ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 15

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก , จิ้นหยาง , อิงฮวา , ฮ่องเต้ , องค์หญิง , นิยายจีน ,นิยายจีนโบราณ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.2k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15
แบบอักษร

บทที่ 15

**ปลายยามซื่อ (** 11.00 น.)

เสียงโหวกเหวกโวยวายตามมาด้วยเสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสายบัดนี้ตำหนักเยว่ซินกำลังวุ่นวายไปกับการละเล่นแบบใหม่ขององค์หญิง   อิงฮวา บรรยากาศภายในตำหนักจึงดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก หลังจากปรนนิบัติจิ้นหยางจนออกจากตำหนักไปตั้งแต่เช้าตรู่ อิงฮวาก็นั่งขบคิดอยู่เกือบชั่วยามว่าวันนี้จะทำอะไรดี แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าตนเคยเล่นเตะลูกหนังกับท่านพี่ของนางอยู่บ่อยครั้ง วันนี้นึกสนุกจึงชวนคนในตำหนักเยว่ซิน ออกกำลังเรียกเหงื่อสักหน่อย

อิงฮวาในชุดบุรุษทะมัดทะแมงสีคราม รวบผมขึ้นสูงแล้วมัดเป็นหางม้า ใบหน้างดงามแดงซ่านไปด้วยเลือดฝาดที่เกิดจากการวิ่งไปวิ่งมาของเจ้าตัว ดวงตากลมโตเป็นประกายสุกสกาว       ริมฝีปากปากเผยยิ้มกว้างด้วยอารมณ์สนุกสนาน รอบข้างบรรดานางกำนันและขันที ไม่เว้นแม้แต่องค์รักษ์เงาที่จิ้นหยางให้มาคอยอารักษ์ขานางก็ถูกสั่งให้มาเล่นเตะลูกหนังกับนางทั้งสิ้น  และพวกเขากำลังทำสุดความสามารถเพื่อเลี้ยงลูกหนังให้เข้าสู่ประตู

“เสี่ยวซื่อ ส่งลูกหนังให้ข้า!” อิงฮวาตะโกนเสียงใส โบกไม้โบกมือ เอี่ยวตัวหลบหลีกเสี่ยวผิงที่กำลังวิ่งไปทางซ้ายทีขวาทีอยู่ข้างหน้าตน ท่าทางร่าเริงซุกซนเช่นนี้ของ องค์หญิงดูคุ้นเคยสำหรับเหล่าผู้คนในตำหนักเยว่ซินแล้วในยามนี้ ทุกคนจึงไม่คิดหวาดกลัวอย่างที่นางกำนันขันทีตำหนักอื่นควรจะเป็น ทั้งยังเล่นกับองค์หญิงด้วยความสนุกสาน ราวกับเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่ยังเด็ก

“เพคะๆ” เสี่ยวซื่อตั้งอกตั้งใจเลี้ยงลูกหนังเพื่อนำไปส่งให้องค์หญิง พยายามสกัดองค์รักษ์เงาหลายคนที่หมายจะเข้ามาแย่งลูกหนัง มือเล็กปักป่ายผลักใส่องค์รักษ์เงาที่จะเข้ามาแย่งลูกหนังตน ปากก็ร้อง ว๊ายๆ ตลอดเวลา เป็นภาพที่เรียกเสียงหัวเราะได้มากทีเดียว

ดูเหมือนองค์รักษ์เงาก็จะแอบขำนางกำนันตัวน้อยอยู่เหมือนกัน จึงเผลอปล่อยให้นางส่งลูกหนังไปให้องค์หญิงจนได้ อิงฮวาเมื่อได้ลูกหนังมาก็เตะลูกหนังเต็มแรง ส่งไปยังประตูที่มีเสี่ยวซู่คอยเฝ้าอยู่

“อ๊ะๆๆๆ ! ตายแล้วๆ !” เสี่ยวซู่ร้องไปด้วยก็วิ่งไปด้วย หาทางรับลูกหนังที่กำลังพุ่งตรงมายังตนด้วยความเร็ว

ตุ้บ!

ว๊าย! โอ๊ย! .....

