Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP 36 | ความสุข จบ

ชื่อตอน : EP 36 | ความสุข จบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 51

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ธ.ค. 2560 18:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 36 | ความสุข จบ
แบบอักษร

ผ่านไปเจ็ดวัน ท่านอ๋องเจ็ดก็พาชายากลับมาเยี่ยมบ้าน ทันทีที่ลี่หนิงเซียนเห็นบุตรีคนเล็กก็น้ำตาร่วง อยากกอดยิ่งนัก แต่ต้องอดใจเอาไว้ ในเมื่อยามนี้บุตรีมิใช่แค่บุตรี แต่มียศเป็นชายาอ๋อง

“ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” / “เพคะ” ทุกคนถวายบังคมท่านอ๋องเจ็ดก่อน ตามด้วยพระชายา

“ถวายบังคมชายาพ่ะย่ะค่ะ” / “เพคะ”

“อย่าได้มากพิธี เปิ่นหวางพาชายากลับมาเยี่ยมบ้านตามธรรมเนียม” ตอนกลับมามิได้แวะเยี่ยมเยียนเพราะทำพิธีต่อจากที่ขาดไป กันหนี่ว์จึงมิได้พบปะมารดาและพี่สาวเลยตั้งแต่ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวในครานั้น

“ขอบพระทัยท่านอ๋องเพคะ” แม้บ้านจะอยู่ติดวังต้วนอ๋อง แต่ธรรมเนียมก็คือธรรมเนียม ทุกคนอดทนรอให้ถึงวันเจ้าสาวเยี่ยมบ้าน ไม่ใจร้อนบุ่มบ่ามเข้าไปขอพบ

“ท่านแม่” ร่างระหงเอ่ยทักมารดา นางจึงโผเข้ากอดร้องไห้สะอื้น

“หม่อมฉันผิดเอง ฮึก... พระชายาหม่อมฉันผิดเองเพคะ”

“ท่านแม่ลูกไม่เป็นไรอย่าร้องเลยนะเจ้าคะ”

“แต่เพราะหม่อมฉันงมงาย พระชายาจึงต้องเจ็บหนัก ฮึก...”

“แต่ที่ท่านแม่เชื่อก็เพราะห่วงหนี่ว์เอ๋อร์นี่เจ้าคะ อีกอย่างท่านแม่ดูสิ ตอนนี้หนี่ว์เอ๋อร์กลับมาแข็งแรงแล้ว ท่านแม่หยุดกังวล หยุดกล่าวโทษตัวเองเถิดเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นหนี่ว์เอ๋อร์จะเป็นทุกข์ที่เป็นสาเหตุให้ท่านแม่ร้องไห้” พอพูดออกไปเช่นนี้มารดาก็รีบปาดน้ำตาทิ้ง ไม่อยากให้บุตรีต้องทุกข์ใจ

“หม่อมฉันไม่ร้องแล้วเพคะ”

“ดียิ่งเจ้าค่ะ อีกอย่างหยุดใช้คำเช่นนั้นกับหนี่ว์เอ๋อร์เถิด”

“มิได้เพคะ พระชายาแต่งให้เชื้อพระวงศ์ไปแล้ว หม่อมฉันมิอาจตีตนได้”

“แต่ว่า...”

“พระชายาเพคะ เป็นสะใภ้หลวงแล้ว ก็ต้องทำตามธรรมเนียมหลวงเพคะ” แม้เป็นมารดาแต่บรรดาศักดิ์ด้อยกว่า นางจึงไม่ยอมใช้คำธรรมดา

“ทำตามที่ท่านแม่บอกเถิดเพคะพระชายา” หนิงฮวาเอ่ยอีกคน ภาคินจำต้องยอมนางทั้งสอง

“เช่นนั้นเชิญเสด็จทั้งสองประทับด้านในก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หย่งสือที่วันนี้มาเยือนที่นี่ด้วยกล่าวขึ้น ทำให้ทุกคนเข้ามานั่งด้านใน

