เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

23 ยามฝันคะนึง

ชื่อตอน : 23 ยามฝันคะนึง

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2561 21:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
23 ยามฝันคะนึง
แบบอักษร

ตอนที่ 23 ยามคนึงถึงฝัน

​.

.

[ท่ามกลางความฝันในอดีตอันเนื่องนาน]

.

**"

**“อ๊า...เจ้าสารเลวโม่หลาง! อย่ารังแกข้านะ”

**'

**ร่างน้อยขององค์ชายเฉินอวี่หลีในวัยไม่ถึงแปดขวบปีวิ่งหนีมาด้วยสีหน้าแตกตื่น ด้านหลังมีองค์ชายน้อยโม่หลางหัวเราะร่าวิ่งไล่ติดตามมาอย่างไม่ลดละ ถัดจากร่างของพระเชษฐาลำดับสิบเอ็ดแล้วยังมีร่างของสหายที่ร่วมเรียนด้วยกันมาในสำนักศึกษาหลวงกำลังวิ่งไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิดอีกหนึ่งขบวน ทั้งหมดล้วงมุ่งหมายร่วมมือกันกลั่นแกล้งเฉินอวี่หลีโดยเฉพาะ

**'

**“ฮะฮะฮะ อวี่หลีๆ อย่าหนีข้าซี่ ข้าอุตส่าห์เอาของดีมาให้เจ้าเชียวนะ” องค์ชายโม่หลางในวัยแปดชันษารับสั่งถ้อยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนเล่ห์ร้าย ในมือน้อยถือกิ่งไม้ท่อนยาวเอาไว้มั่น ปลายกิ่งไม้มีลูกงูเขียวไร้ชีวิตพาดร่างห้อยต่องแต่งแกว่งไกวไล่ตามหลังองค์ชายเฉินอวี่หลีเข้ามาใกล้เพียงหนึ่งช่วงแขนคั่น

**'

**“นั่นซิพระเจ้าค่ะ องค์ชายสิบสองทรงชอบงูไม่ใช่หรือไร เหตุใดถึงไม่กล้ารับมันเอาไว้เล่า” หนึ่งในลูกสมุนขององค์ชายโม่หลางตะโกนเสียงดังไล่ตามมา ผู้อื่นที่ร่วมไล่ล่าล้วนหัวเราะเฮฮารับความอย่างสำราญใจ

**'

**“รับมันเอาไว้เถอะองค์ชายเฉินอวี่หลี เจ้างูเขียวตัวนี้เป็นองค์ชายโม่หลางกับพวกกระหม่อมช่วยกันจับมาด้วยความยากลำบาก ทั้งหมดล้วนทำเพื่อพระองค์นะพระเจ้าค่ะ ฮะฮะฮะ

**'

**‘เฮอะ บิดาเจ้าน่ะซิชอบงู!’ เฉินอวี่หลีกัดฟันข่มความขุ่นเคืองอย่างยากลำบาก ฟ้าสวรรค์ล้วนทราบดีว่าในโลกนี้นอกจากผีวิญญาณที่เขาหวาดกลัวสุดชีวิตเป็นลำดับหนึ่งแล้ว งูก็คือลำดับสองที่น่าสะพรึงกลัวไม่ด้อยไปกว่ากัน แล้วไฉนเจ้าพวกนี้ยังมีหน้าเอามันมามอบให้ข้าอยู่อีกหรือ นี่มันเจตนากลั่นแกล้งกันชัดๆ

**'

**“เฉินอวี่หลีที่แสนดีของข้า เจ้าหยุดวิ่งหนีแล้วรับของขวัญจากข้าไปเถอะนะ ฮะฮะฮะ” โม่หลางหัวเราะร่าอย่างลำพอง พวกพ้องที่สนับสนุนถือข้างเขาอยู่ล้วนหัวเราะสนุกสนานไม่ต่างกัน

**'

**“ข้าไม่เอ๊า!” เฉินอวี่หลีเหลียวหลังกลับไปมองงูเขียวน้อยที่อยู่ห่างจากตัวเองเพียงแค่ไม่กี่ก้าวฝ่าเท้า ดวงตางูสีเหลืองอำพันที่เบิกค้างจ้องตอบกลับราวกับยินดีปรีดาที่จะได้ทำการทักทายกับเขาโดยเฉพาะ

