ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เจ้าชีวิต...100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.5k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 14:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เจ้าชีวิต...100%
แบบอักษร

เขมมิกาที่ได้ยินถึงกับสะอึกในคำพูดของชายหนุ่ม เขาเอาเสื้อผ้าที่เธอเตรียมมาด้วยไปเผาอย่างนั้นหรือ ว่าแล้วร่างบางไร้อาภรณ์ก็รีบกอบกุมผ้าห่มผืนใหญ่วิ่งออกไปเพื่อไปยังห้องของเธอทันทีอาการที่รู้สึกปวดหายออกไปอย่างปริทิ้ง  ในใจก็หวังว่าอย่าให้เป็นเช่นนั้น 

แต่สิ่งที่คิดว่าบางทีเขาอาจจะพูดไปเฉยๆมันกลับไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าที่เธอจัดมันเข้าตู้ไว้อย่างเรียบร้อยแล้วหายไปจนหมด ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวจะเหลือก็เพียงแค่เสื้อชั้นในและกางเกงชั้นในเท่านั้นแถมภายในถังที่ไว้สำหรับเผาสิ่งของยังมีควันลอยขึ้นมาเหมือนเพิ่งจะดับไปไม่นาน

หญิงสาวลากร่างมาที่ห้องที่มีอัศวินอยู่ก่อนจะเดินเข้าไปหาเขาที่ยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงที่เอเพิ่งลุกออกไปไม่นาน

 ‘เพลี๊ยะ!’

 ‘คุณเอาเสื้อผ้าฉันไปเผาทำไม!’

 ‘ก็ฉันบอกเธอแล้วไงเขมมิกาว่าฉันเอามันไปเผาแล้ว รีบไปใส่มันเข้าซะ ถ้าไม่อยากใส่เสื้อผ้าที่เธอฆ่าเจ้าของมันตาย เธอก็ไปมันสภาพนี้แหละ!’ 

พูดจบเขาก็เดินออกมาจากห้องทันทีเสียงปิดประตูดังปัง! ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับที่แก้มของตนเบาๆหลังจากที่เพิ่งโดนมือของขมมิกาพาดลงมา ใช่ว่าเขาจะไม่โกรธแต่ทว่าโกรธมากต่างหากแต่เวลานี้มันยังทำอะไรมากไม่ได้นัก

สุดท้ายเขมมิกาก็ต้องใส่ชุดที่อัศวินยื่นให้ ไม่สิ! เขาปาให้เธอ แม้ว่ามันจะไม่ได้ต่างอะไรกับชุดที่เธอใส่นัก แต่ด้วยความที่สภาพและสถานะของมันเคยเป็นของวิชุดามาก่อนแต่เธอกลับต้องมาใส่อย่างนี้ พร้อมทั้งคำพูดของเขาที่ยังไง ก็ยังไม่วายที่จะเสียดสีทิ่มแทงเธอ

จนสุดท้ายเธอก็ต้องไปพร้อมเขาตามคำสั่งที่เหมือนจะบังคับ ทำทุกอย่างที่เขาสั่งให้จดหรือเดินไปทำอะไรเธอก็ต้องทำมันหมดไม่มีสิทธิ์บ่นแม้แต่คำเดียวจนเวลานี้ที่เขาต้องออกไปส่งลูกค้าคนสำคัญแต่เขากลับห้ามไม่ให้เธอไปและทิ้งให้เธอต้องอยู่ภายในห้องประชุมนี้เพียงลำพัง 

เธอรอเขาจนหลับแล้วหลับเล่าก็ยังไม่มีวี่แววว่าชายหนุ่มจะเปิดประตูเดินเขามาจนเวลามันก็เริ่มเดินเรื่อยๆเข้าสามทุ่มกว่า หญิงสาวจึงเลือกที่จะเดินไปด้านนอกดีกว่านั่งรออยู่ในนี้หรือบางทีเขาอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่ายังมีเธออยู่ตรงนี้อีกคน...



