Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 12 เพื่อนที่แสนดี

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 12 เพื่อนที่แสนดี

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.3k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2560 19:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 12 เพื่อนที่แสนดี
แบบอักษร



Part 12# Tawan เพื่อนที่แสนดี ​ 

               ในที่สุดความรักของผมก็สมหวัง...

               เมื่อคืนผมกับคุณภูผาได้ตกลงคบกัน แถมเราสองคนยังมีอะไรกันเป็นที่เรียบร้อยอีกด้วย ผมรู้สึกเขิน อาย และประหม่า แต่ถึงอย่างนั้นผมก็มีความสุขมากเพราะคุณภูผาอ่อนโยนกับผมเหลือเกิน

               ผมยิ้มออกมาบางๆ พลางมองหน้าของคุณภูผาที่นอนกอดผมเอาไว้โดยที่ยังคงหลับสนิท ทั้งที่ตอนนี้ก็สายมากแล้ว ความจริงผมตื่นมาได้สักพักแล้วแหละ แต่ที่ยังไม่ขยับตัวลุกไปไหนก็เพราะไม่อยากให้คุณภูผาตื่น ผมอยากให้คุณภูผานอนอย่างเต็มอิ่ม เพราะคืนก่อนหน้านี้คุณภูผาขับรถพาผมมาหัวหินโดยที่ไม่ได้นอนเลย

               “ผมรักคุณนะครับ” ผมพูดด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ เพราะผมจำได้รางๆ ว่าเมื่อคืนคุณภูผาได้พูดแบบนี้กับผม แต่ว่าผมรู้สึกเหนื่อยและล้ามากเกินกว่าจะตอบกลับไป ดังนั้นผมจึงได้อยากบอกว่าผมก็รักคุณภูผาเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมผมไม่รอบอกตอนตื่น เหตุผลก็มีแค่อย่างเดียวคือผมกลัวจะเขินจนทำอะไรไม่ถูกนั่นเอง

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น...

คุณภูผาที่ผมคิดว่ากำลังหลับอยู่กลับลืมตาขึ้นมา แถมยังเคลื่อนใบหน้าเข้ามาจูบผมอย่างรวดเร็วอีกด้วย!

“ต่อไปพอตื่นนอนไม่ต้องพูดว่าอรุณสวัสดิ์แล้วนะ พูดว่านายรักฉันแบบเมื่อกี้ดีกว่าเป็นไหนๆ” คุณภูผาพูดยิ้มๆ หน้าตาไม่ได้ดูงัวเงียเหมือนคนพึ่งตื่นนอนเลยแม้แต่น้อย

“นะ...นี่คุณภูผาตื่นมาตั้งแต่ตอนไหนครับเนี่ย” ผมพูดขึ้นอย่างตกใจเมื่อตั้งสติได้ หลังจากที่เอ๋อเมื่อถูกจูบสักพักหนึ่ง

“ก็เกือบจะพร้อมกับนายนั่นแหละ นายขยับตัวนิดนึงตอนตื่นฉันเลยรู้สึกตัว”

“โธ่...แล้วทำไมถึงได้แกล้งหลับล่ะครับ ผมก็อุตส่าห์พยายามเกร็งตัวนอนนิ่งๆ อยู่ได้ตั้งนาน” ผมอดที่จะบ่นไม่ได้เพราะถูกแกล้งตั้งแต่ตอนตื่น โดยแอบหวังว่าคุณภูผาจะมีเหตุผลซึ้งๆ ที่ดูน่ารักๆ แต่พอได้ฟังเท่านั้นแหละผมก็แทบอยากบ้าตาย

“ก็ฉันอยากรู้นี่นาว่าพอตื่นแล้วนายจะทำอะไร จะแอบแต๊ะอั๋งหรือว่าลักหลับฉันรึเปล่า”

               “ใครมันจะไปทำแบบนั้นกันล่ะครับ!” พูดจบผมก็ใช้สองมือทุบไปที่แผ่นอกของคุณภูผา ถึงแม้ว่าผมจะทุบเบาๆ ไม่ได้ใส่แรงลงไปมากมายอะไร แต่คุณภูผากลับรวบมือของผมเอาไว้ด้วยกันซะงั้น

