มณีน้ำเพชร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 พักรบ # 1

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 พักรบ # 1

คำค้น : นักรบ , นาวิกโยธิน , สาวประเภทสอง , เสาเรือนโยก , ปากมอม , ห่าม , เถื่อน , รักชาติ

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2560 13:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 พักรบ # 1
แบบอักษร

ตอนที่ 1

พักรบ

       เมื่อเรือลาดตระเวนของเหล่านาวิกโยธินแห่งราชนาวีไทยทอดสมอลงเทียบท่า เหล่าทหารกล้าสวมเครื่องแบบทหารเรือเต็มยศสะพายเป้ก็เดินเรียงแถวออกมาจากท้องเรือ นำหน้าด้วยนายทหารที่มียศน้อยเรียงไปจนถึงผู้บังคับการจนถึงกัปตันเรือ หนึ่งในนั้นมีร่างสูงตระหง่านของน.ท.นักรบ ผดุงกิตติศักดิ์ ร.น. หรือที่ใครๆ ต่างก็เรียกขานว่า‘ผู้พันรบ’ในชุดลายพรางติดเครื่องหมายแผ่นผ้าไว้บนหน้าอกด้านขวา มีรูปท้องทะเล ท้องฟ้า ภูเขาและหน้าผา ระหว่างสมอสองอันที่พันกันด้วยเชือก มีความหมายว่า ภายใต้ความสามัคคีกลมเกลียวของกองทัพเรือ จะเป็นรั้วที่เข้มแข็งเพื่อคุ้มครองป้องกันภัยที่จะมาคุกคามต่อน่านน้ำ น่านฟ้าและชายฝั่งทะเลของไทย ตรงกลางมีครุฑเหยียบโลกที่ปรากฏอยู่บนแผนที่ประเทศไทย มีสมอเสียบปักอยู่ หมายถึงการเป็นทหารนาวิกโยธินที่ขึ้นตรงต่อกองทัพเรือและปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมและสนับสนุนจากกองทัพเรือ

ร่างสูงเดินสะพายเป้คล้องไหล่ออกมาจากเรือลาดตระเวนของหน่วยรีคอน หรือหน่วยลาดตระเวนสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกและจู่โจม มีชื่อเต็มๆ ว่า Amphibious Reconnaissance and Raid เมื่อเหล่าทหารต่างพากันเดินเรียงแถวตอนลึกออกมาแล้วแทนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านหลังจากที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมานานแรมปี พวกเขาก็พากันไปหยุดยืนเรียงแถวหน้ากระดานราวกับตอนที่อยู่บนเรือ และเมื่อร่างของผู้พันรบเดินเข้าไปใกล้ เสียงกล่าวคำปฏิญาณก็ดังกึกก้องและกล่าวออกมาได้อย่างพร้อมเพรียงกัน จนผู้บังคับกองพันอย่างนักรบต้องยืนนิ่ง ยืดอกแล้วกล่าวไปพร้อมๆ กับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักชาติ

แม้จะถูกต้านทานอย่างหนัก จากศัตรูที่โหดเหี้ยม

ภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศ จะเลวร้ายสักปานใดก็ตาม

ก็หาทำให้ทหารหน่วยนี้เสียขวัญ จนเปลี่ยนความตั้งใจแต่อย่างใดไม่

เพราะเรายึดมั่นอยู่เสมอว่า ภารกิจเหนือสิ่งอื่นใด...แม้ชีวิต

       ตามมาด้วยการทำความเคารพผู้บังคับบัญชาและเสียงตบเท้าที่ดังตามมา นักรบตีหน้าขรึมทั้งที่อยากยิ้มอย่างนึกดีใจที่ประเทศชาติได้มีรั้วที่จงรักภักดีมอบกายถวายใจให้อย่างหมดสิ้น ดังคำปฏิญาณที่พร้อมใจกันกล่าวแม้ในยามที่พักศึกยกพลขึ้นฝั่งเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน เยี่ยมเยียนบุพการีและทุกคนที่รออยู่เบื้องหลัง คำปฏิญาณที่เป็นเหมือนคำสัตย์สาบานฝังรากลึกอยู่ในใจ จนอยากจะกล่าวออกไปทั้งสามเวลา คนได้ยินก็ใจชื้นและนึกนิยมชมชอบทหารรักชาติกองนี้