“เราจะกลับกันเลยใช่มั้ยค่ะ” ปานธิดถามอัครินที่เรียกเธอออกมาจากจุดโชว์รถที่เธอยืนประจำอยู่หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว

 “ใครว่าฉันจะกลับ นี่มันกี่โมงแล้วปานธิดาหัดดูเวลาซะบ้างนะ ที่ข้อมือเธอก็มีไม่ใช่หรอห๊ะ”

 “แล้วเราจะไปไหนกันค่ะ ฉันต้องรีบกลับบ้าน ถ้าคุณยังไม่กลับงั้นฉันขอกลับก่อนนะคะ” พูดจบก็เดินตัดผ่านอัครินไปทันทีแต่ยังไม่ทันได้ไปได้พ้นห้องที่เขาเรียกเธอเข้ามา ร่างเธอก็ต้องลอยหวือกลับมาที่ที่เคยยืนก่อนจะเซล้มลง

อัครินเอามือเพียงแค่ข้างหนึ่งเท่านั้นคว้าเธอไว้ก่อนจะออกแรงดึงให้ร่างบางกลับมาที่เดิม แต่ดูเหมือนว่าตัวของปานธิดาเองจะคุ้มจังหวะการยืนของตัวเองไม่ค่อยอยู่เลยล้มลงไปที่พื้นแทนที่จะยืนเช่นเดิม

 ‘ปึก’

“นี่มันพัทยานะ ถึงมันจะไม่ได้ไกลจากรุงเทพมากแต่เธอจะไปยังไง ฉันถามหน่อยเฮอะ”

 “รถตู้ไงค่ะ มีเยอะแยะถมเถ่ไป” รถตู้ บขส มีให้บริการถมเถไปแล้วทำไมเธอจะไม่มีหนทางกลับบ้าน

 “ถ้าเธอคิดว่าออกไปเวลานี้แล้วคิดว่าจะได้ขึ้นง่ายๆงั้นหรอ เลือกเอาเองนะเพราะฉันก็ไม่ได้บังคับ”

 “งั้นฉันก็ขอตัวนะคะ เพราคิดว่าต่อให้รอแค่ไหนยังไงก็ได้ขึ้น” พูดจบปานธิดาก็เดินออกไปจากห้องที่อัครินอยู่ทันที เธอไม่ห่วงว่าจะต้องรอเวลาหรือนานแค่ไหนแต่สิ่งที่เธอคิดถึงที่สุดเธอมารดาที่รออยู่อีกจุดหนึ่ง

 “ต่อให้เธอไปได้แค่ไหนเธอก็ต้องพึ่งฉันปานธิดา” หลังจากที่หญิงสาวออกไปเรียบร้อยแล้วเขาก็เอ่ยประโยคดังกล่าวขึ้นมาเพราะเขาเชื่อว่ายังไงแล้วหญิงสาวก็คงไปได้ไม่ไกลพร้อมทั้งอาจจะไม่เชี่ยวชาญด้านถนนหนทางเช่นเขา เมื่อเอ่ยเช่นนั้นแล้วก็เดินไปหย่อนตัวนั่งลงที่เบาะหนังราคาแพง


เขมมิกาหลังจากที่เธอตัดสินใจที่จะออกมาจากงานเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ตัดสินใจนั่งรถสองแถวที่หาได้ทั่วไปด้วยราคาเพียงสิบบาทที่สะดวกไปไหนได้ทุกที่เธอไม่รู้ว่าจะต้องนั่งจากจุดไหนไปลงที่จุดไหนแต่ทว่าตามข้างทางที่มองเห็นนั้นมันกลับมีแสงและสีมากมายที่ให้สายตาของเธอได้เหลียวมองมันได้ตลอด 

ยามค่ำก็ต่างมีผู้คนที่ขวักไขว้เดินกันทั่วสายลมที่พัดจากทะเลเข้าสู่ฝั่งก็ทำให้ได้กินไอก็น้ำทะเลที่ชัดเจน จนสุดท้ายแล้วปลายทางที่เขมมิกาตัดสินใจที่จะลงคือริมหาดที่ต่างมีผู้คนเดินทั่วกันในยามนี้

