หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 16: กลับมาอยู่ในที่ของตัวเอง[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 16: กลับมาอยู่ในที่ของตัวเอง[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2560 04:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 16: กลับมาอยู่ในที่ของตัวเอง[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่ 16: กลับมาอยู่ในที่ของตัวเอง

จะว่าผมใจร้อนก็ได้ที่ไม่ฟังสิ่งที่ปั้นรักพยายามจะอธิบาย แต่ก็อย่างว่า มารู้ความจริงอย่างนั้น มีใครกันบ้างที่ไม่ช็อก บอกตามตรงว่านอกจากผิดหวังและเสียใจแล้ว ผมก็โกรธปั้นรักมากเหมือนกันที่ปิดบังเรื่องนั้นไว้ไม่ยอมบอกจนกระทั่งตอนนี้ ถึงความจริงแล้วจะเป็นความผิดผมส่วนหนึ่งที่ไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวของมันก่อนตกลงเป็นแฟนกันก็เถอะ ทว่าเรื่องอย่างนี้ก็ควรบอกก่อนหรือเปล่า

อย่างน้อยก็ต้องบอกก่อนที่จะตกลงเป็นแฟนกัน...

ผมไม่เข้าใจปั้นรักหรอกว่าถ้ามีแฟนอยู่แล้ว อีกทั้งมีแพลนจะแต่งงานกัน แล้วจะมาตกลงคบหากับผมซึ่งเป็นผู้ชายทำไม เพราะจริงๆ แล้ว มันไม่ได้ชอบผู้ชาย แต่รสนิยมทางเพศของมันปกติ

ผมรอนะ รอที่จะฟังเหตุผลนั้น รอให้ปั้นรักมาแก้ตัวตามที่มันบอกเอาไว้

ทว่า...ผ่านไปหนึ่งวันก็แล้ว สองวันก็แล้ว เข้าวันที่สาม ผมก็ยังไม่เห็นว่าปั้นรักจะมาปรากฏตัวให้เห็นเลยสักครั้ง พอไปถามพนักงานที่ล็อบบี้ก็ได้ยินว่ามันออกไปกับผู้หญิงที่ชื่อลูซี่

ถึงจะไม่อยากให้มันเป็นเรื่องจริง แต่เหตุการณ์กำลังเดินไปอย่างนั้น

ปั้นรัก...เริ่มที่จะถอยกลับไปอยู่ยังที่ของมันแล้ว

ผมสรุปได้แล้วล่ะว่าสถานะของตัวเองตอนนี้เป็นยังไง ผมเป็นมือที่สาม และก็เป็นฝ่ายบอกเลิกมันเอง บอกให้ทุกอย่างจบ ปั้นรักก็คงจะตัดสินใจเลือกแฟนสาวที่คบหากันมาหลายปีมากกว่าคนอย่างผม ผมก็คิดในแง่ดีเอาว่าถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตแล้วกันที่ได้เป็นมือที่สามของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ในใจผมกลับไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งคิดถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันกับปั้นรักแล้ว ผมก็ยิ่งเจ็บเสียจนแทบทนไม่ไหว ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายแทบจะระเบิดออกมาให้ได้ มันปวดหนึบและสร้างความอึดอัดให้ผมทุกครั้งที่คิดถึงภาพปั้นรักกับลูซี่

ผมทนอยู่ในสถานการณ์นี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว...

ได้แต่บอกตัวเองอย่างนั้น ก่อนจะตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกลับไทยให้เร็วที่สุด ไม่ได้ส่งข้อความบอกไอ้แสบหรือไอ้จอมแก่นก่อนด้วย เพราะคิดว่าถ้าพวกมันรู้ว่าผมกลับก่อนกำหนด พวกมันจะต้องสงสัยแล้วก็คาดคั้นถึงเหตุผลอย่างแน่นอน ซึ่งผมยังไม่อยากจะพูดถึง

หากแต่ก่อนจะกดจองตั๋วเครื่องบิน ผมกลับฉุกใจอะไรบางอย่าง เดินลงมาที่ล็อบบี้เพื่อถามหาปั้นรักอีกครั้ง และคำตอบก็คือแบบเดิม...มันไม่อยู่ ออกไปกับแฟน ดูโง่นะที่ถามทั้งที่พอจะเดาได้ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงมีความหวังว่าจะได้เจอกับปั้นรักในครั้งนี้ ทว่าพอผลออกมาเป็นอย่างนี้ ผมก็ได้แต่พยักหน้ารับคุณแอนซึ่งรับหน้าที่ตอบคำถามผมในครั้งนี้แทน

หากแต่พอผมขอบคุณและกำลังจะกลับขึ้นห้อง คุณแอนก็เรียกผมเอาไว้

“คุณดื้อคะ”

ผมหันไปมอง

“มาถามหาปั้นรักทุกวันแบบนี้ มีอะไรหรือเปล่าคะ หรือปั้นรักจะไปก่อเรื่องอะไรไว้”