**'

**‘เฮือก!’ เฉินอวี่หลีกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงพักตร์น้อยแก้มยุ้ยน่ารักน่าเอ็นดูพลันซีดเผือดราวหิมะขาว จากนั้นองค์ชายน้อยก็หันหน้ากลับไปตั้งสติแล้วสับเท้าก้าววิ่งหนีเร็วขึ้นอย่างไม่คิดชีวิต ภายในใจเอ่ยย้ำเตือนว่าเหลือเพียงอีกนิดเดียวก็จะถึงตำหนักน้ำค้างหยกขององค์ชายเฉินหยูแล้ว พระเชษฐาลำดับหกผู้นี้แม้นจะสุขภาพไม่ค่อยดีแต่กลับเป็นคนที่ใจดีที่สุดในวังหลวง ยามเมื่อผู้อื่นพานพบกับความทุกข์มีหรือจะไม่ช่วยเหลือได้

**'

**อีกอย่างหนึ่ง...ในบรรดาพี่น้องที่มากมายนับครึ่งร้อย เฉินอวี่หลีรักใคร่สนิทสนมกับพระเชษฐาหกราวกับติดตามคลานออกมาจากท้องมารดาเดียวกันก็ไม่ปาน

**'

**“เจ้าอวี่หลี ข้าจะโยนงูตัวนี้ไปให้เจ้าแล้วนะ เอ๊า! รับงูด้วย” องค์ชายโม่หลางเอ่ยอย่างไร้ซึ่งความปราณี ขยับมือเพียงเล็กน้อยก็ส่งร่างลูกงูเขียวลอยลิ่วไปเบื้องหน้าอย่างสง่าผ่าเผย

**'

**‘ฟิ้ว’

**'

**ไม่จำเป็นที่เฉินอวี่หลีจะหันกลับไปมองก็รู้ว่าลูกงูเขียวตัวนั้นคงไม่ลอยลิ่วข้ามพ้นไปจากหัวตัวเองเป็นแน่แท้ สุดท้ายก็ยอมหยุดเท้าหลับตาลงรอรับชะตากรรมอย่างปลงใจ

**'

**‘หมับ’ ฝ่ามือหนึ่งคว้าร่างงูเขียวน้อยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การปรากฏตัวของผู้มาใหม่ล้วนเคลื่อนไหวเพียงชั่วพริบตาจนยากจะมองตามได้ทัน รัศมีดุดันแผ่ซ่านกำจายออกมาจากสองเนตรคมที่จดจ้องมายังฝูงเด็กร้ายเบื้องหน้าไม่ต่างจากอสุราจ้องเขม็งเหยื่อที่หมายสังหาร

**'

**แต่เนื่องจากสถานการณ์ล้วนแปรผันอย่างรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว เมื่อเฉินอวี่หลีหยุดฝ่าเท้าพร้อมกับจังหวะที่ผู้กล้าสอดมือเข้ามายุ่งอย่างฉับพลัน จึงทำให้องค์ชายโม่หลางที่วิ่งไล่ตามหลังมาพลอยหยุดชะงัก อีกทั้งสหายร่วมขบวนการที่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิดไม่อาจหยุดชะงักฝีเท้าได้ทันการณ์ทั้งหมดตึงชนต่อกันเป็นทอดๆ จากด้านหลังมายังด้านหน้าไม่ต่างจากต้นอ้อยลู่แรงลมพายุ

**'

**"อ๊าก!"

**'

**'ตุบ! ตุบๆๆๆๆๆๆ'

**'

**“อ๊ะ!” ในจังหวะที่กองมนุษย์กำลังจะล้มกระแทกใส่ร่างเฉินอวี่หลีนั้น มีมือใหญ่แข็งแกร่งคู่หนึ่งดึงตัวเขาไปยังด้านข้างด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลปานช้างฉุดแล้วรวบเข้ามากอดปกป้องอย่างถนอม จึงทำให้ร่างเล็กรอดพ้นจากการถูกทับตายอนาถได้อย่างหวุดหวิด

**'

**“พวกเจ้าส่งเสียงดังเอะอะอะไรกัน” เสียงทุ้มห้าวดุตวาดดังดั่งราชันพยัคฆ์ร้ายคำราม ร่างสูงในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยืนชักสีหน้าเหี้ยมประหนึ่งอสูรร้ายที่ผุดขึ้นมาจากนรก

**'

**“องค์ชายหกพึ่งทรงหายจากพระอาการประชวนหนักได้สองสามวัน พวกเจ้ายังจะกล้าส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนขององค์ชายอยู่อีกหรือ”

