เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 16 คราปักษาสำรวจตรอกอันธพาล

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 คราปักษาสำรวจตรอกอันธพาล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 393

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2561 00:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 คราปักษาสำรวจตรอกอันธพาล
แบบอักษร

​ตอนที่ 16 คราปักษาสำรวจตรอกอันธพาล 

“กลับกันเถอะ”

          นารีโพล่งด้วยความรู้สึกแน่นอก หลังทั้งคู่กลับจากป่าสุสาน พาดผ่านสะพานแขวนและมุ่งตามทางดินแดงกระทั่งถึงร้านเหล้าซิง เมรัยรีบวิ่งขึ้นชั้นสอง เปิดประตูและกระโจนลงเตียงอย่างคิดถึง นางดิ้นคลุกๆและหมุนหางหมุนหัวเหมือนลูกหมาตรวจสอบที่นอนก่อนยกผ้าห่มคุมโปงผล็อยหลับทันใด นารีกล่าวขออภัยลุงซิงเรื่องไม่ได้อยู่ช่วยงานยามกลางคืน ชายผู้มีแผลเป็นบนหน้ามิคิดมาก เพียงแต่ขอให้ไม่มีครั้งหน้า ถ้ามีเขาจะหักเงินเดือน

          “ทราบแล้วค่ะ..”สาวน้อยแผ่วเสียงตอบอย่างมิมั่นใจนัก เอาเป็นว่าหากมีเหตุการณ์จำเป็นต้องกลับดึกเช่นนี้อีก นางจะหาวิธีส่งข่าวบอกลุงซิงล่วงหน้า อย่างน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายไม่ต้องกังวล และเพื่อเงินทองพวกนาง

          เมรัยกับนารีใช้เวลาสำรวจป่าสุสานและจัดการเรื่องจักรพรรดิวิญญาณนานถึงหนึ่งวันเต็ม ตอนที่พวกนางกลับจากป่าถึงเมืองก็มืดค่ำเสียแล้ว ความอยากนอนกลางวันของเมรัยจะให้หลับยามนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมันผิดเวลางีบ ซึ่งหากนอนเพลานี้มีหวังตื่นตอนเที่ยงคืน หมอผีน้อยจึงฝืนใจเบิกตาเตรียมอาบน้ำชำระล้างความสกปรก เศษใบหญ้า กิ่งไม้หนาม ดินโคลนตมที่ติดตามเสื้อผ้า นิ้วเท้า นารีจัดการคว้าชุดผ้าไหมสำหรับเมรัยและตนใส่ตะกร้าเตรียมซักวันพรุ่ง เรื่องงานซักผ้าปล่อยให้นารีจัดการอย่างหายห่วง แรกเริ่มนางทำไม่เป็น แต่ฝึกฝนมากๆก็เริ่มชำนาญ และเก่งยิ่งกว่าใครบ้างคนเสียอีก

          นารีใช้ข้ออ้างนี้เพื่อแย่งงานเมรัย ดวงดาวน้อยอยากทำงาน ไม่ว่างานเล็กหรืองานใหญ่ อาทิ ทำกับข้าว ซักผ้า ตากผ้า ล้างจาน กวาดพื้น และอื่นๆ

          “บนท้องทะเลดาราเจ้ามิเคยทำหรือไร”

          ยามลงมาโลกแห่งปักษาถึงอยากทำงานบริการจนตัวสั่นเช่นนี้ เมรัยนึกหัวร่อ พลางตักน้ำอุ่นราดศีรษะ หลังร้านเหล้าในสวนราตรี นารีอมยิ้มเบิกบานอย่างมิถือสาคำเมรัย นางอยากทำก็ต้องทำสิ อุสาได้ใช้มือตนเองเสียที

