Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 13 ความจริงที่ไม่มีวันได้รู้ + บทส่งท้าย

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 13 ความจริงที่ไม่มีวันได้รู้ + บทส่งท้าย

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.5k

ความคิดเห็น : 90

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2560 20:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 13 ความจริงที่ไม่มีวันได้รู้ + บทส่งท้าย
แบบอักษร



Part 13# Tawan ความจริงที่ไม่มีวันได้รู้

               “อื้อ!!!” ผมร้องประท้วงในลำคอด้วยความตกใจ พร้อมกับออกแรงดิ้นไปมาอย่างสุดชีวิต เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีใครมาแอบซุ่มอยู่แล้วจับตัวผมเอาไว้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาจะแค่ทำร้ายหรือจะฆ่าผมให้ตายกันแน่

               ตอนนี้ผมกลัวมาก ร่างกายของผมสั่นและน้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะผมคิดว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะมีชีวิตอยู่ก็ได้

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น...

ผู้ชายที่ล็อกตัวและปิดปากผมเอาไว้ กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ผมจำได้ขึ้นใจอย่างไม่มีวันลืม แม้ว่าผมจะไม่ได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงเขามาเป็นเดือนแล้วก็ตาม

               “แกหยุดดิ้นสักทีได้มั้ย ฉันไม่ได้จะมาทำร้ายแกสักหน่อยไอ้ลูกบ้า” เท่านั้นแหละร่างกายของผมก็ถึงกับชะงักไปทันที เขาที่เห็นอย่างนั้นเลยปล่อยแขนและมือออกจากตัวผม

“คุณพ่อ!” ผมพูดอย่างดีใจแล้วรีบหันหลังกลับไปสวมกอดท่านเอาไว้ ผมน้ำตาไหลพรากด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ จนลืมสังเกตสีหน้าของท่านว่าเป็นแบบไหน รวมทั้งสรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวเองกับผมก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

               “คุณพ่อมาที่นี่ได้ยังไง แล้วก่อนหน้านี้ไปอยู่ไหนมา คุณพ่อรู้มั้ยว่าผมคิดถึงแล้วก็เป็นห่วง...”

               “โอ๊ย! พอๆๆ แกไม่ต้องถามเซ้าซี้แล้วก็สาธยายความรู้สึกหรอกฉันไม่อยากฟัง” คุณพ่อพูดขัดขึ้นก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค จากนั้นก็ดันตัวผมออกไปโดยที่มีท่าทีรำคาญ

               ผมคิดว่าคุณพ่ออาจจะเหนื่อยเลยไม่อยากให้ผมซักถามแล้วก็เซ้าซี้ล่ะมั้ง แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นท่านกลับพูดขึ้นมาว่า...

               “ที่ฉันมาวันนี้คือฉันจะมาขอเงินจากแก พรุ่งนี้เจ้าหนี้จะมาเอาแล้ว ถ้าฉันยังไม่มีให้พวกมันได้ฆ่าฉันตายแน่ๆ” สิ่งที่ได้ยินทำเอาผมรู้สึกช็อกจนร่างกายแข็งทื่อ ที่คุณพ่อมาหาผมไม่ใช่ว่าคิดถึงแต่เป็นเพราะต้องการเงินอย่างนั้นเองหรอเนี่ย

               รู้สึกจุกจนพูดอะไรแทบไม่ออกเลย...

               “ตอนนี้แกมีเงินอยู่เท่าไหร่” คุณพ่อพูดอย่างเร่งเร้า ผมจึงได้หยิบกระเป๋าตังออกมาแล้วเปิดดูเงินที่อยู่ข้างใน

               “มีประมาณ 5 พันครับคุณพ่อ” ปกติผมไม่ได้พกเงินติดตัวมากขนาดนี้หรอก แต่ว่าผมกดมาไว้เผื่อใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ตั้งใจจะลาออกจากบ้านแล้ว และถึงแม้ผมจะยังทำงานต่อที่นี่ แต่ผมก็ยังไม่มีเวลาเอาเงินไปฝากธนาคารเลย

               “แล้วเงินในบัญชีล่ะ?”

               “ไม่มีแล้วครับ ทั้งตัวผมมีแค่นี้ แต่ผมยังไม่จำเป็นต้องใช้อะไร เพราะงั้นคุณพ่อเอาไปทั้งหมดเลยก็ได้ครับ” ผมหยิบเงินออกจากกระเป๋าตังให้ท่านอย่างไม่คิดเสียดาย เพราะผมเป็นห่วงท่านไม่อยากให้เจ้าหนี้มาทำร้ายหรือว่าฆ่าแกง แต่ท่านก็เบ้ปากแล้วดันมือของผมที่ถือเงินอยู่ออกไปอย่างไม่เห็นค่า

               “เงินแค่นี้มันจะไปพออะไร ที่ฉันต้องการคือ 3 หมื่นไม่ใช่ 5 พัน!”

               “หา! เงินมากขนาดนั้นผมไม่มีหรอกครับคุณพ่อ!” ผมรู้สึกตกใจมากที่คุณพ่อมีหนี้ขนาดนี้ จริงอยู่ว่าเมื่อก่อนจะมีคนจากร้านเหล้าหรือนักพนันที่ท่านติดหนี้ไว้มาทวง แต่ยอดมันก็แค่หลักร้อยหรือพันต้นๆ ไม่เคยถึงหมื่นแบบนี้เลย

               “ไม่รู้ล่ะ ถึงไม่มีแกก็ต้องไปหาหยิบยืมมาให้ฉัน ไม่อย่างนั้นพวกมันได้ฆ่าฉันทิ้งแน่ๆ หรือว่าแกอยากให้ฉันตาย!”

               “ผมจะไปอยากให้คุณพ่อตายได้ยังไงกันครับ แต่คุณพ่อมาบอกกะทันหันแบบนี้ผมจะไปหาเงินทันได้ยังไง เพื่อนที่มหา’ลัยของผมก็ใช่ว่าจะมีเงินกันขนาดนั้น แถมผมยังทำแต่งานเลยแทบไม่สนิทกับใครอีกต่างหาก”

               “ถ้าเพื่อนไม่มีงั้นแกก็ยืมเจ้านายแกสิ! เออใช่ จะว่าไปฉันก็ว่าจะถามแกตั้งแต่มาแล้ว ตอนนี้แกอยู่บ้านหลังนี้งั้นหรอ?” คุณพ่อมองไปยังบ้านที่ผมอาศัยอยู่ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมถึงกับเหงื่อตกและลำบากใจที่จะตอบคำถาม

               “เอ่อ...คือ...ใช่ครับ ผมอาศัยอยู่ที่นี่ ผมทำงานเป็นแม่บ้านน่ะครับ” พอได้ยินแบบนี้คุณพ่อก็ตาเป็นประกายแล้วยิ้มกว้างออกมาทันที

               “โอ้โห! บ้านหลังใหญ่แถมยังหรูขนาดนี้ แสดงว่าเจ้านายของแกก็ต้องรวยมากเลยน่ะสิ” คุณพ่อเดินเข้ามาใกล้แล้วใช้สองมือจับไหล่ของผมเอาไว้

               “เรื่องนั้น...ผมไม่รู้หรอกครับคุณพ่อ” ผมก้มหน้าหลบตา ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ท่านรู้สึกโมโหจนบีบไหล่ของผมแน่น

               “แกจะไม่รู้ได้ยังไง! อย่ามาโกหกฉันนะ! หรือแกเห็นว่าฉันมีเขางอกออกมาที่หัว!”

