ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 14

คำค้น : องค์หญิง, ฮ่องเต้, นิยายจีน , นิยายจีนโบราณ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2562 21:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14
แบบอักษร

บทที่ 14

หลายวันต่อมา

 “องค์หญิงเพคะ จะเก็บดอกไม้พวกนี้ไปทำอะไรหรือเพคะ” เสี่ยวซื่อที่ตามติดนายตนเอ่ยถามด้วยความฉงน เช้านี้หลังจากที่ฮ่องเต้เสด็จออกไปว่าราชกิจตามปกติ องค์หญิงของนางก็ชักชวนพวกนางกำนันและขันทีในตำหนักเยว่ซินทั้งหมด ออกมาช่วยกันเก็บดอกไม้หลากสีสันในอุทยานหลวงอย่างอารมณ์ดี

“เจ้าว่าดอกไม้พวกนี้เอาไปทำอะไรได้บ้างล่ะ”  อิงฮวาเอื้อมมือของตนไปเด็ดดอกเหมยกุ้ยสีแดงสด จรดปลายจมูกลงดอมดมกลิ่นหอมหวานจากดอกไม้ รอยยิ้มสดใสแต่งแต้มบนดวงหน้างดงาม เป็นภาพที่งดงามหาได้ยากยิ่ง

“กลีบดอกไม้พวกนี้เอาไปโรยน้ำอาบได้เพคะ” เสี่ยวจูก้มมองดอกไม้ในตะกร้าของตนกล่าวกับผู้เป็นนายเสียงใส คิดว่าตนต้องตอบถูกเป็นแน่

“ข้าคิดว่าดอกไม้หลายชนิดนำไปทำอาหารได้ องค์หญิงต้องประสงค์จะทำอาหารจากดอกไม้เหล่านี้เป็นแน่ ใช่ไหมเพคะ” เสี่ยวผิงกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจอีกเช่นกัน ครั้งก่อนองค์หญิงเคยทำขนมจากดอกเหลียนฮวาแถมรสชาติยังอร่อยยิ่ง ครั้งนี้คงอยากทำขนมจากดอกไม้ชนิดอื่นบ้าง คิดๆแล้วนางก็นึกขอบคุณสวรรค์ที่ให้นางได้มารับใช้องค์หญิงอิงฮวา นางจึงพลอยมีบุญปากได้กินของอร่อยๆจากพระองค์อยู่บ่อยๆ

“พวกเจ้าผิดแล้ว ดอกไม้พวกนี้มีสรรพคุณทางยา บางชนิดนำไปชงชาได้ด้วย องค์หญิงต้องนำไปชงชาแน่เลย ” เสี่ยวซู่ยกมือลูบคางตัวเอง มองเหล่าสหายของตนอย่างผู้ที่มีความรู้ มั่นอกมั่นใจเช่นกัน อิงฮวาเห็นเหล่านางกำนันขันทีของตนมีท่าทีมั่นใจ บ้างก็ขมวดคิ้ววุ่นหาเหตุผลมากล่าวบ้าง แต่ก็จนปัญญาจึงได้แต่เหลือบมองกันไปมา

“ข้าอยากจะทำสบู่จากดอกไม้พวกนี้ต่างหาก ตอนอยู่ที่แคว้นเฉิงเรารับสบู่มาจากดินแดนโพ้นทะเล ข้าเคยลองศึกษาดูแล้ว วันนี้ข้าอยากจะทดลองทำดู” อิงฮวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสงบทว่าดวงตากลับเป็นประกาย ปรากฏรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า

“ก้อนขัดผิวหอมๆ ที่เราทำการค้ากับแคว้นทางโพ้นทะเลน่ะหรือเพคะ” เสี่ยวซื่อทำตาเป็นประกาย นางเคยใช้เจ้านั่นอาบน้ำให้องค์หญิง กลิ่นของมันหอมหวานทั้งยังสัมผัสนุ่มมือ เมื่อนำมาจุ่มน้ำก็เกิดฟองละเอียดขึ้นมาน่าอัศจรรย์ยิ่ง นางชอบมันมากทีเดียว