               “ปล่อยมือผมนะ แค่แกล้งไม่พอแล้วยังจะมารังแกกันอีกหรอครับ”

               “ฉันได้รังแกนายที่ไหน นายเองนั่นแหละที่มาทุบฉันก่อน แต่จะว่าไปไหนๆ ก็ถูกกล่าวหาอยู่แล้ว งั้นฉันก็จะรังแกนายจริงๆ เลยดีกว่า” พูดจบคุณภูผาก็พลิกตัวขึ้นมาคร่อมผมเอาไว้ แล้วจับรวบข้อมือของผมให้ขึ้นไปอยู่ที่เหนือศีรษะ

               “ยะ...อย่านะครับ คุณภูผาจะทำอะไร” ผมถามอย่างตะกุกตะกัก หวังว่าคงจะไม่ใช่อย่างที่ผมคิดหรอกนะ

               “ฉันก็บอกแล้วไงว่าจะรังแกนาย แต่ไม่ต้องกลัวหรอกนะ รับรองว่านายจะต้องชอบที่ถูกฉันรังแก” คุณภูผายกยิ้มที่มุมปาก พลางใช้สายตาหื่นกระหายจ้องมองมาที่ผม

ผมที่เห็นอย่างนั้นก็คงจะนอนเฉยๆ ให้ถูกกินตั้งแต่ตอนตื่นหรอก แน่นอนว่าผมต้องออกแรงดิ้นและโน้มน้าวคุณภูผาให้เลิกคิดรังแกผมอยู่แล้ว

“มะ...ไม่นะครับ เมื่อคืนเราสองคนก็พึ่งทำ...อ๊ะ! อย่าจับตรงนั้นสิครับคุณภูผา! อา...ยะ...อย่าครับ...คุณภูผา...อื้ม...อาา...”

และแล้วแรงต่อต้านของผมก็พ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนาที่ถูกคุณภูผาปลุกเร้าไม่ได้ ดังนั้นผมจึงถูกคุณภูผารังแก (แต่อ่อนโยน) เป็นชั่วโมง ก่อนที่ผมจะเพลียจัดจนกระทั่งเผลอหลับไป...


................................................
................................
................

               ตื่นมาอีกทีผมก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะเย็นแล้ว ผมรู้สึกตกใจที่ตัวเองทำไมนอนไปได้นานขนาดนี้ แต่ที่ผมรู้สึกตกใจยิ่งกว่าก็คือการที่คุณภูผาไม่รู้หายไปไหน เพราะงั้นผมจึงได้ลุกจากที่นอนแล้วเดินออกไปตามหา

               บ้านหลังนี้ไม่กว้างเท่าไหร่ ผมเลยเดินเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทั่วทั้งบ้านแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังหาคุณภูผาไม่เจออยู่ดี

               ไปไหนของเขากันนะ?

               ผมถามตัวเองด้วยความสงสัย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นคุณภูผายืนหันหลังคุยกับใครสักคนอยู่ที่รั้วบ้าน

ผมมองเห็นไม่ชัดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครเพราะตัวคุณภูผาบังอยู่ แถมผมยังมองผ่านหน้าต่างที่ค่อนข้างไกลและเขาก็ใส่หมวกปิดหน้าปิดตา แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างประหลาดยังไงไม่รู้ เพราะงั้นผมจึงจะเดินออกไปดู แต่คุณภูผาก็หันหน้ากลับมาแล้วเดินมาทางนี้ซะก่อน

               “อ้าว ตื่นมาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ยตะวัน” คุณภูผาถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นผมเดินมาที่หน้าประตูบ้าน

               “เมื่อกี้นี้เองครับ พอเห็นว่าคุณกำลังคุยกับใครสักคนที่ผมรู้สึกว่าคุ้นๆ เลยว่าจะออกไปดูสักหน่อย” ระหว่างที่พูดผมก็พยายามมองหาผู้ชายคนนั้น แต่ผมก็ไม่เห็นเลยแม้แต่เงาเพราะคงจะกลับไปแล้ว

               “คุ้น? กับหนึ่งในทีมออแกไนซ์เนี่ยนะ?” คุณภูผาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมถึงกับงงไปด้วย

               “เอ่อ...ทีมออแกไนซ์ที่ว่า...?”