แทนที่ลูกหนังจะอยู่ในมือของเสี่ยวซู่ มันกลับลอยไปกระแทกเข้ากับใครบางคนจนผู้เคราะห์ร้ายล้มลงไปกองกับพื้น ตามมาด้วยเสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น   อิงฮวากวาดตามองกองอะไรสักอย่างที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นด้วยความสงสัย ก่อนที่สายตาซุกซนจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ

“นั่นแม่นมจิ้นหูไม่ใช่หรือ” อิงฮวาเอ่ยเสียงแผ่ว รีบพยักหน้าให้เสี่ยวผิงและ  เสี่ยวจูไปช่วยประคองคนสนิทของไทเฮาที่จู่ๆก็เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเข้ามาในตำหนัก   เยว่ซิน จนต้องมาเจอเรื่องไม่คาดคิดเช่นนี้

“ฮึ่ย! ปล่อยข้า” แม่นมจิ้นหูเมื่อลุกขึ้นได้ก็สะบัดแขนของตนออกจากการช่วยเหลือของเสี่ยวผิงและเสี่ยวจู สายตาลุกวาบเต็มไปด้วยไฟโทสะก่อนจะปรับเป็น    นิ่งเฉย เดินตรงมาหยุดตรงหน้าของอิงฮวาย่อตัวลงกับพื้นเล็กน้อย ก่อนจะกลับมายืนสง่าดังเดิม ผิดกับภาพเมื่อครู่ยิ่งนัก คิดขึ้นมาแล้วอิงฮวาก็แอบยิ้มขบขันอย่างเสียไม่ได้

“ครั้งนี้ไทเฮาให้ท่านมาถึงตำหนักเยว่ซิน คงต้องการตามตัวข้าเร่งด่วนใช่หรือไม่” อิงฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงติดหน่ายๆ ทุกครั้งที่ไทเฮาคิดจะเรียกนางไปสั่งสอนจะต้องให้ แม่นมร่างยักษ์ผู้นี้มาตามตนเสมอ ครั้งนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องท่านหญิงหมิงลู่กระมัง คงคิดจะเรียกนางไม่พูดคุยเรื่องการแต่งตั้งสนมเอกไม่ผิดแน่

“เพคะ” แม่น้ำจิ้นเอ่ยเสียงแข็ง สายตาไม่เป็นมิตรจ้องมาที่ใบหน้านาง นายเป็นเช่นไรบ่าวเป็นเช่นนั้น อิงฮวาเห็นว่าที่แม่นมจิ้นเกลียดชังนางจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร และไม่คิดนำมาใส่ใจ

“เช่นนั้นข้าจะไปเปลี่ยนชุดก่อน” อิงฮวากล่าวอย่างไม่ยี่หระ เตรียมจะก้าวขาเข้าตำหนัก แต่ก็ถูกหยุดไว้ด้วยเสียงกระด้างของแม่นมจิ้นอีกครั้ง

“เกรงว่าไทเฮาจะทรงรอนาน ขอองค์หญิงรีบเสด็จเถอะเพคะ”

“เฮ้อ! เช่นนั้นเจ้าก็นำทางเถอะ” อิงฮวาเห็นว่านางจะเข้าไปเปลี่ยนชุดหรือไม่เปลี่ยน นางก็คงถูกตำหนิอยู่ดีไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง เช่นนั้นก็ไปๆให้จบเรื่องแล้วรีบกลับมาอาบน้ำ กินข้าวดีกว่า

“องค์หญิงเพคะ ให้หม่อมฉันตามเสด็จนะเพคะ” เสี่ยวซื่อกล่าวด้วยสายตาเป็นกังวล ครั้งก่อนตอนนางตามเสด็จองค์หญิงก็แอบถูกแม่นมใจร้ายนั่นหยิกจนเนื้อเขียวไปหลายครั้ง ถึงแม้องค์หญิงจะแกล้งสกัดขาจนแม่นมจิ้นหูกลิ้งตกบันไดเป็นการแก้แค้นไปแล้วก็ตาม ไม่รู้ครั้งนี้หากไม่ตามเสด็จองค์หญิงจะถูกรังแกหรือไม่