       “รีคอน นักรบเลือดเหล็ก กลับบ้านกันครั้งนี้ก็จงจำไว้ว่าอย่าทำตัวเหลวไหล ให้เสียชื่อเกียรติภูมิความเป็นทหารกล้า จนต้องอับอายขายหน้ากันทั้งกอง”

       “ผู้พันครับ ผมจะไม่ทำตัวเหลวไหล แต่ผมจะไหลไปตามน้ำ” หนึ่งในนั้นตอบกลับมาหน้าแป้นแร้นจนเห็นฟันขาวตัดกับหน้าคล้ำๆ เกือบจะเป็นนิโกรเพราะกรำแดดกรำฝนมานาน

       “น้ำเมาล่ะสิมึง ถ้ากูรู้ว่าพวกมึงคนใดคนหนึ่ง เมาจนขาดสติ ทำตัวให้เสียเกียรติความเป็นทหารกล้า ตีรันฟันแทงกับคนอื่น กลับกองเมื่อไหร่กูจะจับถ่วงน้ำ ล่อฉลามกันให้เข็ด”

       “โธ่...ผู้พันล่ะก็ใจร้ายตลอดเลย” ยังมีเสียงโอดครวญดังออกมาให้ได้ยิน

       “กูไม่ได้พูดเล่น!” นักรบกล่าวเสียงขรม “รึพวกมึงคนใดคนหนึ่งอยากลองดีก็เอา”

       “ไม่ดีกว่าครับ ไปเถอะพวกเรา ไปซะก่อนจะถูกจับถ่วงน้ำ”

       นักรบส่ายหน้ายิ้มๆ มองกลุ่มทหารที่พากันเดินจากไป เขาไม่ได้พูดเล่นหรือแค่คิดจะขู่ให้กลัวเกรง แต่ถ้ารู้เมื่อไหร่เป็นได้เจอของจริงเมื่อนั้น และเขาก็เชื่อมั่นว่าไม่มีใครกล้าคิดลองดี เพราะรู้จักผู้บังคับกองพันเช่นเขาเป็นอย่างดี คนอย่างเขาพูดคำไหนเป็นคำนั้นไม่เคยพูดแค่จะข่มขู่

       เขาเดินตามหลังเหล่าทหารกล้าแห่งหน่วยลาดตระเวนสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกและจู่โจมไปเรื่อยๆ เพราะตั้งใจว่าจะกลับบ้านด้วยการโดยสารรถทัวร์เหมือนดังเช่นทหารคนอื่นๆ แต่เท้ายาวๆ ในรองเท้าคอมแบ็ตก็ต้องชะงัก เมื่อมีรถหรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดตรงหน้า

       “ว่าไงไอ้เสือ”

       เสี่ยยุทธนาเป็นบิดาของนักรบ พอทราบว่าบุตรชายได้พักราชการก็ดีใจจนออกนอกหน้าแล้วรีบบึ่งรถจากกรุงเทพฯ มารับในทันที

       “คุณพ่อ! รู้ได้ยังไงว่าผมจะกลับบ้าน” นักรบตอบยียวนตามสไตล์ของเขา

       “ฉันรู้แต่ว่า แกจะต้องไปกับฉันไอ้รบ” ฝ่ายคนเป็นพ่อก็ไม่คิดจะยอมแพ้ กว่าจะได้เจอหน้ากันก็นานเป็นปี จะให้ติดปีกบินเป็นนกนางแอ่นไปเกาะโน้นเกาะนี้ก็กระไรอยู่

       นาวาโทหนุ่มหรือถ้าเปรียบเป็นยศนายทหารที่เรียกกันง่ายๆ ก็คือพันโท ถึงกับอมยิ้มและรู้สึกว่ากำลังจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนก็คราวนี้ กลับไปนี่จะไปนอนหนุนตักมารดาให้หายคิดถึง