               “ก็ที่มาจัดบ้านจนเซอร์ไพรส์นายเมื่อคืนไง วันนี้พวกนั้นมาเก็บอุปกรณ์แล้วก็ส่งตัวแทนมารับเงินที่เหลืออีกครึ่งนึงน่ะ” คุณภูผาพูดอย่างชิลๆ แต่ผมนี่สิที่ถึงกับอึ้งและตกใจจนพูดอะไรแทบไม่ออก

               “ดะ...เดี๋ยวนะ เมื่อคืนคุณภูผาถึงกับต้องจ้างทีมออแกไนซ์เลยหรอครับ” ผมไม่รู้หรอกนะว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดมันเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ มันต้องไม่ใช่น้อยๆ อย่างหลักร้อยหลักพันแน่นอน

               “ก็แน่ล่ะสิ ฉันมีเวลามาทำเองที่ไหน แล้วก็...ฉันอยากให้นายประทับใจจนรับรักฉันด้วย” ประโยคหลังคุณภูผาเบนสายตาไปทางอื่น แถมยังเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นมาเกาท้ายทอยด้วยความเขินและประหม่าอีกด้วย

ท่าทางที่ไม่ค่อยมั่นใจแบบนั้นดูไม่สมกับเป็นคุณภูผาเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ผมยิ้มออกมาได้อยู่ดี

               “ความจริงคุณไม่ต้องทำอะไรสิ้นเปลืองแบบนี้ก็ได้นะครับ เพราะยังไงผมก็รักคุณอยู่แล้ว” ผมรู้สึกเขินนิดหน่อยที่ต้องพูดอะไรหวานๆ แบบนี้ แต่คนที่เขินไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว เพราะคุณภูผาก็เขินเป็นเพื่อนผมด้วยเหมือนกัน

               “นายนี่จะพูดจาน่ารักเกินไปแล้วนะ” คุณภูผาเดินเข้ามาใกล้แล้วโอบเอวผมเอาไว้หลวมๆ จากนั้นก็ก้มหน้าลงมาจนกระทั่งริมฝีปากของเราสองคนสัมผัสกัน

               ผมหลับตาลงเพื่อซึมซับความรักและความอ่อนโยนจากคุณภูผาด้วยความเต็มใจ ตอนนี้ผมรู้สึกมีความสุขมากจนร่างกายแทบจะลอยได้อยู่แล้ว แต่หลังจากที่คุณภูผาถอนจูบออกไปเท่านั้นแหละ บรรยากาศอันอบอุ่นและหวานซึ้งมันก็หายวับไปทันที

               “แย่ล่ะ ฉันชักอยากจะทำอีกรอบซะแล้วสิ”

               “หา! นะ...นี่คุณภูผาล้อผมเล่นใช่มั้ย!”

               “จะลองจับดูมั้ยล่ะ?”

               “ใครมันจะไปทำเรื่องแบบนั้นกันครับ!”

               ตอนนี้ผมอยากจะกัดลิ้นตายให้มันรู้แล้วรู้รอดจริงๆ ทั้งที่เมื่อคืนกับเมื่อเช้าก็พึ่งทำไปแท้ๆ แต่แค่ตอนเย็นก็เกิดอยากทำขึ้นมาอีก นี่คุณภูผาไปกินโด่ไม่รู้ล้มมารึไง!

               “ไม่ต้องอายไปหรอกน่า มากกว่านี้ก็เคยทำมาแล้วแท้ๆ” คุณภูผายิ้มกรุ้มกริ่ม คำพูดนั้นทำเอาผมหน้าร้อนด้วยความอับอายจนแทบไฟลุก

               “ผมไม่อยากฟังเรื่องพวกนี้อีกแล้วนะครับ!” ผมหน้าบึ้งแล้วยกสองมือขึ้นมาปิดหูเพื่อแสดงความไม่พอใจ แต่ทั้งที่ผมทำถึงขนาดนั้น คุณภูผาก็ยังไม่ยอมหยุดเลยสักนิด

“อะไรกันเล่า นายเป็นคนยั่วให้ฉันของขึ้นเองแท้ๆ”