ตามประสาแม่นั่นแหละ เป็นห่วงว่าลูกชายตัวดีจะไปก่อเรื่องวุ่นวาย เพราะก่อนหน้านั้น มันก็ป่วนผมเสียจนต้องออกปากว่าไม่อยากได้มันเป็นไกด์มาแล้ว จริงๆ ครั้งนี้ก็ก่อเรื่องไว้เหมือนกัน แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกไปว่าลูกชายของเธอทำผมเจ็บปวดแค่ไหน ที่สำคัญ คุณแอนน่าจะรู้ว่าปั้นรักกำลังจะแต่งงานกับแฟน การที่ผมหลุดปากออกไปว่ามันกับผมเคยเป็นอะไรกันมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นเรื่องที่ไม่สมควรสักนิด

ดังนั้น ผมจึงได้แต่ยกยิ้มแล้วตอบออกไป

“ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีผมจะกลับไทยแล้ว ก็เลยอยากเจอปั้นรักสักหน่อย”

“กลับไทยเหรอคะ ไหนว่าจะกลับอาทิตย์หน้า”

คุณแอนมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ผมก็ไม่ได้อธิบายอะไรหรอก นอกจากจะยิ้มฝืนๆ ให้ก็เท่านั้น และดูเหมือนเธอจะดูออกเสียด้วยว่าผมฝืนยิ้มให้ เธอเลยมองหน้าผมนิ่งอยู่ครู่ ก่อนจะว่าออกมา

“หนีปั้นรักกลับไทยหรือเปล่าคะคุณดื้อ”

แทงใจดำผมอย่างจังเลย จะว่าหนีก็ใช่แหละ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็อยากเจอมันนะ อยากเจอจริงๆ อยากให้มันมาแก้ตัวอะไรแบบนั้น นึกเกลียดตัวเองเหมือนกันที่วันนั้นไม่ฟังมันก่อน ทว่าพอตอนนี้มาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าความรู้สึกของตัวเองย้อนแย้งลักลั่นยังไงพิกล

ทั้งรักทั้งเกลียดคงจะเป็นอย่างนี้แหละมั้ง แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เกลียดปั้นรักเลยแม้แต่น้อย จะมีก็แต่รักเท่านั้น

...รักมากเสียด้วย

“ผมมีธุระต้องให้กลับไปจัดการน่ะครับ”

จัดการเรื่องหัวใจ... ไม่ต้องพูดออกไปหรอก ผมแค่บอกตัวเอง

คุณแอนร้องอ๋อ แล้วก็มีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นมา

“ค่อยยังชั่ว นึกว่าหนีไอ้ลูกชายตัวดีของฉันกลับไทยซะอีก นี่มันก็เพิ่งหนีแฟนมันมา ฉันล่ะปวดหัวกับมันจริงๆ”

ความจริงคุณแอนก็บ่นไปเรื่อยแหละนะ แต่มันดันทำให้ผมเลิกคิ้วสูงขึ้นมาทันควัน

“หนีเหรอครับ?”

“อ๋อ ใช่ค่ะ มันเพิ่งหนีลูซี่มา แล้วก็มาบอกกับฉันว่ามาหาที่ลาวเพราะอยากพักผ่อน จากนั้นก็บอกกับพ่อมันว่าไปอยู่บ้านแฟน แต่บอกกับลูซี่ว่าจะไปอยู่บ้านเพื่อนที่รัฐอื่นสักพักเพราะตอนนั้นทั้งคู่ทะเลาะกัน ลูซี่เพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เองค่ะว่าปั้นรักหนีมาลาว ถึงมาตามที่นี่ ไอ้ลูกคนนี้มันเหลือเกินจริงๆ หลอกคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ไม่รู้จักคุยให้เคลียร์ก่อนว่าจะเอายังไง จะแต่งงานกันอยู่แล้วแท้ๆ”

แค่ไม่กี่ประโยคที่หลุดออกจากปากของคุณแอนก็ทำให้ผมเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปั้นรักมาโผล่ที่นี่ได้ เจ็บตรงประโยคหลังสักหน่อย แต่ก็ทำให้ผมเข้าใจอยู่เหมือนกันว่าเพราะอะไร ปั้นรักถึงได้หวั่นไหวกับผม

คงเพราะทะเลาะกับลูซี่ แล้วพอมีผมเข้าไป ปั้นรักถึงได้ไขว้เขวล่ะสินะ

ผมก็ไม่อยากจะละลาบละล้วงหรอกนะว่าทั้งคู่ทะเลาะอะไรกัน แต่พอคุณแอนเปิดประเด็นมาอย่างนั้น ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามไม่ได้

“แล้วทะเลาะอะไรกันเหรอครับถึงขนาดที่ปั้นรักต้องหนีมาที่นี่”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ถามแล้ว แต่ไอ้ตัวแสบยังไม่ยอมไม่บอก ดูท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันเพราะไม่อย่างนั้นปั้นรักคงไม่หนีมา แล้วลูซี่ก็คงไม่ลงทุนมาตามข้ามทวีปกันแบบนี้”

