อ๊อบซอ
facebook-icon Twitter-icon

ขอขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ ขอบคุณทุกยอดวิว ทุกติดตาม ทุกคอมเม้น ทุกไลค์ และยอดสนันสนุน มันคือกำลังใจที่ทำให้ไรท์เขียนนิยายให้ทุกคนได้อ่านกัน ไรท์ยังเป็นมือใหม่อยู่ ติชมกันได้ ไรท์จะนำไปแก้ไขให้ดีขึ้น ฝากนิยายของ "อ๊อบซอ" ด้วยนะคะ //โค้งคำนับ

​Bad brother :: ตอนที่ 2

ชื่อตอน : ​Bad brother :: ตอนที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 51.6k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ต.ค. 2562 03:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​Bad brother :: ตอนที่ 2
แบบอักษร

Bad brother แอบรักร้าย ผู้ชายต้องห้าม 

ตอนที่ 2 

 

ณ โรงพยาบาล A 

“แม่ พ่อ เป็นยังไงบ้างครับ” เมื่อรู้ข่าวร้ายจากบิดาที่โทรมาหา เมฆก็รีบมายังโรงพยาบาลที่น้องสาวและคนขับรถรักษาตัวอยู่ทันที ที่หน้าห้องฉุกเฉินมีพ่อและแม่ของเขาที่นั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก 

“ลุงสมคนขับรถขาข้างขวาหักเพราะช่วงล่างติดอยู่ในตัวรถ ต้องพักรักษาตัวอีกนาน ส่วนฟ้าหมอบอกอาการไม่ค่อยดี เพราะตอนเกิดอุบัติเหตุน้องไม่ได้คาดเข็มขัดตอนนี้ยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน” วิรุธตอบลูกชาย 

//พี่มันเลว พี่ผิดเอง ที่ทิ้งให้น้องต้องกลับคนเดียวน้องจึงไม่มีใครคอยปกป้อง ในตอนนั้นน้องคงกลัวมากสินะ พี่ขอโทษนะฟ้า อย่าเป็นอะไรไปเลยนะ พี่ขอร้อง ออกมาฟังคำขอโทษจากพี่ก่อนนะ// เมฆได้แต่โทษตัวเองอยู่ในใจที่ทิ้งให้น้องต้องเผชิญเรื่องร้ายๆ อยู่คนเดียว 

“ว่าแต่ทำไมเมฆไม่ได้กลับมากับน้องล่ะลูก ฮึก เมฆไปไหนเหรอ” คุณหญิงสุดาถามลูกชายของเธอ เพราะเมื่อเธอมาถึงโรงพยาบาลก็พบว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุที่แค่ลูกสาวของเธอกับคนขับรถเท่านั้น ในรถไม่มีลูกชายของเธออยู่ด้วย เธอจึงให้สามีโทรหาลูกชายให้รีบมาที่โรงพยาบาลแทน 

เมฆจึงยอมเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ว่าตนไปไหน ทำไมไม่ได้กลับมาพร้อมน้องสาวด้วยความรู้สึกผิด 

“ผมขอโทษนะครับแม่ พ่อที่ปล่อยปละละเลยน้องจนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เพราะผมไม่อยู่ดูแลน้องเอง” เมฆนั่งก้มหน้าเพราะไม่กล้าสู้หน้าพ่อและแม่ของเขา 

“ไม่เป็นไรหรอกลูก มันไม่ใช่ความผิดของลูกทั้งหมดหรอก อึก อีกอย่างถ้าลูกอยู่บนรถด้วย ในห้องนั้นตอนนี้คงมีลูกแม่ที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ถึงสองคน แบบนั้นแม่คงทำใจไม่ได้ ฮึก” คุณหญิงสุดาสะอื้นไห้มองประตูห้องฉุกเฉิน ดวงตาหมองเศร้าและแดงกล่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก แต่นับว่าในความโชคร้ายนั้นยังพอมีความโชคดีอยู่เล็กน้อย 