“ผมได้ไปทำเรื่องแบบนั้นเมื่อไหร่กันครับ!” ตอนนี้ผมรู้สึกเหนื่อยจริงๆ ที่ต้องเค้นเสียงใส่คุณภูผา แต่ที่เหนื่อยกว่านั้นก็คือการถูกกล่าวหาลอยๆ นี่แหละ

ผมจำได้ว่าคุณภูผาเคยพูดแบบนี้กับผมแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมคิดว่าคุณภูผาอาจจะเบลอๆ เลยไม่ได้ติดใจอะไร แต่ทำไมถึงได้มีอีกเป็นครั้งที่สองก็ไม่รู้

“ฉันเคยบอกแล้วนี่ว่าสายตาของนายน่ะมันยั่วสุดๆ ถึงจะดูไร้เดียงสาแต่ก็น่าปู้ยี่ปู้ยำทำให้แปดเปื้อนซะเหลือเกิน”

“คุณภูผา!”

“ไม่ใช่แค่สายตานะ แต่เสียงของนายที่ดูแหบพร่า สีหน้าที่แดงนิดๆ แถมยังจื่อปากที่ช้ำหน่อยๆ มันได้อารมณ์สุดๆ เลย รู้ตัวมั้ยว่านายทำให้ฮอร์โมนของฉันพลุ่งพล่าน จนเหมือนได้ย้อนวัยกลับไปเป็นวัยรุ่นยังไงยังงั้น” ยิ่งได้ฟังสิ่งที่คุณภูผาพูดมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งลมแทบจับมากเท่านั้น

คุณภูผาที่ผมเคยมองว่าสุขุมเป็นผู้ใหญ่หายไปไหน ทำไมตรงหน้าผมถึงได้มีแต่ตาแก่โรคจิตที่ผมไม่รู้จักได้ล่ะเนี่ย!

“.............................................แล้ว”

“หืม? เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ?” คุณภูผาถามพลางเอียงหูเข้ามาใกล้ๆ เพราะคงไม่ได้ยินสิ่งที่ผมพึมพำออกไปเมื่อกี้

“ผมบอกว่าผมทนไม่ไหวแล้ว...ผมทนฟังเรื่องแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วครับ!” พูดจบผมก็รวบรวมแรงที่มีทั้งหมดผลักคุณภูผาออกไป จากนั้นก็ใช้โอกาสนี้วิ่งหนีให้ไกลจากตรงนี้อย่างสุดชีวิต

“จะไปไหนน่ะตะวัน! กลับมารับผิดชอบฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!” คุณภูผาตะโกนไล่หลังมา แต่ผมก็ไม่แม้แต่จะเสียเวลาหันกลับไปดูเพราะกลัวคุณภูผาจะวิ่งตามผมทัน

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น...

“จับได้แล้ว!”

“ว้ากกกกกกกกกก!” ผมร้องเสียงหลงเพราะถูกคุณภูผาตามทันแล้วอุ้มขึ้นมาอยู่ในท่าเจ้าหญิง ผมก็ลืมไปว่าขาของคุณภูผายาวกว่าผมแค่ไหน แถมเรี่ยวแรงของผมก็หดหายเพราะถูกกิจกรรมเมื่อคืนกับเมื่อเช้าสูบออกไปจนเกือบหมด

“ปล่อยผมลงนะครับคุณภูผา!” ผมออกแรงดิ้นไปมาเพราะคิดว่าจะต้องถูกคุณภูผากินอีกเป็นครั้งที่ 3 และคุณภูผาก็คงจะต้องบอกประมาณว่า ‘ไอ้ปล่อยน่ะปล่อยแน่ แต่จะปล่อยลงที่เตียงนะ’ อะไรแบบนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ คุณภูผากลับพาผมไปที่ชายหาด แล้วปล่อยผมลงยืนตรงที่คลื่นซัดสาดเข้ามายังชายฝั่งซะงั้น

“ทำหน้าอะไรแบบนั้น หรือหวังจะให้ฉันพาไปที่เตียง?” คุณภูผาพูดยิ้มๆ

“ผมไม่พูดกับคุณแล้ว คนอะไรขี้แกล้งชะมัด” ผมพองลมที่แก้มแล้วก้าวท้าวเดินหนี คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยรีบเดินตามมา จากนั้นก็ยื่นมือออกมาสอดประสานกับมือของผม