ผมเดาไปต่างๆ นานาเลยว่าทะเลาะกันด้วยสาเหตุอะไร แต่ผมไม่ได้รู้จักสองคนนั้นมาก่อนจึงยากที่จะคาดเดาได้ไม่ใช่น้อย

แล้วความคิดของผมก็ถูกขัดขึ้นเมื่อคุณแอนว่าออกมาอีกครั้ง

“ฉันก็อยากให้เคลียร์กันได้ไวๆ แหละค่ะ เห็นปั้นรักเป็นแบบนี้แล้ว ฉันก็สงสารลูซี่ ดูท่าทางเด็กคนนี้น่าจะรักลูกชายฉันมาก เจอหน้าทีไรก็เห็นร้องไห้ทุกที คงไม่อยากให้งานแต่งงานล่ม”

จากที่มีความหวังว่าปั้นรักจะกลับมาหาผมอะไรนั่น ผมไม่หวังอะไรแล้วล่ะพอได้ยินคำพูดนี้ ก่อนจะตัดสินใจได้ว่าผมจะไม่ทำร้ายใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับปั้นรัก ถึงมันจะมาอธิบายเหตุผลที่ทำอย่างนี้ให้ฟัง แต่มันก็ไม่สำคัญอะไรแล้วล่ะ เพราะผมคิดว่าต่อให้มันกลับมาเลือกผม แทนที่จะเลือกลูซี่ ทว่าการคบกับผมน่ะ มันดีแล้วเหรอ?

ไม่ดีหรอก ไม่ดีเป็นอย่างมาก ไม่ดีกับใครทั้งนั้น ลูซี่ก็ต้องสูญเสียคนที่เธอรักมากไป ปั้นรักก็ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ขณะที่ผมเองก็คงจะเชื่อใจปั้นรักได้ไม่สนิทใจอีกแล้ว

ในเมื่อมันเลิกกับแฟนที่คบกันมานานเพื่อมาคบผมได้ แล้วในอนาคต มันจะไม่เลิกกับผมเพื่อไปคบคนอื่นเหรอ?

เพราะคิดอย่างนั้น ผมจึงไม่ลังเลอีกต่อไปว่าจะอยู่รอมันหรือไม่ พลันตัดบททันควัน

“ขอให้ปั้นรักเคลียร์กับแฟนได้ไวๆ ก็แล้วกันครับ เดี๋ยวผมขอตัวก่อน จะต้องไปจัดกระเป๋าน่ะ”

คุณแอนไม่ได้ทักท้วงอะไร พยักหน้ารับและขอบคุณผมเป็นการใหญ่ที่ที่ผ่านมาดูแลลูกชายของเธอเป็นอย่างดี ผมก็ได้แต่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทว่าพอกลับเข้ามาที่ห้องแล้ว ความเข้มแข็งก่อนหน้าก็เหมือนจะถูกทำลายลงไปย่อยยับไม่มีชิ้นดี

ผมยืนพิงประตูห้องอย่างหมดแรง ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น กดโทรศัพท์จองตั๋วเครื่องบินสำหรับบินกลับไทยในวันพรุ่งนี้ พอจัดการเสร็จเรียบร้อยก็ทอดมองไปยังกระเป๋าเป้ตรงหน้าที่ยังเก็บเสื้อผ้าข้าวของใส่ไม่เรียบร้อยดีด้วยความรู้สึกที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก

ถึงเวลา...ที่ผมต้องไปจริงๆ แล้วสินะ

ผมตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปสนามบินแต่เช้า ความจริงจะบอกว่าตื่นก็ไม่ได้ เพราะอันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้นอนหลับด้วยซ้ำ ในหัวเอาแต่คิดครุ่นเรื่องของปั้นรักเต็มไปหมด ใจไม่อยากจะไปหรอก มันยังอยากอยู่กับผู้ชายคนนั้น มันเรียกร้อง โหยหา อยากให้ปั้นรักกลับมา ทว่าผมกลับบังคับให้สมองบอกกับร่างกายตัวเองด้วยตรรกะและเหตุผลว่าผมควรกลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง เพราะตอนนี้ปั้นรักก็กลับไปอยู่ในที่ของมันแล้ว

คิดอย่างนั้นถึงได้รวบรวมแรงยกกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายและลงมารอรถบัสที่จะมารับหน้าเกสต์เฮ้าส์เพื่อไปส่งที่สนามบินได้ ระหว่างที่รออยู่ จู่ๆ หูก็ได้ยินเสียงของคนคุ้นเคยดังเข้ามา

“พี่ดื้อ!”

