ์ไร้เดียงสาผสานความตื่นกลัว ทำให้ผู้กล้าที่มองลงมาสบตากับเจ้าของร่างน้อยถึงกับใจอ่อนยวบ เขาปล่อยร่างเล็กนุ่มนิ่มออกจากอ้อมกอดอย่างแสนเสียดาย แกล้งขยี้หัวเล็กๆ นั้นเล่นอย่างเอ็นดู ส่งยิ้มกว้างแล้วเอ่ยปลอบด้วยกิริยาใจดีที่ไม่เคยทำให้ผู้ใดมาก่อนในชีวิตว่า

“ไม่มีผู้ใดรังแกเจ้าแล้วล่ะเจ้าหนูน้อย”

“อื้ม” เฉินอวี่หลีพยักหน้ารับแล้วจ้องมองผู้กล้าคนนี้อย่างสนใจ จากนั้นเพียงหนึ่งช่วงจังหวะหายใจเขาก็ขยับยิ้มสดใส แล้วเอ่ยขอบคุณที่อีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

‘เอ๋...คนผู้นี้มิใช่ภูตผีสักหน่อยนี่นา โม่หลางกับเจ้าพวกนั้นจะกลัวไปทำไมกันนะ’ 

องค์ชายสิบสองในวัยใกล้แปดชันษาเหลียวมองพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งเคยมีกองเด็กนิสัยไม่ดีล้มทับกันอยู่อย่างน่าขบขัน ก่อนจะเหลียวกลับมามองดวงหน้าของผู้กล้าอย่างจริงจัง ครุ่นคิดในใจด้วยความสงสัย...

คนผู้นี้หน้าตาก็นับว่าดูดีเกลี้ยงเกลา บนหัวก็ไม่ได้มีเขาสัตว์โค้งยาวเหมือนภาพวาดรูปยักษ์ที่เขาเคยเห็น ไม่มีเขี้ยวยาวเล็บดำ ไม่มีหกกรแปดหัวเหมือนอสูรร้ายที่พวกนางกำนัลพี่เลี้ยงเคยเล่าถวายอีกด้วย

กลับกัน...คนผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ท่วงท่ายามยืนสง่าผ่าเผย เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเข้มแข็งและมั่นคง

“อวี่หลี่...เจ้ามาแล้วหรือ” เสียงอ่อนล้าระโหยราวขาดใจแว่วแผ่วเบา ทำให้เฉินอวี่หลีชะเง้อมองไปยังด้านหลังของผู้กล้า ภาพร่างการที่ซูบผอมขององค์ชายหกเฉินหยูปรากฏชัดเจนในสายตา ทำให้เขาตกใจจนเอ่ยอะไรไม่ออกสักคำ

แต่เดิมองค์ชายหกแม้จะมีร่างกายอ่อนแอด้วยโรคภัยรุมเร้า หากก็นับได้ว่าเป็นคนที่มีรูปร่างสมส่วน

ไม่รู้ว่าพระเชษฐาพระองค์นี้ของเขาป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ ถึงได้มีสภาพร่างกายเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ...ประหนึ่งคนที่ใกล้จะตายทุกเมื่อ

เฉินอวี่หลีได้แต่เบิกตาโตขาแข็งอยู่อย่างนั้น กว่าจะยอมก้าวเท้าขยับเข้าไปหาองค์ชายหกเฉินหยู ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายกวักมือเรียกให้สติเขาหวนคืน

“ท่านพี่หก...ทำไมสีผมของท่านจึงกลายเป็นสีขาวเช่นนี้เล่าพระเจ้าค่ะ อวี่หลีจำได้ว่าเส้นผมของท่านพี่หกแต่ก่อนดำสลวยมากนี่นา อวี่หลียังนึกชมอยู่เลยว่าเส้นผมของท่านพี่นุ่มเหมือนขนม”