“พี่ใหญ่ หนี่ว์เอ๋อร์ได้ข่าวว่าพี่ใหญ่มารับท่านแม่กลับจวนสกุลหยางเช่นนั้นหรือ?” ชายาอ๋องเอ่ยถาม ข่าวคราวนี้ได้ยินมาทั้งแต่หลังคืนเข้าหอ

“พระชายาได้ยินถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานฮวาเอ๋อร์จะแต่งกับเทียนเหิง กระหม่อมเกรงว่าท่านแม่จะต้องอยู่ตามลำพัง” พอกล่าวถึงเรื่องนี้หนิงฮวาก็มีสีหน้าปั้นยาก หากนางแต่งให้ซ่งเทียนเหิงก็จะเป็นตามที่หย่งสือกล่าวทันที

“ท่านแม่อยากกลับไปหรือไม่เจ้าคะ?” ภาคินกวาดตามองทุกคนแล้วหันมาถามมารดา

“หม่อมฉันเลือกออกมาแล้ว กลับไปไม่สะดวกใจ อีกทั้งอาจโดนผู้คนดูแคลน”

“ท่านแม่เรื่องนี้...” หย่งสือทำท่าจะเอ่ยถึงทางออก แต่ภาคินยกมือปรามไว้เสียก่อน

“พี่ใหญ่ใจเย็นก่อน หากท่านแม่มิอยากกลับไปโปรดอย่าบังคับท่านแม่เลย เรื่องที่อยู่ของท่านแม่นั้นก็หาได้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ ย่อมมีทางออก” ร่างระหงกล่าวขึ้นทำให้ทุกคนมองหน้ากัน

“ทางออกที่พระชายากล่าวถึงคืออันใดพ่ะย่ะค่ะ”

“ให้ท่านแม่อยู่บ้านหลังนี้ตามเดิม”

“แต่ทำเช่นนั้นหมายความว่าบ้านหลังนี้เหลือเจ้านายเพียงคนเดียว นั่นคือท่านแม่ ท่านแม่จะโดดเดี่ยว”

“หากทุบกำแพงวังต้วนอ๋องกับบ้านหลังนี้ ท่านแม่ก็มิโดดเดี่ยวแล้ว” พอชายาอ๋องกล่าวจบทุกคนก็อ้าปากค้าง

“มิได้ มิได้ แม่ตามลูกสาวไปอยู่บ้านสามี มันไม่งาม” หนิงเซียนรีบบ่ายเบี่ยงความคิดของบุตรี

“มิได้ตามไปอยู่เจ้าค่ะ ท่านแม่แค่อยู่ในบ้านหลังนี้ของตน หนี่ว์เอ๋อร์ทำเพียงทุบกำแพงกั้นทิ้งเท่านั้น ผู้ใดจะครหาได้”

“ที่หนี่ว์เอ๋อร์เสนอมานั้นดีแล้ว อย่าได้ปฏิเสธเลย” ท่านอ๋องเห็นดีเห็นงาม

“ท่านอ๋องก็เห็นดีด้วยเจ้าค่ะ อีกอย่างการเงินแยกกัน ท่านแม่จะได้ส่วนแบ่งจากกิจการ มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับการเงินวังต้วนอ๋อง อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ จะไม่มีผู้ใดติฉินนินทาเรื่องนี้อย่างแน่นอน” ภาคินจับมือมารดาให้ยอมรับการตัดสินใจของตน จนในที่สุดอีกฝ่ายก็ใจอ่อน

“หากพระชายาว่าเช่นนั้นดี หม่อมฉันก็มิขัดเพคะ” เพราะเหตุนี้ไม่มีผู้ใดติฉินนินทาที่ลี่หนิงเซียนอยู่ในรั้ววังต้วนอ๋อง เพราะทราบกันดีว่า ส่วนที่นางอยู่เป็นส่วนของนางที่บุตรีนางซื้อไว้ก่อนแต่งเข้าวังต้วนอ๋อง เพียงแค่ทุบกำแพงออกให้เหมือนอยู่บ้านหลังเดียวกัน ลี่หนิงเซียนจะได้ไม่เดียวดายที่บุตรีออกเรือนไปหมด