“สบู่คืออะไรหรือเพคะองค์หญิง เหตุใดเสี่ยวซื่อจึงทำหน้าเพ้อฝันขนาดนี้” เสี่ยวจูหันมองหน้าเสี่ยวซื่อ เห็นท่าทางหลับตาพริ้มอมยิ้มหวานก็ให้นึกใคร่รู้ ปกติแล้วเวลาจะอาบน้ำจะใช้น้ำมันหอมที่สกัดจากสมุนไพร หรือสัตว์เช่น กวางชะมด มาเป็นเครื่องบำรุงผิว แต่สบู่ทำจากดอกไม้นางไม่เคยได้ยิน

“เดี๋ยวข้าทำเสร็จเจ้าก็จะรู้เอง” อิงฮวายิ้มเบิกบาน ใบหน้าเปี่ยมสุข การอยู่ในวังหลวงแม้จะสุขสบายแต่กับเต็มไปด้วยกฎระเบียบและพิธีการที่น่าอึดอัดมากมาย เทียบกันแล้วตอนอยู่แคว้นเฉิง นางยังมีอิสระมากกว่านี้หลายขุมนัก นางจึงคิดหาเรื่องสนุกๆทำเพื่อฆ่าเวลา รอจนกว่าจิ้นหยางจะว่าราชกิจเสร็จ

ผ่านมาเกือบอาทิตย์ที่ไทเฮาไม่ได้มากวนใจนาง ทั้งท่านหญิงหมิงลู่นั่นนางก็ไม่ได้เห็นอีกเลย ส่วนจิ้นหยางก็ยังคงลงหลักปักฐานอยู่ที่ตำหนักเยว่ซินไม่เปลี่ยนแปลง แต่นางก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่านางรู้สึกดียิ่งที่มีเขาอยู่ข้างกาย ถึงแม้นางจะโดนเข้าเอาเปรียบบ้างแต่ก็ไม่กระไรนัก วันนี้หลังจากเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เขาเรียบร้อย  ก็เห็นได้ชัดว่าแผลของเขาสมานตัวเร็วกว่าที่คิด ไม่เห็นจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนอย่างที่ท่านหมอหลวงกล่าว อาจเป็นเพราะนางดูแลเขาเป็นอย่างดีมาตลอดกระมัง

แน่ล่ะ.... ก็นางคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิดจริงๆ ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งเท่าไหร่ อาทิ เวลาจะกินก็คอยคีบอาหารให้ ช่วงแรกๆเขาไม่สามารถหยิบตะเกียบได้ เนื่องจากเขาถนัดแขนซ้าย นางต้องเป็นฝ่ายป้อนเขาเสียทุกมื้อ เวลาจะอาบน้ำนางก็ต้องอาบให้ทั้งยังต้องคอยระวังไม่ให้แผลของเขาโดนน้ำ แม้กระทั่งเวลาจะนอน นางยังต้องทำให้แน่ใจว่าแผลเขาจะไม่ปริอีก ไม่กล้านอนดิ้นไปโดนเขาแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้นเจ้าของบาดแผลกลับยืนยันว่าเขายังไม่หายดี และเกเรให้นางดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป เห็นชัดๆว่าเขาจงใจให้เป็นเช่นนั้น บางครั้งนางยังแอบเห็นเขากดที่แผลของตัวเองจนเลือดซึมออกมาด้วย คิดถึงความเจ้าเล่ห์ของเขานางก็อดยิ้มพลางส่ายหัวเบาๆเสียมิได้

 “เอาล่ะ พวกเจ้าเอาดอกไม้พวกนี้ไปล้าง แล้วเอามาให้ข้าที่ศาลาริมต้นเหมย ข้าจะรอพวกเจ้าที่นั่น” อิงฮวาเห็นว่าได้ดอกไม้ครบตามที่ต้องการแล้วจึงออกปากสั่งให้นางกำนันขันทีเอาดอกไม้ไปล้างและเตรียมอุปกรณ์ให้นางที่ศาลาริมต้นเหมยในอุทยานนี่เอง เดิมทีอิงฮวาตั้งใจจะกลับไปทำที่ตำหนักเยว่ซิน แต่วันนี้อากาศดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ทั้งกลิ่นหอมจากดอกไม้ ไอเย็นจากน้ำตกจำลองก็ทำให้นางรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก นางจึงไม่คิดจะรีบกลับไปตำหนักตามกำหนดการเดิมที่ตั้งไว้