หันไปมองก็เห็นว่าเป็นปั้นรักที่เดินมาหาผมด้วยสีหน้าตื่นๆ ก่อนมันจะเสียงดังใส่มาอีก

“ไหนบอกว่าจะกลับอาทิตย์หน้าไง ทำไมจู่ๆ ถึงกลับวันนี้ แล้วทำไมถึงไม่บอกไอ ไอยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย”

มันหมายถึงเรื่องที่ผมชวนไปไทยด้วย ดูก็รู้ว่ามันรู้ว่าผมเลือกที่จะกลับคนเดียวเพราะอะไร แต่ปั้นรักแสร้งทำเป็นไม่รู้มากกว่า ผมเลยฝืนยิ้มให้มันเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา

“ปั้นไม่ต้องไปไทยกับพี่แล้วล่ะ มันไม่จำเป็นแล้ว”

ปั้นรักมีสีหน้าตึงเครียดทันที “ทำไม”

“เพราะอะไร ปั้นก็น่าจะรู้ พี่ว่าปั้นใช้เวลาอยู่ที่นี่กับแฟนเถอะ เคลียร์กันให้รู้เรื่อง จะได้แต่งงานกันสักทีนะ”

กัดฟันพูดนะประโยคนี้ แต่ไม่ได้ประชดประชันสักนิด ผมแค่พูดไปตามความจริง หากแต่คงจะไม่เข้าหูปั้นรักล่ะมั้ง มันถึงได้ทำสีหน้าน่ากลัวขึ้นมา แล้วโวยวายใส่ผม

“ยูก็ฟังไอก่อนได้ไหม จะแดกดันกันทำไมวะ”

ก็บอกแล้วว่าไม่ได้ประชดหรือแดกดันอะไร แต่ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ

พอเห็นผมเงียบไป ปั้นรักก็ผ่อนเสียงลง

“ฟังไอก่อนนะ ขอไออธิบายหน่อย”

ผมอยากจะบอกว่าเวลาสำหรับการอธิบายเรื่องนี้มันจบลงแล้ว เพราะยังไงผมก็เลือกที่จะกลับไปแล้ว ทว่าผมก็ไม่อยากให้มันจบลงอย่างวันนั้น จึงสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะว่าออกมา

“พูดมาสิ พี่รอฟังอยู่”

ปั้นรักมีสีหน้าโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยที่ผมยอมฟังจนได้ ก่อนที่มันจะรีบพูดอย่างรวดเร็ว

“ไอกับลูซี่เป็นแฟนกัน คบหากันมานานแล้วก็มีแพลนแต่งงานกันก็จริง แต่ก่อนที่ไอจะมาลาว เรามีปัญหากันมาก่อน มันค่อนข้างหนักหนาแล้วก็เกี่ยวกับเรื่องแต่งงานด้วย ไอก็เลยขอเวลามาคิดทบทวนก่อนว่าจะตัดสินใจยังไงเพราะไอรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้”

“แล้วยังไงต่อ”

“หลายวันที่ผ่านมา ไอคุยกับลูซี่แล้ว ไอคิดว่าไอจะเลิกกับลูซี่ แล้วก็มาคบกับยู”

ผมนิ่งงันไปนิด...

มันควรดีใจหรือเปล่าที่ปั้นรักบอกว่าเลือกผม?

ไม่สิ มันไม่ควรจะดีใจเลย เพราะคำตอบของคำถามต่อไปของผมที่หลุดออกมาจากปากปั้นรัก

“แล้วปั้นจะเลิกกับลูซี่เพราะอะไร”

“เพราะไอรักยู รักมากจนไม่อยากจะเสียไป”

ผมไม่รู้ว่าปั้นรักพูดจริงหรือเปล่า แต่ดูจากสายตาที่มองมายังผมนิ่งๆ นั้น ผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดบางอย่างที่แฝงอยู่ในนั้น บอกตามตรงว่าเกือบจะทำให้ผมใจอ่อนอยู่แล้ว ถ้าหากว่าผมไม่ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

“ตอนนี้ปั้นรักพี่ ปั้นเลยอยากรั้งพี่ไว้ แต่ถ้าวันนึงปั้นไม่รักพี่ขึ้นมา แล้วจะเอาพี่ไปไว้ที่ไหน”

“มันจะไม่มีวันนั้น” ปั้นรักตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

แต่รู้อะไรไหม... ผมไม่เชื่อใจคนตรงหน้าแล้ว

“ขนาดคนที่คบกันมานานหลายปีและมีแผนที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน ปั้นยังทิ้งมาเพราะคนที่รู้จักกันไม่กี่อาทิตย์ได้ ถ้าวันไหนที่ปั้นหมดใจจากพี่ พี่ก็ไม่ถูกปั้นทิ้งขว้างเหรอ”

พูดไปอย่างนั้น ปั้นรักก็อึกอักขึ้นมา

“พี่ดื้อ...”