**'

**"อ่า..." ฝ่ามือน้อยยกขึ้นตบบ้องหูสองสามครา เสียงเอ็ดอึงดังอยู่เหนือศีรษะทำเอาหูของเฉินอวี่หลีอื้อ ภายในใจไม่รู้ว่าจะเอ่ยขอบพระคุณผู้กล้าที่ยื่นมือมาช่วยเหลือหรือต่อว่าที่ทำผู้อื่นสะท้านบ้องหูจนเกือบหนวกดี

**'

**"ปะๆ ปะปี ปีศาจ!"

**'

**เด็กชายผู้หนึ่งยันร่างที่ถูกกระแทกลุกขึ้นมายืนได้อย่างมั่นคง ครั้งสายตาปะทะเข้ากับดวงหน้าดุดันก็ร้องอย่างแตกตื่นขึ้นมาทันที ผู้อื่นในขบวนจึงผวาเงยหน้าขึ้นมามองบ้างแล้วร้องลั่นตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นได้ก็วิ่งหนีจากไปอย่างไม่คิดชีวิต

**'

**“หืม!” เฉินอวี่หลีลืมตาโพลนขึ้นมาทันที ดวงพักตร์กลมแก้มยุ้ยหน้ารักน่าเอ็นดูเงยขึ้นมองผู้กล้าที่รวบร่างเขาเข้ามากอดปกป้องอย่างตกใจ นี่องค์ชายเช่นเขาจะโชคร้ายหนีงูมาปะภูตผีอยู่อีกหรือ...

**'

**เหตุใดสวรรค์ถึงช่างเลวทรามต่ำช้ายิ่งนัก!

**'

**ดวงเนตรกลมสีดำดั่งเม็ดลำไยเจือหยาดน้ำตาส่องสุกประกายพร่างพราวดั่งดาวเหนือในราตรี ความงดงามพิสุทธิ์ไร้เดียงสาระคนตื่นตระหนกทำให้ผู้กล้าที่มองลงมาสบตากับเจ้าของร่างน้อยถึงกับใจอ่อนยวบ เขาปล่อยร่างเล็กนุ่มนิ่มออกจากอ้อมกอดอย่างเสียดาย แกล้งขยี้หัวเล็กๆ นั้นเล่นอย่างเอ็นดู ส่งยิ้มกว้างแล้วเอ่ยปลอบอย่างใจดีที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อนในชีวิตว่า

**'

**“ไม่มีใครรังแกเจ้าแล้วล่ะเจ้าหนูน้อย”

**'

**“อื้ม” เฉินอวี่หลีพยักหน้ารับแล้วจ้องมองผู้กล้าคนนี้อย่างสนใจ จากนั้นเพียงหนึ่งช่วงจังหวะหายใจเขาก็ขยับยิ้มสดใสแล้วเอ่ยขอบคุณที่อีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

**'

**‘ไม่ใช่ภูตผีสักหน่อยนี่นา โม่หลางกับเจ้าพวกนั้นจะกลัวไปทำไมกันนะ’

**'

**องค์ชายสิบสองในวัยแปดชันษาเหลียวมองพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งเคยมีกองเด็กนิสัยไม่ลีล้มทับกันอยู่อย่างน่าขบขัน ก่อนจะเหลียวกลับมามองดวงหน้าของผู้กล้าอย่างจริงจัง ครุ่นคิดในใจอย่างสงสัย คนผู้นี้หน้าตาก็นับว่าดูดีเกลี้ยงเกลาไม่มีเขาโค้งบนหัวเหมือนภาพวาดรูปยักษ์ที่เขาเคยเห็น ไม่มีเขี้ยวยาวเล็บดำหรือหกกรแปดหัวเหมือนอสูรร้ายที่พวกนางกำนัลพี่เลี้ยงเคยเล่าถวายด้วย

**'

**“อวี่หลี่...เจ้ามาแล้วหรือ”

**'

**เสียงอ่อนล้าระโหยราวขาดใจทำให้เฉินอวี่หลีชะเง้อมองไปยังด้านหลังของผู้กล้า ภาพร่างขององค์ชายเฉินหยูที่เปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือทำให้เขาตกใจจนเอ่ยอะไรไม่ออกสักคำ ได้แต่เบิกตาโตขาแข็งอยู่อย่างนั้นกว่าจะยอมก้าวเท้าขยับเข้าไปหาอีกฝ่าย

**'

**“ท่านพี่หก...ทำไมสีผมของท่านจึงกลายเป็นสีขาว ข้าจำได้ว่าเส้นผมของท่านแต่ก่อนดำสลวยมากนี่นา ข้ายังนึกชมอยู่เลยว่าเส้นผมของท่านพี่นุ่มเหมือนขนม”