นางกำนันขันทีย่อตัวให้อย่างนอบน้อม ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตนอย่างว่องไว เหลือเสี่ยวซื่อไว้คอยดูแลองค์หญิงอีกเช่นเคย อิงฮวาทอดน่องเดินมาท่ามกลางดอกเหมยกุ้ยสีแดงสดไม่รีบร้อนนัก ค่อยๆซึมซับความหอมหวานของกลิ่นดอกไม้และความสดชื่นของละอองน้ำอย่างใจเย็น

“ถวายบังคมองค์หญิงอิงฮวาเพคะ” เสียงใสเอ่ยดังมาทางด้านหลัง อิงฮวาที่กำลังชื่นชอบดอกไม้อยู่ชะงักเล็กน้อย แล้วจึงหันหลังไปมองยังแหล่งที่มาของเสียง เบื้องหน้าของนางคือท่านหญิงหมิงลู่ในชุดอาภรณ์สีเขียนอ่อน ที่ผมดำขลับปักปิ่นดอกพุตตานสีแดงสดอยู่หลายดอก ใบหน้าอ่อนหวานยังคงก้มหน้าทำความเคารพนางอยู่ไม่ลุกขึ้นหากไม่ได้รับคำอนุญาตจากนาง               

 “ลุกขึ้นเถิดท่านหญิง” อิงฮวาเอ่ยเสียงนุ่ม ค่อยๆเข้าไปประคองร่างอวบอิ่มตรงหน้าให้ยืนขึ้น จ้องมองใบหน้าหวานของนางที่จ้องกลับมายังตน ไม่ได้เอ่ยอะไรขึ้นอีก ว่ากันตามจริงแล้วหมิงลู่เกิดหลังนางเพียงปีเดียวเท่านั้น แต่ใบหน้าของนางกลับงดงามราวกับสตรีวัยสาวสะพรั่ง ไม่น่าประหลาดใจเลยสักนิดหากนางจะเป็นที่สนใจของชายหนุ่ม แม้กระทั่งจิ้นหยางเองก็คงรู้สึกว่านางงดงามเช่นกัน

“ครั้งก่อนตอนเจอพระองค์ที่ศาลาตำหนักเจียวเหมย หม่อมฉันไม่ได้แนะนำตัว ทั้งยังไม่ได้ทำความเคารพองค์หญิงอย่างเต็มพิธีการ ขอองค์หญิงโปรดอภัยหให้หม่อมฉันด้วยเพคะ”  หมิงลู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด คุกเข่าลงกับพื้นพลางก้มหน้ารอรับโทษทัณฑ์ อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็ตกใจในท่าทางของอีกฝ่าย ถอยหลังหลบการคำนับของนางไปหนึ่งก้าว มองไปยังร่างบอบบางที่หมอบลงไปอยู่กับพื้น บรรดาสาวใช้ที่ติดตามมาเองก็ยืนไม่อยู่ คุกเข่าหมอบลงกับพื้นเช่นเดียวกันหมด

“ข้าจะลงโทษเจ้าได้อย่างไร ข้าไม่ถือสาพิธีการเหล่านั้นหรอก เจ้าอย่าได้กังวล” อิงฮวาไม่ต้องการให้เรื่องเล็กน้อยสร้างรอยแผลใหญ่ จึงก้มตัวลงแตะไหล่มนให้ลุกขึ้น หากมีใครบังเอิญมาเห็นภาพนี้เข้า คงเข้าใจว่านางกลั่นแกล้งท่านหญิงน้อยเป็นแน่

“สตรีสูงศักดิ์ไหนเลยจะละเลยจารีตปฏิบัติได้ หม่อมฉันเพียงขอรับโทษจากองค์หญิงเพื่อรักษาจารีตปฏิบัติเพคะ” น้ำเสียงอ่อนโยนกล่าว สายตาราวลูกแมวตัวน้อยมองมาที่นาง เหมือนมีกระดิ่งเล็กๆสั่นเบาๆอยู่ในใจของอิงฮวา นางเป็นสตรีที่เคร่งครัดกับจารีตถึงเพียงนี้ ทั้งชีวิตคงไม่เคยเห็นโลกภายนอก เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยก็เอาเก็บไปคิดเสียใหญ่โต