               “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับคุณพ่อ คือผมพึ่งทำงานที่นี่ได้แค่เดือนกว่าๆ แล้วผมก็ไม่กล้าออกปากขอยืมเงินเจ้านายมาให้คุณพ่อด้วยครับ”

ผมจะกล้าบากหน้าไปขอยืมเงินคุณภูผาได้ยังไง คุณภูผาคงคิดว่าผมตั้งใจปอกลอกแน่ๆ เพราะเราสองคนพึ่งคบกันได้แค่ 2 วันเท่านั้นเอง

แต่ถึงจะไม่ได้คบกัน ในฐานะลูกจ้างผมก็ไม่กล้าไปขอยืมเงินคุณภูผาอยู่ดี เพราะผมกินฟรีอยู่ฟรีโดยที่รับเงินเดือนเต็มๆ มันก็มากเกินพอแล้ว

“แกไม่กล้าพูดเรื่องขอยืมเงินงั้นหรอ?” คุณพ่อทวนคำพูดของผม น้ำเสียงของท่านดูปกติ ส่วนสีหน้าก็ไม่ได้มีท่าทีโมโหผม เลยคิดว่าท่านน่าจะเข้าใจความลำบากใจของผม

               “ครับ เพราะงั้นคุณพ่อช่วยไปเจรจากับเจ้าหนี้ได้มั้ย บอกว่าขอผลัดไปก่อนแล้วสิ้นเดือนจะจ่ายคืนให้นะครับ ซึ่งมันอาจจะไม่ทั้งหมด แต่ผมสัญญาว่าจะเอาให้คุณพ่อมากที่สุดเลยครับ” ผมพยายามต่อรอง แน่นอนว่าผมตั้งใจจะทำตามที่พูดไม่ได้โกหกอยู่แล้ว ซึ่งผมก็คิดว่าคุณพ่อคงจะเข้าใจและเห็นด้วย แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดเลย

               “แกจะบ้ารึไง! จะโลกสวยไปถึงไหนหา! เจ้าหนี้มันคงจะฟังที่ฉันพล่ามหรอก! แค่รู้ว่าฉันไม่มีเงินมันก็คงเอาลูกตะกั่วยัดปากฉันแล้ว!”

               “ถะ...ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะเป็นคนไปคุยให้เองก็ได้ ผมจะให้บัตรประชาชนหรือเอกสารทุกอย่างเพื่อยืนยันว่าผมจะใช้หนี้ให้จริงๆ”

               “โว้ยยยยยยยยย! นี่แกไม่ได้เข้าใจอะไรเลยใช่มั้ย! พวกมันไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากเงิน 3 หมื่นเข้าใจมั้ยไอ้ลูกโง่!”

               “โธ่ คุณพ่อครับ...” ผมพูดอย่างสิ้นหวัง ตอนนี้คุณพ่อกับผมความคิดไม่ตรงกันจนพูดจากันไม่รู้เรื่องแล้ว ผมไม่รู้จริงๆ ว่าปัญหาหนี้สินก้อนนี้มันจะจบลงยังไง

               ซึ่งขณะที่ผมกำลังกลุ้มใจจนสมองแทบจะระเบิดนั่นเอง...

               “ตะวันนั่นใคร แล้วเอะอะโวยวายอะไรกันจนเสียงดังเข้าไปในบ้าน” คุณภูผาที่กำลังเดินออกมาจากบ้านพูดขึ้น จากนั้นก็ดึงตัวผมไปอยู่ข้างๆ แล้วจ้องไปที่คุณพ่อตาขวาง

               “คุณเป็นใคร มาทำอะไรที่หน้าบ้านผม แล้วมายุ่งกับแฟนผมทำไม” ไม่พูดเปล่าคุณภูผายังใช้มือโอบที่ไหล่ของผมเอาไว้เพื่อปกป้องและแสดงความเป็นเจ้าของ คุณพ่อที่เห็นอย่างนั้นจากที่หน้าบึ้งอยู่ก็ยิ้มที่มุมปากออกมาทันที

               “หืม...แฟน?”

               “ใช่ คุณมีปัญหารึไง”

               “แน่นอนมันก็ต้องมีอยู่แล้ว ฉันไม่คิดจะยกลูกชายให้แกฟรีๆ หรอกนะ” เท่านั้นแหละผมก็ถึงกับเหวอจนไปไม่เป็น ทำได้แค่เบิกตากว้างและอ้าปากค้างเท่านั้นเอง

               “ตะวันนั่นพ่อของนายหรอ” คุณภูผาหันหน้ามาถาม ผมที่พอจะตั้งสติได้แล้วจึงพยักหน้าลงเพื่อยืนยัน

               “ครับ” ผมไม่ได้ลงรายละเอียดว่าท่านเป็นพ่อเลี้ยง เพราะผมรักและเคารพท่านราวกับว่าเป็นพ่อแท้ๆ แล้วผมก็กลัวว่าถ้าบอกเรื่องนี้ไปคุณภูผาอาจจะเล่นงานคุณพ่อเอา เพราะยังไงซะท่านก็ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันกับผม

               “แล้วคุณมาที่นี่มีธุระอะไร”

               “ฉันจะมาขอเงินตะวัน แต่ในเมื่อมันไม่มีแกก็เอามาให้ฉันแทนแล้วกันถือซะว่าเป็นค่าตัว ฉันเรียกไม่เยอะหรอกแค่แสนเดียวพอ”

               “คุณพ่อ!” ตอนนี้ผมทั้งโมโหและรู้สึกอับอายมากจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ผมไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคุณพ่อจะกล้าพูดแบบนั้นกับคุณภูผา แถมยังเรียกเงินมากกว่าเดิมโดยอ้างว่าเป็นค่าตัวของผมอีกต่างหาก