สามเดือนผ่านไป

ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ทางบ้านก็ราบรื่น หนิงฮวาจะแต่งเข้าสกุลซ่งในต้นปีหน้า ส่วนกิจการก็รุ่งเรือง แม้ไม่ได้เข้าออกโรงงานกับร้านเป็นประจำเช่นกาลก่อน แต่ทุก

อย่างยังคงดำเนินไปตามรากฐานที่วางไว้ หัวเรี่ยวหัวแรงทุกคนยังคงขยันทำตามหน้าที่

“พระชายารายงานความเรียบร้อยโรงงานต้ากันสาขาสองมาแล้วเพคะ” เสี่ยวฉิงนำรายงานเข้ามาให้ในห้องทำงานส่วนตัวที่ท่านอ๋องสั่งให้ต่อเติมเพื่อชายาของตน

“อืม การก่อสร้างใกล้เสร็จแล้วสินะ”

“เพคะ... คุณหนูคืนนี้บ่าวขอ...เอ่อ...”

“ไปเถิดมีงานเทศกาลทั้งที ขืนข้าห้ามก็ผิดบาปกับคู่รักกันพอดี” พูดไปก็อดยิ้มล้อเลียนไม่ได้ เสี่ยวฉิงนางกำลังมีความรักกับเฝิงห้าว หนึ่งในองครักษ์ของประมุขไป๋เหม่ยจู

นางมาสารภาพว่าหลงรักเฝิงห้าวเพราะวันที่เฝิงห้าวอุ้มนางไปเอาผิดซูเม่ย เขาคอยถามคอยปลอบตลอดเวลาถึงอาการเจ็บปวดของนาง นางจึงไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้ เขาจึงส่งเสริมด้วยการเขียนจดหมายไปบอกประมุขไป๋เหม่ยจูสหายผู้พี่ นางก็ร่วมช่วยด้วยการใช้เฝิงห้าวมาส่งของไร้แก่นสารเป็นประจำ ส่งผลให้ทั้งคู่เจอกันบ่อยขึ้นจนดอกรักผลิบาน

“ขอบพระทัยพระชายาเพคะ” เสี่ยวฉิงสมหวังไปหนึ่งราย ครานี้ก็เหลืออีกหนึ่ง อิ่งฉินนางทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ช่วยฝนแท่งหมึกต่อไปเรื่อยๆไม่ปริปากถึงสิ่งใด จนองครักษ์หวังที่อยู่หน้าห้องทนไม่ได้เสียเอง

“ฉินเอ๋อร์เจ้าไม่ขอพระชายาเล่า?” องครักษ์หวังแง้มประตูชะโงกหน้ามาส่งเสียงกระซิบกระซาบกับอิ่งฉิน

“ข้ามิอยากไปกับท่าน” อิ่งฉินกระซิบกลับไป ภาคินส่ายหัวระอา กระซิบข้ามฝากกันแบบนี้เขาไม่ได้ยินก็คงเป็นคนหูหนวก

“แต่ข้าอยากไป”

“ก็บอกแล้วว่าไม่” ทั้งคู่กระซิบเถียงกัน จนภาคินคิดว่าต้องเปิดโอกาสให้ทั้งคู่พูดคุยกันจริงๆจังๆเสียที

“อิ่งฉิน”

“ขออภัยเพคะพระชายา องครักษ์หวังทำอิ่งฉินเสียมารยาทต่อพระชายาแล้ว”

นางรีบขอโทษ คิดได้ว่าไม่ควรกระซิบกระซาบกันต่อหน้าเจ้านาย

“ข้าไม่ได้ตำหนิอันใด แค่อยากให้เจ้าไปยกของว่างจากโรงครัวมาใหม่ อันนี้ข้าเบื่อแล้ว”

“เพคะ พระชายาทรงรอสักครู่เพคะ”

“อืม แล้วก็นะอิ่งฉิน สตรีควรถือตัวก็จริง แต่ก็อย่าถือเสียจนเกินงาม” ผู้เป็นบ่าวเบิกตากว้างอย่างตกใจ แบบนี้มิใช่นางกำลังถูกเจ้านายสั่งสอนว่า “อย่าเล่นตัว” หรอกหรือ?