“ข้าป่วยน่ะ นอนเยอะไปหน่อย เส้นผมก็เลยกลายเป็นสีขาว” องค์ชายหกนามว่าเฉินหยูยิ้มอย่างอ่อนโยน มือที่ขาวซีดราวก้อนแป้งปั้นตบแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มน่ารักของพระอนุชาอย่างเอ็นดู

“เช่นนั้นท่านพี่หกอย่านอนอีกเลยนะพระเจ้าค่ะ มาเล่นกับอวี่หลีนะ นะนะพระเจ้าค่ะ” องค์ชายสิบสองใช้สายตาและน้ำเสียงออดอ้อน มือป้อมสั้นของเด็กวัยใกล้แปดขวบกำชายชุดของพระเชษฐาแน่น พร้อมกับกระตุกเร่งให้อีกฝ่ายมาวิ่งเล่นเป็นเพื่อนอย่างเอาแต่ใจ

“องค์ชายหกพึ่งทรงหายประชวรหนักได้ไม่กี่วัน จะทรงวิ่งเล่นเป็นเพื่อนเด็กน้อยเช่นเจ้าได้อย่างไรกันเล่า องค์ชายสิบสอง...” ผู้กล้าเอ่ยเสียงดุขึ้นมาหนึ่งประโยค เฉินอวี่หลีตัวน้อยแทบปล่อยมือออกจากชายอาภรณ์พระเชษฐาแทบไม่ทัน อีกทั้งยังเผลอก้าวเท้าถอยหลังอย่างตกใจอีกด้วย

‘เฮือก! ขะขะ ข้า ทำผิดอะไรหรือ...’ หัวใจอวี่หลีน้อยแทบจะวาย คนผู้นี้ไฉนถึงได้กลายเป็นมารปีศาจหน้าตาดุร้ายไปแล้วเล่า เมื่อครู่ก่อนหน้านั้นยังยิ้มใจดีกับเขาอยู่มิใช่หรือ

“ไม่ต้องดุเขาก็ได้ปู้เซียว อย่างไรตอนนี้ร่างกายของข้าก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” องค์ชายหกเอ่ยปกป้องพระอนุชาตัวน้อยอย่างออกนอกหน้า

“จะไม่เป็นอะไรได้เยี่ยงไรกันเล่าพระเจ้าค่ะ องค์ชาย สามวันก่อนพระองค์พึ่งถูกพิ...” ท่านผู้กล้าเอ่ยวาจาไม่ทันครบประโยคก็ชะงักลงเสียก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญร้ายแรงไม่อาจแพร่งพรายให้ผู้ใดได้โดยเด็ดขาด

“หืม เพราะเหตุใดอ่า...” เฉินอวี่หลีมองพระเชษฐาคราหนึ่ง มองท่านผู้กล้าที่ถูกเรียกว่า ’ปู้เซียว’ คราหนึ่ง ดวงพักตร์น้อยมองคนทั้งสองอย่างสงสัยใคร่รู้

ท่านพี่หกของเฉินอวี่หลีทำอะไรกับคำว่า ‘พิ’ มาหรือ?

พิที่มาจากคำว่า พิราบ พิการ พิๆ แต่เอ...คงไม่น่าใช่คำว่าพิสดารกระมัง

รึว่า...ท่านพี่หกของเขาไปทำอะไรพิสดารมา?

“อวี่หลีน้อยอย่าได้คิดมากเลย มาพูดถึงเรื่องของเจ้ากันดีกว่า...” องค์ชายหกเฉินหยูรีบเปลี่ยนเรื่องกะทันหันได้อย่างแนบเนียน เรื่องที่องค์ชายอย่างเขาถูกวางยาพิษไม่อาจแพร่งพรายได้จริงๆ หากเรื่องนี้เปิดเผยออกไปย่อมมีผลเสียต่อหน้าตาของราชวงศ์เป็นแน่