เงิน 1 แสนบาทบางคนอาจจะคิดว่าน้อย แต่สำหรับผมแล้วมันมีค่ามาก เพราะผมสามารถอยู่ได้ทั้งปี หรือถ้าเอาไปจ่ายค่าเทอมก็ได้ตั้งหลายเทอม แล้วผมก็ไม่คิดว่าคุณภูผาจำเป็นต้องมาเสียเงินกับเรื่องแบบนี้ด้วย

               “คุณภูผาอย่าไปใส่ใจที่คุณพ่อพูดเลยนะครับ ท่านคงจะเมาเลยล้อเล่นไปอย่างนั้นเอง เพราะงั้นผมว่าตอนนี้คุณภูผาเข้าบ้านไปก่อนเถอะนะครับ ผมขอคุยอะไรกับคุณพ่อให้รู้เรื่องแล้วจะตามเข้าไป” ผมพยายามหว่านล้อมและดันคุณภูผาให้เข้าไปในบ้าน แต่คุณภูผาก็ไม่ขยับแถมยังจ้องไปที่หน้าของคุณพ่ออย่างไม่วางตา ซึ่งคุณพ่อก็เช่นกัน

               จนกระทั่งผ่านไปสักพักคุณภูผาก็พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

               “คุณรออยู่ตรงนี้ก่อนแล้วกันเดี๋ยวผมมา” คุณภูผาพูดกับคุณพ่อ จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านโดยไม่ได้พูดอะไรกับผมเลย

ตอนนี้ผมรู้สึกงงและสับสนมาก ผมอยากถามคุณภูผาว่าจะไปไหน ไปทำอะไร แต่ผมก็ไม่อยากทิ้งคุณพ่อเอาไว้คนเดียวเลยตัดสินใจยืนอยู่กับท่านตรงนี้

               ทุกวินาทีที่กำลังดำเนินไปมันช่างแสนยาวนานสำหรับผม ในสมองของผมได้จำลองเหตุการณ์ขึ้นมามากมาย โดยทั้งหมดเป็นเรื่องเลวร้ายต่างกันก็ที่มากน้อยเท่านั้น ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมวิตกกังวลเพราะเป็นห่วงคุณพ่อ ผมจึงตั้งใจว่าจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้ท่านกลับไป แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรคุณภูผาก็เดินออกมาจากบ้านซะแล้ว

               “คุณภูผาอย่าทำอะไรคุณพ่อเลยนะครับ คือท่าน...” ผมตั้งใจจะพูดแก้ตัวให้คุณพ่อ แต่คุณภูผาก็วางมือลงที่ศีรษะของผมแล้วลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยน

               “วางใจเถอะ ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรพ่อของนายหรอก ฉันแค่จะพูดอะไรด้วยนิดหน่อยเท่านั้นแหละ” คุณภูผายิ้มอย่างอ่อนโยน พอได้ยินแบบนี้ผมจึงรู้สึกโล่งใจราวกับได้ยกภูเขาอันหนักอึ้งออกไปจากอก เพราะงั้นผมจึงหลีกทางให้คุณภูผาสามารถคุยกับคุณพ่อได้อย่างสะดวก

               “แกมีอะไรจะพูดกับฉัน”

               “เรื่องค่าตัวของตะวัน ผมว่าคุณเรียกน้อยไปหน่อยนะ”

               “หา?” คุณพ่อทำหน้างง อย่างว่าแต่ท่านเลยเพราะตอนนี้ผมก็งงไปด้วยเหมือนกัน

               “สำหรับผมตะวันมีค่ามากกว่านั้น ไม่ว่าเงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถประเมินค่าได้ แต่ไหนๆ คุณก็เรียกเงินมาแล้ว เพราะงั้นผมก็จะให้ตามคำขอ แต่อย่ามองว่ามันเป็นค่าตัว ให้เรียกว่าค่าสินสอดจะดีกว่า” คุณภูผาพูดจบก็หยิบเช็คออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นส่งให้คุณพ่อ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมถึงกับเหวอเพราะไม่คิดว่าคุณภูผาจะให้เงินคุณพ่อจริงๆ แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้ผมเหวอมากกว่าสิ่งที่คุณพ่อพูดออกมา

               “เฮ้ย!!! เงินหนึ่งล้าน!!!”

               “ว่าไงนะครับคุณพ่อ!” ตอนนี้ผมกับคุณพ่อเบิกตากว้างด้วยความตกใจเหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่หลังจากนั้นพ่อของผมก็น้ำตาคลอพลางโห่ร้องแล้วหัวเราะลั่น ส่วนผมเมื่อตั้งสติได้ก็หันไปหาคุณภูผา จากนั้นก็เอ่ยถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ

               “ทำไม...เงินมากมายขนาดนั้น...” บอกตามตรงเลยว่าตอนนี้ผมอึ้งจนสมองแทบไม่ทำงาน ผมไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดและคำถามที่อยู่ในหัวเป็นล้านออกมาได้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณภูผาก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจความรู้สึกของผม

               “ฉันบอกแล้วไงว่าสำหรับนายเงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะงั้นเงิน 1 ล้านมันยังถูกเกินไปเลยด้วยซ้ำ”

               “แต่คุณภูผาครับ ผมไม่ได้มีค่ามากมายขนาดนั้น ผมมันก็แค่...”

               “ชู่วววว เงียบเถอะ ฉันตัดสินใจให้เงินพ่อนายไปแล้ว ฉันรู้ว่านายไม่พอใจเพราะงั้นฉันเลยบอกไงว่าให้ถือเป็นค่าสินสอด”

               “คุณภูผา...” ตอนนี้ผมพูดอะไรไม่ออกจริงๆ เพราะผมทั้งจุกแต่ก็รู้สึกซึ้งในเวลาเดียวกัน คุณภูผาเลยยิ้มให้แล้วลูบที่ศีรษะของผม 2 – 3 ครั้ง จากนั้นก็เบี่ยงตัวเดินตรงไปหาคุณพ่อของผมที่ยังคงโห่ร้องด้วยความดีใจอยู่เลย

“เงินนั่นถึงผมจะบอกว่าเป็นค่าสินสอดของตะวัน แต่ผมก็มีข้อแม้ไม่ได้ให้คุณฟรีๆ หรอกนะ”

“จะมีข้อแม้หรืออะไรก็รีบๆ ว่ามา หวังว่าแกคงไม่เล่นตุกติกจะเอาเงินคืนนะ ยังไงฉันก็ไม่ให้” คุณพ่อพูดอย่างหวาดระแวงแล้วรีบพับเช็คใส่ในกระเป๋าเสื้อ

