Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP 35 | งานสมรสที่สมบูรณ์

ชื่อตอน : EP 35 | งานสมรสที่สมบูรณ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2560 18:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 35 | งานสมรสที่สมบูรณ์
แบบอักษร

องครักษ์หวังกับอิ่งฉินมาถึงอีกสามวันให้หลัง ทั้งคู่เล่าว่าเมื่อประมุขไป๋กลับไปที่วังต้วนอ๋อง นางก็เล่าถึงเหตุการณ์ทางนี้ให้ฟัง ทุกคนทางโน้นจึงสบายใจขึ้นมาบ้าง

“ฮูหยินโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพคะพระชายา” นางกับองครักษ์หวังใช้คำราชาศัพท์กับกันหนี่ว์เพราะถือว่านางเป็นพระชายาของท่านอ์องเจ็ดแล้ว แม้ว่าแต่ยังไม่ได้ไหว้ฟ้าดินก็ตาม

“มิใช่ความผิดของท่านแม่เลย”

“นางไม่คิดเช่นนั้นเพคะ ยังดีที่ประมุขไป๋ยืนยันว่าคุณหนูจะหายดี ฮูหยินจึงวิตกกังวลน้อยลงเพคะ”

“อืม น่าเสียดายตัวข้าในยามนี้อยู่ไกล มิอาจพูดคุยกับท่านแม่ได้ ว่าตัวข้านี้ไม่เคยคิดโทษท่านแม่ ผู้ผิดคือพวกชั่วช้าพวกนั้นต่างหากเล่า” ร่างระหงมีสีหน้าอมทุกข์ กว่าจะได้กลับยังอีกนาน แม้อาการจะใกล้เคียงปกติแล้ว แต่ต้องอยู่รักษาตัวด้วยยาสมุนไพร ที่อาจารย์หญิงเฒ่าต้มให้อีกเป็นค่อนเดือน ผู้อื่นต้มก็ไม่เหมือนนางต้ม ท่านอ๋องเจ็ดจึงรั้งรอไม่ยอมพากลับ

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ น้องเขียนจดหมายหาท่านแม่ยาย แล้วให้องครักษ์หวังนำ

กลับไปส่งให้” ท่านอ๋องจึงจับมือบางขึ้นมากอบกุมเอาไว้ แล้วเอ่ยเอาอกเอาใจ

“ไม่เป็นการรบกวนองครักษ์หวังหรือเพคะ?”

“องครักษ์ต้องกลับก่อนเราอยู่แล้ว ต้องกลับไปดูแลทั้งหน่วยมังกรฟ้าและพรรคเขี้ยวอสรพิษแทนพี่”

“เช่นนั้นน้องจะเขียนจดหมายถึงท่านแม่เพคะ” ร่างระหงเอ่ยขึ้นเมื่อนี่ไม่เป็นการรบกวนองครักษ์หวังมากเกินไป

“ส่วนเรื่องตัวการไม่ต้องห่วงพะย่ะค่ะ มันได้สิ้นชื่อไปแล้ว” องครักษ์หวังเอ่ยขึ้น

“สิ้นชื่อหมายถึงตายแล้วนะหรือ?” ภาคินขมวดคิ้วย้อนถาม

“พะย่ะค่ะ” องครักษ์หวังพยักหน้า

“บอกได้หรือไม่ว่าคนผู้นั้นคือใคร?”

“คนผู้นั้นคือประมุขอู๋เพคะ” อิ่งฉินตอบ ภาคินก็ใจหายวูบ ที่ผ่านมาทำคุณบูชาโทษแท้ๆ

“เป็นความผิดข้าเอง ในยามนั้นข้าควรจะเชื่อเจ้า” ภาคินพูดไปก็นึกถึงยามที่อิ่งฉินพยายามห้ามแต่ตนไม่ฟัง

“นั่นเพราะพระชายามีจิตใจเมตตาเพคะ อย่างไรเสียตอนนี้มันผู้นั้นก็ตายไปแล้ว อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลยเพคะ”

“แล้วคนผู้นั้นตายได้อย่างไร?”