“แล้วรถคู่กรณีล่ะครับ” เมฆถามขึ้น 

“ตำรวจบอกว่า เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ” วิรุธที่นั่งโอบไหล่ภรรยาตอบคำถามลูกชาย 

“มันเกิดอะไรขึ้นครับ”  

“ฝนตก ถนนลื่น รถคู่กรณีเสียหลักพลิกคว่ำแล้วไถลมาชนรถที่น้องนั่งอยู่อีกฟากของถนนอย่างแรง คนในรถคู่กรณีมากันสองคนสามีภรรยา เสียชีวิตคาที่ รถของเราคนขับรถเจ็บหนัก ส่วนน้องฟ้า…ก็อย่างที่เห็นแหละลูก” วิรุธเล่าบอกลูกชายแทนภรรยาของตนเมื่อภรรยาไม่อยากพูดถึงเรื่องเจ็บปวดใจเรื่องนี้ 

ทั้งสามคนนั่งรอใจจดใจจ่อให้ใครก็ได้ออกมา มาบอกว่าหญิงสาวที่เข้าไปนั้นยังสบายดี จนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ  

 

(2 ชั่วโมงผ่านไป)  

ผลัวะ!  

และแล้วประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกมาในที่สุด ตามด้วยร่างของหมอและพยาบาลอีกสองคนที่เดินตามออกมา ถอดผ้าปิดปากออก ทั้งสามคนรีบเข้าไปถามอาการของหญิงสาวในทันที 

“ลูกสาวฉันเป็นไงบ้างคะคุณหมอ” คุณหญิงสุดาถามด้วยเสียงสั่นๆ  

“เสียใจด้วยนะครับ คนไข้ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตแล้วครับ” ทีมแพทย์พยายามยื้อชีวิตของหญิงสาวไว้อย่างสุดความสามารถแต่เพราะเสียเลือดมากแถมยังมาช้าไป จนหญิงสาวทนพิษบาดแผลไม่ไหว เป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด 

“ไม่จริง! ไม่จริงใช่ไหมคะคุณหมอ! ลูกฉันยังอยู่ น้องฟ้ายังอยู่ใช่ไหม ฮื้อๆ น้องฟ้าลูกแม่ ฮึก บอกมาสิว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง!! ฮือๆ ๆ” คุณหญิงสุดาหัวใจแตกสลายสติดับวูบเป็นลมล้มลงไปในอ้อมกอดของผู้เป็นสามีในทันที… 

 

(3 ปีผ่านไป)  

หลังจากเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลวันนั้น ทุกคนในครอบครัวก็ช่วยกันจัดงานศพด้วยหัวใจที่โศกเศร้า เพราะยังทำใจไม่ได้กับการจากไปอย่างกะทันหันของลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้านที่อายุยังน้อย ทุกคนพยายามปลอบใจซึ่งกันและกัน และให้เวลาช่วยเยียวยาแผลใจที่บอบช้ำอยู่นาน จนเวลาผ่านไป คนในครอบครัวเริ่มทำใจได้สุดาและวิรุธมักไปทำบุญทำทานที่วัดเป็นประจำ หวังให้ผลบุญส่งไปถึงลูกสาวที่อยู่บนสวรรค์ได้อยู่อย่างมีความสุข และมักจะซื้อของใช้ ของกินต่างๆ ไปให้เด็กๆ ที่สถานสงเคราะห์บ้านเด็กกำพร้าเป็นประจำ อย่างเช่นวันนี้ 

“เด็กๆ จ๊ะ กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทั้งสองท่านพร้อมๆ กันนะคะ หนึ่ง สอง สาม” เสียงพี่เลี้ยงบอกเด็กๆ  

“ขอบคุณค่ะ/ขอบคุณครับ”  