“ผมไม่ได้จะเล่นตุกติกแล้วก็จะเอาเงินคืนด้วย ผมแค่อยากให้คุณรับปากว่า ถ้าจะรับเงินนั่นคุณต้องออกไปจากชีวิตของตะวัน แล้วก็ห้ามกลับมายุ่งวุ่นวายหรือขอเงินอีกเด็ดขาด ถ้าคุณยังมาให้ตะวันเห็นหน้า ผมจะเรียกตำรวจลากคุณเข้าคุกแน่นอน แล้วก็อย่าคิดล่ะว่าผมจะใจอ่อน เพราะผมไม่ได้เป็นคนใจดีเหมือนกับตะวัน” สิ่งที่คุณภูผาพูดทำเอาผมถึงกับช็อก แต่ที่ช็อกยิ่งกว่าก็คือคำตอบจากคุณพ่อที่พูดออกมาอย่างไม่มีลังเลเลยแม้แต่น้อย

 “ได้ ฉันรับปากว่าจะไม่มาเจอหน้ามันอีก แค่นี้ใช่มั้ยที่แกจะขอ”

“ใช่ ผมไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เพราะงั้นคุณก็กลับไปซะ แล้วอย่าลืมล่ะว่าห้ามกลับมาให้ตะวันเห็นหน้าอีกเด็ดขาด” คุณภูผาพูดจบก็หันกลับมาแล้วจะจูงมือผมเข้าไปในบ้าน แต่ว่าผมก็ขืนตัวไม่ไปไหน แล้วเรียกคุณพ่อที่กำลังเดินจากไปเอาไว้ซะก่อน

“เดี๋ยวครับคุณพ่อ!”

“มีอะไร” คุณพ่อหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองผมด้วยความรำคาญ สายตานั้นมันทำให้ผมรู้สึกกลัวจนแทบไม่กล้าถามในสิ่งที่คิด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดีจนกลั้นใจถามออกไป

“คุณพ่อเคยรักผมบ้างมั้ยครับ เคยเห็นผมเป็นลูกจริงๆ บ้างรึเปล่า” ส่วนผมนั้นแน่นอนว่าผมรักคุณพ่อมาก แล้วก็คิดเสมอว่าท่านคือคุณพ่อแท้ๆ แม้ว่าจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นท่านกลับตอบผมมาว่า...

“หึ! ถามอะไรโง่ๆ ถ้าฉันรักแกฉันจะทำแบบนี้กับแกมั้ยล่ะ แกมันก็แค่ตัวหาเงินให้ฉันใช้เท่านั้นแหละ”

สิ่งที่ได้ยินมันทำให้ผมรู้สึกจุกที่อกราวกับมีอะไรบีบรัดอย่างรุนแรง แถมมันยังเจ็บจนแทบหายใจไม่ออกอีกต่างหาก จนความเจ็บนั้นมันได้กลายเป็นน้ำตาที่ไหลทะลักลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็ไม่สนใจ เพียงแค่ปรายตามามองเท่านั้นแล้วก็เดินจากไปทันที

“ฮึ่ก...ฮือออออออออ” ผมปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยตรงเข้ามากอดปลอบผมเอาไว้

ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าตอนนี้ไม่มีคุณภูผาอยู่ข้างกายผมจะเป็นยังไง ผมจะทำใจได้มั้ยที่รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณพ่อเห็นผมเป็นแค่ตัวหาเงินและไม่เคยรักผมเลย...

PhuPha

               ตอนนี้ผมกำลังกอดปลอบตะวันที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่นอย่างน่าสงสาร เมื่อรับรู้ว่าพ่อเลี้ยงที่เคารพรักราวกับพ่อแท้ๆ ไม่เคยเห็นตัวเองเป็นลูกเลยแม้แต่น้อย ผมเข้าใจความรู้สึกของตะวันดี เพราะผมก็เคยรู้สึกแบบนั้นกับพ่อและแม่ของตัวเองมาก่อนเหมือนกัน

               แต่ถึงอย่างนั้น ครั้งนี้ผมก็เข้าใจและนับถือหัวใจของพ่อตะวันด้วย...

               ย้อนกลับไปเมื่อ 2 วันก่อน ผมได้เจอกับพ่อตะวันมาก่อนแล้วที่หัวหิน ตอนนั้นผมกำลังเดินไปที่รถเพื่อจะเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน แต่ก็เห็นมีคนมาด้อมๆ มองๆ อยู่ใกล้ๆ เลยเดินเข้าไปหา จึงได้รู้ว่าเขาคือพ่อของตะวัน

                ผมไม่ค่อยรู้เรื่องครอบครัวของตะวันเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้จากพฤกษ์นิดหน่อยว่าแม่ของตะวันเสียชีวิตไปแล้ว เพราะงั้นตะวันจึงต้องอยู่กับพ่อเลี้ยง 2 คนที่ดูเหมือนว่าจะยังทำใจกับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ผมก็ไม่ได้รู้ละเอียดขนาดที่ว่าท่านจะกินแต่เหล้า เอาแต่เล่นพนัน และไม่ทำการทำงาน จนกระทั่งได้ฟังจากปากของท่านเอง

               ท่านเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่าตะวันเป็นเด็กดีมาก เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทุกอย่างแต่ก็ไม่เคยบ่นหรือตำหนิอะไรท่านเลย มิหนำซ้ำยังดูแลท่านเป็นอย่างดีอีกต่างหาก แต่ท่านก็ไม่เคยเห็นค่าหรือคิดกลับตัวกลับใจได้ จนกระทั่งวันนั้น...

               ตะวันยื่นเงินค่าเช่าห้อง 3 เดือนที่ค้างไว้ให้ท่านไปจ่าย ซึ่งท่านก็ตั้งใจจะเอาไปจ่ายจริงๆ แต่ก็ดันถูกคนในอพาร์ทเม้นท์ที่รู้จักขโมยเงินไปซะก่อน ซ้ำร้ายพอจะไปแจ้งความกลับถูกเขาคนนั้นชิงแจ้งตัดหน้า แถมตำรวจยังเชื่อเขาซะด้วยเพราะตัวท่านเองมีประวัติไม่ดี ทำให้ท่านต้องถูกจับเข้าคุกในที่สุด

               กว่าความจริงจะปรากฏเวลาก็ผ่านไปนานเกือบเดือน เพราะคนร้ายตัวจริงถูกจับกุมข้อหาชิงทรัพย์ ทำให้ตำรวจเจ้าของคดีต้องรื้อทุกอย่างแล้วสอบสวนใหม่ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ตำรวจคนนั้นรู้สึกผิดมาก จึงได้ไถ่โทษโดยการฝากฝังให้ท่านไปทำงานกับเพื่อนที่อยู่หัวหิน