เท้าเรียวๆค่อยๆก้าวย้ำลงที่พื้นถนนก่อนจะทอดน่องเดินต่อไปเรื่อยๆตามทางที่ทอดยาว ช่วงเวลาตอนนี้หาได้มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะเดินเที่ยวชมความมีสีสันเมืองพัทยาในยามค่ำคืนอยู่เพียงผู้เดียวแต่ทว่ากลับมีนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาจากหลายประเทศที่ก็ต่างพากันมาชื่นชมสิ่งนี้เช่นกันทั้งไทย เกาหลี จีนหรือนักท่องเที่ยวแถบยุโรป 

ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าได้อยู่ส่วนไหนของพัทยาแต่ใจเธอกลับไม่กลัวเลยว่าจะไม่ได้กลับไปเพราะมันจะเป็นเช่นไรเธอก็ขอได้ใช่เวลาพักอยู่กับตัวเองสักพักบ้างเถอะขอให้ดวงใจดวงนี้ได้หายเหนื่อยบ้างสักครั้ง...แค่ครั้งหนึ่งก็ยังดี



อัศวินที่กลับมาจากการเที่ยวสังสรรค์อย่างสนุกสนานหวังว่าจะแกล้งลืมบางคนไว้ที่นี่ให้รอเขานานๆให้เหมือนกับที่ได้แต่เฝ้าหวังให้คนอย่างเธอนั้นออกไปจากชีวิตเขาซะ แต่ทว่าพอเปิดประตูกลับเข้ามาที่ๆเขาบอกว่าให้เธอรออยู่กลับไม่มีเจ้าตัวอยู่แล้ว เขาถึงกลับควันออกหูรีบปิดประตูดังปังแล้วมุ่งทะยานรถคันหรูไปที่รีสอร์ทที่พักทันที 


แต่มันก็กลับผิดคาดอีกเช่นเดิมเพราะเมื่อเขาเป็นประตูเข้ามาก็ไม่เห็นเลยแม้แต่เงาของสาวเจ้า นั้นยิ่งทำให้เขาไม่พอใจเขมมิกามากเพราะธํอกล้าขัดคำสั่งของเขา! ก่อนจะต่อสายตรงถึงใครบางคน


 “ฮัลโหล ช่วยหาคนให้ฉันหน่อยสิ” อัศวินคุยสายอยู่สักพักและส่งการความต้องการก่อนจะกดวางสายทิ้งไป


 “เธอกล้าที่จะขัดคำสั่งฉันเองนะเขมมิกา” ในเมื่อเขาบอกแล้วว่าให้รออยู่ที่ห้องนั้นแต่หญิงสาวกลับไม่ทำตามแล้วใยทำไมเขาจึงต้องสนใจหัวใจของหญิงสาวต่อไปในเมื่อเขาสั่งแล้วดีๆ ก่อนจะพุ่งทะยานออกสู่ถนนในยามค่ำคืนอีกครั้ง


เขมมิกาที่เดินยาวไปเรื่อยๆแม้ไม่รู้ว่าจะไปโผล่ที่ไหนก็ยังไม่หยุดที่เดินต่อ ขอแค่ตอนนี้ให้เธอได้อยู่กับอะไรสักอย่างที่มันทำให้เธอสบายใจเถอะ เธอไม่สนว่าตอนนี้เขาจะรู้สึกอย่างไรจะโกรธ เกลียดหรืออะไรสารพัดแต่ตอนนี้เธอมีความสุขที่สุดเธอรู้เพียงแค่นี้


ส่วนทางด้านของปานธิดาหลังออกมาจากสถานที่จัดงานเธอก็ตรงมาที่จุดรอรถทันทีแต่ทว่ากลับรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นโผล่มาสักคัน จนใจนั้นก็ทนรอไม่ไหวจนต้องค่อยๆเดินออกไปเรื่อยหวังว่าอาจจะมีรถผ่านเพิ่มมากขึ้นจนสุดท้ายเธอกลับเห็นรถคันหนึ่งที่มันแสนจะคุ้นตาแล้วยิ่งไปกว่านั้นรถคันนั้นกลับเลื่อนกระจกลงมาตรงที่ที่เธอยืนอยู่


 “คุณอัคริน?”