“ดีมาก ทานได้เลยจ้ะ” สิ้นเสียงพี่เลี้ยงก็ได้ยินเสียงเด็กๆ ทานอาหาร เสียงกระซิบพูดคุยดังขึ้นเบาๆ ตามด้วยเสียงช้อน จาน ชามกระทบกันบ้าง เด็กๆ ต่างก็ทานอาหารของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย 

เมื่อถึงเวลาพัก เด็กๆ ก็ไปวิ่งเล่น บางส่วนก็จับกลุ่มกันนั่งเล่นในที่ที่เตรียมไว้ให้ หรือในสนามเด็กเล่นบ้าง แต่จะมีเด็กอยู่หนึ่งคนที่มักจะเก็บตัวเงียบนั่งอยู่ใต้ต้นไม้คนเดียวเป็นประจำ 

“หนูจ๊ะ นั่งอยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอจ๊ะ ไม่ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ เหรอ” คุณหญิงสุดาเอ่ยถามเด็กน้อยที่นั่งหันหลังให้เธออยู่ 

“ผมไม่ชอบเล่นกับคนอื่นครับ คนที่นี่ชอบรังแกผม” เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปมองผู้ถาม ทันทีที่ได้เห็นหน้าสุดาและวิรุธแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง มันเหมือนกับว่าพวกเขาได้เจอลูกสาวที่จากไปเมื่อสามปีก่อนนั้นกลับมาอีกครั้ง ทั้งสองถูกชะตาเด็กคนนี้ในทันที 

“หนูชื่ออะไรจ๊ะ บอกฉันได้ไหม” คุณหญิงสุดาถาม พร้อมกับนั่งลงข้างๆ เด็กน้อย ยกมือขึ้นลูบผมนั้นเบาๆ  

“ผมชื่ออิงฟ้าครับ” เสียงหวานตอบฉะฉานพร้อมกับยิ้มหวานที่ผู้ใหญ่ทั้งสองมองว่าช่างดูน่ารักมาก ชื่ออิงฟ้านั้นช่างไพเราะและคล้ายกันจริงๆ  

“ฉันชื่อสุดานะ ส่วนผู้ชายคนนี้ก็ชื่อวิรุธ” สุดาชี้มาที่ตัวเองและวิรุธที่นั่งอยู่ข้างๆ  

“สวัสดีครับ ผมจำคุณทั้งสองได้ คุณชอบมาที่นี่ประจำ” อิงฟ้ายกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างนอบน้อมราวกับคนที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีทั้งที่อายุก็ไม่น่าจะเยอะเท่าไร 

“หนูอยู่ที่นี่เหรอ” วิรุธถามขึ้นเพราะไม่คุ้นหน้าเด็กคนนี้เท่าไรทั้งที่เขาก็มาที่นี่บ่อยๆ  

“ครับ ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กแล้วครับ” เสียงหวานว่าใบหน้าติดจะยิ้ม 

“ทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ พ่อกับแม่หนูล่ะจ๊ะ ท่านไปไหน” คุณหญิงสุดาถามอย่างอยากรู้ว่าทำไมเด็กน้อยน่ารักคนนี้ถึงมาอยู่ที่สถานสงเคราะห์แห่งนี้ได้ เพราะเด็กบางคนที่นี่ผู้ปกครองฝากเลี้ยงชั่วคราวเท่านั้น แต่เด็กชายตรงหน้าหล่อนบอกว่าอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็กแล้วก็แสดงว่าต้องเป็นเด็กไร้ญาติ 