ท่านที่ไม่กล้ากลับไปสู้หน้าตะวันอยู่แล้ว จึงตั้งใจจะทำงานจนมั่นคงและเก็บเงินสักก้อนก่อนจะไปรับตะวันมาอยู่ด้วยกัน แต่ท่านก็เจอตะวันกับผมเดินเล่นด้วยกันที่หัวหินเข้าซะก่อน

               ท่านบอกว่าเจอพวกเราสองคนที่เวเนซีย เพราะท่านทำงานเป็นผู้ช่วยในร้านค้าของที่นั่น จากนั้นจึงได้คอยแอบมองเพราะคิดถึงและเป็นห่วงตะวัน ก่อนที่จะถึงขั้นสะกดรอยตามมาถึงบ้านพักต่างอากาศริมทะเล

               แต่ด้วยความที่ไม่กล้าเข้ามาทักและไม่อยากรบกวนตอนมืดค่ำ ท่านจึงได้ตัดใจแล้วกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งก็ทำให้ผมได้พบและเข้ามาพูดคุยกับท่านในตอนนี้นั่นเอง

               ผมแนะนำตัวอย่างไม่คิดจะปิดบังว่าเป็นคนรักของตะวัน แต่ท่านก็ดูไม่ได้ตกใจคงเพราะน่าจะรู้ตั้งแต่ตอนที่แอบตามดูแล้ว ท่านบอกว่าไม่มีปัญหาหรือคัดค้านอะไรทั้งนั้น เพียงแค่ตะวันมีความสุขท่านก็พึงพอใจและมีความสุขด้วย

               “ความจริงผมตั้งใจว่าจะมารับตะวันไปอยู่ด้วยกัน แต่ก็คงไม่ต้องเพราะตะวันมีคุณอยู่ข้างๆ อยู่แล้ว คุณสัญญากับผมได้มั้ยว่าจะรักและดูแลตะวันอย่างดี จะไม่มีวันทำให้ตะวันเสียใจเด็ดขาด” พ่อของตะวันมองเข้ามาที่ดวงตาของผม ซึ่งผมก็ตอบกลับไปอย่างมั่นคงและหนักแน่นโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย

“ครับ ผมสัญญา”

“ขอบใจมาก แต่ถึงคุณไม่สัญญาผมก็เชื่อว่าคุณต้องดูแลตะวันได้ดีแน่นอน รอยยิ้มของตะวันที่เห็นเมื่อวานมันสดใสและออกมาจากใจจริงๆ ซึ่งตั้งแต่แม่ของเขาตายผมก็แทบไม่เคยเห็นมันอีกเลย...” พูดถึงตรงนี้สีหน้าของท่านก็ดูเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ท่านจะพูดขึ้นอีกว่า...

“ที่ผ่านมาผมแย่มากที่ทำตัวเป็นภาระตะวัน เอาแต่เข้าบ่อนไม่ก็กินเหล้าหัวราน้ำ แต่ถึงอย่างนั้นตะวันก็ยังดูแลผมเป็นอย่างดี ถ้าเป็นคนอื่นคงหนีไปไม่สนใจแล้วเพราะยังไงผมก็ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ตะวันเป็นเด็กดีมากจริงๆ มากซะจนผมละอายใจไม่กล้าที่จะไปสู้หน้าเลย”

“คุณพูดเหมือนว่าจะไม่ไปเจอตะวัน?”

“ใช่ ผมตัดสินใจแล้ว ถ้าตะวันเห็นผมแล้วรู้ว่าผมตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่นี่ บางทีตะวันอาจจะตัดสินใจทิ้งคุณแล้วมาอยู่ดูแลผมก็ได้ คุณก็รู้ว่าตะวันเป็นคนที่เลือกความสุขของตัวเองเอาไว้ลำดับสุดท้าย เพราะงั้นผมถึงเลือกตัดใจไม่ไปเจอตะวันจะดีกว่า”

“คุณ...คิดดีแล้วหรอครับ?” ผมรู้สึกทึ่งในความคิดนั้นเพราะมันสุดโต่งเกินไป ไม่ต้องบอกเลยว่ามันยากแค่ไหนที่จะตัดใจได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่มันก็มีตั้งหลายวิธีที่จะทำให้ทุกฝ่ายมีความสุข

“ผมคิดดีแล้ว ถึงคุณจะโน้มน้าวยังไงผมก็ไม่เปลี่ยนใจหรอก แถมผมยังมีเรื่องที่จะขอร้องให้คุณช่วยด้วย”

“เรื่องอะไรครับ”

“ช่วยเล่นละครตบตาตะวันที ผมอยากให้ตะวันเกลียด หรือไม่ก็ผิดหวังจนไม่คิดถึงและตามหาผมอีก ผมอยากให้ตะวันมีความสุขกับปัจจุบันและอนาคตที่มีคุณ คุณพอจะช่วยผมได้มั้ย”

เรื่องที่ถูกขอให้ช่วยมันทำให้ผมตัดสินใจลำบากมากจริงๆ เพราะผมไม่อยากให้ตะวันกับพ่อต้องจากกันทั้งที่ยังรักและห่วงใยกัน ที่สำคัญผมไม่อยากเห็นตะวันต้องเจ็บปวดจนต้องเสียน้ำตา แต่ผมก็เดาว่าถึงผมจะไม่ช่วยท่านก็คงมีวิธีจัดการด้วยตัวเอง และตะวันก็คงจะต้องร้องไห้ด้วยความเสียใจคนเดียวแน่นอน

เพราะงั้น...

“ได้ครับ ผมจะช่วยคุณเล่นละคร แต่ว่าผมมีข้อแม้นิดหน่อยนะครับ” แล้วผมก็กระซิบบอกข้อแม้ที่ว่า ซึ่งท่านก็ดูตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมรับปากทำตามที่ผมร้องขอ ก่อนที่ท่านคุยนัดแนะเรื่องแผนการ พร้อมวันเวลาที่จะเล่นละครตบตาตะวัน

แล้วหลังจากนั้น เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นและดำเนินมาจนถึงตอนนี้...

“ไหนๆ คุณก็เรียกเงินมาแล้ว เพราะงั้นผมก็จะให้ตามคำขอ แต่อย่ามองว่ามันเป็นค่าตัว ให้เรียกว่าค่าสินสอดจะดีกว่า” พูดจบผมก็หยิบเช็คออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นส่งให้พ่อตะวัน ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ท่านถึงกับงงเล็กน้อย เพราะนี่มันไม่ได้อยู่ในแผนการที่ท่านเตี๊ยมเอาไว้กับผม

ความจริงผมต้องทำทีว่าจะโทรเรียกตำรวจ ท่านที่กลัวเลยรีบหนีไปแต่ก็จะชี้หน้าด่าตะวันทิ้งท้าย พร้อมกับลั่นว่าจะตัดพ่อตัดลูกแล้วไม่ให้ตะวันมาเจอหน้าอีก ดังนั้นเมื่อได้เช็คจากผมท่านเลยมีสีหน้างุนงง ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อเห็นจำนวนเงินที่เขียนเอาไว้ในนั้น

               “เฮ้ย!!! เงินหนึ่งล้าน!!!”