“อะ...อิ่งฉินเข้าใจแล้วเพคะ” นางบอกก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินออกจากห้องไป ภาคินเดาเอาว่าองครักษ์หวังจะต้องตามติดตื๊ออิ่งฉินให้ไปเที่ยวเทศกาลคืนนี้ด้วยแน่นอน

พอในห้องทำงานไร้ซึ่งคนอื่น ร่างระหงก็หาวหวอดออกมา รู้สึกง่วงงุนอีกแล้ว พักนี้มักหลับบ่อย ทั้งๆที่นอนมาก แต่กลับรู้สึกว่านอนไม่พอ หนำซ้ำยังขี้เซาขึ้นด้วย

“อืม...” สุดท้ายพู่กันก็หลุดออกจากมือฟุบหลับไปกับโต๊ะทำงาน

“หือ?...” ตื่นขึ้นมาอีกทีก็กลอกตาไปมาด้วยความงุนงง เขามานอนที่เตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ อีกทั้งยังอยู่ในอ้อมอกของสวามีอีกด้วย

“ตื่นแล้วหรือ?”

“ท่านพี่พาน้องมาหรือเพคะ?”

“ถูกแล้ว พี่เห็นเจ้านอนที่โต๊ะทำงาน เกรงว่าจะนอนไม่สบายจึงอุ้มมานอนที่นี่” ท่านอ๋องอธิบายพลางเป็นฝ่ายพลิกกายขึ้นคร่อม แววตาดูแพรวพราวยิ่งนัก ร่างระหงรู้ทันทีว่าจะอีกฝ่ายหวังจะจับตนกลืนลงท้องแน่ๆ

“ท่านพี่ น้องไม่เคยเที่ยวงานเทศกาล”อยู่ๆก็นึกวิธีเอาตัวรอดออก มิใช่ว่าอยากละเลยหน้าที่ชายา แต่เป็นเพราะสวามีขยันเกินไป จนบางทีก็เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวอยากให้ละเลยเรื่องนี้ไปสักห้าหกวัน

“งานเทศกาล?”

“เพคะ พาน้องไปนะเพคะ” ขอร้องพร้อมช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน

“ย่อมได้ในเมื่อชายาพี่อยากไป มีหรือพี่จะขัดใจเจ้า”

“เช่นนั้นขอน้องเตรียมตัวสักประเดี๋ยว” ว่าแล้วก็กลิ้งหลุนๆออกจากอ้อมกอดอีกฝ่าย ในใจนึกยินดีที่การออดอ้อนครั้งนี้ได้ผล ไม่เสียแรงที่ฝึกทำตาออดอ้อนหน้ากระจกอยู่ทุกวี่ทุกวัน

งานเทศกาลในวันนี้คือเทศกาลลอยโคมไฟ ภาคินตื่นตาตื่นใจ งานใหญ่มีของขายเต็มสองข้างทาง  ทั้งขนมของแปลกๆ น่าสนใจยิ่ง

“เราสวมหน้ากากกันเถิด”ท่านอ๋องส่วมหน้ากากให้ เพราะหากมีผู้คนจำได้ขึ้นมาอาจจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายได้

“ขอบพระทัยเพคะ”

“แล้วก็จับมือพี่ไว้ตลอดห้ามปล่อย เข้าใจหรือไม่?”

“น้องมิใช่เด็กนะเพคะ”

“มิใช่เด็ก แต่พี่ก็ห่วง มาเถิดจับมือพี่ไว้”ท่านอ๋องกอบกุมมือบางไม่ยอมปล่อย มีโอบประชิดตัวบ้างในบางครั้ง ยามที่เดินผ่านผู้คนเยอะๆ

“ท่านพี่ น้องยังไม่เคยลอยโคมไฟเลยเพคะ”

“งั้นเราซื้อไปลอยด้วยกันดีหรือไม่?”ท่านอ๋องถามเอาอกเอาใจ

“ดียิ่งเพคะ” เมื่อตกลงเช่นนั้นทั้งคู่ก็หยุดซื้อโคมไฟที่ร้านหนึ่ง เป็นโคมไฟถูกระบายเป็นเส้นสีแดง ภาคินมองว่าเหมือนด้ายแดงจึงเลือกเอาอันนี้