ทำท่าคล้ายกับว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็นะ มันไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ ไม่ว่ายังไงเราก็กลับเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

ไม่... ผมต่างหากที่กลับไปรู้สึกเชื่อใจปั้นรักเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วต่อให้ยังรักมากเหมือนเดิมก็ตาม

“พี่มาที่ลาวเพื่อพักใจนะปั้น ไม่ได้มาเพื่อทำให้ตัวเองเจ็บมากกว่าเดิม แต่ผลที่ได้มา มันทำให้พี่แทบอยากจะตายไปเลยรู้ไหม ขอร้องล่ะปั้น อย่าทำร้ายพี่อีกเลย ปล่อยพี่ไปเถอะ แล้วปั้นก็ไปใช้ชีวิตของตัวเองซะ แคร์คนที่ควรแคร์รู้ไหม”

“ก็ยูไงคือคนที่ไอควรแคร์ ไหนบอกว่าจะฟังไงวะ สุดท้ายก็ไม่ได้ฟัง!”

พอไม่ได้ดั่งใจก็โวยวาย ผมฟังนะ ฟัง...แต่ยอมรับตามตรงว่าไม่ได้เปิดใจให้แล้ว วินาทีนี้ผมอยากจะหนีไปจากความเจ็บปวดที่คอยทิ่มแทงผมมากกว่า

“คนที่ปั้นควรแคร์น่ะ คือลูซี่ต่างหาก ไม่ใช่พี่”

ผมว่าเนิบๆ ขณะที่ปั้นรักออกอาการหัวเสีย

“ให้ตายเถอะ! ยูไม่ได้เข้าใจอะไรเลยนี่หว่า! ต้องให้อธิบายใหม่ไหมว่าไอรักยูมากแค่ไหน! รักมากกว่าลูซี่ เข้าใจหรือยัง!”

เสียงของปั้นรักที่ดังขึ้นมาเรียกสายตาจากทุกชีวิตในล็อบบี้ไป จากที่ไม่มีใครรู้ว่าผมกับปั้นรักเคยเป็นอะไรกัน ตอนนี้ดูท่าทางจะรู้หมดแล้ว ทว่าปั้นรักก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เอาแต่พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดเท่านั้น

“แล้วแม่งจะหนีกันไปแบบนี้น่ะนะ เรื่องที่ผ่านมามันไม่สำคัญเลยหรือไงวะ ทำไมถึงจะทิ้งกันไปง่ายๆ แบบนี้!”

ทิ้งเหรอ? จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ผมกำลังจะทิ้งปั้นรัก แต่นั่นก็เป็นเพราะผมทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่เหรอ?

ผมเกือบจะพูดออกไปอยู่แล้วถ้าไม่เห็นว่าปั้นรักที่โวยวายอยู่นั้นมองมาที่ผมด้วยดวงตาแดงก่ำ

“ไอผิดที่ปิดบังยู ไอรู้ ขอโทษ แต่อย่าทิ้งกันไปแบบนี้ได้ไหม ขอร้องล่ะ อยู่คุยกันก่อน ใจเย็นๆ แล้วคุยกันได้ไหม อย่าคิดเองเออเองคนเดียว”

ไม่เพียงแต่ตาแดง ขอบตาก็มีน้ำสีใสเอ่อปริ่มอยู่ด้วย

ปั้นรักกำลังจะร้องไห้...

ผมเห็นแล้วก็อดไม่ได้ จะเอื้อมมือออกไปข้างหน้าเพื่อคว้ามันมากอดแล้ว ทว่าสายตาเจ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็นลูซี่ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้โผล่มาทางด้านหลังของปั้นรักเสียก่อน ทำให้ผมต้องหยุดความตั้งใจนั้น ดึงมือตัวเองกลับไปอยู่ในที่เดิมของมันอย่างยากลำบาก จังหวะเดียวกับที่หูได้ยินเสียงของพนักงานที่แจ้งกับแขกคนอื่นๆ ว่ารถบัสที่รับไปส่งยังสนามบินมาถึงแล้ว ผมจึงตัดสินใจตัดบทในวินาทีนั้น

“ปั้น...”

ปั้นรักมองหน้าผมนิ่ง ขณะที่ผมฝืนยิ้มออกมา

“พี่ขอให้ปั้นมีความสุข”

พูดจบ ก็หันหลังเดินจากไปเลย ไม่สนใจเสียงเรียกของปั้นรักที่ดังไล่หลังมาแม้แต่น้อย

“พี่ดื้อ! เฮ้ย! พี่ดื้อเดี๋ยว!”

ผมก้าวขึ้นรถไปแล้ว ลูซี่ก็ตรงเข้ามาคว้าแฟนของตัวเองเอาไว้พร้อมกับถามอะไรบางอย่าง ผมเหลือบมองแล้วก็เดาเอาว่าคงจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ปั้นรักโวยวายใส่เธอ ทำให้เธอร้องไห้ออกมาอีก ปั้นรักเลยต้องเคลียร์กับทางนั้นก่อน พอจะถ่วงเวลาให้ผมได้

รถบัสต้องทำเวลา การลำเลียงแขกของเกสต์เฮ้าส์ที่มีไฟลท์บินวันนี้ขึ้นรถจึงใช้เวลาไม่นานนัก ปั้นรักเห็นรถจะออกก็สลัดลูซี่ออกห่างจากตัว รีบเดินมาหา แต่รถบัสเคลื่อนตัวออกไปแล้ว

จากที่เดิน ปั้นรักก็เริ่มวิ่งเพื่อไล่ตามรถบัสให้ทัน พร้อมกับตะโกนเรียกชื่อผมเสียงดัง

“พี่ดื้อ!”