          จัดการธุระส่วนตัวพลางทั้งคู่เข้านอน

          เช้าวันใหม่มาเยือนไวอย่างคำโกหก เมรัยและนารีตื่นแต่หัววัน สิ่งแรกที่ทำของหมอผีน้อยคือ “ขออีกห้านาที” ส่วนดวงดาวน้อยคือ “ลงมาได้แล้วย่ะ ยัยขี้คร้าน”พูดบ่นพลางลากสหายลงหัวทิ่มพื้นไม้ดังโป้ง วันนี้พวกนางวางแผนไว้จะเริ่มตามหาผู้อธิษฐานกับดาวตกคนแรก เด็กชายชื่อกิฟ นารีมีความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม ผิดกับเมรัยที่แสดงอาการรักเตียงแต่เช้าตรู่ รักเหมือนของรักของหวง รักมันจนอยากผูกไว้กับเอว นารีต้องใช้เวลานานหลายนาทีกว่าจะนำเมรัยลงจากเตียงสำเร็จ นางยังต้องชักใยเมรัยเหมือนตุ๊กตาเพื่อเดินเข้าห้องน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกด้วย

          เสมือนคนใช้มิมีผิด

        “เรียบร้อย”เมรัยกางแขนร่าเริงประหนึ่งนักเรียนประถมสะพายกระเป๋าพร้อมไปเล่นซนที่โรงเรียน นารีส่ายหน้าขบขัน พลางทั้งคู่จัดการสะสางงานร้านเหล้าซิงยามเช้า เก็บของ จัดโต๊ะ เตรียมวัตถุดิบ ตรวจคลังสมบัติและบัญชี เรียงขวดเหล้า จานชามยังอยู่ครบหรือไม่ ใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมงพลันเรียบร้อยหมดจด เมรัยและนารีปิดประตูร้านอย่างแผ่วเบาประหนึ่งกลัวเสียงงับประตูจะปลุกแมวหมาบนรั้วกำแพง หมอผีน้อยระวังทุกฝีก้าวยามเดินผ่านบ้านที่มีสุนัขนอนเฝ้ากระดูกสุดรัก นารีพึ่งเคยเห็นคุณหมาครั้งแรกจึงปฏิบัติตามเมรัย ค่อยๆย่องเหมือนหัวขโมย

          “แล้วเราจะไปไหนกันหรือ”

          “เด็กที่ชื่อกิฟคงหาเจอไม่ยาก”

         นารีพยายามนึกชื่อเด็กแถวนี้ นางรู้จักไม่กี่คน

          “ไม่ใช่เด็กกลุ่มพรรคมังกร ก็คงเป็นเด็กกลุ่มเรือนพักสายลับ”

          “สายลับ?”

          บนดวงหน้างดงามปรากฏเครื่องหมายคำถามลอยเหนือศีรษะ เมรัยยกแขนเสื้อปิดปากขำเบาๆหมอผีน้อยใช้คำเปรียบเทียบตามความเข้าใจของนาง สมัยเมรัยยังเด็ก คุณพ่อมักเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังอย่างเปี่ยมด้วยความแปลกประหลาดและเรื่องลี้ลับ อาทิ เรื่องขอทานที่แท้จริง เขาไม่ใช่ขอทานแต่คือสายลับที่ปลอมตัวแอบแฝงท่ามกลางผู้คนเพื่อสืบราชการลับ เมรัยชอบเรื่องนี้พลางนางจำมันได้ขึ้นใจ ต่อให้ผ่านเลยหลายปีแต่ยังจารึกในใจมิลืมเลือน คราวคิดถึงเรื่องขอทาน สาวน้อยพลันคะนึงหาผู้เป็นบิดา

          นางปิดริมฝีปากสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว พยายามซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดด้วยการเบี่ยงหน้าหนี

          “ลองไปดูกันเถอะ”

          แสงอรุณส่องสว่างไสว เมรัยมิเข้มแข็งเช่นสมัยก่อน เพียงเรื่องเล็กๆยังสามารถสะกิดบาดแผลอย่างรุนแรง หมอผีน้อยสูดหายใจปรับอารมณ์ อธิบายเกี่ยวกับชุมชนที่อยู่ของคนไม่มีบ้าน ไม่มีงาน และไม่มีเงิน สถานที่เปรียบดังชุมชนแออัดและแหล่งรวมหัวขโมย โจร นักเลง นางโลม บุคคลนิรนามอันตรายและมิชวนคบหา พวกขอทานผิวสีเทา พวกต่างแดนใบหน้าดุร้าย กระทั่งเป็นแหล่งรวมปีศาจร้ายที่แอบซ่อนในเงามืดของคนกลุ่มที่ว่า  