          “เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ ข้าเป็นสตรีที่สูงศักดิ์กว่าเจ้าอยู่หลายช่วงศีรษะก็จริง แต่กลับไม่สนใจจารีตปฏิบัติที่พวกเจ้ากำลังทำ ทั้งยังคิดว่าจารีตพวกนี้ละไว้บ้างก็ไม่ได้เสียหายอะไร เจ้าก็อย่าได้ถือสาข้าเลย” อิงฮวาอมยิ้ม เมื่อนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาของตน   แม้เกิดมาก็มีคนเรียกว่าองค์หญิง แต่กลับรักอิสระยิ่งกว่าอะไร หากเสด็จแม่ไม่บังคับมีหรือจะยอมเรียนตำหรับกุลสตรี เทียบกับหมิงลู่แล้วชีวิตของนางช่างมีรสชาติยิ่งนัก

          “ขอบพระทัยในความเมตตาขององค์หญิงที่ไม่ลงโทษหม่อมฉันเพคะ” หมิงลู่ย่อกายลงอีกครั้ง แล้วยืนสำรวมกิริยาเช่นเคย

          “จริงสิ! ข้าไม่เห็นเจ้ามาหลายวัน เจ้าสบายดีหรือไม่”

          “หม่อมฉันสบายดีเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันต้องเตรียมตัวเข้ามาอยู่ในวังตามบัญชาของไทเฮา จึงไม่ได้แวะไปคำนับองค์หญิงที่ตำหนักเยว่ซิน” หมิงลู่กล่าวอย่างลำบากใจ แก้มใสทั้งสองข้างเจือด้วยสีแดงระเรื่อราวกับมีพูกันจุ่มสีชาดไปแต่งแต้ม

          “เข้าวังตามคำสั่งไทเฮา” เห็นทีไทเฮาคงประสงค์ให้หมิงลู่เข้ามาถวายตัวเป็นสนมเอกจริงๆ อิงฮวาเผลอใจลอยไปชั่วขณะ แม้จะมั่นใจมาโดยตลอดว่าตนจะใจกว้างรับได้ หากจิ้นหยางจะแต่งหญิงสาวคนที่ 2 3 4 หรือ 5 เข้ามาเพิ่ม แต่บัดนี้หัวใจของนางกลับรู้สึกหน่วงขึ้นอย่างประหลาด

“องค์หญิงอย่าเพิ่งกริ้วนะเพคะ หม่อมฉันแม้ไม่อยากมาแต่ก็ไม่อาจขัด ราชสาวนีย์ของไทเฮาได้ หม่อมฉัน...” หมิงลู่สังเกตเห็นอิงฮวาใจลอย ก็ยกยิ้มที่ริมฝีปากเล็กๆ เพียงพริบตาเดียวแล้วกลับมาเป็นใบหน้านิ่งสงบน่าเอ็นดูเช่นเคย ยกตัวลงพอเป็นพิธี จงใจพูดเสียงดังให้เหล่านางกำนันที่ติดตามมาได้ยินอย่างถนัดถนี่

“ช่างเถอะๆ ข้าไม่ได้โกรธเจ้าสักหน่อย อย่ากังวลไปเลย” อิงฮวาตื่นจากภวังค์ความคิดของตน เห็นหมิงลู่ย่อกายคำนับนางอีกแล้วก็ถอนหายใจ โบกมือกลางอากาศอย่างรวดเร็ว บ่งบอกว่านางไม่ได้โกรธเคืองแม้แต่น้อย อีกฝ่ายจึงค่อยยืนตัวขึ้นตามเดิม

“ขอบพระทัยองค์หญิงที่เข้าใจเพคะ”

“ข้าเองก็อยากจะอยู่ชมดอกไม้กับเจ้าต่อหรอกนะ แต่ข้ามีเรื่องที่ต้องไปทำสักหน่อย” อิงฮวาพยายามที่จะปลีกตัวออกไปจากการสนทนา เนื่องจากไม่เข้าใจความรู้สึกสับสนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง นางต้องใคร่ครวญดูให้ดีอีกสักครั้ง แล้วค่อยพูดคุยกับจิ้นหยางให้รู้เรื่อง

          “หม่อมฉันขออภัยที่ทำให้องค์หญิงเสียเวลาเพคะ” หมิงลู่เองเมื่อเห็นอิงฮวากล่าวเช่นนั้นก็ย่อตัวลงอีกครั้ง ด้วยความนอบน้อมและอ่อนโยน