“ไม่ต้องหรอก ข้าไปสักครู่เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว พวกเจ้าอยู่เตรียมสำรับอาหารให้ ฝ่าบาทเถอะ” อิงฮวาโบกมือ แล้วเดินตามหลังแม่นมจิ้นหูออกจากตำหนักเยว่ซินอย่างไม่รีบร้อนนัก

ระหว่างทางเข้าตำหนักเจียวเหมย อิงฮวาสวนเข้ากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ในมือของเขาถือล่วมยาไม้ประดับลายดอกบัวบ่งบอกว่าเขาต้องเป็นหมอหลวง แต่เหตุใดตำหนักเจียวเหมยถึงตามหมอหลวงมารักษา หรือไทเฮาทรงประชวร หากไทเฮาประชวรก็ไม่น่าจะตามตัวนางมาพบให้อาการยิ่งทรุดนี่นา อิงฮวาเก็บความสงสัยไว้ในใจ ก้าวเท้าเดินตามแม่นมจิ้นหูเข้ามายังเขตในของตำหนักเจียวเหมย

“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” อิงฮวาทำท่าคำนับอย่างถูกต้องไม่มีผิดพลาดแม้แต่น้อย ก่อนจะยืนขึ้นอย่างสง่างาม

“นับวันมารยาทของเจ้ายิ่งแย่ลงเรื่อยๆหรือไร มาพบข้าเจ้ากล้าแต่งกายเช่นนี้หรือ” ไทเฮาเพียงปรายตาที่แหลมคมของตนมองมายังร่างบางของอิงฮวา พินิจดูเครื่องแต่งกายบุรุษบนร่างของอิงฮวาอย่างไม่พอใจ

“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ เพียงแต่เมื่อครู่แม่นมจิ้นบอกกับหม่อมฉันว่าไทเฮาทรงรออยู่ไม่อาจชักช้าได้ หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องมาทั้งชุดนี้เพคะ” อิงฮวารีบชี้แจง ก่อนจะเบือนสายตาไปมองแม่นมจิ้นที่ไปยืนอยู่หลังเก้าอี้ประทับของไทเฮา

“ถึงอย่างนั้น การแต่งกายของเจ้าเช่นนี้ก็หาได้เหมาะสมไม่” ไทเฮายังคงแสดงสีหน้าไม่พอใจ และกล่าวเสียงแข็งใส่นางเช่นเคย อิงฮวาจึงได้แต่แอบลอบถอนหายใจเบาๆ ว่ากันว่าคนไม่ถูกชะตา นั่งหายใจเฉยๆก็ยังไม่ถูกชะตา ไทเฮาคงรู้สึกแบบนั้นกระมัง ถึงชอบเรียกนางมาตำหนิทุกสามวันเจ็ดวัน

“เพียงเห็นหน้าเจ้า ข้าก็หายใจไม่ทั่วท้องแล้ว เรื่องนี้ช่างมันก่อน” ไทเฮาที่เดือดดาลอย่างที่สุด พยายามสงบสติอารมณ์ของตน โบกมือปัดกลางอากาศอย่างขอไปที ก่อนจะเริ่มเรื่องสำคัญที่นางให้แม่นมจิ้นหูไปตามอิงฮวามาในวันนี้

นั่นปะไร นางคิดไว้ไม่มีผิดทีเดียว ร่างบางจึงอดที่จะกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายไม่ได้ ท่าทางเช่นนั้นยิ่งกระตุ้นให้ไทเฮายิ่งไม่พอใจยิ่งขึ้น แต่อิงฮวาก็ไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไหร่เช่นกัน

“ที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้เพื่อถามเจ้า” ไทเฮาข่มกลั้นความโกรธ ในใจหมายมาดจะเอาเรื่องอิงฮวาให้ได้ วันนี้หากไม่สั่งสอนนังเด็กสาวหาวนี่นางคงได้อกแตกตาย

“เพคะ” อิงฮวารับคำเพียงสั้นๆ ตั้งใจฟังในสิ่งที่ไทเฮาจะถามไม่มีความหวาดหวั่นใดๆ ยังคงท่วงท่าสง่างามแต่แฝงไปด้วยความเกลียดคร้านอยู่ในที