“เห็นว่าคลุ้มคลั่งแล้วลงมือสังหารคนในพรรคของตัวเอง จนถูกรุมสังหารในที่สุดเพคะ” อิ่งฉินไม่พูดว่าเป็นเพราะตนเองส่งหนอนเข้าไปในร่างกายของประมุขอู๋

เกรงว่านายของนางจะเป็นทุกข์ หากได้รู้ว่าการเพาะเลี้ยงหนอนแต่ละครั้งนั้น ต้องเริ่มเพาะเลี้ยงในร่างกายของผู้เลี้ยง เพื่อฝึกให้มันเชื่อฟัง ทำให้อายุผู้เลี้ยงสั้นลงเป็นสิบปี ในทุกๆครั้งที่เพาะเลี้ยงหนอนขึ้น

“ใช่แล้วพะย่ะค่ะประมุขอู๋คลุ้มคลั่ง สังหารบิดาตน และคนในพรรคอีกหลายสิบ สุดท้ายก็ถูกรุมฆ่าเพื่อปกป้องคนในพรรคส่วนมาก ตอนนี้พรรคเทพโอสถจึงมีประมุขพรรคคนใหม่แล้ว มิได้เก่งกล้าเช่นประมุขคนก่อนๆ พรรคนี้จึงเสื่อมอำนาจลงพอควร” องครักษ์หวังพูดไปก็ชำเลืองมองอิ่งฉินไป เขาช่วยนางปิดบังด้านอำมหิตของนาง เพราะเห็นในความรักและความซื่อสัตย์ของนางที่ยอมสละอายุไขของตัวเองเป็นสิบปีเพื่อเลี้ยงหนอนสกุลชุ่ย

“พรรคเทพโอสถเสื่อมถอยลงเช่นนี้ไม่เป็นไรแน่หรืออย่างน้อยพรรคนี้ก็ยังมีความสำคัญต่อบ้านเมือง” ภาคินอดถามไม่ได้

“พรรคที่ปรุงโอสถให้ผู้ฝึกยุทธ์พรรคอื่นก็มี เพียงแต่ทรงอำนาจไม่สู้พรรคเทพโอสถ ดังนั้นหากพรรคเทพโอสถหายไปโดยที่ไม่ได้ไปอยู่แคว้นอื่น ก็ถือว่าไม่สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง” ท่านอ๋องเจ็ดเป็นผู้ตอบขึ้น ภาคินจึงพยักหน้าเข้าใจ

“เข้าใจแล้วเพคะ ว่าแต่อิ่งฉินในห่อผ้านั้นคืออันใดไยเจ้าดูหวงแหนนัก?” ร่างระหงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหันไปถามบ่าวตนถึงสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขน

“ตายจริง อิ่งฉินลืมเสียสนิท นี่เป็นชุดเจ้าสาวชุดใหม่ที่คุณหนูฮุ่ยเหม่ยฝากมาให้คุณหนูเพคะ นางมาเห็นว่าชุดเจ้าสาวที่อยู่กับอิ่งฉินขาดบางส่วน นางกลัวว่าพระชายาจะไม่มีชุดใส่เข้าวังต้วนอ๋องจึงให้นำมาให้เพคะ” นางพูดพร้อมกับส่งห่อผ้าในมือให้

“ฮุ่ยเหม่ยงั้นหรือ?”

“เพคะ นางตัดเย็บทั้งวันทั้งคืน ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าพระชายาจะได้ใช่หรือไม่ นางน่ารักยิ่งเพคะ” อิ่งฉินตอบด้วยรอยยิ้ม ภาคินเองก็เช่นกัน รู้สึกว่าคิดถูกแล้ว ที่วันนั้นไม่หันหลังให้ฮุ่ยเหม่ย ยอมให้อภัยนาง

“กลับไปพี่จะตบรางวัลให้นาง” ท่านอ๋องเจ็ดสบตากับร่างระหงด้วยแววตากรุ่มกริ่ม ทำเอาภาคินขนลุกขึ้นมา บางทีฮุ่ยเหม่ยกับท่านอ๋องเจ็ดอาจมีกระแสจิตถึงกัน การกระทำถึงได้ส่งเสริมกันเช่นนี้

“ไยต้องตบรางวัลด้วยเล่าเพคะ?” ร่างระหงแกล้งตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“ก็เพราะว่านางส่งชุดเจ้าสาวมา ได้ประจวบเหมาะพอดี พี่กำลังหนักใจอยู่เชียวว่าชุดเจ้าสาวที่ใดให้เจ้าสวมใส่ไหว้ฟ้าดิน”

“เรื่องนั้น...”

“หนี่ว์เอ๋อร์ แม้น้องจะต้องดื่มยาต้มของอาจารย์หญิงอยู่ แต่น้องก็แข็งแรงพอที่จะไหว้ฟ้าดิน และเข้าห้องหอได้แล้ว” พอท่านอ๋องพูดออกมาเช่นนี้ ใบหน้าของร่างระหงก็ขึ้นสีระเรื่อ ใจเต้นตุ่มๆต่อมๆขึ้นมานึกถึงสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในห้องหอ

“ได้เวลาที่น้องต้องนอนพักผ่อนแล้วเพคะ” ไม่พูดเปล่า ร่างระหงลุกหนีด้วย หากแต่ท่านอ๋องไม่ถือสา มองตามด้วยรอยยิ้ม

ทว่า...