“เราไปลอยตรงโน้นเถิด คนน้อยกว่าตรงนี้”

“เพคะ”ทั้งคู่เลือกเอาจุดที่ห่างจากผู้คน จากนั้นก็จุดไฟ อธิษฐานแล้วปล่อยให้โคมไฟลอยขึ้นฟ้า

“พี่ขอให้เราสองคู่กันทุกชาติภพ”

“หากภพหน้าน้องเกิดเป็นชายเล่าเพคะ?” ภาคินถามหยั่งเชิงออกไป

“พี่ก็จะเกิดเป็นหญิง” คำตอบของท่านอ๋องทำให้ภาคินพยักหน้า จะว่าไปเขาไม่เคยเจอเนื้อคู่ในชีวิตก่อน ไม่แน่ท่านอ๋องอาจจะเกิดเป็นหญิงจริงๆก็ได้

“แล้วถ้าท่านพี่เป็นชายเหมือนกันเล่าเพคะ?” มันอดคิดไม่ได้จริงๆว่าไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นชายเช่นกัน

“ไม่ว่าจะชายหญิงล้วนไม่สำคัญ สำคัญที่ใจของเราสอง แม้นพี่เกิดเป็นชายเจ้าเกิดเป็นชาย พี่ก็จะรักเจ้าเช่นที่รักอยู่ตอนนี้”

“ขอบพระทัยเพคะ”ร่างระหงถอดหน้ากากออก โผเข้ากอดอีกฝ่าย รู้สึกว่าใจตนอบอุ่นยิ่งกับคำตอบที่ได้รับ จากนี้ไปไม่รู้สึกกลัวกังวลอีกแล้วว่าอีกฝ่ายจะรับไม่ได้ที่แท้จริงแล้วกันหนี่ว์มีจิตวิญญาณของชายอยู่ในร่าง

“พี่ก็ต้องขอบใจเจ้า ที่เกิดมาเพื่อพี่” ท่านอ๋องถอดหน้ากากออกเช่นกัน จากนั้นก็เชยคางชายาให้เงยหน้าขึ้นรับจุมพิตแสนหวานขอบคุณ

“ฟู่! ปัง! ปัง!” เสียงพลุถูกยิงขึ้นบนท้องฟ้า เกิดเป็นแสงสีสวยงาม เหมือนมันกำลังยินดีร่วมกับคู่รักทั้งสองที่ยังคงจุมพิตกันเนิ่นนาน

หลังจากคืนงานเทศกาล ภาคินตื่นเอายามสายทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องเอาใจปล่อยให้นอน สั่งมิให้ผู้ใดเข้ามาปลุกยิ่งตื่นสายขึ้นเรื่อยๆ

“อ๊ะ...” เขาซวนเซเมื่อลุกขึ้นจากเตียง เกือบจะล้มแต่โชคดีที่ท่านอ๋องเปิดประตูเข้ามาเห็นเสียก่อน จึงคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน

“หนี่ว์เอ๋อร์ระวังด้วย เพิ่งตื่นอาจจะยังงัวเงียอยู่”

“มิใช่ น้องรู้สึกเหมือนห้องมันโครงเคลงเหลือเกินเพคะ”

“อ่า...พี่ว่าคงไม่ปกติ ตามหมอดีกว่าหลวนซานสั่งให้ตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”ไม่รอช้าให้ชายาบ่ายเบี่ยง ท่านอ๋องสั่งองครักษ์หวังที่อยู่ด้านนอกด้วยเสียงอันดัง

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”องครักษ์หวังรับคำ ภาคินไม่เห็น แต่ก็รู้ว่าคนผู้นั้นคงรีบใช้พลังยุทธ์เร่งเดินทางไปตามหมอมาเป็นแน่

“ท่านพี่มิจำเป็นต้องรีบร้อน”

“มิได้ เกิดอาการหนักขึ้นจะแย่เอา พี่เป็นห่วงน้องนะหนี่ว์เอ๋อร์”ท่านอ๋องพูดพลางประคองชายานั่งลงที่เตียงตามเดิม พยักหน้าให้บ่าวนำน้ำใส่อ่างเล็กๆพร้อมแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และสบู่เข้ามา