“หากข้าอยู่ต่ออีกเพียงนิด เจ้าคงจะต้องย่อตัวจนปวดขาเป็นแน่” อิงฮวาส่ายหัวกับท่าทางเคร่งครัดต่อจารีตของอีกฝ่าย อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาเห็นใจให้นางแถมยังรู้สึกว่าท่าทางเช่นนี้น่ารำคาญอยู่บ้างไม่น้อย

“ไม่หรอกเพคะ” หมิงลู่ยืนกายขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“องค์หญิง! องค์หญิงเพคะ เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเพคะ” เสี่ยวผิงรีบวิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความกระตือรือร้น ไม่ทันสังเกตว่ามีบุคคลอื่นยืนอยู่ด้วย เมื่อเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าข้างกายขององค์หญิงมีท่านหญิงหมิงลู่คนสนิทของไทเฮายืนอยู่ ทั้งยังกำลังส่งสายตาตำหนิมาที่นาง จนนางต้องรีบก้มหน้าลงกับพื้น รักษากิริยาของตนอย่างเคร่งครัด

“ข้าเข้าใจแล้ว” อิงฮวาหันมองเสี่ยวผิงที่ช่างวิ่งมาได้ถูกจังหวะพอดีราวกับรู้ใจนางยิ่งนัก ยกยิ้มอย่างพอใจไม่ทันสังเกตสายตาของหญิงสาวอีกคนที่อยู่ข้างกาย

“เตรียมของ องค์หญิงจะทำอะไรหรือเพคะ” หมิงลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ใบหน้าเต็มไปด้วยความสนใจ

“ข้าจะทำสบู่น่ะ”

“สบู่ หม่อมฉันเคยเห็นตอนท่านพ่อกลับมาจากแคว้นเฉิง แต่ไม่เคยเห็นวิธีการทำเลยเพคะ”

“หากเจ้าอยากเห็น จะไปดูก็ได้ ข้าอนุญาต”

เห็นดวงตาสนใจใคร่รู้ของอีกฝ่าย อิงฮวาก็เอ่ยชักชวน ยินยอมให้หมิงลู่ตามนางไปทำสบู่ด้วยกันได้ อันที่จริงการที่หมิงลู่เข้ามาในวังก็เป็นเพราะความประสงค์ของไทเฮา อย่างไรเสียนางก็เป็นคนของไทเฮา ผูกมิตรเอาไว้ย่อมดีกว่าผิดใจกัน เห็นทีนางคงต้องเก็บเรื่องจิ้นหยางไว้ในใจแล้วสานมิตรภาพกับท่านหญิงหมิงลู่ให้มากขึ้นหน่อย ไม่แน่ว่าหมิงลู่เองก็คงโดนไทเฮาบังคับมา หากเป็นเช่นนั้น หมิงลู่ก็น่าสงสารเช่นกัน

เวลาผ่านไป 1 ชั่วยาม

“เอาล่ะ ผสมส่วนผสมเรียบร้อยก็เอาเข้าพิมพ์เลย จากนั้นก็กดพิมพ์ให้แน่น รอสักพักก็เสร็จแล้ว” อิงฮวาปาดเหงื่อที่ชื่นที่ไรผมของตนอย่างขอไปที มองดูแม่พิมพ์ที่นางตัดใจแกะเอาไว้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนอย่างพอใจ

“องค์หญิงทรงปรีชาสามารถเช่นนี้ ช่างเป็นบุญของแคว้นชางยิ่งนักเพคะ” หมิงลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม มือบางทั้งสองข้าง กำลังตักเนื้อสบู่อัดใส่แม่พิมพ์

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก หากเจ้าชอบก็หยิบเอาไปสักชิ้นแล้วกัน” อิงฮวายิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่สดใสและปลอดโปร่งยิ่ง นางรู้สึกว่าหมิงลู่ก็เป็นเช่นสตรีชาววังทั่วไปที่ต้องอยู่ในกฎระเบียบ ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกที่เคยทำอะไรแปลกใหม่ คอยสักถามนางแทบจะตลอดเวลา ราวกับเด็กน้อยที่ใส่ใจในการเรียน พอคิดถึงตรงนี้ก็แอบรู้สึกผิดนิดๆที่ดันไประแวงนางกับจิ้นหยาง ทั้งยังแอบใจแคบหึงหวงอีกด้วย