ทุกคนในรถหันไปมองผู้ชายที่วิ่งหน้าตั้งไล่หลังรถบัส คนขับชะลอรถด้วยคิดว่าผมยังมีเรื่องที่จะต้องสะสางกับผู้ชายคนนี้ ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแขกจากเกสต์เฮ้าส์นั้นหันมามองผมเป็นตาเดียวด้วยเห็นเหตุการณ์ก่อนหน้า และอยากรู้ว่าผมจะทำยังไงต่อไป

แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำอะไร นอกจากจะบอกกับคนขับที่หันมามองผมอย่างขอคำตอบเท่านั้น

“ไปเลยครับ เดี๋ยวผมตกเครื่อง”

คนขับพยักหน้ารับ ก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไป ปล่อยให้ปั้นรักวิ่งตามจนมาถึงทางแยก จากนั้นก็ต้องหยุดวิ่งด้วยไม่สามารถจะวิ่งข้ามถนนในนาทีนั้นได้ ผมหันไปมองก็เห็นว่ามันมองตามรถที่ผมนั่งอยู่พลางหายใจหอบฮั่ก

กระทั่งรถมุ่งหน้าออกไปไกลจนภาพของปั้นรักหายจนลับสายตา ผมถึงกลับมานั่งในท่าปกติและมองตรงไปข้างหน้า พลางคิดในใจ

ใช่ มันควรจะจบแบบนี้แหละ ผมตัดสินใจถูกต้องแล้ว...

การกลับมาโดยไม่ได้บอกกล่าวใครล่วงหน้าทำเอาไอ้แสบกับไอ้จอมแก่นตกใจไม่น้อย พี่กับน้องของผมพากันซักไซ้ไล่เรียงกันใหญ่ว่าทำไมผมถึงกลับมาโดยไม่บอกใคร และทำไมถึงกลับเร็วกว่ากำหนด ทว่าพอผมบอกว่ายังไม่พร้อมจะคุยตอนนี้ พวกมันก็เลิกเซ้าซี้ทันทีราวกับเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม

ผมอยากจะบอกพวกมันว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรด้วยยังไม่พร้อมจะคุยกับใคร ตอนนี้ผมเหนื่อยมาก อยากจะพักทั้งร่างกาย ทั้งใจ พักทุกๆ อย่างก่อน พวกมันก็เลยปล่อยให้ผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองไปอีกหลายวันโดยไม่ถามอะไรเรื่องลาวเลยสักคำ

จนเข้าวันที่สาม... เหมือนไอ้แสบจะทนไม่ไหว เพราะพอพวกมันปล่อยให้ผมใช้เวลาคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ผมก็ดันเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง นอนมองเพดานเฉยๆ หายใจทิ้งให้เวลาหมดไปวันๆ มันเลยเป็นคนแรกที่เข้ามาคุยกับผมถึงในห้องโดยไม่ถามไถ่ว่าผมพร้อมจะคุยไหมสักคำ

“เอ้า ตกลงมึงจะเล่าได้หรือยังว่ากลับไทยก่อนกำหนดทำไม”

มาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ถามเลย ผมเหลือบมองมันที่ยืนกอดอกจ้องผมอยู่เล็กน้อย

“มึงไม่ไปเปิดร้านหรือไง ร้านเหล้ามึงเปิดสองทุ่มนี่ สองทุ่มครึ่งแล้วนะเว้ย”

“มึงไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องไอ้ดื้อ อันนั้นกูให้เด็กไปเปิดแทนได้ มึงรีบเล่ามาดีกว่าว่ามึงมีเรื่องอะไรถึงได้หงอยเป็นหมาป่วยอย่างนี้”

ผมไม่ตอบในทันที ได้แต่ถอนหายใจออกมา ไอ้แสบมันเลยพูดออกมาอีก

“อย่าบอกนะว่ามึงโดนหนุ่มลาวหักอกมาอีก?”