          สังคมด้านมืดและไร้ซึ่งความซื่อตรง อบอวลด้วยคำโกหกล่อลวง เมรัยเคยย่างกรายผ่านที่แห่งนั้น ครั้งหนึ่งในชีวิตที่นางไม่เหลือสิ่งใด นางเคยจมปักกับมันดั่งเช่นขอทานที่เอาแต่ขอเศษเงินไปวันๆ

          ความหนาวเหน็บยามตะวันลาลับฟ้า ความโดดเดี่ยวไร้ซึ่งที่พึ่งพิง เมรัยสละความรู้สึกในอดีตทิ้ง พลางลากนารีสู่สถานที่ที่นางเคยอาศัย

          ถนนลูกรังดินแดง ต้นกล้วย ต้นสน เรือนบ้านก่อจากไม้พุพัง คลุมหลังคาด้วยผ้าขี้ริ้วและเศษอาภรณ์ บรรยากาศแตกต่างจากตัวเมืองหลักที่มีความเจริญอีกระดับหนึ่ง ณ สถานที่ที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “แหล่งผู้ยากไร้” ต้นหญ้าเขียวขจีผุดประปรายสลับโขดหินเปื้อนน้ำฝน มันไม่ต่างจากอาคารในเมืองมากนัก แต่กระนั้นยังมีความเก่าแก่ และไม่ค่อยน่าอาศัย ทุกอย่างแลทรุดโทรมจวนเจียนพังทลาย ประหนึ่งคบเพลิงใกล้ดับพยายามส่งต่อเปลวไฟให้คบเพลิงอีกอัน ประหนึ่งนาฬิกาหยุดเดินที่ผู้ใช้พยายามซ่อมแซมมันด้วยตัวเองโดยการประกอบชิ้นส่วนอย่างลวงๆไม่ใส่ใจ ขอแค่มันยังใช้ได้ก็พอ

          กำแพงวิหารเก่าครำคึกพังทลายไร้หลังคาบังแดด  

          คลองน้ำสะอาดมีสะพานแขวนและติดกับบ้านพักกลุ่มคนชรา

          ต้นหลิวไร้ใบยืนตระหง่านเอนเอียง ณ ทางแยกส่วนซอยทั้งสาม

          อาณาเขตแหล่งผู้ยากไร้ครองหนึ่งจุดหนึ่งในส่วนพื้นที่เมืองลักกี้ทั้งหมด เป็นเพียงส่วนแยกอันน้อยนิดซึ่งควรดีใจเสียด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเป็นส่วนน้อยจริงๆ ในอาณาเขตประกอบด้วยบ้านเรือนใกล้ถล่มไม่ถึงสิบหลัง ส่วนมากมีไว้ให้พวกคนต่างแดนที่ถูกโจรปล้นกลางทางเข้าอาศัยอย่างใจอารี โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าบ้านข้างๆนั้นที่เป็นโจรขโมยเงินพวกเขา

          ณ ปากทางเข้าชุมชน ใบไม้ปลิวพาดผ่านหน้าสองสาวน้อย นารีสีหน้ากังวล เมรัยสีหน้าเฉยเมย กระนั้นทั้งคู่ต่างมีเหงื่อผุดรินประดับแก้ม

          “ที่นี้หรือ”

          “อืม”

          ดวงดาวน้อยรู้สึกประหม่าพรั่นพรึง ยามมองกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังรุมต่อยชายหนุ่มร่างผอมแห้งที่มุมมืด เมรัยกระซิบนารีว่าให้ทำเป็นไม่เห็น ถ้าหากนารีไม่อยากมีปัญหา แสร้งทำตัวโง่เขลา เป็นเด็กสาวน้อยไสซื่อ ไม่สิ เมรัยแก้คำแนะนำใหม่ ให้นารีแกล้งป่วยมีโรคร้ายแรง ใครที่เข้าใกล้จะละลายเป็นโคลนตม เมรัยบอกว่าที่แก้ใหม่เพราะว่า เด็กๆตัวเล็กตัวน้อยมักตกเป็นเหยื่อทางอารมณ์ใคร่มากกว่าเด็กที่ป่วยเป็นโรค

          ใช้วิธีที่สิ่งมีชีวิตใช้เพื่อเอาตัวรอดในสังคมอันโหดร้ายทารุณ ทำให้ตัวเองป่วยไข้เพื่อไม่ให้เขาอื่นกล้าเข้าใกล้