       “ถ้าผมไม่กลับ มีหวังคุณนายนภาพรคงตามไปดึงหูยานแน่ๆ ใช่ไหมครับ” ร่างสูงกล่าวแล้วเปิดประตูรถพาตัวเองเข้าไปนั่งข้างบิดา แล้วก้มลงกราบบนบ่าหนาๆ ของท่าน “คุณพ่อสบายดีนะครับ”

       “เออ...พ่อกับแม่สบายดี” เสี่ยยุทธนาจับต้นแขนลูกชายก่อนจะลูบไปมา “แกล่ะ สบายดีสินะ”

       “ครับ ผมไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ป่วยที่ตรงไหน”

       “แต่เดี๋ยวแกอาจจะปวดหัวเพราะแม่แกก็ได้ เตรียมตัวไว้เถอะ”

       “ตารบ!!! ตารบของแม่ กลับมาแล้วเหรอลูก!!” คุณนภาพรหรือคุณนายนภาพร มารดาของนักรบรีบวิ่งเข้ามาหาอย่างไม่เกรงว่าจะสะดุดอะไรล้ม ทรวดทรงองค์เอวที่เปลี่ยนไปตามวัยที่มากขึ้นทำให้เวลาวิ่งเนื้อกระเพื่อมไหวเลยทีเดียว

       นายทหารเรือหนุ่มยิ้มกว้างย่อตัวลงพับเพียบกับพื้นแล้วกราบลงที่เท้าของมารดา คุณนายนภาพรก้มลงไปลูบศีรษะแล้วดึงตัวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนสุดแสนรักขึ้นยืน

       “ฮือๆ ลูกแม่สบายดีใช่มั้ยลูก ฮือๆ” ทุกครั้งที่เห็นหน้านักรบ มารดาก็เป็นต้องน้ำตาไหลได้ทุกครั้ง

       “นี่คุณ ป่านนี้แล้วยังร้องไห้ทุกครั้งที่ลูกกลับมาอีกเรอะ” คนเป็นสามีกระเซ้า

       “แหม...ก็ลูกของเราต้องไปเสี่ยงอันตรายมากมายกว่าจะกลับมานี่คะ ฮือๆ อิฉันก็ดีใจที่ได้เห็นหน้าลูกน่ะสิ” บอกแล้วก็ปาดน้ำตาลวกๆ แต่น้ำตาที่ยังไหลออกมาเป็นสายก็ยังไม่มีท่าว่าจะหยุด

       “คุณแม่ครับ จำได้มั้ยครับว่าผมเคยพูดว่ายังไง” นับรบถาม แล้วก็ได้รับค้อนงามๆ จากมารดามาเสียหลายวง

       “ฮึ...จะทวนความจำของแม่รึ แม่จำได้หรอกน่ะว่าจะต้องภูมิใจที่มีลูกเป็นรั้วของชาติ และต้องทำใจแข็งเมื่อลูกต้องออกรบ แต่ไอ้หน่วยของลูกนี่มันอันตรายเสียจริง ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่อยู่กลางน้ำกลางทะเล ยังต้องไปช่วยทั้งบนบกและบนฟ้าโน่นอีก แบบนี้จะให้แม่ไม่ดีใจจนน้ำตาตกได้ยังไงกันฮึ”ลงท้ายด้วยคำประชดประชันเล็กๆ น้อยๆ

       “คุณแม่ก็ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจสิครับ ว่าลูกของแม่คนนี้จะเอาชีวิตรอดกลับมาให้คุณแม่ได้เห็นทุกครั้ง ผมสัญญาแล้วไงครับ แม่จำไม่ได้เหรอ”

       “จำได้ เอาเถอะ แม่จะพยายามก็แล้วกัน” คุณนายนภาพรเดินไปหาสามีแล้วป้องปากกระซิบกระซาบ “คุณ...แบบนี้อิฉันคงต้องหาสมัครพรรคพวกเสียแล้ว ถ้าได้ลูกสะใภ้เมื่อไหร่ อิฉันคงมีเพื่อน”

       “แล้วกันคุณ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”

       นักรบส่ายหน้าแล้วเดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างบิดากับมารดา

       “คุณแม่คงต้องรอนานหน่อยนะครับ เพราะตอนนี้ผมยังไม่คิดจะมีเมีย”