 “เธอจะขึ้นไม่ขึ้นปานธิดา ชะเง้อคอมองไปก็เท่านั้นแหละมันไม่มีให้เธอนั่งหรอกนะ เร็วๆฉันไม่ได้มีเวลามาก”


 “แล้วคุณรินจะกลับกรุงเทพเลยใช่มั้ยค่ะ”


 “แล้วแต่เธอจะคิด ถ้าไม่ขึ้นมาก็ระวังจะเจอเหมือนวันนั้นนะ ถ้าเธอใจกล้าพอฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรแถมแถวนี้มันก็เปลี่ยวซะด้วยสิ” อัครินเอาเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับปานธิดามาพูดอีกครั้ง 


จนทำให้คนที่อวดดีตัวสั่นระริกดวงตาไหวหวั่นเมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น ช่วงเวลาที่เธอไม่สามารถจะช่วยเหลือได้แม้แต่ตัวเอง


 “คุณจะกลับเลยใช่มั้ยค่ะ” เธอถามเขาย้ำอีกครั้งแต่กลับไม่ได้คำตอบกลับมาจนสุดท้ายเธอเองก็ต้องยอมเดินขึ้นไปบนรถ


อัครินไม่รอช้ารีบเหยียบคันเร่งมุ่งทะยานสู่ท้องถนน รถคันหรูถูกเคลื่อนเข้าไปในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ถูกตั้งอยู่กลางใจเมืองพัทยา


 “มาที่นี่ทำไม”


 “เธอก็เห็นว่าเวลามันเท่าไรแล้ว แล้วเธอจะให้ฉันขับรถกลับด้วยเวลาแบบนี้เนี่ยนะ”


 “คะ ถ้าคุณขับไม่ไหวเดี๋ยวฉันอาสาเองก็ได้ค่ะ” เธอเอ่ยคำอาสาขับรถให้กับเขาว่าเส้นทางที่จะเข้าไปยังกรุงเทพฯนั้นเธอจะขับมันเอง


 “ฉันไม่ไว้ใจเธอหรอกนะปานธิดารถฉัน ถ้ามันเป็นอะไรไปใครจะรับผิดชอบ อย่างเธอมีปัญญาหามาชดใช้ให้ฉันหรอห๊ะ”


ปานธิดานิ่งเงียบกับสิ่งที่เขาเอ่ยออกมา ทำไม...เขาไม่ไว้ใจเธอเช่นนี้เชียวหรือ เธอไม่มีความน่าไว้วางใจเช่นนั้นเชียวรึ แต่มันก็อาจจะจริงอย่างที่เขาว่า หากว่าเธอดันทำอะไรทีเสียหายไปเธอคงไม่มีปัญญาที่จะหามาคืนเขาได้เป็นแน่


 “ขอโทษค่ะ ที่ฉันอาสาที่จะขับรถแทนคุณ” สาวเจ้ากล่าวคำขอโทษอย่างเจียมตัวก่อนจะผลักประตูรถหรูออกไป


 “นั้นเธอจะไปไหน” เขาเห็นว่าหญิงสาวเปิดประตูออกไปแล้วจึงรีบเปิดออกตามแล้วเอ่ยเสียงเรียบถามเพราะเขาเห็นว่าเธอไม่ได้เดินตรงเข้าไปภายในโรงแรม


 “กลับบ้านค่ะ” เห็นมาบอกคำตอบแกเขาก่อจะเดินต่อไป


 “เธออย่าเยอะให้มันมากนักนะปานธิดา ฉันไม่ชอบ ฉันบอกแล้วว่าจะพักที่นี่ก็ต้องอยู่ที่นี่ เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะมาขัดคำสั่งฉัน ฉันเป็นเจ้านาย เธอมันก็เป็นแค่ลูกจ้างอย่ามาอวดเก่ง! ควรรู้สถานะของตัวเองด้วยนะว่าทำได้แค่ไหน!” เขาสาธยายออกมาเป็นคำพูดที่มันยาวยืดจนคนที่จะเดินต่ออย่างปานธิดาต้องหยุด