**'

**“ข้าป่วยน่ะ นอนเยอะไปหน่อยเส้นผมก็เลยกลายเป็นสีขาว” องค์ชายเฉินหยูยิ้มอย่างอ่อนโยน มือที่ขาวซีดราวก้อนแป้งปั้นตบแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มน่ารักของพระอนุชาอย่างเอ็นดู

**'

**“งั้นท่านพี่อย่านอนอีกเลย มาเล่นกับอวี่หลีนะนะ” มือป้อมสั้นของเด็กวัยแปดขวบกำชายชุดของพระเชษฐาพร้อมกระตุกเร่งให้อีกฝ่ายมาวิ่งเล่นเป็นเพื่อน

**'

**“องค์ชายหกพึ่งหายประชวนหนักจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรกันองค์ชายสิบสอง” ผู้กล้าเอ่ยเสียงดุขึ้นมาหนึ่งประโยค เฉินอวี่หลีตัวน้อยแทบปล่อยมือออกจากชายอาภรณ์พระเชษฐาแทบไม่ทัน อีกทั้งยังเผลอก้าวเท้าถอยหลังอย่างตกใจด้วย

**'

**‘เฮือก!’ หัวใจอวี่หลีน้อยแทบจะวาย คนผู้นี้ไฉนถึงได้กลายเป็นมารปีศาจหน้าตาดุร้ายไปแล้วเล่า เมื่อครู่ก่อนหน้านั้นยังยิ้มใจดีกับเขาอยู่นี่นา

**'

**“ไม่ต้องดุเขาก็ได้ปู้เซียว ยังไงซะตอนนี้ร่างกายของข้าไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”

**'

**“จะไม่เป็นอะไรได้ยังไงกัน องค์ชาย สามวันก่อนเจ้าพึ่งถูกพิ...” ท่านผู้กล้าเอ่ยวาจาไม่ทันครบประโยคก็ชะงักลงเสียก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญร้ายแรงไม่อาจแพร่พรายให้ผู้ใดได้โดยเด็ดขาด

**'

**“หืม เพราะเหตุใดอ่า...” เฉินอวี่หลีมองพระเชษฐาคราหนึ่ง มองท่านผู้กล้าที่ถูกเรียกว่า’ปู้เซียว’ คราหนึ่ง ดวงพักตร์น้อยมองคนทั้งสองอย่างสงสัยใคร่รู้

**'

**ท่านพี่ชายหกของเฉินอวี่หลีทำไมกับ ‘พิ’ มาหรือ พิราบ พิการ พิๆ แต่เอ...ไม่น่าใช่คำว่าพิสดารกระมัง

**'

**รึว่าท่านพี่ชายหกของเขาไปทำอะไรพิสดารมา

**'

**“อวี่หลีน้อยอย่าได้คิดมากต่อไปเลย” องค์ชายเฉินหยูรีบเปลี่ยนเรื่องกะทันหันอย่างแนบเนียน เรื่องที่องค์ชายอย่างเขาถูกวางยาพิษไม่อาจแพร่งพรายได้จริงๆ หากเรื่องนี้เปิดเผยออกไปย่อมมีผลเสียต่อหน้าตาของราชวงศ์แน่

**'

**“องค์ชายกับเด็กคนอื่นๆ ล้วนกลั่นแกล้วเจ้าเพราะอิจฉาที่เสด็จพ่อรักมารดาและตัวเจ้ามากกว่าใคร ต่อไปนี้ถ้าเจ้าเหงาก็มาเล่นที่ตำหนักน้ำค้างหยกก็ได้ ถึงแม้ว่าข้าคงเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าไม่ได้แล้ว ก็ให้คุณชายเซียนปู้เซียวเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าก็แล้วกัน”

**'

**“องค์ชายหก ข้าไม่ใช่เด็กที่ต้องมาเล่นกับเด็กด้วยกันหรอกนะพระเจ้าค่ะ แล้วเจ้าหนูนี่อายุแค่แปดขวบเอง” ดวงหน้าหล่อเหลาตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงหนุ่มแรกเริ่มส่ายหัวยืนกรานปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

**'

**“คุณชายเซียนปู้เซียวแห่งจวนท่านแม่ทัพใหญ่ตระกูลเซียน” องค์ชายเฉินหยูขยับยิ้มหัวเราะแผ่วเบาราวหยาดฝนชุ่มฉ่ำหยดลงกลางน้ำในสระใส ดวงพักตร์สีซีดขาวราวศพเริ่มเจือสีสันต์แห่งชีวิตขึ้นมาบางเบา