       “ต๊าย!! ไม่ได้นะ อายุเราก็ตั้งมากแล้ว 32 ปีนี้แล้วนี่ จะให้แม่รอจนแกแก่หัวหงอกเลยหรือแม่ต้องตายก่อนล่ะ”

       “โธ่...ผู้ชายอายุ 32 ใครบอกว่าแก่ครับ ผมยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว แถมยังแรงดีอีกต่างหาก แต่ถึงจะ 40 ผมรับรองว่ายังฟิตปั๋งนะครับ” นักรบโอ้อวดสรรพคุณ ยิ้มกว้างด้วยความสุขชีวิตในตอนนี้เขาก็มีความสุขอยู่กับงานที่ทำ ออกเรือไปแทบจะไม่มีผู้หญิงตกถึงท้อง ขึ้นบกได้พักเมื่อไหร่นั่นแลจึงจะหาความสุขใส่ตัว แต่ยังไม่อยากหาเหาใส่หัวในตอนนี้

       “40 น่ะนานไป แม่ไม่รอแกหรอกนะตารบ ถ้าแกยังหาลูกสะใภ้ให้แม่ไม่ได้ แม่จะหาให้แกเอง”

       “ผมว่าคุณอย่าไปบังคับลูกเลยนะ ไอ้ลูกเราน่ะบังคับได้ซะที่ไหน บังคับไปเดี๋ยวก็หายหน้าไป 5 ปี แล้วคุณจะเสียใจนะคุณนภา” เสี่ยยุทธนาเตือนศรีภรรยาด้วยความหวังดี เพราะรู้จักบุตรชายเป็นยังดีว่าไม่ชอบถูกใครบังคับ

       “ผมเป็นทหาร จะหาคนที่เหมาะจะเป็นเมียทหารก็ต้องดูกันให้รอบคอบ ถ้าได้มาแล้วเอาแต่กระซิกๆ ขยับตัวไปไหนก็ไม่ได้ ผมคงโบกมือบ๊ายบายดีกว่าครับ แม่ให้เวลาผมหน่อยนะครับ ถ้ารอไม่ไหวก็บอก เดี๋ยวผมจะเลือกใครสักคนในกองมาแต่งงานด้วย”

       “ห๊า...เดี๋ยวนี้นาวิกโยธินเขามีผู้หญิงแล้วเรอะ” มารดาทำตาโตอย่างสงสัย

       “เปล่าหรอกครับ ก็ถ้าคุณแม่รีบ เดี๋ยวผมก็เลือกทหารในกองนั่นแหละครับ เลือกเอาสักคนมาเป็นลูกเขย เอ๊ย! ลูกสะใภ้ โอ๊ย!!!” เสียงสุดท้ายร้องลั่นเมื่อต้นแขนถูกหยิกหมับแล้วบิดแรงๆ

       “นี่แน่ะ ตารบนะตารบ อย่าทำอย่างนั้นเชียวเสียชาติเกิดกันหมด” มารดาสะบัดหน้าพรืด

       นับรบหัวเราะลั่น นึกอยากจะเล่าเรื่องของทหารบนเรือให้มารดาฟัง แต่นึกไปนึกมาก็กลัวจะทนฟังไม่ได้เลยตัดใจไม่เล่าดีกว่า เก็บไว้เป็นความลับสุดยอดของเหล่าทหารกล้าก็แล้วกัน คิดแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเหล่านั้น แต่เข้าใจว่าความต้องการอันมากล้นซึ่งเกิดจากการเก็บกักไว้นานจะต้องถูกปลดปล่อย แล้วในเมื่อผู้หญิงน่ะหาไม่ได้ก็ต้องใช้พลังมือวิเศษหรือรูมหัศจรรย์แทนเป็นกรณีไป เมื่อครั้งที่ออกเรือใหม่ๆ พอพบเจอเขาเองก็รับไม่ได้ แต่พอนานๆ เข้าก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

       “แล้วกิจการของเราเป็นยังไงบ้างครับพ่อ” เขาถามบิดาหลังจากอาบน้ำพักผ่อนไปหลายชั่วโมงแล้วลงมาพบกันที่โต๊ะอาหาร

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}