ฟ้าดินหาได้เป็นใจกับท่านอ๋องเจ็ดตลอดเวลา อาจารย์หญิงเฒ่าดูวันดีให้ ปรากฏว่าไม่พบวันที่เหมาะสม ต้องรออีกค่อยเดือน ซึ่งนั่นหมายความว่า สุดท้ายแล้วต้องกลับไปไหว้ฟ้าดินที่วังต้วนอ๋อง

“ไยฟ้าดินกลั่นแกล้งเปิ่นหวาง” ท่านอ๋องโอดครวญ

“รักนั้นยิ่งมากอุปสรรค ยิ่งเป็นรักที่แน่นแฟ้น หากผ่านไปได้ ย่อมยากที่จะมีสิ่งใดมาทำลาย” อาจารย์หญิงเฒ่ากล่าว

“อาจารย์มิได้แกล้งศิษย์ใช่หรือไม่?”

“ชิชะ! เจ้าเด็กคนนี้ บอกให้รอนิดรอหน่อยโอดครวญว่าข้ากลั่นแกล้ง” นางจิกตาใส่ศิษย์รัก

“ศิษย์เปล่า ศิษย์แค่ไม่มั่นใจว่าอาจารย์นึกสนุกขึ้นมาหรือไม่?”

“อาจารย์เจ้ามิได้นึกสนุก แค่บอกไปตามความจริงว่าวันดีควรเป็นอีกยี่สิบเจ็ดวัน”

“ศิษย์เข้าใจแล้ว ศิษย์จะรอ”

“ก็สมควรเป็นเช่นนั้น อาจารย์เจ้าเข้าข้างเจ้าตลอดมาหานเฟิง แม้เจ้าหลอกกินเต้าหู้นางก็มิเคยขัดขวาง เช่นนี้แล้วอย่ามองว่าอาจารย์เจ้ากลั่นแกล้งเจ้า” นางปล่อยไม้ตายออกมา ทำให้ท่านอ๋องเจ็ดทำหน้าตาเลิกลั่ก แอบเหลือบมองนางในดวงใจ ด้วยความรู้สึกหวั่นๆ

“หลอกกินเต้าหู้หรือเพคะ?” รู้ทั้งรู้ว่าอาจารย์หญิงเฒ่าหมายถึงสิ่งใดก็ยังแกล้งเล่นตามบทเป็นไม่รู้ทำแววตาขึงขังขึ้นมา

“เรื่องนี้...”

“เอาเถิดเพคะ น้องจะไม่เอาความ ส่วนเรื่องไหว้ฟ้าดิน กลับไปไหว้ที่วังต้วนอ๋องก็ดีเหมือนกันเพคะ อย่างน้อยที่นั่นก็มีป้ายบรรพชนของพระองค์ เราจะได้ไหว้พระบิดาพระมารดาของพระองค์อย่างถูกต้อง”

“หนี่ว์เอ๋อร์ น้องมีใจที่ละเอียดอ่อนยิ่ง” ท่านอ๋องเจ็ดเอ่ยชม ใจเต็มไปด้วยความรักมากยิ่งขึ้น เมื่อนางนึกถึงพระบิดาพระมารดาของเขาที่ล่วงลับไปแล้ว

“ท่านพี่กล่าวชมเกินไปเพคะ”

“อย่าได้ถ่อมตนไปเลย เอาเถิดเมื่อเห็นว่า ควรรอพี่ก็จะรอ” ท่านอ๋องยอมลดความใจร้องลงในที่สุด

“เช่นนั้นกระหม่อมเห็นทีต้องเร่งกลับแล้วพะย่ะค่ะ” องครักษ์หวังเอ่ยขึ้น ในคราแรกตั้งใจจะอยู่ช่วยพิธีไหว้ฟ้าดินของนายตน แต่ในเมื่อยังจัดมิได้ก็เห็นสมควรกลับ

“อืม เจ้าเดินทางเลยหรือ?”