เข้าเป้าอย่างจังเลยทีเดียว

“ทำไมมึงถึงคิดว่าเป็นเพราะเรื่องนั้นวะ”

“น้ำหน้าอย่างมึง ถ้าไม่ใช่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ มึงจะหงอยอย่างนี้เหรอวะ กูรู้นิสัยมึงดีไอ้ดื้อ มึงมันพ่อคนอ่อนไหว มึงเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

ไอ้แสบว่าเหน็บแนม ผมหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก็สมกับที่เป็นพี่น้องคลานตามกันมาเกิดจริงๆ แหละ มันรู้จักผมดีชะมัด

“เอ้า เล่าสักทีว่าโดนทิ้งมาหรืออะไรยังไง”

เห็นผมไม่เล่าสักที มันก็เค้นออกมาอีก จังหวะเดียวกับที่จอมแก่นเดินเข้ามาสมทบพอดี ไอ้น้องชายคนเล็กของผมก็เลยขัดเข้าให้

“พี่แสบไปถามอย่างนั้นได้ไง พี่ดื้ออาจจะมีปัญหาอื่นก็ได้”

“มึงก็โลกสวยไอ้แก่น ทำอย่างกับไม่รู้จักพี่มึงว่าเป็นคนยังไงอย่างนั้นแหละ หงอยเป็นหมาป่วยมาแบบนี้ โดนทิ้งมาแน่นอน อกหักอีกแล้วน่ะสิมึงน่ะ”

ประโยคหลังหันมาถามผม ไอ้แสบก็เลยโดนจอมแก่นดุเข้าให้

“พี่แสบ พอได้แล้วน่า”

“ก็กูพูดจริง”

“แต่ก็ไม่เห็นต้องพูดตรงๆ แบบนั้น”

ตอนนี้รู้เลยว่าสองพี่น้องคู่นี้คิดแบบเดียวกัน ถึงตอนนี้ผมคงปิดพวกมันไม่มิดอีกแล้ว เลยดันตัวขึ้นนั่งแล้วเปิดปาก

“เออ กูโดนหักอกมา หนุ่มลาวหักอกกู”

ไอ้แสบตบมือดังป้าบทันที

“นั่นไง ผิดจากที่กูคิดซะที่ไหน” จากนั้นก็หัวเราะเหมือนสะใจที่เดาถูก เลยโดนจอมแก่นมองตาเขียวปั้ดไปที

“พอได้แล้วน่าพี่แสบ” ปรามเสร็จก็หันมาถามผม “แล้วเรื่องมันเป็นมายังไงอะพี่ดื้อ ทำไมถึงถูกหักอกซ้ำสองได้อีก”

ไอ้นี่ก็พูดแทงใจดำผมเหมือนกัน แต่ดูเหมือนมันจะไม่รู้ตัว เออ ช่างมันเถอะ ยังไงมันก็เป็นเรื่องจริงที่ผมถูกหักอกสองครั้งติดๆ กันน่ะ

“ก็ไม่มีอะไร กูไปคบกับคนลาวที่เคยบอก พอเป็นแฟนกัน ทุกอย่างมันก็ดีแหละ แต่กูเพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันนี้ว่าจริงๆ แล้วเขามีแฟนอยู่แล้ว กูเป็นมือที่สาม”

“มึงเป็นมือที่สามแบบไม่รู้ตัว?” ไอ้แสบถาม

ผมพยักหน้ารับ

เท่านั้น ไอ้แสบกับจอมแก่นก็มองหน้ากันทันควัน ก่อนไอ้แสบทำท่าเหมือนอยากจะถามอะไรออกมาอีก แต่ก็ไม่ได้ถามเพราะจอมแก่นขยิบตาให้เป็นสัญญาณว่าให้หยุดซักไซ้ อาจจะเพราะเห็นสีหน้าผมไม่ดี หรือเพราะเห็นว่าผมฝืนใจเล่าล่ะมั้ง มันถึงไม่ให้พี่ชายคนโตถามอีก ก่อนที่จอมแก่นจะเดินมาทรุดตัวนั่งข้างๆ ผม

“พี่ดื้อ” เรียกด้วยเสียงแผ่วอีกด้วย

ผมหันไปมองมัน “อะไร”

“ไม่เป็นอะไรนะ”

“จะบอกว่าไม่เป็นไรก็คงยาก เอาเป็นว่ากูยังไม่ตายก็พอ” ผมว่าเจือหัวเราะที่ฟังดูโคตรจะแหบแห้งเลย แต่นั่นก็เพื่อทำให้น้องชายของผมสบายใจขึ้น

ทว่าไม่ได้ช่วยเลยสักนิด จอมแก่นมีสีหน้าหนักใจ จากนั้นก็พูดอะไรเลี่ยนๆ ออกมา

“ถึงพี่ดื้อจะถูกทิ้ง แต่พี่ดื้อก็ยังมีผมกับพี่แสบที่ไม่ทิ้งพี่ดื้อไปไหนนะ”

“ขนลุกเลยไอ้แก่น พูดบ้าอะไรของมึงเนี่ย”

คราวนี้หัวเราะออกมาได้อย่างเต็มที่เพราะนานๆ ทีจะได้ยินจอมแก่นพูดอะไรแบบนี้ และไม่ใช่แค่ผมด้วยที่ขนลุก ไอ้แสบที่ยืนฟังอยู่ก็ลูบแขนตัวเองเป็นการใหญ่

“เออ พูดบ้าอะไรของมึง ขยะแขยงฉิบหาย”