**'

**“เจ้าชอบทำตัวเย็นชาราวกับหินผา หน้าตาดุดันราวกับพยัคฆ์จ้องขย้ำคอเหยื่อ ผู้ใดจะกล้าขอนับเจ้าเป็นสหาย หากไม่ใช่เพราะมารดาของข้ากับมารดาของเจ้าเป็นสหายสนิทกันมากถึงได้พาเจ้าเข้าวังมาเล่นเป็นเพื่อนข้าบ่อยๆ แล้วล่ะก็ เกรงว่าชาตินี้เจ้าคงไม่มีสหายสักคนเดียวเลยด้วยซ้ำกระมัง”

**'

**เฉินอวี่หลีน้อยเงยหน้ามองท่านผู้กล้าที่พระเชษฐาของเขาเรียกนามว่า ‘เซียนปู้เซียว’ ด้วยสีหน้าชั่งใจอย่างหนัก ในเมื่อท่านพี่ชายหกขอร้องข้าถึงเพียงนี้แล้ว...ก็ได้ ข้าจะเป็นเพื่อนเล่นให้เอง

**'

**ดวงพักตร์น้อยของเด็กวัยเยาว์คลี่ยิ้มสดใสไร้เดียงสา ดอกบ๊วยในวังหลวงผลิบานแล้วร่วงโรยตามฤดูกาลที่ผันผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเผลอไปแค่ช่วงลมหายใจหนึ่งในความฝัน เวลาก็ก้าวพ้นล่วงไปอีกปีเสียแล้ว

**'

**ในหนึ่งปีที่ผ่านมาแม้ว่าองค์ชายหกเฉินหยูยังไม่หายประชวนขาด แต่พระอาการก็ขึ้นลงเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ หากกระนั้นยามใดที่ว่างจากการเล่าเรียน เฉินอวี่หลีน้อยจะหาโอกาสมาแวะเยี่ยมเยียนเสมอ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นห่วงพระอาการของพระเชษฐาอย่างจริงใจ เขากลัวว่าท่านพี่ชายผู้นี้จะสิ้นพระชนม์ไปเหมือนพี่น้องคนอื่นในวังหลวงซึ่งเริ่มตายจากไปทีละคนสองคนด้วยโรคภัยฉับพลันและอุบัติเหตุ แต่อีกส่วนหนึ่งก็หวังมาเจอเพื่อนต่างวัยร่างสูงที่หน้าตาดุเหมือนสิงโตหลับไม่อิ่มที่แวะเอาตำราหนังสือต่างๆ มาฝากทุกครั้งที่เข้าวังหลวง

**'

**ถึงเซียนปู้เซียวจะเข้าวังมาไม่บ่อยนักเพราะปีนี้เริ่มเป็นครูฝึกยุทธ์ให้กับทหารใหม่ในกองทัพทหาร แต่เฉินอวี่หลีก็ยังอยากจะเจออยู่เสมอ เพราะเขาคิดว่าตัวเองมีแต่คนชอบแกล้งรังแกมากกว่าจะคบเป็นสหาย คุณชายเซียนปู้เซียวเองก็สหายไม่มีเหมือนกัน ดังนั้นเฉินอวี่หลีจะมีใครเข้าใจความรู้สึกได้ดีกว่าคนที่มีสหายน้อยเหมือนตัวเอง

**'

**ทว่า...นั่นเป็นเพียงแค่ความคิดขององค์ชายเฉินอวี่หลีฝ่ายเดียวเท่านั้น สำหรับคุณชายปู้เซียวแห่งตระกูลเซียนที่ครอบครองตำแหน่งแม่ทัพใหญ่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนล้วนเป็นเพราะการขอร้องและคำไหว้วานของสหายอย่างองค์ชายหกต่างหาก

**'

**ก็แค่พี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งเท่านั้นเอง...

**'

**“ท่านพี่หกเฉินหยู ข้าอวี่หลีมาหาแล้วพระเจ้าค๊า”

**'

**ท่ามกลางความสงบรื่นรมย์ในอุทยานเล็กของตำหนักน้ำค้างหยก เสียงเล็กสดใสดังลอยลิ่วมาแต่ไกลริบ เพียงไปถึงสิบช่วงกระพริบตาร่างน้อยที่สูงขึ้นจากเดือนก่อนมาเล็กน้อยหน่อยก็พุ่งเข้ากอดบุรุษหนุ่มร่างเพรียวแกร่งที่สูงกว่าตัวเองเกินครึ่ง กอดอย่างแน่นๆ ด้วยความคิดถึง สร้างความปั่นป่วนหัวใจให้ผู้ถูกกอดตระหนกหัวใจเล่น