“หลายวันก่อนเจ้าเป็นคนให้เครื่องหอมกับหมิงลู่ใช่หรือไม่” สายตาของไทเฮาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของอิงฮวาอีกครั้ง สายตาคล้ายคาดคั้นหาคำตอบ ราวกับนางเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์

“เครื่องหอม ? อ้อ สบู่สินะเพคะ ใช่แล้วเพคะ” อิงฮวาทบทวนคำพูดของไทเฮาในสมองลำดับเหตุการณ์จนเข้าใจในสิ่งที่ไทเฮาต้องการรู้ แล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบาเกินไป ในใจนึกสงสัยว่าเพียงแค่นางในสบู่ก้อนเดียวกับหมิงลู่เหตุใดไทเฮาต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต เรียกนางมาพบเช่นนี้

“ถ้าเช่นนั้นก็เป็นเจ้าที่วางยานางใช่หรือไม่” ไทเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิอย่างรุนแรง แววตาโกรธเคืองมองมาที่นางอย่างไม่ปิดบัง ราวกับว่าจะฉีกทึ้งนาง

“วางยา? ...เรื่องนี้หม่อมฉันไม่เข้าใจเพคะ” อิงฮวารู้สึกมึนงงกับข้อกล่าวหาที่ไทเฮาโยนใส่หัวนาง ทั้งยังไม่เข้าใจว่านางไปวางยาใส่หมิงลู่ตอนไหน

“เพราะหมิงลู่ใช้ของที่เจ้าให้มาจนตอนนี้นอนป่วยหนักอยู่บนเตียง เจ้ายังจะกล้าบอกว่าไม่รู้เรื่องอีกหรือ” ไทเฮายังคงกล่าวด้วยความชิงชัง สายตาเอาเรื่อง วันนี้อย่างไรนางก็จะต้องลงโทษอิงฮวาให้จงได้

“เป็นไปได้อย่างไรกัน”  อิงฮวาพึมพำกับตนเองพยายามคิดถึงเหตุผลที่ทำให้หมิงลู่ล้มป่วย นางเพียงแค่ให้สบู่กับหมิงลู่เท่านั้น มิได้วางยาอะไร ทั้งตอนที่ทำสบู่หมิงลู่ก็อยู่ด้วยตลอด นางจะไปวางยาหมิงลู่ได้อย่างไร อีกทั้งนางยังหาเหตุผลในการทำร้ายหมิงลู่ไม่เจอ

“เจ้ายังจะปากแข็งอีกหรือ มีใครอยู่ข้างนอก จับองค์หญิงอิงฮวาไปขังในตำหนักมืด ข้าจะไต่สวนความผิดของนางเอง” ดูเหมือนความอดทนของไทเฮาจะสิ้นสุดลง เสียงตวาดดังไปทั่วห้องโถง ทำให้องค์รักษ์ที่อยู่ด้านนอกต้องเข้ามายังด้านใน รอฟังคำสั่งจากไทเฮา

“เรื่องนี้มันต้องมีอะไรไม่ถูกต้องแน่ๆ หม่อมฉันขอยืนยันว่าหม่อมฉันไม่ได้เป็นคนทำ เหตุใดไม่เรียกท่านหญิงหมิงลู่มาถามไถ่ ไทเฮาคิดจะตัดหัวก่อนค่อยกราบทูลหรือเพคะ” อิงฮวาพยายามที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ของตน นางเป็นคนกล้าทำกล้ารับ หากนางไม่ผิดก็อย่าคิดว่านางจะยอมให้รังแกกันได้ง่ายๆเลย