“น้องทำเองเพคะ”

“ยังมึนงงอยู่ พี่ทำให้ดีแล้ว” ท่านอ๋องไม่เพียงป้ายยาสีฟันที่แปรง เขาจะช่วยสีฟันให้ด้วย ภาคินนึกระอา ความรักที่ยิ่งใหญ่ของชายมากยศผู้นี้ ทำให้เขาถูกเอาอกเอาใจเกินเหตุจนอายบ่าวไพร่

“น้องอายเพคะ”

“พวกเจ้าหันไปทางอื่น” แทนที่จะให้แปรงฟันเอง กลับหันไปสั่งบ่าวไพร่ให้หันไปทางอื่นเสียนี่ อ๋องผู้นี้น่าตายยิ่ง คิดว่าแบบนี้เขาจะไม่อายหรือ

“ท่านพี่”

“ก็ได้ๆ” เมื่อส่งเสียงเข้มไป ท่านอ๋องยอมอ่อนให้ระดับหนึ่ง ส่งแปรงสีฟันให้แปรงเอง นี่ภาคินไม่อยากจะคิดว่ายามตั้งครรภ์จะขนาดไหนมีหวังอุ้มเดินอุ้มนั่งจนเท้าของเขาคงไม่ได้แตะพื้นจนกว่าจะคลอดแน่

หมอที่ถูกตามมาตรวจคือท่านหมอซ่งกับเทียนเหิงหลานชาย ที่ตอนนี้นอกจากจะมีโรงหมอที่ท่านอ๋องเจ็ดช่วยส่งเสริมแล้ว ยังกลายเป็นหมอประจำวังต้วนอ๋องด้วย ทั้งเจ้านายและบ่าวไพร่ต่างได้หมอสองปู่หลานช่วยดูแล

“เป็นอย่างไรบ้างท่านหมอ?”ท่านอ๋องเอ่ยถามท่านหมอที่กำลังจับชีพจรผ่านผ้าบางๆ ไม่แตะเนื้อตัวโดยตรง

“อืม...ดูจากอาการของพระชายากับชีพจรแล้ว กำลังทรงพระครรภ์ไม่ผิดแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”คำตอบของท่านหมอซ่งทำให้ภาคินรู้สึกอื้ออึงไปชั่วขณะ เหมือนโลกกำลังหยุดหมุน ทั้งดีใจทั้งสับสนในคราเดียวกัน

“ตั้งครรภ์...หนี่ว์เอ๋อร์น้องได้ยินหรือไม่เราสองกำลังมีลูกด้วยกัน!” ท่านอ๋องเจ็ดตั้งสติได้ก่อน คว้ามือบางมากอบกุมด้วยความดีใจ

“เพคะ เรากำลังจะมีลูก” พูดไปพลางเอามืออีกข้างที่ว่างอยู่ลูบท้องแบนราบของตัวเองเบาๆแต่สีหน้ายังคงไม่สู้ดีจนสวามีรับรู้ได้

“หนี่ว์เอ๋อร์ น้องเป็นกังวลหรือ?”

“เพคะ น้องไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน ไม่เคยมีลูก กลัวเหลือเกินว่าจะทำหน้าที่มารดาได้มิดีพอ”ภาคินตอบออกไปตามความจริง ท่านอ๋องจึงรั้งร่างระหงเข้าสู่อ้อมอก

“อย่าได้กังวลไป พี่เองก็มิเคยเป็นบิดาผู้ใดเช่นกันแต่เราสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆกันได้พี่จะคอยอยู่เคียงข้างน้องเอง”

“ขอบพระทัยเพคะ” ร่างระหงคลี่ยิ้ม ความกังวลทุกอย่างมันเหือดหายไปด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของชายผู้นี้ ชายผู้ที่เขามั่นใจว่าจะอยู่เคียงข้างตามที่ลั่นวาจาเอาไว้จริงๆ