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แม่ใหญ่บอกว่าท่านเจอผมที่หน้าประตูรั้วตอนผมยังตัวเล็ก เล็กมากๆ ผมอยู่ในหอผ้าสีขาวที่ใส่อยู่ในตะกร้า ผลรู้แค่นั้นครับ ที่เหลือผมไม่รู้เลย” เสียงหวานก้มหน้า เล่าเหตุการณ์ที่แม่ใหญ่เล่าให้เขาฟังตอนที่เขาเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น อิงฟ้าคิดเอาเองว่าตนนั้นคงไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่เขาจึงถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่ ถึงแม้จะจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เพราะยังเล็ก แต่เมื่อโตมันเป็นเหมือนหนามเล็กๆ ที่คอยทิ่มแทงใจเด็กน้อยเสมอ และด้วยความที่ขาดสารอาหารเพราะทานไม่ทันเด็กคนอื่นจึงทำให้ตัวของอิงฟ้านั้นผอมบางและตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ด้วยเป็นคนที่แสดงออกไม่เก่งนักอิงฟ้าจึงมักถูกแกล้งเป็นประจำ เด็กน้อยจึงเลือกที่จะไม่เล่นกับใครและนั่งเงียบๆ ที่ใต้ต้นไม้คนเดียวเป็นประจำ  

สุดาและวิรุธมองหน้ากันทันทีเมื่อได้ยินคำตอบที่เบามากจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบแต่ก็ดังพอให้ผู้ใหญ่ทั้งสองได้ยิน ทั้งคู่รู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์นั้นมันหมายความว่าอย่างไร สุดาและวิรุธสบตากันอยู่ชั่วครู่และรู้ว่าทั้งสองนั้นคิดเหมือนกัน จึงลองเอ่ยปากถามดูทันที 

“แล้วหนูอยากมีบ้านไหม อยากมีพ่อกับแม่รึเปล่า” วิรุธเป็นคนถาม 

“พ่อ แม่ ระ เหรอครับ” จากที่ก้มหน้าอยู่อิงฟ้าเงยหน้าหันมามองผู้ถามทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ตาโตขึ้นอย่างคนตกใจปนดีใจ 

“ใช่จ้ะ พ่อ แม่ ลูก บ้านหลังใหญ่ ครอบครัวเดียวกัน” คุณหญิงสุดาช่วยพูดเสริมให้เด็กน้อยเข้าใจง่ายขึ้น 

“หมายความว่าผมจะมีพ่อแม่ มีครอบครัว มีคนที่รักผมใช่ไหมครับ” เสียงหวานถามอย่างไม่แน่ใจ 

“ใช่แล้วจ้ะ ถ้าหนูตกลง ฉันจะเป็นแม่ให้หนูเอง ส่วนผู้ชายคนนี้ก็จะเป็นพ่อของหนูไงล่ะจ๊ะ” คุณหญิงสุดาพูดโน้มน้าวเด็กน้อยอีกครั้ง และหวังว่ามันจะได้ผล เพราะเธอถูกชะตากับเด็กตรงหน้านี้มากจริงๆ  

“ผมจะมีอาหารให้ทานครบทุกมื้อ มีห้องนอนเป็นของตัวเอง และได้เรียนหนังสือใช่ไหมครับ” อิงฟ้าถามอีกครั้งด้วยแววตาที่มีความหวังอยู่ในนั้น 

“แน่นอนจ้ะ หนูจะมีทุกอย่างที่หนูต้องการ สิ่งที่หนูขาดหายไปฉันกับคุณวิรุธจะเติมเต็มมันให้กับเธอเองนะ” คุณหญิงสุดาพูดด้วยรอยยิ้ม 

“ผะ ผม ตกลงครับคุณอา” เด็กน้อยเงียบไปสักพักก่อนตัดสินใจตอบตกลงเมื่อคิดลังเลในตอนแรก แต่ด้วยความอยากมีพ่อแม่เหมือนคนอื่นๆ เหมือนที่โรงเรียน มีคนที่รัก มีคนให้อ้อน และอยากมี ‘ครอบครัว’ เหมือนเพื่อนๆ คนอื่น 