“ความไม่ถูกต้องมันเริ่มขึ้น ตั้งแต่เจ้าเข้ามาในวังหลวงแล้ว เจ้ากล้าต่อว่าข้าที่เป็นถึงไทเฮา โทษนี้ก็เพียงพอจะตัดคอเจ้าด้วยซ้ำไป เห็นแก่เจ้าที่เป็นองค์หญิงแคว้นเฉิง ข้าจะไว้ไมตรี เพียงสั่งขังเจ้าไว้เท่านั้น รีบนำตัวนางไป!” ไทเฮาโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก    ออกคำสั่งเสียงเด็ดขาด ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่นางจะได้สั่งสอนหญิงสาวตรงหน้า ไม่ให้ได้ใช้มารยามาล่อลวงฮ่องเต้อีก

“ไทเฮาทรงไม่พอพระทัยหม่อมฉันเรื่องนี้หม่อมฉันรู้ดีแก่ใจ แต่การที่พระองค์จะใช้อำนาจมาลงโทษหม่อมฉันโดยปราศจากเหตุผลและหลักฐาน หม่อมฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายยิ่งหนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้หม่อมฉันจะพูดอะไรออกไป ยอมเสียเปล่าทั้งสิ้น แต่ในเมื่อหม่อมฉันไม่ผิด ก็ไม่ยินดีรับโทษใดๆเพคะ” เป็นครั้งแรกที่อิงฮวาแข็งกร้าวใส่ไทเฮา นางเคยคิดว่านางสามารถอดทนได้ และพยายามถอยให้ไทเฮาพอใจเสมอมา แต่ดูท่าทางแล้วไทเฮาไม่เพียงไม่เห็นน้ำใจของนาง ยิ่งจงเกลียดจงชังนางมากขึ้นไปอีกอย่างไร้เหตุผล เรื่องเกิดขึ้นไม่ไต่สวนให้กระจ่างกับต้องการที่จะลงโทษคน นี่หรือไทเฮาแห่งแคว้งชาง แค่คิดใบหน้าหวานของอิงฮวาก็แข็งกร้าวขึ้น จ้องมองที่ไทเฮาอย่างผิดหวัง

“เจ้า! เจ้ากล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้! จับนางไว้! แม่นมจิ้นตบปากนาง!” ไทเฮาชี้นิ้วไปตรงหน้าของอิงฮวาด้วยอาการสั่นเทา ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจนาง หญิงสาวตรงหน้ากล้าดีอย่างไรจึงหยามเกียรตินางเช่นนี้

“เพคะ” แม่นมจิ้นยิ้มเย็น ก้าวเท้าช้าๆมาหยุดอยู่ตรงหน้าอิงฮวา นางเงื้อมมือขึ้นสูงหมายจะตบใส่ใบหน้าเล็กของอิงฮวาให้เต็มแรง หญิงสาวไม่เพียงไม่หลบ นางยังใช้มือบางของตนจับไปที่ข้อมือของแม่นมจิ้นก่อนที่ฝ่ามือหยาบนั่นจะปะทะเข้ากับใบหน้าตน ไม่ทันตั้งตัวอิงฮวาก็บิดแขนของแม่นมจิ้นอย่างแรงแล้วผลักลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นพร้อมด้วยเสียงร้องโอดโอ๊ยของแม่นมร่างยักษ์ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวกล้าขยับเข้าไปช่วยเหลือ

“เจ้า! เจ้ากล้ามากนักนะ นังเด็กอวดดี อย่าคิดว่าเป็นองค์หญิงแคว้นเฉิงแล้วเจ้าจะทำอะไรได้ตามใจชอบ ตราบใดที่ข้ายังเป็นไทเฮาอยู่ เจ้าอย่าหวังจะมาระรานคนในตำหนักเจียวเหมยของข้า” ไทเฮาโกรธจัดลุกขึ้นจากพระที่นั่ง จ้องมองมาที่อิงฮวาที่ยังคงยืนนั่งไม่สะทกสะท้านต่อเสียงตวาดแม้แต่น้อย

“หม่อมฉันหรือระรานคนของตำหนักเจียวเหมย เห็นกันอยู่ชัดๆว่าเป็นคนของพระองค์ที่หมายจะทำร้ายหม่อมฉันก่อน หม่อมฉันเพียงป้องกันตัวเท่านั้น” อิงฮวาปัดมือของตัวเองราวกับจับของสกปรกก็ไม่ปาน จ้องตอบไทเฮาอย่างไม่เกรงกลัว นางแอบเห็นไทเฮาคิ้วกระตุกด้วยความโกรธอยู่หลายครั้ง ช่างน่าขบขันเสียจริง