“องค์ชายกับเด็กคนอื่นๆ ล้วนกลั่นแกล้งเจ้านั้น ล้วนเป็นเพราะอิจฉาที่เสด็จพ่อรักมารดาและตัวเจ้ามากกว่าผู้ใด ต่อไปนี้ถ้าเจ้าเหงาก็มาเล่นที่ตำหนักน้ำค้างหยกของข้าก็ได้ ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นเพื่อนวิ่งเล่นกับเจ้าไม่ได้แล้วก็ตาม อ้อ...ให้คุณชายเซียนปู้เซียวเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าก็แล้วกัน ดีหรือไม่”

“องค์ชายหก ข้าไม่ใช่เด็กที่ต้องมาเล่นกับเด็กน้อยด้วยกันนะพระเจ้าค่ะ แล้วเจ้าหนูนี่อายุน้อยแค่นี้เอง...” ดวงหน้าหล่อเหลาตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงหนุ่มแรกเริ่มส่ายหัวยืนกรานปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

“ฮะฮะฮะ องค์ชายเช่นข้าคงต้องขอรบกวนเจ้าแล้วล่ะ คุณชายเซียนปู้เซียว บุตรชายคนโตแห่งจวนท่านแม่ทัพใหญ่ตระกูลเซียน” องค์ชายหกเฉินหยูขยับยิ้มหัวเราะแผ่วเบา น้ำเสียงเสนาะราวหยาดฝนชุ่มฉ่ำหยดลงกลางน้ำในสระใส ดวงพักตร์สีซีดขาวราวศพเริ่มเจือสีสันแห่งชีวิตขึ้นมาบางเบา

แต่พอเห็นสหายสนิทอย่างเซียนปู้เซียวลอบส่งสายตาดุร้ายระคนข่มขู่มาให้ เขาแกล้งตบบ่าอีกฝ่ายแล้วเอ่ยวาจาหยอกล้อว่า

“ปู้เซียว เจ้าชอบทำตัวเย็นชาราวกับหินผา หน้าตาดุดันราวกับพยัคฆ์จ้องขย้ำคอเหยื่อ ผู้ใดจะกล้าขอนับเจ้าเป็นสหายกันเล่า หากไม่ใช่เพราะมารดาของข้ากับมารดาของเจ้าเป็นสหายสนิทกันมาก ถึงได้พาเจ้าเข้าวังมาเล่นเป็นเพื่อนข้าบ่อยๆ แล้วล่ะก็ เกรงว่าชาตินี้เจ้าคงไม่มีสหายสักคนเดียวด้วยซ้ำกระมัง”

เฉินอวี่หลีน้อยเงยหน้ามองท่านผู้กล้า คนที่พระเชษฐาของเขาเรียกนามว่า ‘เซียนปู้เซียว’ ด้วยสีหน้าชั่งใจอย่างหนัก

อ่า ในเมื่อท่านพี่ชายหกขอร้องข้าถึงเพียงนี้แล้ว...

ก็ได้! ข้าจะเป็นเพื่อนเล่นให้กับคุณชายไม่มีสหายคบหาผู้นี้เอง

ดวงพักตร์น้อยของเด็กวัยเยาว์คลี่ยิ้มสดใสไร้เดียงสา ดอกบ๊วยในวังหลวงผลิบานแล้วร่วงโรยตามฤดูกาลที่ผันผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเผลอไปแค่ช่วงลมหายใจหนึ่งในความฝัน เวลาก็ก้าวพ้นล่วงไปอีกปีเสียแล้ว...

ในหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้ว่าองค์ชายหกเฉินหยูยังไม่หายประชวรขาด แต่พระอาการก็ขึ้นลงเอาแน่นอนอะไรไม่ได้

หากกระนั้น...ยามใดที่เฉินอวี่หลีน้อยว่างเว้นจากการเล่าเรียน เขาจะหาโอกาสมาแวะเยี่ยมเยียนที่ตำหนักน้ำค้างหยกเสมอ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นห่วงพระอาการของพระเชษฐาลำดับที่หกด้วยความจริงใจ

เขากลัวว่าพระเชษฐาผู้นี้จะสิ้นพระชนม์ไปเหมือนพี่น้องคนอื่นในวังหลวง ซึ่งเริ่มตายจากไปทีละคนสองคนด้วยโรคภัยฉับพลันและอุบัติเหตุอย่างมีเงื่อนงำ แต่อีกส่วนหนึ่งก็วาดหวังมาเจอหน้าสหายต่างวัยของเขาด้วย

สหายคนร่างสูงที่หน้าตาดุเหมือนสิงโตหลับไม่อิ่ม สหายที่ชอบแวะเอาตำราหนังสือต่างๆ มาฝากให้เฉินอวี่หลีทุกครั้งที่เดินทางเข้ามาในวังหลวง

ถึงคุณชายแซ่เซียนผู้นี้จะเข้าวังมาไม่บ่อยนัก เพราะปีนี้เริ่มดำรงตำแหน่งใหม่เป็นครูฝึกยุทธ์ให้กับทหารในกองทัพ แต่องค์ชายเฉินอวี่หลีก็ยังอยากจะพบเจออยู่เสมอ เพราะเขาคิดว่าตัวเองมีแต่คนชอบกลั่นแกล้งมากกว่าจะคบหาเป็นสหายผู้รู้ใจ คุณชายเซียนปู้เซียวเองก็ไม่มีสหายเหมือนกัน ดังนั้นเฉินอวี่หลีจะมีใครเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ได้ดีกว่าคนที่มีสหายน้อยเหมือนกับตัวเอง

ทว่า...นั่นเป็นเพียงแค่ความคิดขององค์ชายเฉินอวี่หลีฝ่ายเดียวเท่านั้น สำหรับคุณชายปู้เซียวแห่งตระกูลเซียนที่ครอบครองตำแหน่งแม่ทัพใหญ่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ที่เขาเข้าวังหลวงไปมาหาสู่กับองค์ชายน้อยผู้นี้ล้วนเป็นเพราะการขอร้องและคำไหว้วานของสหายสนิทอย่างองค์ชายหกต่างหาก

เขาก็แค่เป็นพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งเท่านั้นเอง...

“เสด็จพี่หกเฉินหยู ข้าอวี่หลีมาหาแล้วพระเจ้าค๊า”

ท่ามกลางความสงบรื่นรมย์ในอุทยานของตำหนักน้ำค้างหยก เสียงเล็กสดใสดังลอยลิ่วมาแต่ไกลลิบ เพียงไปถึงสิบช่วงกะพริบตา ร่างน้อยที่สูงขึ้นจากเดือนก่อนมาเล็กน้อยก็พุ่งเข้ากอดบุรุษหนุ่มร่างเพรียวแกร่งที่สูงกว่าตัวเองเกินครึ่ง เป็นการกอดอย่างแน่นๆ ด้วยความคิดถึง แต่กลับสร้างความปั่นป่วนหัวใจให้ผู้ถูกกอดเกิดความหวั่นไหวขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

“เจ้าลูกหมา เสด็จพี่ของเจ้าอยู่ทางนั้น ไม่ใช่ข้า!” เซียนปู้เซียวใช้มือหนึ่งชี้ร่างผอมผิวซีดเซียวขององค์ชายหกที่ยืนอยู่ด้านข้าง อีกมือก็พยายามแงะร่างน้อยที่กอดตัวเองแน่นยิ่งกว่าเห็บหมาออกอย่างไม่ปรานี

“ก็ท่านพี่หกป่วยอยู่นี่นา” ดวงพักตร์น้อยที่ประดับยิ้มร่าตาหยี ไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวสีหน้าดุดันดั่งอสูรร้ายของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มยังคงเอ่ยวาจาเจื้อยแจ้วต่อไปว่า