**'

**“เจ้าลูกหมา พี่ชายเจ้าอยู่ทางนี้ไม่ใช่ข้า!” เซียนปู้เซียวใช้มือหนึ่งชี้ร่างผอมผิวซีดเซียวขององค์ชายหกที่ยืนอยู่ด้านข้าง อีกมือก็พยายามแงะร่างน้อยที่กอดตัวเองแน่นยิ่งกว่าเห็บหมาออกอย่างไม่ปราณี

**'

**“ก็ท่านพี่ชายหกป่วยอยู่นี่นา” ดวงพักตร์น้อยที่ประดับยิ้มร่าตาหยี่ ไม่มีทีท่าว่าจะกลัวสีหน้าดุดันดั่งอสูรร้ายของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย “ถ้าข้ากอดพี่ชายหก ท่านพี่อาจล้มแล้วป่วยเพราะข้าก็ได้”

**'

**“ฮะฮะฮะ พี่ชายของเจ้าคนนี้ไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นสักหน่อย” องค์ชายเฉินหยูหัวเราะอย่างขบขัน “จะวิ่งเข้ามากอดข้าก็ได้ แต่ต่อไปเจ้าต้องกอดข้าเบาๆ นะอวี่หลีน้อย”

**'

**“พระเจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่ได้อยากกอดเจ้าคนผู้นี้สักนิด” มือน้อยยอมปล่อยออกจากร่างของเซียนปู้เซียวอย่างรวดเร็วราวกับอีกฝ่ายเป็นเผือกเผาร้อนๆ ที่ต้องรีบโยนทิ้งเพื่อไม่ให้ลวกฝ่ามือ เขาแลบลิ้นเล็กโพล่ทำท่ายั่วโมโหอย่างรวดเร็วแล้วกลับมายิ้มร่าตาหยี่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

**'

**“หึ! เจ้าลูกหมา” เซียนปู้เซียวส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ คนทั้งวังมีแต่ไม่กล้ายุ่งกับเขาเพราะกลัวสีหน้าดุๆ และนิสัยเย็นชาสีหน้าไม่รับแขก จะมีก็แต่องค์ชายน้อยผู้นี้เท่านั้นที่ไม่กลัวเขาเลยสักนิด

**'

**“เจ้าลูกหมาอะไรกัน ปีก่อนเจ้าเปลี่ยนจากเรียกข้าว่าเจ้าหนูน้อยมาเป็นเจ้าเด็กน้อย แล้วก็เป็นเจ้าหนู แต่ไม่รู้ว่าทำไมในยามนี้ผ่านไปเพียงแค่ปีเดียวข้าถึงกลายเป็นเจ้าลูกหมาไปซะได้ นี่! ข้าเองก็เป็นองค์ชายคนหนึ่งเหมือนกันนะ”

**'

**เฉินอวี่หลีน้อยกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจหนึ่งครา ทำตัวเป็นอันธพาลฟาดแข้งอีกฝ่ายไปหนึ่งฝ่าเท้า แต่มีหรือที่เซียนปู้เซียวผู้ซึ่งเป็นถึงว่าที่ท่านแม่ทัพใหญ่ในอนาคตและมีพลังยุทธ์กล้าแกร่งจะกระทบกระเทือนได้...สำหรับคุณชายเซียนปู้เซียวแล้วก็เหมือนถูกลูกสุนัขตัวหนึ่งเดินชนอย่างไม่ตั้งใจเท่านั้นเอง ไม่เจ็บเลยสักนิด

**'

**“อวี่หลีเจ้าทำตัวเสียมารยาเกินไปแล้ว” องค์ชายหกดุเฉินอวี่หลีที่ทำตัวเป็นอันธพาลน้อย

**'

**“ข้าไม่ผิดสักหน่อยนี่ท่านพี่ เป็นผู้อื่นกล้า...”

**'

**“ยังไม่รีบขอโทษคุณชายเซียนปู้เซียวอีกหรือ!” องค์ชายเฉินหยูเอ็ดขึ้นมาทันควันก่อนที่พระอนุชาสิบเอ็ดจะเถียงได้จบประโยค

**'

**“พระเจ้าค่ะเสด็จพี่ ข้าขอโทษคุณชายเซียนปู้เซียวด้วยที่เสียมารยาทต่อท่าน” เฉินอวี่หลีรับคำเสียงเศร้าแล้วโค้งกายลงขออภัยอย่างจริงใจ พระเชษฐาหกผู้นี้ใจดีต่อเขาและทุกคนในวังหลวงอย่างมาก เป็นคนที่เฉลียวฉลาดและยิ้มแย้มอัธยาศัยดี ยากนักจะเห็นอารมณ์โทสะ แล้วเฉินอวี่หลีก็ไม่กล้าที่จะทำให้อีกฝ่ายมีโทสะโมโหจนล้มป่วยด้วย