“จับนาง! ไม่ได้ยินหรือ ข้าบอกให้จับนางไปขังในตำหนักเย็น หากไม่มีคำสั่งจากข้า ใครก็ห้ามปล่อยนางออกมา!” สิ้นเสียงเฉียบขาด ทหารองค์รักษ์สามนายก็เดินตรงมายังอิงฮวา สีหน้าลำบากใจก้มศีรษะให้นางเล็กน้อยก่อนจะจับเข้าที่แขนเรียวของนางทั้งสองข้าง

“ใครกล้าแตะต้องข้า เตรียมรักษาหัวของพวกเจ้าไว้ให้ดี” อิงฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง คล้ายเตือนอยู่กลายๆ

“โอหังเกินไปแล้ว! ทหาร! จับนางไปขังไว้ตำหนักเย็น หากนางขัดขืนก็หักแขนหักขานางซะ!” ไทเฮาเดือดดาลเป็นที่สุด ถึงกับตบโต๊ะเสียงดัง ไม่แน่ว่าข้อมือคงหักไปเสียแล้วกระมัง อิงฮวาคิดก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก

“กระหม่อมทำตามบัญชา ขอองค์หญิงโปรดอภัยด้วยพะย่ะค่ะ” องค์รักษ์ตำหนักเจียวเหมยตรงเข้ามาหมายจะจับกุมร่างบางตามคำสั่งไทเฮา

แต่ยังไม่ทันจะได้ถึงตัว อิงฮวาก็กระแทกหมัดออกมาเพื่อป้องกันตัว แรงของหมัดที่กระแทกกับช่วงอกทำให้องค์รักษ์ผู้นั้นถอยหลังไปหลายก้าว อิงฮวาตั้งท่าพร้อมต่อยตีเต็มที่

“จับตัวข้า เจ้าคงต้องอาศันฝีมือหน่อยแล้ว” อิงฮวาสะบัดมือของตนเบาๆ อดเจ็บที่ข้อมือเล็กน้อยไม่ได้ ใครจะคิดว่าชุดองครักษ์จะมีเกาะอ่อนอยู่อีกชั้น ช่างน่าตายนัก

“ยังจะยืนอยู่ทำไม จับนาง!” ไทเฮาไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป สั่งให้องครักษ์ลงมือได้โดยไม่ต้องออมแรง

อิงฮวารับมือกับเหล่าองครักษ์ของตำหนักเจียวเหมยด้วยมือเปล่า คนเดียวยังพอหลบเลี่ยงได้อยู่บ้าง แต่เข้ามาพร้อมกันทั้งสามคน นางก็ตรึงมืออยู่ไม่น้อยเช่นกัน ร่างบางพยายามถ่วงเวลารอจนกว่าจิ้นหยางจะมาถึง นางก็ถือว่ามีทางรอดแล้ว

เหนือฟ้ายังมีฟ้า แม้นางจะรู้วรยุทธ์แต่ก็ห่างหายจากการฝึกซ้อมไปนาน ทำให้ร่างกายเริ่มล้าจากการต่อสู้ที่หนักหน่วง ไม่ทันระวังฝ่ามือหนาขององครักษ์ผู้นึงก็ตรงเข้าสกัดจุดนางเอาไว้ ทำให้ร่างทั้งร่างไม่สามารถขยับไปไหนได้

“เจ้า!” อิงฮวาได้แต่กรอกตามองอย่างไม่สบอารมณ์ ได้แต่ค่อนขอดฝีมือตัวเองที่ไม่เอาไหนเอาเสียเลย

“เด็กโอหังเช่นเจ้า ลองไปนอนหนาวในตำหนักเย็นสักคืนจะเป็นไรไป! เอาตัวนางไป!” ไทเฮามีท่าทีพึงพอใจที่เห็นอิงฮวาไม่สามารถแผงฤทธิ์อะไรได้อีก อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มเหยียดหยามขึ้นอีกครั้ง

ความคิดเห็น