“ฉันไม่แกล้งแล้วก็ได้ หายงอนฉันนะตะวัน” คุณภูผาพูดพลางส่งสายตาปริบๆ มาให้ผม การกระทำที่ขัดกับภาพลักษณ์แบบนั้นทำเอาผมถึงกับหลุดยิ้มแล้วก็ขำออกมา

“โอเคครับ ผมไม่งอนแล้วก็ได้” พอได้ยินแบบนี้คุณภูผาก็ยิ้มกว้าง จากนั้นก็เอี้ยวใบหน้ามาหอมแก้มผมฟอดใหญ่ โดยให้เหตุผลที่มักอ้างอยู่เสมอว่า...

“รางวัลสำหรับเด็กดี”

ตอนนี้ผมได้แต่อมยิ้มอย่างขวยเขินและเอียงอาย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็มีความสุขมากจนแทบจะล้นออกมานอกอก ซึ่งผมก็สัมผัสได้ว่าคุณภูผาก็กำลังมีความสุขเหมือนกับผมเช่นกัน

จากนั้นเราสองคนก็เดินไปตามชายหาด โดยไม่ยอมห่างและปล่อยมือจากกันเลยแม้แต่เสี้ยววินาที ก่อนที่เราทั้งคู่จะมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินเคียงข้างกันอย่างมีความสุข...

ผมกับคุณภูผาค้างกันที่นี่อีกคืน ก่อนที่ช่วงสายๆ เราสองคนจะเดินทางกลับบ้านโดยไม่ลืมแวะซื้อของฝากไปให้ทุกคน แต่พอไปถึงกลับไม่มีใครสนใจของฝากเลยสักนิด เพราะทุกคนรีบรุมเข้ามากอดผมแล้วประนามคุณภูผากันยกใหญ่ โดยเฉพาะน้องวาแล้วก็เพลิง

               “พี่ภูใจร้าย! มาแย่งพี่ตะวันไปจากผมได้ยังไง! จำไว้เลยว่าผมจะไม่พูดด้วยทั้งอาทิตย์เลยคอยดู!” น้องวากอดอกแล้วจ้องคุณภูผาอย่างเอาเรื่อง เพลิงที่ได้ยินอย่างนั้นเลยรีบพูดเสริมทันที

               “เฮอะ! ปากก็บอกว่าเกลียด ไม่ชอบ อยากไล่ออกจากบ้านอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ที่แท้ก็เล็งตะวันเอาไว้เหมือนกัน แถมยังได้ใจตะวันไปอีก เจ็บใจจริงโว้ยยยยยย!” เพลิงโวยวายจนแทบจะพ่นไฟออกมา คุณภูผาที่ยืนนิ่งอยู่นานก็ถึงกับกลอกตามองบน

               “อย่ามาทำเป็นโมโหพี่หน่อยเลย พี่รู้หรอกว่าแกแค่อยากได้ แต่ไม่ได้คิดจริงจังกับตะวัน” ประโยคนั้นทำเอาผมอยากหันไปถามคุณภูผาจริงๆ ว่ามันหมายความว่ายังไง โดยเฉพาะคำว่า ‘อยากได้’ ที่ผมรู้สึกข้องใจมาก แต่ว่าเพลิงก็ดันพูดกับคุณภูผาขึ้นมาซะก่อน

               “โอเค เรื่องนั้นผมไม่เถียง แต่ที่ผมพูดคือผมเจ็บใจแทนไอ้พฤกษ์ต่างหาก เพราะมันแอบชอบตะวันมาตั้งแต่ตอนปี 1 แล้ว” ประโยคนั้นทำเอาผมอึ้งจนร่างกายแข็งทื่อแทบจะเป็นท่อนไม้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีอาการต่างไปจากผมเลยโดยเฉพาะคุณภูผา

ยกเว้นก็แต่...