               “ว่าไงนะครับคุณพ่อ!” ไม่ใช่แค่ท่านแต่ตะวันก็ตกใจเช่นเดียวกัน ผมเลยแอบยิ้มและพยักหน้าให้ท่านรับเช็คจำนวนนั้นไป ก่อนที่ตะวันจะหันมาหาผมด้วยสีหน้าไม่เข้าใจเลยสักนิด

               “ทำไม...เงินมากมายขนาดนั้น...”

               “ฉันบอกแล้วไงว่าสำหรับนายเงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะงั้นเงิน 1 ล้านมันยังถูกเกินไปเลยด้วยซ้ำ” แน่นอนว่าผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ตะวันเป็นสิ่งที่มีค่าในชีวิตของผมที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ต่อให้เอาอะไรมาแลกผมก็ไม่ยอม

               “แต่คุณภูผาครับ ผมไม่ได้มีค่ามากมายขนาดนั้น ผมมันก็แค่...”

               “ชู่วววว เงียบเถอะ ฉันตัดสินใจให้เงินพ่อนายไปแล้ว ฉันรู้ว่านายไม่พอใจเพราะงั้นฉันเลยบอกไงว่าให้ถือเป็นค่าสินสอด” ประโยคนี้ผมตั้งใจพูดกับพ่อของตะวันด้วย เพราะผมรู้ว่าถ้าให้เฉยๆ ท่านคงไม่รับอย่างแน่นอน

               “คุณภูผา...” ตะวันพูดอะไรไม่ออก ผมจึงยิ้มให้แล้วลูบที่ศีรษะเล็กๆ 2 – 3 ครั้ง จากนั้นก็เบี่ยงตัวเดินตรงไปหาพ่อของตะวัน ที่กำลังแสดงละครทำเป็นโห่ร้องด้วยความดีใจที่ได้เงินก้อนใหญ่ ก่อนที่เหตุการณ์จะดำเนินต่อไปจนกระทั่งท่านรับปากว่าจะไม่มาเจอหน้าตะวันอีกเป็นครั้งที่สอง

ซึ่งก่อนที่ท่านจะไป...

“เดี๋ยวครับคุณพ่อ!” ตะวันก็เรียกท่านเอาไว้ ท่านจึงหยุดชะงักแล้วหันกลับมามองด้วยความรำคาญ

“มีอะไร”

“คุณพ่อเคยรักผมบ้างมั้ยครับ เคยเห็นผมเป็นลูกจริงๆ บ้างรึเปล่า” ตะวันถามด้วยเสียงสั่นเครือ ผมคิดว่าบางทีตะวันอาจจะพอรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ที่ถามก็คงเพราะคาดหวังว่าท่านจะตอบแบบถนอมน้ำใจ ถึงแม้จะโกหกก็ไม่เป็นไรถ้ามันทำให้รู้สึกดี

แต่แน่นอน ท่านต้องเลือกพูดจาทำร้ายจิตใจจนตะวันร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว

“หึ! ถามอะไรโง่ๆ ถ้าฉันรักแกฉันจะทำแบบนี้กับแกมั้ยล่ะ แกมันก็แค่ตัวหาเงินให้ฉันใช้เท่านั้นแหละ” พูดจบท่านก็ปรายตามองไปที่ตะวัน จากนั้นก็หมุนตัวกลับแล้วเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใยทันที แต่ถึงอย่างนั้นถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า แววตาของท่านนั้นเศร้าและขมขื่นเหลือเกินที่ต้องโกหกตะวันออกไปแบบนี้

เสียดายจริงๆ ที่ตะวันมองไม่เห็น เพราะภาพทุกอย่างได้ถูกน้ำตาที่พังทลายลงมาบดบังมันเอาไว้จนพร่ามัว...

“ฮึ่ก...ฮือออออออออ” ตะวันร้องไห้ปานจะขาดใจ ทำเอาผมที่เป็นส่วนหนึ่งในแผนการนี้รู้สึกผิดเอามากๆ จึงได้ตรงเข้าไปกอดปลอบตะวันแล้วพร่ำขอโทษอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมา

หลังจากนี้ผมจะไม่ทำให้ตะวันเสียใจจนร้องไห้อีกเป็นอันขาด ผมจะรัก ทะนุถนอม และดูแลตะวันเป็นอย่างดี แล้วผมก็จะทำให้ตะวันมีความสุขในทุกๆ วันโดยมีผมเคียงข้างตลอดไป

ผมมั่นใจว่าจะต้องทำได้อย่างแน่นอน

ผมสัญญา...



บทส่งท้าย


               “คุณภูผา คุณจะรับตะวันเป็นคู่ชีวิต พร้อมสัญญาว่าจะรัก ซื่อสัตย์ และดูแลทั้งยามทุกข์หรือยามสุขตลอดไปหรือไม่” พี่กิตติที่รับหน้าที่เป็นบาทหลวงจำเป็นพูดขึ้น โดยมีกองเชียร์อีก 4 คนอย่างคุณธาร พฤกษ์ เพลิง และน้องวาอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังมองมาที่ผมกับคุณภูผาพลางลุ้นจนตัวเกร็ง

               วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 เดือนที่เราคบกัน ดังนั้นคุณภูผาเลยชวนผมกับทุกคนในบ้าน รวมทั้งพี่กิตติมายังบ้านพักต่างอากาศที่หัวหิน ซึ่งมีแต่ความทรงจำดีๆ เพื่อจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เฉลิมฉลอง โดยที่ผมไม่เคยคิดเลยว่าคุณภูผาจะทำเซอร์ไพรส์เป็นครั้งที่ 2 ด้วยการขอผมแต่งงานแบบนี้

               หลังจากที่พี่กิตติพูดจบคุณภูผาก็หันมองไปทางรั้วบ้าน ซึ่งผมไม่ได้เอะใจเลยว่ามีใครคนหนึ่งกำลังแอบมองมาและน้ำตาซึมอยู่ที่นั่น จากนั้นคุณภูผาก็หันหน้ากลับมา แล้วจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผมอย่างหนักแน่นและมั่นคง พร้อมกับพูดขึ้นว่า...