“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง หม่อมฉันชอบกลิ่นของสบู่ก่อนนี้” หมิงลู่ กล่าวชี้ไปที่สบู่ก้อนที่อิงฮวากำลังแกะสลักอยู่ เดิมทีนางตั้งใจจะทำถวายไทเฮา จึงประณีตกับมันเป็นพิเศษ แต่ในเมื่อรับปากนางไปแล้วว่าจะให้ก็คงต้องทำก้อนใหม่ให้ไทเฮาแทน

          “นี่เป็นสบู่ที่ทำมาจากดอกทานตะวัน กลิ่นหอมยิ่งนัก ทั้งยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มลื่น เนียนนุ่มอีกด้วยนะ เสี่ยวจูเจ้าจงไปนำกล่องไม้หอมมาใส่สบู่ให้ท่านหญิงหมิงลู่เถอะ” อิงฮวากล่าวยื่นสบู่ที่เกาะสลักเป็นดอกทานตะวันให้กับเสี่ยวจู แล้วจึงหันไปหยิบสบู่อีกก้อนที่ยังไม่ได้แกะสลักลวดลายมาถือไว้ เริ่มแกะสลักดอกวานโต่วฮวาลงไปในเนื้อสบู่ก้อนใหม่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ

“ นี่ก็ได้เวลาน้ำชาของไทเฮาแล้ว หม่อมฉันต้องไปแล้วล่ะเพคะ” หมิงลู่วางสบู่ที่กำลังปั้นลงในแม่พิมพ์ แล้วลุกขึ้นย่อกายลงเล็กน้อยแล้วส่งยิ้มน่าเอ็นดูมายังอิงฮวา

“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ ส่วนสบู่ของเจ้า ข้าจะให้เสี่ยวจูนำไปให้” อิงฮวาหยุดมือจากการแกะสลัก เงยหน้ามองหญิงสาวด้วยรอยยิ้มกล่าวอย่างเป็นกันเอง

หมิงลู่ย่อกายอีกครั้ง แล้วจึงเดินออกไปจากศาลา อิงฮวาจึงก้มหน้าก้มตาแกะสลักต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ เสี่ยวซื่อที่ชะเง้อมองตามท่านหญิงหมิงลู่เดินจากไป    จนหายลับไปตรงหัวมุมถนน ก็ขยับเข้ามาใกล้นายของตน กล่าวเสียงไม่ดังมากนัก

“องค์หญิงเพคะ ท่านหญิงหมิงลู่คนนี้ ไว้ใจได้แน่หรือเพคะ” ภายใต้ใบหน้างดงามของสตรีนางนั้น เสี่ยวซื่อแอบเห็นอยู่บ่อยๆว่ามีสายตาแปลกๆของนางจ้องมองมาที่องค์หญิงบ่อยครั้ง แต่นางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสายตานั้นหมายถึงสิ่งใด  แต่ก็อดใจสอดขึ้นมาเพราะเป็นห่วงองค์หญิงไม่ได้

“ ท่านหญิงหมิงลู่เป็นคนโปรดของไทเฮาก็จริง แต่ก็ดูใสซื่อยิ่งนัก ไม่มีเรื่องน่ากังวลอย่างที่เจ้าคิดหรอก” อิงฮวาเอ่ยโดยที่ตายังคงจับจ้องอยู่กับการแกะสลักสบู่ของตน

“แล้วถ้าเกิดว่ามีเล่าเพคะ” เสี่ยวซื่อยังคงกังวล

“ข้าใช้ผู้ที่ยอมให้ผู้อื่นรังแกหรือ” อิงฮวากล่าวเสียบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ และยังคงจดจ้องกับก้อนสบู่ในมือต่อไป

“ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันจะไปทำสบู่ต่อนะเพคะ” เสี่ยวซื่อได้ยินองค์หญิงของตนกล่าวเช่นนั้นก็ยิ้มจนตาหยีแล้ววิ่งไปทำสบู่ที่ทำค้างอยู่อย่างสบายใจ