**'

**ทว่า...เฉินอวี่หลีก็คือเฉินอวี่หลี ต่อให้ถูกกำราบดุไปอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนนิสัยให้สิ้นพยศได้ ดังนั้นในจังหวะที่ไม่มีใครเห็นเขาก็ลอบเอาคืนคู่กรณีด้วยการส่งฝ่าเท้าน้อยๆ ไปกระทืบลงบนหน้าแข้งของเซียนปู้เซียวอีกครั้ง

**'

**“เจ้าลูกหมา” เซียนปู้เซียวส่ายหน้าอย่างละอา นี่เขาจะเอาอะไรมากมายกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหรือ...ครั้งนี้จะยอมมองข้ามแล้วปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน

**'

**“อ่า...จริงซิท่านพี่ ท่านได้ยินเรื่องที่น้องสิบห้าสิ้นใจตายไปเมื่อวันก่อนหรือไม่” เฉินอวี่หลีชวนคุย รีบหาเรื่องสำคัญขึ้นมาสนทนากันท่าไม่ให้ศัตรูตัวฉกาจมาถีบแข้งเขาคืน ขาน้อยๆ ของเด็กไม่ถึงสิบขวบอย่างเขาถูกบุรุษหนุ่มวัยสิบแปดถีบลงมามีหวังขาหักน่ะซิ

**'

**“อื่ม...อายุยังไม่ถึงขวบปีก็ต้องรีบเดินทางกลับสวรรค์เสียแล้ว” ดวงพักตร์ซีดเซียวเพราะโรคภัยอาบไล้ด้วยรอยหม่นหมอง ภาพดวงหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของพระอนุชาน้อยที่ลืมตาดูโลกได้ไม่กี่เดือนยังฉายชัดในรอยจำ

**'

**“ข้าเองก็สงสารน้องสิบห้า แต่ท่านพี่ ยังมีข่าวลือเล่ากันว่าน้องสิบห้าตลอดจนพระสนมและองค์ชายคนอื่นๆ ในวังหลวงที่สิ้นพระชนม์ไปนั้นล้วนเป็นเพราะมีปีศาจร้ายอาศัยอยู่ในวังหลวง ปีศาจร้ายตัวนี้ลงมือกัดกินพลังชีวิตเหยื่อจนตาย”

**'

**“เหลวไหล” เซียนปู้เซียวส่ายหัว ดวงหน้าคมคายเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่เชื่อเรื่องข่าวลือนี้ “หากปีศาจที่ว่ามานี้มีอยู่จริง เหตุไฉนจึงเลือกกินแต่เหล่าพระสนมชายากับองค์ชายเล่า พวกนางกำนัลกับขันทีในวังหลวงมีมายมายนับหมื่นนับพันทำไมถึงไม่กินเล่า”

**'

**“อื่ม...นั่นซินะ” คนร่างเล็กพยักหน้าลงอย่างเห็นด้วยก่อนจะชะงักกึกแล้วส่ายหัว “แต่ อ๊ะ หรือปีศาจตัวนี้มีรสนิยมชอบกินคนสวยๆ อย่างพวกพระสนมพระชายา แล้วยังชอบกินเหล่าองค์ชายเป็นพิเศษด้วย”

**'

**“ก็อาจจะใช่” เฉินหยูส่งยิ้มน้อยๆ ให้พระอนุชาหนึ่งคราก่อนเลื่อนสายตามาสบตาของสหายสนิทอย่างเข้าใจความคิดเห็นที่ตรงกัน

**'

**เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลอยู่อย่างแน่นอน

**'

**“อ๊าท่านพี่ อวี่หลีน้อยจะถูกกินไหม อวี่หลียังไม่อยากถูกกินนะท่านพี่” เฉินอวี่หลีน้อยกอดแขนพระเชษฐาอย่างออดอ้อน แกล้งชักสีหน้าเศร้าบีบเร้าน้ำตาให้หยาดไหล พยายามเรียนแบบท่าทางพวกนางสนมทั้งหลายที่ชอบเสแสร้งแสดงละครบีบน้ำตาเรียกความสงสาร