          เมรัยเคยใช้ มันได้ผล หมอผีน้อยพยักหน้ารับประกัน

          “แอบเข้าไปกัน”กลุ่มคนสามสี่คนในซอกมืดคือหน่วยปล้นด่านหน้าของเขตแหล่งผู้ยากไร้ ใครที่อยากเข้าหมู่บ้านต้องผ่านด้านพวกนี้ก่อน ซึ่งพวกมันมักปล้นเงินจากผู้ข้ามเขต หากใครไม่ให้ก็ต้องลงเอ่ยเหมือนชายร่างผอม รุมตีจนได้เลือด

          “ทางนี้”

          ทั้งคู่เห็นเห็นช่องหมาลอด จึงคลานลอดผ่านทะลุกำแพง นารีไปก่อนตามด้วยเมรัย คราวถึงตาหมอผีน้อย นางดันก้นติดมุดไม่ผ่าน “นารีช่วยหน่อย” ดวงดาวน้อยคิ้วกระตุก นี้เมรัยก้นใหญ่กว่าข้าหรือ ดวงดาวน้อยดึงหมอผีน้อยด้วยสองแขน พลันกว่าเจ้าตัวปัญหาจะหลุดช่องก็ใช้เวลาพักสัก ทั้งสะโพกและก้นเจ็บระบม ครั้นผ่านพ้นอุปสรรคที่หนึ่งพลันต้องไปต่ออุปสรรคที่สอง สาม สี่ ห้า และหก การลักลอบเข้าชุมชมผู้ยากไร้โดยไม่ผ่านนักเลงเฝ้าประตูช่างยากยิ่งกว่าแอบหลบโจรใต้เตียง ทั้งคู่คิดว่า ทำไมพวกเราไม่ซัดพวกนักเลงให้หมอบเลยนะ

          “ข้า..สู้คนไม่เป็นนะ”

          กระนั้นสามารถเสกตะปูใส่ท้องมันได้

          “ข้า…ก็ไม่อยากให้วุ่นวายเท่าไหร่”

          เหตุผลทั้งสองสามารถปลอบใจและผลักแผนล้มนักเลงลงถังขยะ นารีและเมรัยปีนกำแพงหิน ไต่ผนังเหมือนจอมโจร กระโดดตกคลองน้ำเหมือนลูกกบ ช่วยคุณยายเดินข้ามสะพานหินบนแม่น้ำอย่างใจดี นั่งชมดอกลิลลี่เบ่งบานด้วยใจเบิกบาน พลันทำตัวเรื่อยเปื่อยและหลบพ้นระยะการป้องกันของพวกนักเลง ทั้งคู่นำตัวเองเข้ามาในภายในเขตพื้น สภาพแต่ละนางมอมแมมเหมือนลูกหมาตกน้ำลูกแมวตกถังนม กิ่งไม้เกาะผม เสื้อเปียกปอน ผมหยิกชี้ฟ้าท้าดิน

          นารีถอนถอดใจให้ความลำบากลำบน ปกตินางไม่ค่อยออกแรงวิ่งผ่านอุปสรรคกีดขวาดมากเช่นนี้นะ

          เมรัยปลอบสหายว่า มันเรื่องปกติของการเป็นสายลับ เกิดเป็นผู้หญิงอย่ากลัวสกปรกสิ

          “ผู้หญิงเขารักสวยรักงามทั้งนะย่ะ มีแต่เจ้าแหละ น้ำก็ไม่อาบ”

          “บู้”

          บอกว่าเพลานี้ไม่ใช่เวลารักษาหน้านะ เมรัยบ่นอุบ พลางนารีใช้พลังวิเศษชำระล้างคาบน้ำคลองจากเสื้อผ้าจนชุดอาภรณ์แห้งสนิท ราบเรียบราวพึ่งรีดเสร็จ

          “ขอบ้างสิ”