“ฮ่องเต้เสด็จ!!” เสียงขันทีที่อยู่หน้าศาลาขานขึ้นเสียงดัง อิงฮวาหยุดการกระทำของตนมองไปยังทางเข้าศาลาแปดเหลี่ยม ร่างสูงโปร่งกำลังก้าวขึ้นมาบนศาลา ใบหน้าคมเข้มหม่นลงมากึ่งหนึ่ง เดินตรงมานั่งข้างๆนาง

“เป็นอะไรไปเพคะฝ่าบาท” อิงฮวาวางสบู่และมีดแกะสลักลงบนถาดหยกที่วางไว้ด้านข้าง หันมามองใบหน้าของจิ้นหยางที่ยังคงจ้องเขม็งมาที่นาง คล้ายมีเรื่องอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา

          อิงฮวาจึงโบกมือให้เหล่านางกำนันขันทีออกไปจากศาลาแปดเหลี่ยม ให้นางได้อยู่กับเขาเพียงลำพัง เมื่อทุกคนจากไปแล้ว อิงฮวาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสีม่วงอ่อนของตนออกมาซับเหงื่อที่ชื้นอยู่บนใบหน้าหล่อเหล่าให้อย่างอ่อนโยนไม่กล่าวอะไรออกมาอีก

          “วันนี้ที่ท้องพระโรง พวกขุนนางถวายฎีกาให้ข้าแต่งตั้งตำแหน่งสนมทั้งสี่ให้ครบตำหนักใน...” จิ้นหยางพูดเรื่องหนักใจของตนออกมา ก่อนจะหยุดพูดเมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยของอิงฮวา

          .............  ร่างบางทำเพียงรับฟังเงียบๆ รู้ว่าต้องมีเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นในสักวัน ร่างบางกำลังครุ่นคิดหาทางออกที่ดีที่สุด นางจะพูดอะไรได้ การตัดสินใจทั้งหมดมันอยู่ที่เขาไม่ใช่นาง

“ เจ้าจะโกรธข้าหรือไม่ หากข้าต้องแต่งสนมเอกเข้ามาอีกคน” เห็นท่าทางไม่ยินดียินร้ายของร่างบาง จิ้นหยางก็อดใจกระตกอดหยั่งเชิงออกไปไม่ได้

อิงฮวาชะงักไปชั่วครู่ สายตาหวานมีแววตกใจทั้งยังสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด สบเข้ากับนัยน์ตาคมเข้มที่จ้องมาที่นางเช่นกัน นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกลั้นใจตอบคนตรงหน้าให้ชัดเจน

“แคว้งเฉิงนั้นนิยมให้ชายออกเรือนกับหญิงที่รักเพียงคนเดียว แต่กับแคว้นชางที่ชายสามารถแต่งภรรยาได้หลายคน หม่อมฉันเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะใจกว้างได้หรือไม่” อิงฮวาเลือกที่จะหลบตาคมของเขา เบี่ยงกายของตนไปอีกข้างหยิบสบู่ขึ้นมาแกะสลักอีกครั้ง พยายามที่จะไม่มองหน้าอีกฝ่าย ในเมื่อเขาถามนาง นางก็แค่ตอบออกไปตรงๆเท่านั้น

“ฮ่าๆๆ เจ้ากลายร่างเป็นไหน้ำส้มไปแล้วหรือ” จิ้นหยางเอ่ยเสียงหยอกเย้า เขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก อิงฮวาที่เป็นแบบนี้ทำให้เขามีความสุขยิ่ง อยากจะประคองกอดร่างบางไว้แนบอกเสียจริง ชั่วพริบตาร่างกายก็ตอบสนองต่อสมองทันที ร่างแกร่งขยับเข้าใกล้ร่างกายบอบบางของอิงฮวา แขนแกร่งโอบรอบเอวของร่างเล็กจากด้านหลัง ใช้ไหล่เล็กเป็นที่วางศีรษะของตน สูดกลิ่นหอมจากซอกคอขาว

“ฝ่าบาท! ทรงทำอะไรเพคะ” อิงฮวาไม่ทันตั้งตัว พยายามเอียงคอหลบการสัมผัสที่วาบหวิวจากอีกฝ่าย ใจก็อดต่อว่าเขาสักยกไม่ได้ คนผู้นี้กลายเป็นพวกหน้าหนาไปเสียแล้วเล่า