“อะไรของพวกพี่กันเนี่ย ผมพยายามปลอบใจพี่ดื้ออยู่นะ”

จอมแก่นโวยวายหน้ายู่ขึ้นมาเมื่อถูกผมกับไอ้แสบรุม แก้มขาวๆ ของมันป่องขึ้นมาเล็กน้อย มองยังไงมันก็น่ารัก เหมือนกับตอนเด็กๆ ที่วิ่งตามผมกับไอ้แสบไปโรงเรียนต้อยๆ ไม่มีผิด ทำเอาผมต้องคว้ามันมากอดคอแล้วใช้มือข้างหนึ่งยีผมเป็นพัลวัน

“งอนเหรอไอ้แก่น มึงไม่ต้องมาทำตัวน่ารักแถวนี้เลย พวกกูไม่เอ็นดูมึงหรอกเว้ยบอกไว้ก่อน”

ไม่เอ็นดูบ้าอะไรล่ะ เป็นน้องชายที่โคตรจะน่ารักของพวกผมเลยเถอะ

“เออ มึงอย่าคิดว่าเป็นน้องคนเล็กแล้วพวกกูจะเห็นว่ามึงน่ารักนะ” ไอ้แสบผสมโรง แต่ผมรู้ว่ามันก็คิดเหมือนผม

ไอ้จอมแก่นมันน่ารัก...

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาวิเคราะห์ว่ามันน่ารักน่าเอ็นดูหรือเปล่า ผมต้องแก้ความเข้าใจผิดของพี่น้องตัวเองก่อน

“แล้วอีกอย่าง กูอกหักมาก็จริง แต่กูไม่ได้ถูกทิ้งนะเว้ย กูทิ้งเขามา”

พูดจบก็ปล่อยจอมแก่นให้เป็นอิสระ จอมแก่นมุ่ยหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยที่ถูกผมฟัดจนผมเผ้ายุ่งเหยิง ตั้งหลักได้ มันก็ถาม

“พี่ดื้อทิ้งมา หมายความว่าพี่เป็นคนบอกเลิก?”

ผมพยักหน้า คราวนี้ไอ้แสบมองหน้าผมอย่างไม่เชื่อ

“มึงเนี่ยนะทิ้งเขา?”

ผมพยักหน้าอีกที

ไอ้แสบกับจอมแก่นทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่พูด ก่อนไอ้แสบจะเดินมาตบบ่าผม

“ทิ้งเขามาแต่หงอยขนาดนี้ กูว่าคงเรื่องใหญ่ เอาเป็นว่ามึงพร้อมจะเล่าเมื่อไหร่ก็บอกพวกกูแล้วกัน มึงยังตัดใจตอนนี้ไม่ได้ สักวันมึงก็ทำได้ ใช้เวลาหน่อย ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็บอก เดี๋ยวกูพาไปเที่ยว อย่างที่ไอ้แก่นมันบอก มึงไม่มีเขา แต่มึงก็ยังมีพวกกูนะไอ้ดื้อ”

“ขอบใจ” ผมยิ้มออกมา

ไอ้แสบเลื่อนมือมายีเส้นผมของผมเล็กน้อย ก่อนจะเรียกจอมแก่นออกจากห้องไป

“ปล่อยให้มันพัก ไอ้แก่น มึงอย่าไปกวนมัน เดี๋ยวมันติสต์แตก หนีไปที่อื่นแบบไม่บอกอีก กูขี้เกียจดูร้านนมให้มัน ได้กำไรไม่คุ้มเหนื่อย”

“เงินหมด กูไม่ไปแล้ว” ผมหัวเราะไล่หลัง ก่อนที่สองคนนั้นจะออกจากห้องผมไป

รู้สึกดีขึ้นมามากทีเดียวที่กลับมาเจออะไรแบบนี้ ยอมรับเลยว่าการตัดสินใจกลับมาพักใจที่บ้านเป็นอะไรที่ถูกต้องแล้ว

สักวัน...ผมจะลืมปั้นรักได้

...ลืมว่าเคยรักปั้นรักมากกว่าตัวเองแค่ไหน แล้วกลับมารักตัวเองสักที

------------------------------

มาเต็มตอนแล้วค่ะ 

พี่ดื้อเป็นผู้ชายอ่อนไหวมากกก กลัวเจ็บไปหมดเลยเนอะ

แต่อย่าเพิ่งขัดใจไป เข้าใจพี่ดื้อหน่อย นางเจ็บมาเยอะ 555

ตอนหน้าก็เป็นตอนเกือบสุดท้ายแล้วค่ะ เดี๋ยวจะมาอัปให้นะ 

ใครรอหนังสืออยู่ รออีกหน่อยนะ กำลังอยู่ในกระบวนการจัดพิมพ์ค่ะ ใกล้แล้วล่ะ

ฝากฟีดแบ็กให้ล่วยยย เจอกันพรุ่งนี้จ้า

ความคิดเห็น