               “ครับ ผมจะรับตะวันเป็นคู่ชีวิต พร้อมสัญญาว่าจะรัก ซื่อสัตย์ และดูแลทั้งยามทุกข์หรือยามสุขตลอดไป” คำพูดนั้นทำเอาผมซึ้งและตื้นตันจนอดที่จะน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้

               “ส่วนตะวัน คุณก็จะรับคุณภูผาเป็นคู่ชีวิต พร้อมสัญญาว่าจะรัก ซื่อสัตย์ และดูแลทั้งยามทุกข์หรือยามสุขตลอดไปเช่นกันใช่รึเปล่า” คราวนี้พี่กิตติถามผม ซึ่งผมก็ตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลเช่นกัน

               “ครับ ผมจะรับคุณภูผาเป็นคู่ชีวิต พร้อมสัญญาว่าจะรัก ซื่อสัตย์ และดูแลทั้งยามทุกข์หรือยามสุขตลอดไป”

               “เอาล่ะ เมื่อท่านทั้งสองได้สัญญาเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ขอให้ท่านสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายให้กันและกัน เพื่อแสดงถึงความรักและความซื่อสัตย์แต่เพียงผู้เดียว” พอได้ยินพี่กิตติพูดแบบนี้ คุณภูผาก็หยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมาจากกระเป๋า จากนั้นก็เปิดออกแล้วหยิบแหวนทองคำขาวเรียบๆ แต่สลักชื่อของเราสองคนเอาไว้ข้างในออกมา

               คุณภูผาบรรจงจับมือผมเอาไว้อย่างแผ่วเบาแล้วค่อยๆ สวมแหวนเข้ามาช้าๆ เสร็จแล้วผมก็หยิบแหวนตามด้วยการสวมให้คุณภูผาบ้าง ก่อนที่เราทั้งคู่จะยิ้มให้กันและมองตากันด้วยความรักอย่างหวานซึ้ง

               “คราวนี้ก็ถึงคราวเสี่ยงทายหาผู้โชคดีที่จะได้มีคู่เป็นคนต่อไปแล้ว ซึ่ง.................หมดหน้าที่ของเจ๊แล้วนะฮ้า! โยนดอกไม้มาทางนี้เลยค่ะน้องตาหวาน! เจ๊อยากมีผัวกับเขาสักทีแล้วค่า!”

ตอนนี้พี่กิตติได้ทิ้งคราบบาทหลวงผู้สำรวม กลายเป็นเจ๊คิตตี้ผู้มีจริตจะก้านเกินผู้หญิงไปเรียบร้อยแล้ว ผมกับคุณภูผาที่มองตากันอย่างหวานซึ้งเลยหัวเราะออกมาอย่างขำๆ จากนั้นคุณภูผาก็เกณฑ์ทุกคนไปยืนเรียงกัน โดยที่ผมนั้นยืนหันหลัง จึงไม่รู้ว่าใครกำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน

               “พร้อมมั้ยครับทุกคน!” ผมตะโกนถาม ชักตื่นเต้นขึ้นมานิดๆ ซะแล้วสิ

               “พร้อม!!!!!” ชายหนุ่มทั้ง 5 (ที่มีหัวใจเป็นหญิงสาวอยู่ 1) ตะโกนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ผมจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วนับ 1 – 3 จากนั้นก็โยนช่อดอกไม้ที่อยู่ในมือส่งไปที่ข้างหลังทันที

               ซึ่งคนที่ได้รับนั่นก็คือ...

               “อ๊ะ! ไหงโยนมาทางฉันได้ล่ะตะวัน?” คุณธารพูดขึ้น ผมจึงหันหลังกลับไปดู จึงเห็นว่าตอนนี้คุณธารกำลังทำหน้างงๆ โดยที่มีช่อดอกไม้อยู่ในมือ

               “ว้าววววว อย่างนี้พี่ธารก็จะได้แต่งงานเป็นคนต่อไปใช่มั้ยครับเนี่ย” น้องวาพูดพร้อมกับทำตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น แต่คุณธารกลับทำหน้ายี้ใส่ซะงั้น

               “พูดเป็นเล่นน่ะวา คนอย่างพี่เนี่ยนะจะแต่งงาน? ฝันไปเถอะ!” ผมรู้สึกแปลกใจที่คุณธารพูดออกมาแบบนี้ เพราะงั้นผมจึงได้ถามออกไปเพื่อให้หายข้องใจ

“ทำไมหรอครับคุณธาร การได้แต่งงานกับคนที่รักมันมีความสุขมากเลยนะครับ” พูดจบผมก็หันมองไปที่คุณภูผา คุณภูผาจึงเดินมาใกล้ๆ แล้วกุมมือผมเอาไว้

               “ความสุขของฉันคือการไม่ผูกมัดกับใครต่างหาก ความรักมันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อจะตายไป ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะทนอยู่กับคนคนเดียวแบบจำเจตลอดไปได้หรอกนะตะวัน”

               “ที่คุณธารพูดแบบนั้นเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ต่างหากล่ะครับ ผมเชื่อว่าถ้าคุณธารได้เจอคนคนนั้น ความคิดของคุณธารจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน” ผมเชื่ออย่างที่พูดจริงๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าคุณธารจะไม่ได้เชื่อเหมือนผม แถมยังมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระอีกต่างหาก

               “เฮ้อออออ วันนี้เป็นวันมงคลของตะวันกับพี่ภูนะ เพราะงั้นฉันว่าเราอย่าเสียเวลาแล้วมาฉลองกันต่อดีกว่า...เจ๊คิตตี้ครับ ช่วยนำทุกคนฉลองหน่อยได้มั้ยเอ่ย?” คุณธารจงใจเปลี่ยนเรื่องแล้วโยนหน้าที่ให้พี่กิตติ พี่แกที่เป็นคนตลก เฮฮา และสนิทกับทุกคนแล้วแม้จะพึ่งเจอกันวันนี้ จึงได้รับช่วงต่อจากคุณธารทันทีอย่างไม่มีติดขัด

               “เอาล่ะทุกคน ตอนนี้พิธีสาบานรักและการโยนช่อดอกไม้ก็เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว เพราะงั้นเรามาดื่มฉลองให้กับคู่รักอย่างคุณภูผาและน้องตาหวานกันดีกว่า ทุกคนว่าดีมั้ยฮ้า!”

               “ดี!!!”