               “บ้าเอ๊ย เพลิงรู้โลกรู้จริงๆ กูบอกแล้วไงว่ามึงต้องเหยียบเรื่องนี้ให้มิดห้ามพูดเด็ดขาด” พฤกษ์พูดขึ้นพร้อมกุมขมับ จากนั้นก็จัดการใช้ศอกกระทุ้งสีข้างของเพลิงอย่างแรงจนร้องโอดโอย แต่พฤกษ์ก็ไม่ได้สนใจแล้วหันมองมาทางผมกับคุณภูผา

               “ทั้งสองคนอย่าไปใส่ใจเรื่องที่ไอ้เพลิงมันพูดเลย จะว่าไงดีล่ะ...คือเรื่องนั้นมันนานมากแล้ว ความรู้สึกนั้นมันไม่มีหลงเหลืออีกแล้วล่ะ” พฤกษ์พยายามฝืนยิ้มออกมาให้เป็นธรรมชาติ แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่ยอมสบตาใครเลยสักคน

               “พฤกษ์ คือพี่...” คุณภูผาคงจะพยายามพูดปลอบใจหรือว่าขอโทษเพราะรู้สึกผิด แต่พฤกษ์ก็ชิงยกมือห้ามและพูดขัดขึ้นมาซะก่อน

               “ถ้าพี่ภูจะขอโทษผมก็ไม่ต้องเลยนะครับ ผมบอกแล้วไงว่าเรื่องนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้ผมไม่ได้คิดอะไรกับตะวันจริงๆ แล้วผมก็ดีใจมากที่พี่กับตะวันได้ลงเอยกัน ผมรู้สึกยินดีแล้วก็มีความสุขมาก” ประโยคสุดท้ายพฤกษ์ยิ้มออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังจ้องมองมาที่ผมกับคุณภูผาโดยไม่หลบตา ผมรู้สึกได้ว่าพฤกษ์พูดมันออกมาจากใจจริงๆ อย่างที่พูด

               “ขอบใจนะพฤกษ์” จากที่มีสีหน้าเป็นกังวลคุณภูผาก็ยิ้มออกมาได้ พอเห็นเรื่องทุกอย่างคลี่คลายลงด้วยดีกองเชียร์ที่ลุ้นอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

               “เอาล่ะ พี่ว่าทุกคนควรจะสลายตัวกันได้แล้วนะ พี่ภูกับตะวันเดินทางมาเหนื่อยๆ ก็ควรปล่อยให้พักผ่อนกันบ้าง เอ้าแยกย้ายกันได้แล้ว” คุณธารพูดขึ้นแล้วออกแรงดันแต่ละคนให้สลายตัวออกไปจากตรงนี้ ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะผมยังทำตัวไม่ถูก แล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรโดยเฉพาะกับพฤกษ์

               หวังว่าหลังจากนี้พฤกษ์จะได้เจอคนดีๆ และเป็นคนที่ใช่ในเร็ววันด้วยเทอญ...


.............................................
..............................
...............

                               วันต่อมาผมก็ออกไปเรียนแต่เช้าพร้อมพฤกษ์ตามปกติ โดยที่พฤกษ์ก็ยังคงวางตัวเป็นเพื่อนที่ปรารถนาดีและเป็นห่วงเป็นใย แต่ก็ไม่ได้มากเกินไปจนล้ำเส้นเข้ามา การมีเพื่อนที่ดีอย่างพฤกษ์ทำให้ผมรู้สึกดีและสบายใจจริงๆ

               ที่มหา’ลัยเราสองคนไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก เอาจริงๆ ไม่มีเพื่อนคนไหนรู้ว่าเราสองคนอยู่บ้านเดียวกันเลยด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าผมอาศัยติดรถมาด้วยเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน การที่ผมตั้งใจปิดบังก็ไม่มีอะไรมากนอกจากรักสงบไม่อยากเป็นจุดเด่น เพราะอย่างที่เคยบอกไปว่าที่มหา’ลัยพฤกษ์เป็นคนดังจึงมักจะมีคนรุมล้อมอยู่เสมอ

               หลังจากเลิกเรียนถ้าเป็นปกติพฤกษ์ก็จะตรงกลับบ้าน ส่วนผมก็จะไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหาร แต่ว่าวันนี้ไม่ปกติ เพราะว่าผมได้หอบของมากมายที่ซื้อมาจากหัวหินไปฝากทุกคนที่ร้าน พฤกษ์ที่กลัวว่าผมจะเดินทางลำบากเลยอาสามาส่งถึงที่