 ‘ใช่เธอมันอยู่สถานะไหน เธอรู้อยู่แกใจ’ เธอหยุดเท้าแล้วหันกลับมาทางอัครินก่อนจะสาวเข้าเขาไปภายในโรงแรมที่เขาพามา


 “อวดเก่งให้มันได้ตลอดเถอะนะ ฉันจะค่อนดูว่าจะไปได้ซักกี่น้ำ” เสียงที่มันเปล่งออกมาเบาๆพูดไล่หลังขึ้นมาหลังจากที่หญิงสาวสาวเท้าเข้าไปแล้ว


อัครินจัดการเรื่องห้องพักเรียบร้อยเขาและเธอแยกกันอยู่คนละห้องโดยที่ห้องนั้นก็ไม่ได้หากกันมากนักเสียเท่าไรแต่ต่างกันก็ตรงที่ราคาที่มันไม่เท่ากันเพราะห้องที่เธอพักอยู่มันธรรมดากว่าห้องของอัครินอย่างมาก พอได้ที่พักต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายเธอเองเมื่อมาถึงห้องก็รีบต่อสายตรงไปยังมารดาทันที


 “ค่ะแม่ อย่าลืมทานยาตามที่หมอสั่งด้วยนะคะ” สิ้นสุดการสนทนาเธอก็ล้มตัวลงนอนลงบนเตียงทันทีเช่นกัน งานวันนี้ใช่ว่าจะเหนื่อยอะไรมากมายแต่สิ่งที่เธอเหนื่อยที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยื่นให้อย่างไม่เต็มใจแม้เพียงนิดของอัครินที่เสนอในสิ่งที่เธอแสนจะไม่ถนัดมันมาให้โดยที่ไม่เอ่ยปากถามออกมาแม้แต่คำเดียว


 ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’


เสียงเคาะด้านนอกทำให้คนที่หลับใหลต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาอย่าเบลอๆ 

 “ใครค่ะ” เสียงที่งัวเงียเอ่ยออกมาจากในห้องถามคนที่มาเวลาดึกดื่นเช่นนี้

 “ฉันเอง” เสียงเข้มตอบออกไป ก่อนที่ประตูบานหนาจะถูกเปิดออก

 “คุณรินมีธุระอะไรรึเปล่าค่ะ” เมื่อรู้ว่าเป็นใครเธอก็เอ่ยถามถึงธุระการมาทันที

 “ใจคอเธอจะให้ฉันยืนตรงนี้ใช่มั้ย”

 “ปะ..เปล่าค่ะ” ว่าแล้วเขาก็แหวกทางเข้ามาภายในห้องที่เธอใช้พักอยู่

 “คุณรินมีธุระอะไรค่ะ” เข้ามาก็แล้วแต่ยังไม่เห็นว่าเขาจะพูดอะไรออกมาเลย จึงได้ออกปากถามออกไปอีกครั้ง

 “เธอรู้จักกานต์ใช่มั้ย” เขาอดที่จะนอนคิดกับสิ่งนี้ไม่ได้อีกแล้ว

 “คุณรินพูดถึงใครค่ะ ฉันไม่รู้จัก” เธอไม่รู้จักชื่อของคนที่อัครินเอ่ยมันออกมาแม้แต่นิดจะระแคะระคายก็ไม่เลย

 “ทำไมเธอจะไม่รู้จักปานธิดา เธอนั้นแหละรู้จักเป็นอย่างดี”

 “ฉันไม่รู้จริงๆค่ะว่าคนนั้นเขาคือใคร ถ้าคุณจะมาถามมันแค่นี้ก็ขอความกรุณากลับห้องคุณไปเถอะนะคะ”

 “ฉันไม่เชื่อทำไมเธอจะไม่รู้จักพี่สาวตัวเองห๊ะ! อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องหน่อยเลย” เขาไม่เชื่อว่าหญิงสาวจะไม่รู้จักพี่สาวตัวเองทั้งๆที่กานต์นิภาเป็นคนบอกเองว่ามีน้องสาวแถมยังบอกชื่อทุกอย่างมาเสร็จสับ 