          “เฮ้อ…”เห็นเพื่อนใช้พลังวิเศษทำให้เสื้อผ้ากลับเป็นเมื่อตอนก่อนบุกหมู่บ้าน เมรัยตื้นเต้นพลันยื่นมือขอความช่วย ให้นารีชำระล้างเสื้อตนด้วย สีหน้าแจ่มใส ดวงตาเปล่งประกายวูบวาบ นารีอยากแกล้งโดยไม่ช่วย กระนั้นมิอาจทนสายตาออดอ้อน จำใจล้างเสื้อผ้าให้เมรัย พลางกล่าวเตือนถึงหลักการที่ผู้หญิงควรมี

          “ว้าว”

          ละอองแสงแตกแพรวพราว คาบน้ำคลองระเหย อาภรณ์แขนยาวสีตะวันพลันทำประกายเงางามเฉกเช่นอาภรณ์สวรรค์ ทั้งคู่หลบซ่อนหลังกำแพงบ้านหลังหนึ่ง พลันถึงเวลาเผชิญหน้าความท้าทายใหม่ 

“สำเร็จขั้นแรก ขั้นสองคือ…”เมรัยพูดไม่ทันจบประโยคพลันแสดงสีหน้าฉงนงงสงสัยเสียแล้ว วิธีแรกสำหรับการตามหาใครสักคนที่หมอผีน้อยคิดคือถามภูตผี ซึ่งนางถามจักรพรรดิวิญญาณเรียบร้อย คำตอบที่ได้คือชื่อเด็กคนหนึ่ง เด็กคนนั้นคาดว่าเป็นเด็กแถวนี้ หลังจากนี้นางควรถามภูตผีแถวนี้ดีหรือไม่ กระนั้นยามนี้มีแสงแดดทอไสว คงหาจับคุณวิญญาณสอบปากคำมิไหว

          ถามคนตายมิได้ย่อมต้องพึ่งคนเป็น

          นารีลองสอบถามชาวบ้านไล่ตามเรือนทีละหลังโดยแอบสังเกตจากนอกรั้วก่อนว่าคนข้างในหน้าตาดุร้ายหรือไม่ หากพบคนข้างในหน้าตาละคล้ายโจรปล้นสมบัตินางจำต้องละเว้นเรือนบ้านนั้นไว้ มิขอยุ่งเกี่ยว สองสาวน้อยแอบซุ่มหลังพุ่มไม้ต้นทองอุไรทำลับๆล่อๆเหมือนคนหนีภาษีกำลังแอบหลบคุณตำรวจ เมรัยและนารีย่างถึงกระท่อมหลังหนึ่ง พลางหมอผีน้อยแอบยกเตาหินใช้แทนบันได เหยียบมันและยกมือเปิดหน้าต่าง แอบส่อง

          ดวงดาวน้อยเฝ้าต้นทางคอยระวังหลังให้หมอผีน้อยอย่างใส่ใจระมัดระวัง

          “ไม่ทราบมีผู้ใดอยู่หรือไม่…”เมรัยเอ่ยเสียงแผ่วดั่งเสียงกระซิบกระซาบของยมทูตมาทวงวิญญาณ พูดไปพลางเหลือบสำรวจในห้องพักทรุดโทรมมีกลิ่นฟืนไฟ พลันแววเสียงใสกังวานตอบคำถามอย่างเอ็นดูระคนขบขัน

          “หนูเป็นใครหรือ”

          “เมรัยเจ้าค่ะ กำลังตามหาเด็กที่ชื่อกิฟ”

          “กิฟ?หนูมีอะไรกับลูกชายข้าหรือ”

          “ลูกชายท่านหรือ”

          ร้อยคนเชื่อในเรื่องโชคชะตา น้อยคนนักเชื่อในเรื่องโชคลาภ กระนั้นต่อให้ไม่เชื่อ บางครั้งพวกเขาก็คาดหวังกับมันไม่มากก็น้อย เมรัยเป็นหมอผี นางมีความสามารถในเรื่องกำหนดโชคดีและโชคร้าย สามารถดูตารางวันเวลาและวิเคราะห์ได้ว่ายามใดมีฤทธิ์มีฤกษ์ดีงาม ยามใดเป็นช่วงอัปมงคล ซึ่งยามนี้เป็นเวลาที่ตาชั่งระหว่างโชคดีและโชคร้ายเอนเอียง เอนลงฝั่งโชคดี

          ยังไม่พบเป้าหมาย กระนั้นดูเหมือนเป้าหมายจะอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่แล้ว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น