“ถ้าข้ากอดท่านพี่หก ท่านพี่หกร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อาจล้มแล้วเจ็บป่วยเพราะข้าก็ได้นี่นา”

“ฮะฮะฮะ พี่หกของเจ้าคนนี้ไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นเสียหน่อย” องค์ชายเฉินหยูหัวเราะอย่างขบขัน “จะวิ่งเข้ามากอดข้าก็ได้ แต่ต่อไปเจ้าต้องกอดข้าเบาๆ นะอวี่หลี”

“พระเจ้าค่ะ อวี่หลีเองก็ไม่ได้อยากกอดเจ้าคนผู้นี้สักนิด” มือน้อยยอมปล่อยออกจากร่างของเซียนปู้เซียวอย่างรวดเร็ว ราวกับอีกฝ่ายเป็นเผือกเผาร้อนๆ ที่ต้องรีบโยนทิ้งเพื่อไม่ให้ลวกฝ่ามือ แถมตบท้ายด้วยการแลบลิ้นเล็กสีชมพูสดออกไปอย่างรวดเร็ว กระทำการยั่วโมโหแล้วกลับมายิ้มร่าตาหยีให้กับพระเชษฐาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“หึ! เจ้าลูกหมา” เซียนปู้เซียวส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ คนทั้งวังมีแต่ไม่กล้ายุ่งกับเขาเพราะกลัวนิสัยดุเคร่งขรึม และนิสัยเย็นชาที่ชักสีหน้าไม่รับแขกทุกลมหายใจ จะมีก็แต่องค์ชายน้อยผู้นี้เท่านั้นที่ไม่เคยหวั่นกลัวเขาเลยสักนิด

“เจ้าลูกหมาอะไรกัน ปีก่อนเจ้าเปลี่ยนจากเรียกข้าว่าเจ้าหนูน้อยมาเป็นเจ้าเด็กน้อย แล้วก็เป็นเจ้าหนูภายในสองเดือน แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ในยามนี้เวลาผ่านไปเพียงแค่ปีเดียว ข้าถึงได้กลายเป็นเจ้าลูกหมาไปซะแล้ว นี่! ข้าเองก็เป็นองค์ชายคนหนึ่งเหมือนกันนะ”

เฉินอวี่หลีน้อยกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจหนึ่งครา ทำตัวเป็นอันธพาลฟาดแข้งอีกฝ่ายไปหนึ่งฝ่าเท้า แต่มีหรือที่เซียนปู้เซียวผู้ซึ่งเป็นถึงว่าที่ท่านแม่ทัพใหญ่ในอนาคต และมีพลังยุทธ์กล้าแกร่งจะกระทบกระเทือนได้ง่ายดายเพียงนั้น...

สำหรับคุณชายเซียนปู้เซียวแล้ว...ก็เหมือนถูกลูกสุนัขตัวหนึ่งเดินชนอย่างไม่ตั้งใจเท่านั้นเอง

ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิดเดียว!

“อวี่หลี เจ้าทำตัวเสียมารยาเกินไปแล้ว” องค์ชายหกดุเฉินอวี่หลีที่ทำตัวเป็นอันธพาลน้อย

“อวี่หลีไม่ผิดสักหน่อยนี่ท่านพี่หก เป็นผู้อื่นกล้า...”

“ยังไม่รีบขอโทษคุณชายเซียนปู้เซียวอีกหรือ!” องค์ชายเฉินหยูเอ็ดขึ้นมาทันควันก่อนที่พระอนุชาตัวน้อยจะเถียงได้จบประโยค

“พระเจ้าค่ะ ข้าขอโทษคุณชายเซียนปู้เซียวด้วยที่เสียมารยาท” เฉินอวี่หลีรับคำสั่งด้วยเสียงเศร้า ร่างน้อยโค้งกายลงขออภัยอย่างจริงใจ พระเชษฐาหกผู้นี้ใจดีต่อเขาและทุกคนในวังหลวงอย่างมาก เป็นคนที่เฉลียวฉลาดและยิ้มแย้มอัธยาศัยดี ยากนักจะมีอารมณ์โทสะให้เห็น แล้วเฉินอวี่หลีก็ไม่กล้าที่จะทำให้อีกฝ่ายมีโทสะโมโหจนล้มป่วยด้วย ถึงได้ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี

ทว่า...เฉินอวี่หลีก็คือเฉินอวี่หลี ต่อให้ถูกกำราบดุไปอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงนิสัยให้สิ้นพยศได้ ดังนั้นในจังหวะที่ไม่มีใครเห็น เขาก็ลอบเอาคืนคู่กรณีด้วยการส่งฝ่าเท้าน้อยๆ ไปกระทืบลงบนหน้าแข้งของเซียนปู้เซียวอีกครั้ง

“เจ้าลูกหมาตัวนี้ช่าง...” เซียนปู้เซียวได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ นี่เขาจะเอาอะไรจริงจังกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหรือ

ช่างเถอะ ครั้งนี้ผู้ใหญ่เช่นเขาจะยอมมองข้ามแล้วปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน

แต่ถ้าหากมีครั้งหน้า เขาคงต้องเอาคืนด้วยการจับเจ้าหนูนี่มาตีก้นสักสองสามที่ สั่งสอนให้หลาบจำเสียบ้าง...

“อ่า...จริงสิท่านพี่หก พี่ได้ยินเรื่องที่น้องสิบเจ็ดสิ้นใจตายไปเมื่อวันก่อนหรือไม่” เฉินอวี่หลีทำทีเป็นชวนคุยด้วยสีหน้าจริงจัง รีบหาเรื่องสำคัญขึ้นมาสนทนา กันท่าไม่ให้ศัตรูตัวฉกาจลอบถีบแข้งเขาคืน ขาน้อยๆ ของเด็กไม่ถึงสิบขวบอย่างเขา ถ้าถูกบุรุษหนุ่มวัยสิบแปดถีบลงมามีหวังคงได้ขาหักอย่างแน่นอน

“อื่ม...อายุยังไม่ถึงขวบปีก็ต้องรีบเดินทางกลับสวรรค์เสียแล้ว” ดวงพักตร์ซีดเซียวเพราะโรคภัยอาบไล้ด้วยรอยหม่นหมอง ภาพดวงหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของพระอนุชาน้อยที่ลืมตาดูโลกได้ไม่กี่เดือนยังฉายชัดในรอยจำ

“อวี่หลีเองก็สงสารน้องสิบเจ็ด แต่ท่านพี่หก...อวี่หลียังได้ยินพวกนางกำนัลลือเล่ากันว่า น้องสิบเจ็ดตลอดจนพระสนมและองค์ชายคนอื่นๆ ในวังหลวง...ที่สิ้นพระชนม์ไปนั้นล้วนเป็นเพราะมีปีศาจร้ายที่แอบอาศัยอยู่ในวัง ปีศาจร้ายตัวนี้ลงมือกัดกินพลังชีวิตเหยื่อจนตาย”

“เหลวไหล” เซียนปู้เซียวส่ายหัว ดวงหน้าคมคายเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่เชื่อเรื่องข่าวลือนี้แม้แต่น้อย

“หากปีศาจที่ว่ามานี้มีตัวตนอยู่จริง เหตุไฉนจึงเลือกกินแต่เหล่าพระสนมกับองค์ชายเล่า พวกนางกำนัลกับขันทีในวังหลวงก็มีมากมายนับหมื่นนับพันคน เหตุใดจึงไม่กินเล่า”

“อื่ม...นั่นสินะ” เด็กน้อยพยักหน้าลงอย่างเห็นด้วยก่อนจะชะงักกึกแล้วส่ายหัว

“อ๊ะ! หรือว่าปีศาจตัวนี้มีรสนิยมชอบกินคนหน้าตาสวยๆ อย่างพวกพระสนมพระชายา แล้วยังชอบกินเหล่าองค์ชายเป็นพิเศษด้วย”

“ก็อาจจะใช่” องค์ชายหกเฉินหยูส่งยิ้มน้อยๆ ให้พระอนุชาหนึ่งครา ก่อนเลื่อนสายตามาสบตาของสหายสนิทอย่างเข้าใจความคิดเห็นที่ตรงกัน

เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลอยู่อย่างแน่นอน!