ไม่นานนักข่าวการตั้งครรภ์ของชายาอ๋องเจ็ดก็ไปถึงวังหลวง ฮ่องเต้ทรงโปรดน้องชายเช่นไร ก็ทรงโปรดหลานที่กำลังจะเกิดมามากเท่านั้น ทรงพระราชทานของบำรุงครรภ์มามากมาย

ประมุขไป๋พร้อมกับองค์รัชทายาทผู้เป็นคู่หมั้นก็แวะเวียนมาหาบ่อยๆ แต่ละครั้งก็ไม่เคยมามือเปล่า

ทางด้านสกุลลี่ที่เมืองรุ่ยก็ไม่น้อยหน้า ทราบข่าวคราวก็ส่งของขวัญมา นี่แว่วๆว่าฮุ่ยเหม่ยกำลังเตรียมเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อรับขวัญหลานคนแรกเร็วๆนี้

“ของบำรุงเยอะขนาดนี้ อีกสามท้องจะกินหมดหรือเปล่าก็ไม่รู้เพคะ”ภาคินว่าพลางหลับตาลงเอนกายพิงอกของสวามี ที่กำลังตัวเป็นหมอนอิงมนุษย์ให้

“เพราะทุกคนยินดีกับเราสองไงเล่า”

“มินึกเลยว่าจะมีผู้คนใส่ใจน้องกับลูกถึงเพียงนี้ยามก่อนเป็นแค่คุณหนูท้ายจวนแท้ๆ” ในเวลานี้ช่างแตกต่าง มีผู้ใหญ่เอ็นดู มีมิตรสหายเคียงข้าง ที่สำคัญมีสวามีที่รักยิ่ง

“เรื่องเก่าก่อนหากระลึกถึงแล้วรู้สึกหม่นหมอง ก็อย่าระลึกถึงเลย”

“น้องมิได้รู้สึกหม่นหมองใจใดๆ เพียงแค่รู้สึกว่าแตกต่างจากกาลก่อนยิ่งเพคะ น้องว่าน้องได้รับความรักอย่างล้นเหลือโดยเฉพาะจากท่านพี่”

“แน่นอนว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป”ท่านอ๋องไม่พูดเปล่าบรรจงจุมพิตหน้าผากเนียนเบาๆ

“ขอบพระทัยเพคะ น้องเองก็จะรักษาความรักของท่านพี่ไว้ตราบสิ้นชีวาเช่นกัน”

“ขอเป็นทุกชาติภพแทนได้หรือไม่?” อ๋องผู้โลภมากต่อรอง ภาคินจึงคลี่ยิ้มออกมา

“หากท่านพี่ต้องการก็ย่อมได้เพคะ”

“แน่นอนว่าพี่ต้องการ”ท่านอ๋องประทับจุมพิตอีกครา ก่อนที่หันไปมองพระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสวยงามยามค่ำคืนร่วมกับชายาของตน

“ดวงจันทร์คืนนี้งดงามยิ่งเพคะ”

“ได้ชมกับน้องจันทร์ยิ่งงดงาม”

“อยากชมจันทร์ร่วมกับท่านพี่เช่นนี้บ่อยๆ” ภาคินอดพูดออกมาไม่ได้ จันทรางดงาม บรรยากาศสงบ สายลมอ่อนๆพัดผ่านเบาๆ ตัวเขาเอนพิงอกสวามี ในขณะที่วงแขนแกร่งของสวามีโอบกอดเขาเอาไว้ มันช่างสุขใจจริงๆ 

“พี่สัญญาว่าจะมิให้น้องเดียวดายยามชมจันทร์”

“ขอบพระทัยเพคะ”ภาคินคลี่ยิ้มกว้าง ชมจันทร์ต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งเผลอหลับไป

ท่านอ๋องเห็นชายาตนหลับจึงอุ้มนางกลับเข้าตำหนัก ยามแสงจันทร์กระทบร่างอ๋องหนุ่มอุ้มชายาเดินไปเรื่อยๆนั้น เกิดเป็นเงาทอดยาวตามทางเดินหนึ่งเงา ราวกับกำลังบ่งบอกว่าสองรวมหนึ่งนั้นเป็นนิรันดร์ตราบนานเท่านาน...



จบ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น