 “ฉันไม่รู้ว่าคุณเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหนแต่ฉันไม่รู้จักผู้หญิงที่ชื่อกานต์ และฉันไม่มีพี่สาว เชิญคุณออกไปเถอะคะ” เธอออกปากไล่เขาออกไปจากห้องนี้ เธอไม่รู้ว่าเขาเรื่องพวกนี้มาจากไหนแต่ทุกอย่างที่เขาพูดมามันผิดหมดเลยเธอไม่มีพี่สาวและหนำซ้ำเธอยังไม่รู้จักผู้หญิงที่เขาเอ่ยชื่อออกมาแม้แต่น้อย

 “แล้วสร้อยที่คอเธอมันมาจากไหน น้ำหน้าอย่างเธอคงไม่มีทางที่จะซื้อของแพงพวกนี้เองหรอกนะ” เขาสังเกตเห็นสร้อยที่อยู่ที่คอของสาวเจ้าแล้วก็ทำให้นึกได้ว่ากานต์นิภาเองก็เคยพูดถึงเรื่องนี้

 “มันจะได้มาจากไหนมันก็เรื่องของฉัน คุณไม่สมควรที่จะยุ่งนะคะเพราะมันคือเรื่องส่วนตัว” สร้อยเส้นนี้เธอได้มาจากมารดาตั้งแต่เธอยังเด็ก ท่านบอกว่ามันคือสิ่งที่บิดาทิ้งไว้ให้ก่อนที่จะจากเราไป

 “มันจะมากไปแล้วนะ เธอหาว่าฉันยุ่งเรื่องเธอหรอห๊ะ!” เขาเดินเข้าไปดึงข้อมือของหญิงสาวเข้ามาประชิดตัว ก่อนจะพ้นคำใส่หญิงสาว

 “แล้วมันใช่ใช่มั้ยล่ะค่ะ ถ้าไม่ใช่คุณก็อย่าร้อนตัว” เธอพยายามบิดข้อมือออกจากพันธะของเขาที่มันเริ่มรัดแน่นขึ้น

 “ปากเก่งดีนี่ สงสัยว่าคงจะใช้มันเก่งสินะ ห๊ะ!!!”

ปานธิดาสะดุ้งกลับคำสุดท้ายของเขา แม้ว่าจะเคยได้ยินมาแล้วบ้างแต่ครั้งนี้มันกลับเสมือนถูกแทรกแซงด้วยอะไรบางอย่าง!

 คุณจะทำอะไรค่ะ

 **“**คุณริน คุณจะทำอะไร” เธอเห็นเขาเดินก้าวเข้ามาใกล้ ตัวเองก็ได้แต่ถอยหนี้และพ้นคำถามแต่ชายหนุ่มกลับไม่ตอบคำถามเธอ

 “ก็ทำในสิ่งที่เธอเก่งยังไงล่ะ ปานธิดา ฉันเห็นเธอเมื่อกลางวันก็ทำงานได้ดีนะ ผู้ชายเข้าหาเธอเต็มเลยนี่”

 “คุณพูดอะไร ออกไปจากห้องฉันได้แล้วคุณอัคริน” เธอไม่ชอบงานที่เขาให้เธอทำแล้วใยทำไมเธอต้องชอบมันทั้งๆที่เธอเองก็บอกไปแล้ว

 “ปากก็บอกว่าไม่ชอบ แต่ใจเธอมันก็คงจะกระดี้กระด้าสินะ ที่ได้ทำงานแบบนั้น บอกฉันมาสิว่าอยากได้แบบไหน เดี๋ยวฉันจะได้จัดให้” เขาสาวเท้าเข้ามาหาหญิงสาวที่ก็ถอยหลังหนีเช่นกัน แต่ทว่าพอสิ้นคำได้ไม่นานใบหน้าของเขาก็รู้สึกถึงความชาแสบที่เข้ามาประทะกับใบหน้า

 ‘เพลี๊ยะ!’