               “ขอบใจมากเลยนะพฤกษ์”

               “ไม่เป็นไร ว่าแต่จะให้เรารอรับกลับด้วยเลยมั้ย”

               “อุ้ยอย่าเลย แค่นี้เราก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว พฤกษ์กลับบ้านไปอ่านหนังสือแล้วก็พักผ่อนเถอะ”

“เอางั้นก็ได้” พฤกษ์ยอมอย่างว่าง่าย ผมจึงได้ยิ้มให้แล้วก็โบกมือลา จากนั้นจึงหอบข้าวของทุกอย่างลงรถแล้วเดินตรงไปยังร้านที่ตั้งอยู่ข้างหน้า แต่ว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้เปิดประตูเข้าไป คนที่อยู่ข้างในก็ดันประตูพรวดออกมาซะก่อน

               “ฮั่นแน่! หนุ่มที่ไหนมาส่งหรอฮ้าน้องตาหวาน ถึงคนนั้นจะหนุ่มกว่า แต่แอบนอกใจคุณภูผามันไม่ดีเลยนะรู้มั้ย” แน่นอนว่าเสียงแบบนี้ต้องเป็นพี่กิตติอยู่แล้ว ท่าทางจะแอบดูอยู่จากข้างในตั้งแต่ที่ผมกับพฤกษ์มาถึง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร หมิวที่ยืนอยู่ด้วยกันก็ชิงพูดขัดขึ้นมาซะก่อน

               “แหมเจ๊คิตตี้ อย่ามาทำเป็นพูดดีเลยค่ะ ที่เจ๊พูดแบบนี้ก็เพราะอยากให้ตะวันแบ่งมาให้สักคนใช่มั้ยล่ะ หนูรู้ทันเจ๊หรอก”

               “ต๊าย! ยัยนี่อยู่นานแล้วชักรู้มาก! เดี๋ยวแม่ไล่ออกซะเลยดีมั้ยยะ!” พอได้ยินแบบนี้หมิวก็รีบยกสองมือขึ้นมาประกบกันไว้ที่เหนือศีรษะทันที

               “เจ๊คิตตี้คนสวย หนูผิดไปแล้วยกโทษให้หนูด้วยนะค้า” หมิวทำตาปริบๆ แต่ความจริงก็ไม่ได้สำนึกอะไรหรอก เพราะพี่กิตติก็ไม่ได้โกรธจริงจังอยู่แล้ว

               “ย่ะ! ถ้ามีอีกแม่จะสั่งให้ตบปากตามอายุเลยคอยดู!” พี่กิตติจิกตามองแรงใส่หมิว จากนั้นก็หันมาทำตาเป็นประกายอยากรู้อยากเห็นมาทางผม

               “นี่น้องตาหวาน สรุปหนุ่มหล่อเมื่อกี้นี้ใครหรอ เป็นแค่กิ๊กหรือว่าเป็นชู้”

               “โธ่...ไม่ใช่ทั้งคู่นั่นแหละครับ คนที่มาส่งผมเป็นเพื่อนชื่อว่าพฤกษ์ ซึ่งพฤกษ์เนี่ยก็เป็นน้องชายของคุณภูผา แล้วผมก็ไม่เคยคิดจะนอกใจคุณภูผาด้วยครับ” พอผมพูดแบบนี้พี่กิตติก็ร้องอ๋อแล้วพยักหน้าเข้าใจ แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีก็มองมาที่ผมใหม่เพราะเหมือนจะสะกิดใจอะไรสักอย่าง

               “เดี๋ยวนะน้องตาหวาน ที่พูดมาเมื่อกี้เจ๊รู้สึกข้องใจอะไรนี้สนึง”

               “เรื่องอะไรหรอครับ หรือพี่กิตติไม่เชื่อว่าพฤกษ์เป็นน้องของคุณภูผา?”