“เรียกพ่อกับแม่สิจ๊ะ ไหนลองพูดซิ๊” คุณหญิงสุดาบอก 

“ครับ คะ คุณพ่อคุณแม่” อิงฟ้าพูดใหม่พร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่เขาเคยยิ้มมาทั้งชีวิต รอยยิ้มที่มาพร้อมกับความดีใจ 

“เก่งมากจ้ะ มาอยู่ด้วยกันนะ อิงฟ้าลูกแม่”  

“ลูกของพ่อด้วย” สุดาและวิรุธรวบกอดเด็กน้อยทันทีเมื่อตอบตกลง อ้อมแขนเล็กๆ นั้นกอดตอบกลับไปซุกใบหน้าที่มีน้ำตาแห่งความดีใจกับอ้อมอกของผู้เป็นแม่และพ่อ ทั้งสามกอดกันอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ราวกับหัวใจที่เหี่ยวเฉาทั้งสามดวงเจออีกเศษเสี้ยวหนึ่งที่ตามหามานาน เหมือนต้นไม้ที่ได้รับน้ำมาเติมเต็มอีกครั้ง และพร้อมจะเติบโตไปด้วยกันนับแต่นี้ 

 

เช้าวันหนึ่ง (เวลา 06:30 น.)  

เช้านี้เป็นเช้าที่สดใส อีกหนึ่งเดือนก็จะปิดเทอมสำหรับเด็ก ม.6 อย่างเมฆแล้ว เมฆเตรียมตัวเรื่องมหาลัยที่จะเรียนในเทอมหน้า รวมทั้งคณะ และประเทศที่จะไปเรียน เขากะไว้ว่าจะไปเรียนต่อป.ตรีที่ต่างประเทศ เพราะระบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสมกับค่าเทอมที่แพงนั้น จะได้กลับมาบริหารดูแลธุรกิจของครอบครัวต่อไป ครอบครัวของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับโมเดลลิ้งการหาดารา นักแสดง นายแบบ นักร้อง พิธีกร ฯลฯ เข้าวงการบันเทิง รับผิดชอบงานป้อนงานต่างๆ ให้แก่คนเหล่านั้น รวมทั้งดูแลสวัสดิการต่างๆ ที่คนเหล่านั้นสมควรจะได้รับ จนดารานางแบบบางคนก็โด่งดังมีชื่อเสียงจากโมเดลลิ้งของเขา ซึ่งบริษัทตอนนี้พ่อของเมฆก็ยังบริหารอยู่รอให้เมฆเรียนจบก็จะส่งต่อให้เขารับผิดชอบต่อ ซึ่งบริษัทดังกล่าวก็ได้ทำเงินมากมายมหาศาลมาให้ครอบครัว จึงจัดได้ว่า บ้านจิราธิวัฒนากุลนั้นอยู่ในฐานะที่ร่ำรวยเข้าขั้นมหาเศรษฐีก็ว่าได้ 

เมื่อเมฆอาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวไปเรียนในวันนี้เสร็จ จึงเดินลงไปทานอาหารที่ห้องรับประทานอาหารข้างล่างตามปกติ แต่ทันทีที่ลงมาถึงกลับไม่พบใครเลยสักคน ทั้งที่ปกติจะมีพ่อและแม่นั่งทานอาหารเช้าอยู่เสมอ 

“คุณพ่อคุณแม่ไปไหน หรือว่ายังไม่ตื่น ก็ไม่น่าจะใช่นะ” เมฆถามสาวใช้อย่างสงสัย 

“คุณท่านทั้งสองออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่แล้วค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งที่ยืนรอตักข้าวให้เมฆตอบ 

“แปลกนะ ไปไหนกันตั้งแต่เช้า” เมฆพูดเบาๆ คนเดียว 

“นั้นไงกลับมากันแล้วค่ะคุณเมฆ” ไม่ต้องให้สงสัยนาน สาวใช้อีกคนก็พูดขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน 