“พะย่ะค่ะ”

“งั้นฝากทางนั้นด้วย”

“มิต้องทรงกังวลพะย่ะค่ะ” องครักษ์หวังกลับไปเพียงลำพัง ทิ้งอิ่งฉินไว้ให้ช่วยอยู่ทางนี้ จากนั้นจึงกลายเป็นว่าหลายสิ่งที่ท่านอ๋องทำให้กันหนี่ว์ก่อนหน้า เป็นอิ่งฉินทำให้แทน ส่วนตัวแม้ท่านอ๋องจะนึกเสียดาย แต่ให้เกียรติกันหนี่ว์ต่อหน้าบ่าวจึงอดใจจนถึงวันไหว้ฟ้าดิน

ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง ท่านอ๋องเจ็ดพาเข้าสาวของตนเข้าวังต้วนอ๋อง ใบหน้าคมที่เคยแสดงแต่ความเฉยชาตลอดเวลาบัดนี้ประดับด้วยรอยยิ้ม แววตาที่ทอดมองร่างระหงในชุดแดงมงคลเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน

“หนึ่งคำนับฟ้าดิน” ภาคินในชุดเจ้าสาวมีผ้าคลุมหน้าของตนที่ท่านอ๋องเก็บไว้ให้ก้มคำนับอย่างงกๆเงิ่นๆ เพราะมองไม่ค่อยเห็น

“สองคำนับบิดามารดา” ต่อมาเป็นการคำนับเป็นป้ายชื่อของพระบิดาและพระมารดาของท่านอ๋องเจ็ด ฮ่องเต้ที่เสด็จมาร่วมพิธียิ้มอิ่มอกอิ่มใจราวกับเป็นบิดาของ

ท่านอ๋องเจ็ดเสียเอง

“สามบ่าวสาวคำนับกันและกัน” คำนับสัดท้ายหันมาคำนับกันและกันเป็นการจบพิธีไหว้ฟ้าดิน เจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอ เจ้าบ่าวดื่มกินกับแขกที่มายินดี

ภาคินคิดว่าอีกไม่ถึงชั่วยามท่านอ๋องตามเข้ามาในห้องหอแน่นอน เพราะแขกในครั้งนี้ไม่มาก มีเพียงคนสนิทเท่านั้น ดังนั้นใจดวงน้อยจึงเต้นระรัวแรงในอกตลอดเวลา

“แกร๊ก...แอ๊ดดดด” และก็เป็นจริงอย่างที่คิด ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามท่านอ๋องเข้ามาในห้องหอจริงๆ

“หนี่ว์เอ๋อร์ พี่จะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวของน้อง” ท่านอ๋องเจ็ดเอ่ยบอกจากนั้นผ้าคลุมหน้าก็ถูกเปิดออกด้วยไม้เปิดผ้าคลุมหน้า

สิ่งที่ภาคินเห็นในตอนนี้คือแววตาแพรวพราวของท่านอ๋อง ซึ่งมองมาด้วยความเสน่หารักใคร่ ยิ่งสบตายิ่งรู้สึกเขินอายใบหน้าหน้าผ่าว

“ดื่มเหล้ามงคลกันก่อนเถิด” ท่านอ๋องไม่พูดเปล่าโอบประคองร่างระหงมาที่โต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้สำหรับบ่าวสาว จัดการรินเหล้าสองจอกแล้วยกขึ้นดื่มคนละครึ่งจอก จากนั้นสลับจอกกันดื่มอีกครึ่งจอกที่เหลือ

“พี่รักเจ้าหนี่ว์เอ๋อร์” ท่านอ๋องเจ็ดเอ่ยความในใจ มือแกร่งกอบกุมมือบางเอามาแนบตรงหัวใจ

“ท่านพี่...” ภาคินพูดไม่ออก รู้สึกได้ว่าใจอีกฝ่ายเต้นแรงยิ่งนัก

“ใจของพี่มีเพียงเจ้า เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นหนี่ว์เอ๋อร์”

“ท่านพี่ก็จะเป็นหนึ่งเดียวสำหรับน้องเช่นกันเพคะ” ดวงตาคู่สวยสบดวงตาคม

“พี่อยากได้ยินคำว่ารักจากน้อง” ท่านอ๋องพูดแววตาออดอ้อน ภาคินจึงใจอ่อนยวบ ปากแข็งต่อไปไม่ไหว

“รักยิ่งเพคะ” ไม่ใช่แค่บอกรักตามคำขอ ริมฝีปากอิ่มเป็นฝ่ายฉกฉวยจุมพิต ท่านอ๋องเจ็ดใจเต้นแรง แต่ไม่ยอมเสียเชิงชายให้เป็นฝ่ายถูกลุกไล้อยู่ฝ่ายเดียว โอบอุ้มร่างระหงกลับไปที่เตียง

“ตุบ...” ชุดเจ้าสาวตัวแรกถูกโยนลงพื้น ภาคินสะดุ้ง แต่ไม่ขัดขืน ปล่อยใจเลยตามเลย สองแขนโอบกอดร่างแกร่งตอบ ค่ำคืนนั้นกลายเป็นคืนที่ร้อนแรงวาบหวาบ สองกายกอดก่าย และหัวใจรวมเป็นหนึ่ง


โปรดติดตามตอนต่อไป


ปล. ตอนนี้ไม่ติดเหรียญ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}