 “คุณจะพูดอะไรก็กรุณาให้เกียรติคนอื่นเขาบ้างนะคะ หรือว่าทำมันจนเคยชินแล้ว เลยไม่เคยเคารพเกียรติของใครเขาเลย การเรียนการศึกษาคุณมันก็ดี แต่การกระทำทำไมมันตรงข้ามล่ะคะ ฉันล่ะสงสารพ่อแม่คุณจริงๆที่ส่งคนที่มันไม่เคยเห็นค่าคนอื่นอย่างคุณไปที่นั้น” เธอเองก็มีจิตใจใช่ว่าจะให้เป็นฝ่ายเดียวที่ให้เขาดูถูกเธอ

 “ปานธิดา! มันจะมากไปแล้วนะ” เธอเป็นใครแล้วมีสิทธิ์อะไรที่จะมาว่าเขาอย่างนี้

 “ทำไมค่ะ รับไม่ได้หรอ อุ๊บ! ...” เสียงหวานถูกกลืนไปด้วยริมฝีปากของชายหนุ่ม ที่พุ่งเขามาอย่าดุเดอด ราวกับว่าเขาไปโกรธใครมาเป็นสิบๆปี

 “อื้อ อื้อ อื้อ” เสียงที่มันดังอู้อี้ในลำคอไม่ทำให้อัครินหยุดการกระทำที่มันร่วงล้ำเข้าไปภายในโพรงปากสาว

เขาปดขยี้ปากของปานธิดาด้วยความรุนแรง เธอมันปากกล้า ปากดี ไม่มีใครที่กล้าพูดกับเขาแบบนี้ แล้วเธอนั้นมันใหญ่มาจากไหนถึงได้พูดแบบนี้ นึกแล้วมันก็น่าเจ็บใจ สิ่งที่ทำมันสมควรแล้ว จะได้ไม่ต้องเอาปากแบบนี้ไปพูดกับใครเขาอีก!

 “อื้อ เพลี๊ยะ! เลว!” เธอสะบัดให้เขาปล่อยออกจากปากเธอแล้ว ก่อนจะง้างมือฟาดลงที่แก้มหนาแรงๆ

 “เลวแล้วไง ชอบไม่ใช่หรอห๊ะ!” หน้าเขาชาอีกแล้วกับแรงฟาดครั้งนี้ นี่มันเป็นครั้งที่สองที่เอกล้าตบหน้าเขา

 “ออกไป!” ปานธิดาชี้หน้าสั่งให้เขาออกไป พร้อมกับเดินไปที่ประตูเพื่อเปิดมันออกให้คนที่ไม่ได้รับเชิญก้าวเท้าออกไป

 “เธอไม่มีสิทธิ์ไล่ฉัน ฉันเป็นเจ้านายเธอ พร้อมทั้งยังเป็นเจ้าชีวิต ถ้าวันนั้นฉันไม่เข้าไปช่วยเธอไว้รู้มั้ยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เธอคงไม่ได้มายืนชี้หน้าไล่ฉันแบบนี้หรอกนะ จำไว้!"

"ปัง!”

ปานธิดายืนฟังนิ่งอึ้งกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับตนเอง เธอยังคงหวาดกลัวกับมันไม่หาย มันก็จริงถ้าเขาไม่ไปพบเธอวันนั้นเธอก็คงจะไม่มีวันนี้ พอนึกถึงมันน้ำตาหยาดใสๆก็ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสายมันทั้งสะเทือนใจและสร้างความหวาดกลัวกับตัวเองมาก เธออยากที่จะลืมแต่ทว่าพยายามจะลืมมันยังมันกลับยิ่งทำให้คิดถึงมันมากขึ้นเท่านั้น ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าอยู่ที่พื้นตอนนี้เสียงสะอื้นอึกเบาๆดังออกมาจากริมฝีปากยกมือขึ้นพยายามเก็บกักเสียงไว้พียงในลำคอ เขามาสร้างความทรงจำที่ปวดร้าวไว้กับเธอแล้วก็เดินจากไป ก่อนที่เวลาทุกอย่างมันจะเดินวิ่งผ่านไปดวงตาใสก็ปิดลงอย่างเหนื่อยและเข้าสู่ห้วงนิทราที่สุด




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น