**'

**“ปีศาจตัวนั้นคงไม่กินลูกหมาอย่างเจ้าหรอกองค์ชาย ดังนั้นสบายใจได้” เซียนปู้เซียวขยับยิ้มที่มุมปาก แกล้งอีกฝ่ายไปหนึ่งประโยคแล้วเขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วน

**'

**"ปีศาจตัวนั้นมันคงจะเป็นเจ้า แผล่!" เฉินอวี่หลีแลบลิ้นปลิ้นตาอย่างน่ารักน่าชัง

**'

**ทว่า...ในจังหวะที่คนทั้งสามกำลังเสวนาวาจากันอย่างครึกครื้นอยู่นั้น เสียงเอะอะดังโวยวายก็ค่อยๆ แทรกซ้อนก่อนกลืนกินบรรยากาศสุขสันต์อย่างฉับไว

**'

**"องค์ชาย...หม่อมฉันมีเรื่องเร่งด่วนต้องรีบกราบทูลองค์ชายสิบสองเพคะ" นางกำนัลผู้หนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน แต่เพราะถูกทหารราชองครักษ์กักตัวเอาไว้ที่ด้านหน้าอุทยาน นางจึงไม่อาจเข้ามาถึงตัวผู้ที่ต้องการพบได้

**'

**องค์ชายเฉินหยูโบกมือเป็นเชิงอนุญาต ทหารราชองครักษ์พิทักษ์ตำหนักน้ำค้างหยกจึงยอมล่าถอยไป นางกำนัลผู้นั้นเมื่อถูกปล่อยตัวเป็นอิสระได้ก็วิ่งเข้ามาคุกเข่าถวายบังคมแล้วกราบทูลทันทีอย่างไม่รีรอช้าแม้แต่ช่วงลมหลายใจ

**'

**“หม่อมฉันเป็นนางกำนัลจากตำหนักพระสนมเอกอวี่เฟยเพคะ ขอพระราชทานอภัยที่บุกเข้ามาในตำหนักองค์ชายหกโดยพลกาล หม่อมฉันมีเรื่องจำเป็นที่ต้องกราบทูลให้องค์ชายสิบสองทรงทราบอย่างเร่งด่วนเพคะ”

**'

**“เกิดอะไรขึ้นหรือพี่ลี่จวิน” เฉินอวี่หลีมองนางกำนัลพี่เลี้ยงของตัวเองด้วยพระเนตรกลมโตสุกใส ความสงสัยระคนฉงนสนเท่ห์ฉายชัด

**'

**“องค์ชายเพคะ” ลี่จวินกราบทูลรายงานอย่างไม่รอช้า “เกิดเรื่องขึ้นที่พระตำหนักเพคะ พระมารดาขององค์ชายทรงประชวนหนักกะทันหัน ขององค์ชายรีบเสด็จกลับตอนนี้เถอะเพคะ”

**'

**“อะไรนะ!” เฉินอวี่หลีตกตะลึง “เมื่อเช้าตอนข้าออกมาจากตำหนัก เสด็จแม่ยังทรงสดชื่นแจ่มใสอยู่นี่นา ตอนนี้จะประชวนหนักได้อย่างไรกัน”

**'

****..............................................................................................

********ในตอนนี้และตอนหน้าจะเป็นตอนที่พูดถึงอดีตระหว่างเจ้าหมาน้อยกับท่านแม่ทัพเซียนปู้เซียวค่ะ

**เนื่องจากเป็นส่วนที่เขียนอดีตยาวมาก แถมยังต้องเขียนให้ครบทุกอารมณ์ด้วย นับได้ว่าเป็นตอนที่ไรท์เขียนได้ยากสุดใจในช่วงหนึ่งเลยเหมือนกันค่ะ

**พบกันตอนต่อไป

ภาคจบของอดีตระหว่างทั้งสองคนนะคะ**********************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************************

.......................................................................................................................................................

ขอบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม

โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

蝶兰

เตี๋ยหลาน

7/ก.ย./2560

สามารถตามหา ตามทวง ติดตามความเคลื่อนไหว หรือ ติดต่อไรท์ได้ที่

เฟซบุคเพจ เตี๋ยหลาน-นักเขียน-蝶兰 

(https://www.facebook.com/DielanWriter)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}