“อ๊า ท่านพี่หก อวี่หลีเองก็เป็นองค์ชายคนหนึ่ง อวี่หลีน้อยจะถูกกินหรือไม่ อวี่หลียังไม่อยากถูกกิน” เฉินอวี่หลีน้อยแกล้งชักสีหน้าเศร้า บีบเร้าน้ำตาให้หยดไหล พยายามเรียนแบบท่าทางของพวกนางสนมทั้งหลายที่ชอบเสแสร้งแสดงละครบีบน้ำตา เรียกความสงสารได้อย่างน่าเชื่อถือ

“ปีศาจตัวนั้นคงไม่กินลูกหมาอย่างเจ้าหรอกองค์ชายสิบสอง ดังนั้นเจ้าสบายใจได้” เซียนปู้เซียวขยับยิ้มที่มุมปาก แกล้งอีกฝ่ายไปหนึ่งประโยคแล้วเขาพลันรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วนเลยทีเดียว

“อ๊ะ เจ้า...”

แต่ก่อนที่เฉินอวี่หลีจะเอ่ยวาจาเผ็ดร้อนออกไปให้สะใจ ฉับพลันความวุ่นวายสับสนก็บังเกิดขึ้นเบื้องหน้า ก่อนจะมีนางกำนัลผู้หนึ่งบุกเข้ามาถึงในห้องรับรองของตำหนักน้ำค้างหยก สีหน้าและท่าทางของนางดูเคร่งเครียดราวกับประสบเรื่องร้ายแรงใหญ่หลวง

“กราบทูลองค์ชาย หม่อมฉันเป็นนางกำนัลจากตำหนักพระสนมเอกอวี่เฟยเพคะ ขอพระราชทานอภัยที่บุกเข้ามาในตำหนักองค์ชายหกโดยพลการ หม่อมฉันมีเรื่องจำเป็นที่ต้องกราบทูลให้องค์ชายสิบสองอย่างเร่งด่วนเพคะ”

“เกิดอะไรขึ้นหรือพี่ลี่จวิน” เฉินอวี่หลีมองนางกำนัลพี่เลี้ยงของตัวเองด้วยพระเนตรกลมโตสุกใส ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายรีบร้อนเข้ามาพบตัวเองเช่นนี้ด้วยเหตุใดกันแน่

“องค์ชาย...” ลี่จวินกราบทูลรายงานอย่างไม่รอช้าทันที เอ่ยวาจาอย่างรวบรัดที่สุดในชีวิต

“เกิดเรื่องขึ้นที่พระตำหนักแล้วเพคะ พระมารดาขององค์ชายทรงประชวรหนักอย่างกะทันหัน ขององค์ชายรีบเสด็จกลับตอนนี้เถอะเพคะ”

“อะไรนะ!” เฉินอวี่หลีตกตะลึง

“เมื่อเช้าตอนข้าออกมาจากตำหนัก เสด็จแม่ยังทรงสดชื่นแจ่มใสอยู่เลยนี่นา จะประชวรหนักได้อย่างไรกัน!”

 

******************************************************************************************** 

蝶兰 

เตี๋ยหลาน 

7/ก.ย./2560 

สามารถตามหา ตามทวง ติดตามความเคลื่อนไหว หรือ ติดต่อไรท์ได้ที่ 

เฟซบุคเพจ เตี๋ยหลาน-นักเขียน-蝶兰 

(https://www.facebook.com/DielanWriter) 

ความคิดเห็น