“วันนี้ในท้องพระโรง ไทเฮามีรับสั่งเรียกหมิงลู่เข้าวังเพื่อถวายตัว ฝ่ายท่านอัครเสบาบดีจิงเจ๋อซื่อจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ ข้าเองไม่อาจตอบรับหรือปฏิเสธด้วยเรื่องในราชสำนักซับซ้อนยิ่ง จึงได้แต่ชะลอเรื่องนี้ไปก่อน” จิ้นหยางยังคงไม่ขยับตัวไปไหน ทั้งยังกอดเอวบางไว้แน่นขึ้น ราวกับว่าอีกฝ่ายจะปลิวหายไปหากเขาปล่อยมือ เขาเองก็ไม่ต้องการจะรับสตรีใดเข้าวังหลังมาให้ระคายเคืองตา แต่ด้วยความกดดันจากไทเฮาทำให้เขาต้องไว้หน้าอัครเสบาบดีจิงเจ๋อซื่ออยู่หลายส่วน

“เรื่องนี้ทำให้ท่านต้องลำบากใจมากเลยหรือ” อิงฮวาจับน้ำเสียงเครียดขึงของเขาได้จึงวางของในมือลงอีกครั้ง มือบางแตะไปที่แขนแกร่งที่กอดอยู่ที่เอวของนาง เอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะพูดคุยกับอีกฝ่าย จิ้นหยางเองก็ย่อมคลายกอดแต่โดยดี แต่ยังคงไม่ยอมให้อิงฮวาอยู่ห่างตัว อิงฮวาจึงเอียงตัวเข้าไปซบกับแผงอกของเขาอย่างตามใจ

“ข้าเพียงแต่คิดถึงความรู้สึกของเจ้า”

“หม่อมฉันเห็นว่าเรื่องนี้ยังต้องคิดถึงท่านหญิงหมิงลู่ด้วย นางเองอาจจะถูกไทเฮาบังคับก็ได้ หากนางไม่ต้องการจะแต่ง เรื่องนี้ก็มีทางออกแล้ว” อิงฮวาที่อยู่ใกล้เขามากเช่นนี้ ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของจิ้นหยางอย่างชัดเจน รอยยิ้มอ่อนโยนคลี่ออกมาบางเบา แค่รู้ว่าเขาคิดถึงใจนางถึงเพียงนี้ นางก็รู้สึกยินดียิ่งนัก

“ข้าก็คิดเช่นนั้น.... อิงฮวาเจ้าสัญญาได้หรือไม่ว่าจะอยู่เคียงข้างข้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” จิ้นหยางดันร่างบอบบางออกจากอ้อมกอด สองมือหนาจับที่ไหล่บางของอีกฝ่าย สายตาที่จ้องมาตรงมายังอีกฝ่ายกำลังสั่นไหว

“ตราบใดที่ฝ่าบาทไม่ผิดต่อหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะอยู่ข้างๆฝ่าบาทเพคะ” อิงฮวาเอื้อมมือบางทั้งสองข้างของตนไปกอบกุมแก้มทั้งสองข้างของเขาไว้ แล้วส่งยิ้มอ่อนหวานให้แทนคำสัญญา

“ข้าไม่มีทางผิดต่อเจ้าแน่”

จิ้นหยางเชยคางของอิงฮวาให้เชิดขึ้น สายตาคมประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเปลือกไม้ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่มองก็ราวกับถูกมนต์สะกด ใบหน้าคมคายก้มลงมาใกล้จนลมหายใจของทั้งสองสัมผัสกันและกัน อิงฮวาหลับตาพริ้มรอคอยการเติมเต็มของอีกฝ่าย ทำให้มองเห็นแพคนตาที่สวยงามราวกับปีกผีเสื้อ จิ้นหยางจรดริมฝีปากลงกลางหน้าผากของร่างบางอย่างนุ่มนวล ก่อนจะผละออกมาจุมพิตที่ปลายจมูกรั้นอีกครั้ง จากนั้นจึงผละออกแล้วกดริมฝีปากของตนลงบนกลีบริมฝีปากอ่อนนุ่มสีดอกท้ออย่างอ่อนโยน คล้ายกับกำลังทำสัญญา

‘สัญญากับนางด้วยหัวใจ ว่าจะรักเพียงนางชั่วนิรันดร์……………’


.....................................................................................................................................................................................

ความคิดเห็น