               “โอเค แต่ว่าก่อนที่พวกเราจะดื่มฉลองกัน ยังมีเรื่องสำคัญอีก 1 เรื่องนะคะที่คุณภูผากับน้องตาหวานยังไม่ได้ทำ มีใครรู้มั้ยว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร” พี่คิตตี้ยิ้มกรุ้มกริ่ม น้องวาจึงยกมือขึ้นแล้วตะโกนตอบออกมาทั้งๆ ที่ผมยังงงอยู่เลย

               “ผมรู้ครับเจ๊คิตตี้! จูบสาบานใช่มั้ยครับ!” เท่านั้นแหละผมก็เบิกตากว้างแล้วหน้าร้อนวาบขึ้นมาทันที

               “ถูกต้องเลยฮ้า! ไหนใครอยากเห็นคุณภูผากับน้องตาหวานจูบกันบ้างขอเสียงเชียร์หน่อยเร้วววว!” พี่กิตติพูดจบก็เอียงหน้าไปข้างๆ แล้วเอามือป้องหู ทุกคนที่อยู่ที่นี่ทั้งคุณธาร พฤกษ์ เพลิง และน้องวาจึงร่วมใจกันส่งเสียงเชียร์อย่างพร้อมเพรียงกันจนกึกก้องไปทั้งชายหาด

               “จูบเลยๆๆๆๆๆๆ”

               ตอนนี้ผมเขินและอายมากจนแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว แต่คุณภูผากลับไม่เป็นเหมือนผม แถมยังดูเหมือนว่าจะชอบใจอีกต่างหาก เพราะได้ใช้สองมือจับไหล่ของผมให้หันไปหา ก่อนที่จะก้มหน้าลงมากระซิบกับผมว่า...

               “ไม่ต้องเขินไปหรอกน่า มากกว่านี้ก็เคยทำมาแล้วไม่ใช่รึไง”

               “คุณภูผา!” ผมถลึงตาใส่ ก่อนจะรีบหันซ้ายหันขวาว่ามีใครได้ยินที่คุณภูผาพูดรึเปล่า แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มี เพราะตอนนี้เสียงเชียร์กับเสียงปรบมือนั้นดังมากจริงๆ

               “ถ้าอายจะหลับตาลงก็ได้นะ แล้วคิดซะว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในห้องกันแค่สองคน”

               ผมไม่คิดว่าสิ่งที่คุณภูผาพูดมันจะทำได้ง่ายๆ แต่เอาเข้าจริงพอหลับตาลงแล้วลองตั้งสมาธิดูมันก็ไม่ยากอย่างที่คิด ตอนนี้ผมไม่รับรู้ถึงเสียงรบกวนของคนรอบข้างแต่อย่างใด ผมรับรู้แต่เสียงลมหายใจและไออุ่นของคุณภูผา ที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาแนบชิดจนกระทั่งแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ

               จูบนี้แม้จะไม่ได้เป็นจูบแรก แต่ก็เป็นจูบที่หวานล้ำและตราตรึงที่สุดในความทรงจำ เพราะมันโอบล้อมไปด้วยผู้คนที่ผมรัก ท่ามกลางเสียงคลื่นที่ซัดสาด แสงจันทร์อันนวลผ่อง และดวงดาวที่สุกสกาวนับล้าน ที่เป็นสัขขีพยานในการจูบสาบานรักของพวกเรา...


...จบบริบูรณ์...

สวัสดีค่ะทุกคน ในที่สุดความรักของภูผาและตะวันก็เดินทางมาถึงตอนจบแล้วนะคะ ซึ่งก็เป็นความรักที่ขมนิดๆ ในตอนแรกเนอะ แต่เรื่องพอกลางเรื่องไปก็หวานหยดย้อยจนบางคนอาจจะเลี่ยนได้เลย > < แต่ถึงอย่างนั้นเราก็หวังว่าทุกคนจะประทับใจและชื่นชอบกันนะคะ​มาพูดถึงนิสัยตัวละครกันหน่อย เอาพระเอกอย่างภูผาพี่ใหญ่ก่อนเลย ช่วงแรกพี่แกก็จะมีความไบโพลาร์หน่อยๆ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เป็นคนที่แทบทุกเสียงที่อ่านออนไลน์บอกว่ามีความย้อนแยงในตัวสูงมาก 55555 แต่นั่นก็เพราะยังอคติกับตะวันอยู่ พอหายอคติพี่แกนี่รุกแรงกว่าใครเพื่อน แถมยังอบอุ่นและโรแมนติกซะด้วย เชื่อว่าคนที่เคยด่าหลายๆ คนได้กลายเป็นชอบและเชียร์พี่แกสุดใจแน่นอน ​​ส่วนตะวัน นายเอกของเรื่องที่ถึงแม้ชีวิตจะรันทดและอาภัพ ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นคนดีเสมอต้นเสมอปลาย เป็นคนอ่อนหวาน พูดเพราะ และขยันมาก งานบ้านงานครัวนี่ทำได้ทุกอย่าง แถมยังชอบดูแลคนอื่นอีกต่างหาก ก็ไม่แปลกหรอกเนอะที่ทุกคนจะรักและเอ็นดู ภูผาโชคดีมากๆ ที่เป็นคนได้หัวใจของตะวันไปครอง ​ตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็หวังว่าทุกคนจะชอบ มีความสุข และประทับใจกับความรักของคู่ภูตะวันนะคะ มันอาจจะเป็นความรักเรียบๆ ไม่หวือหวา แต่ถึงอย่างนั้นความรักที่ทั้งคู่มีให้กันมันไม่ได้ธรรมดาเลยล่ะค่ะ และสำหรับคนที่ต้องการความรักแบบแซ่บๆ และร้อนแรงยิ่งกว่าแดดประเทศไทย ก็ต้องติดตามเรื่องต่อไปของโปรเจคซีรีส์นี้เลยค่ะ นั่นก็คือ... E. Erotic หัวใจร้อนรัก ​แค่ชื่อก็การันตีถึงความแซ่บแล้ว มีใครรู้มั้ยนะว่าจะเป็นเรื่องของใครในบ้าน และเขาคนนั้นจะคู่กับหนุ่มแบบไหน แต่ถ้าไม่อยากเดาก็มาลุ้นกันอีกไม่กี่วันนะคะ น่าจะศุกร์หรือเสาร์นี้แหละเราจะมาลงให้อ่านแน่นอนค่า ^^ ปล.ขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่ติดตามและเอาใจช่วยคู่ภูตะวันมาจนถึงตอนนี้ _/\_ ขอบคุณจริงๆที่เข้ามาอ่าน คอมเมนท์ให้ และสั่งจองหนังสือนิยายเข้ามานะคะ ขอย้ำนิดนึงหนังสือจะเปิดจองถึงสิ้นเดือนก.ย.นี้ ราคาเบาๆ 259 เท่านั้น ยังไงก็ช่วยรับพี่ภูและตะวันไปนอนกอดนอนฟัดด้วยน้า มีตอนพิเศษในเล่ม 2 ตอนรับรองว่าถูกใจแน่นอนค่ะ รักทุกคนเลยน้า แล้วเจอกันคู่ต่อไปค่ะ บ๊ายบายยยยยย จุ๊บบบบบบบบ​​(5 ก.ย. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}