               “โอ้โนๆๆ เจ๊ไม่ได้โฟกัสตรงจุดนั้น แต่เจ๊โฟกัสที่น้องตาหวานบอกว่าไม่เคยคิดจะนอกใจคุณภูผาต่างหาก บอกเจ๊มาเดี๋ยวนี้เลยนะว่ามันอะไรยังไง” ตอนนี้ผมได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะดันเผลอหลุดปากพูดเรื่องที่คบกับคุณภูผาออกไปซะแล้ว

               “เอ่อ...คือ...เรื่องนั้น...” ผมคิดอะไรไม่ออกแถมยังไปไม่เป็นอีกต่างหาก พี่กิตติที่เห็นอย่างนั้นเลยแสยะยิ้มออกกว้าง จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้ามาจนประชิดตัวผม

               “เจ๊ว่าท่าทางเราจะได้คุยกันยาวเลยล่ะน้องตาหวาน...ยัยหมิว หล่อนไปบอกใครก็ได้ให้ดูแลร้านแทนเจ๊ที เพราะวันนี้เจ๊จะเผือกยาวไปจนกว่าจะนิพพานเลยจ้า!”

               “กรี๊ด! รับแซ่บค่ะเจ๊! แต่เจ๊รอหนูก่อนนะเดี๋ยวหนูจะรีบมาเผือกด้วย!” หมิวพูดจบก็รีบวิ่งไปหาคนดูแลร้านตามคำสั่ง จากนั้นเพียงไม่กี่นาทีก็รีบกลับมาสมทบกับผมที่ถูกพี่กิตติลากขึ้นมาบนห้องที่อยู่ชั้นสอง พร้อมจัดเตรียมที่ทางและเสบียงอย่างเสร็จสรรพ            

และแล้วในที่สุดวันนี้ผมก็ไม่ได้ทำงาน เพราะต้องเล่าเรื่องระหว่างตัวเองกับคุณภูผา (แต่ก็มีข้ามบ้างโดยเฉพาะเรื่องคืนนั้น) ให้พี่กิตติและหมิวฟัง ซึ่งการที่ผมไม่ได้ปิดบังเพราะทั้งสองเป็นคนสนิทที่ผมไว้ใจได้ ผมเชื่อว่าทั้งคู่จะไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดให้ผมและคุณภูผาเสียหาย ที่มาซักไซ้ก็เพราะอยากรู้และอยากแสดงความยินดีกับผมนั่นเอง

               พอได้เวลาเลิกงานผมก็กลับบ้านตามปกติ โดยหลังจากลงรถแท็กซี่ที่มาจอดหน้าบ้านผมก็เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะขำกับข้อความที่พี่กิตติและหมิวส่งมาแซวในไลน์กลุ่มที่พึ่งตั้ง

ผมมัวแต่สนใจตรงนั้นเลยไม่ทันได้มองว่ามีคนกำลังดักรออยู่ ซึ่งเขาคนนั้นก็ค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามาทางข้างหลังช้าๆ ก่อนที่เขาจะรีบรวบตัวและเอามืออุดปากผมเอาไว้ เพื่อกันไม่ให้ผมหนีและส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ!

2BC

สวัสดีค่า หัวใจชิงรักตอนที่ 12 ก็จบลงไปแล้วน้า ตอนนี้แอบเอาชื่อตอนและรูปที่โพสต์ลงเพจมาหลอกนิดนึง กะให้ลุ้นเรื่องพฤกษ์ที่แอบรักตะวัน แต่ก็ปรากฏว่า.......จบตอนมันมีพีคกว่านั้นจ้า ​ตอนหน้ามาลุ้นกันนะคะว่าคนที่แอบซุ่มจับตัวตะวันนั้นเป็นใคร (ถ้าเป็นภูผานี่มีฮา 555555) ซึ่ง...ตอนหน้าก็จะเป็นตอนจบของเรื่องแล้ว (แบ่งลงเป็นทีละครึ่งเหมือนเดิม และจะมีบทส่งท้ายอีก 1 ตอน) แอบใจหายนิดนึงเนอะ แต่ก็คิดในแง่ดีว่าจะได้อ่านเรื่องใหม่แล้ว ส่วนจะเป็นเรื่องของใครและแนวไหนก็ต้องมาลุ้นกันนะคะ ​ก่อนลากันในค่ำคืนนี้ที่ขาดไม่ได้คือเค้าต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่เข้ามาอ่าน คอมเมนท์ และสั่งจองนิยายเข้ามา ทุกคนน่ารักมากๆ รักทุกคนเลยน้า แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะบ๊ายบาย ​(28 ส.ค. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}