“แม่กับพ่อมาจากไหนกันครับแต่เช้า แล้วนั่น ใครครับ” เมฆถามผู้เป็นแม่ก่อนหันไปเจอเด็กหนุ่มอีกคนที่เดินตามหลังวิรุธเข้ามาในบ้าน เขาเห็นหน้าเด็กคนนั้นไม่ชัดนักเพราะเด็กคนนั้นเดินก้มหน้ามองแต่พื้น 

“เอ้าเมฆลูก ลงมาทานข้าวเช้าแล้วเหรอ พอดีเลยมาทำความรู้จักกับน้องสิ นี่อิงฟ้า ต่อไปนี้อิงฟ้าจะมาอยู่บ้านหลังนี้กับเราในฐานะน้องชายของลูกนะจ๊ะ” คุณหญิงสุดาบอกกับลูกชายพร้อมกับดันหลังอิงฟ้าเบาๆ ให้เดินมาข้างหน้าของเมฆ 

เมื่อเมฆเห็นหน้าอิงฟ้าชัดๆ ตอนแรกเขาตกใจเล็กน้อยที่อิงฟ้ามีหน้าตาที่คล้ายคลึงกับฟ้าน้องสาวของเขาอยู่มาก แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเด็กคนนี้จะมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกับเขาในฐานะน้องอีกคนนั้น เมฆก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที 

“สวัสดีครับ ผมชื่ออิงฟะ...”  

“หมายความว่าไงครับ น้องเหรอ! เด็กคนนี้จะมาเป็นน้องของผมได้ไง ในเมื่อ...”  

“แม่รู้ลูกว่าเมฆกำลังจะพูดอะไร แต่แม่กับพ่อก็อยากมีลูกคนเล็กที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมาอยู่ในบ้านเราเหมือนเมื่อก่อน บ้านเราจะได้ไม่เงียบเหงาเหมือนตอนนี้ไง อีกอย่างเดี๋ยวลูกก็ต้องไปเรียนต่อเมื่อนอกแล้วไม่ใช่เหรอ ระหว่างนั้นก็ให้น้องมาคอยดูแลพ่อกับแม่แทนก็ดีไม่ใช่เหรอลูก ให้น้องมาอยู่กับเราที่นี่เถอะนะ” คุณหญิงสุดาพยายามพูดกล่อมลูกชายที่เหมือนจะไม่พอใจกับความคิดของหล่อนสักเท่าไรกับการนำอิงฟ้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ และมาเป็นสามชิกให้ของครอบครัว 

“น้องของผมมีแค่ฟ้าคนเดียวเท่านั้น! คนอื่นผมไม่นับเป็นน้อง ผมขอตัว” เมฆพูดขึ้นด้วยความโกรธปนไม่เข้าใจที่พ่อและแม่ของเขาพยายามเอาคนอื่นมายัดเยียดแทนที่น้องสาวของเขา เมฆโกรธมากและไม่คิดจะรับเด็กคนไหนมาเป็นน้องทั้งนั้น เขามีน้องแค่นั้นเดียวถึงตอนนี้น้องของเขาจะไม่ได้อยู่กับเขาอีกแล้ว แต่เมฆก็ไม่คิดว่าพ่อกับแม่ของเขาจะนำคนอื่นเขามาในบ้านโดยเฉพาะมาอยู่ในฐานะ 'น้องคนใหม่’ เมฆรับข้อนี้ไม่ได้จริงๆ  

ร่างสูงเดินออกจากบ้านขึ้นรถไปยังโรงเรียนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เด็กนั้นคงใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อให้แม่ของเขาสงสารและรับมาเลี้ยงดูเพราะคงดูออกว่ามีฐานะดี 

//หึ ฉลาดไม่เบาเลยหนิ แต่อย่าหวังเลยว่าจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบ้านของกู กูจะทำให้สวรรค์ที่มึงคิดกลายเป็นนรกที่มึงจะทนอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ไสหัวออกไปในที่สุด คอยดู!!// 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น