กมัยธร/DARIN_NA/พอฝัน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 2

คำค้น : เงื่อนปริศนา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 104

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2560 17:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2
แบบอักษร

“พี่รุจ ช่วยผมหน่อยนะ ผมกับธิดารู้สึกผิดกับมิงค์มากที่เราห้ามใจตัวเองไม่ได้ พี่ช่วยหางานให้มิงค์ทำหน่อยนะครับ” คำพูดขอร้องนั้นอติรุจยังคงจำได้ดี ด้วยวัยที่ห่างกันมากถึงสิบปี จึงไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของน้องชาย แต่อติเทพมาขอร้องให้ช่วยด้วยสีหน้ากลุ้มใจจนอดช่วยเหลือไม่ได้

การได้ร่วมงานกับขวัญระมิงค์ในหลาย ๆ ครั้งทำให้ชายหนุ่มคอยชื่นชมอยู่ห่าง ๆ จนกระทั่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าหญิงสาวสำคัญกับตัวเองมากแค่ไหน และคงเสียใจไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้เปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง

“มิงค์เป็นยังไงบ้างคะ” ณัฐธิดาถามหลังจากกลับมาจากวัดและรู้ว่าเพื่อนรู้ทุกอย่างแล้ว จึงยังไม่กล้าเข้าไปหา

“เราคิดว่าไงล่ะ เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งนานน่าจะรู้นิสัยใจคอกันดี” หญิงสาวหลบตาพี่ชายสามีก่อนจะยิ้มเครียด ๆ

“ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วค่ะ เราทำร้ายความรู้สึกของมิงค์กันมามาก ธิดากลัวว่าครั้งนี้เพื่อนจะไม่ยกโทษให้”

“ดูจากที่เคยได้คุยกัน ทำงานด้วยกัน แล้วก็เรื่องที่เราเล่าให้พี่ฟัง คุณขวัญระมิงค์ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ ถึงจะมีโกรธบ้าง ณ เวลานั้นก็เถอะ แล้วเทพไปไหนล่ะ” อติรุจถามน้องชายที่หายออกไปตั้งแต่ออกมาจากห้องพักของสองสาว

“ยังไม่เจอเลยค่ะ น่าจะอยู่ในห้องทำงาน ธิดาขอตัวก่อนนะคะ จะไปเยี่ยมเพื่อนสักหน่อย คิดถึงมาก” ธิดายิ้มขอตัวออกไปจากห้อง รู้สึกเหมือนมีรังสีอะไรสักอย่างออกมาจากตัวของอติรุจ ซึ่งมันทำให้รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างหาสาเหตุไม่ได้

เสียงเคาะประตูทำให้คนที่นั่งเหม่ออยู่ตรงหน้าต่างขยับตัว รัญญิกายิ้มกว้างอย่างดีใจที่ได้เจอณัฐธิดา เพราะตอนนี้รู้สึกว่ากำลังโดนพายุเงียบ ที่ออกมาจากร่างกายของ ขวัญระมิงค์ปกคลุมร่างกายจนไม่อยากจะกระดิกตัวแม้แต่นิดเดียว

“เป็นยังไงบ้าง เจ็บกันมากหรือเปล่า” ณัฐธิดายิ้มแหยให้รัญญิกาก่อนจะถามอาการ

“ร้าวระบมร่างมาก เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย” รัญญิกาเป็นฝ่ายตอบรับ เมื่อเห็น ขวัญระมิงค์ทำเพียงแค่หันมายิ้มบาง ๆ

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ต้องการอะไรเพิ่มบอกนะ”

“ต้องการคำอธิบาย” นั่นเป็นประโยคแรกของขวัญระมิงค์ทำให้สองสาวยิ้มเจื่อน

“ขอโทษนะมิงค์ที่ทำแบบนี้ แต่เราเป็นห่วงมากเลยขอร้องให้พี่รุจช่วย กะว่าจะบอกหลังแต่งงาน แต่ยังไม่มีโอกาส” ณัฐธิดาเดินไปนั่งปลายเตียงข้างรัญญิกา

“ใช่ ๆ ฉันอยากบอกใจจะขาด แต่กะว่าจะรอให้อยู่พร้อมหน้ากันทุกคนก่อน” รัญญิกาช่วยเสริมให้ เพราะอยากให้สถานการณ์นี้จบลงโดยเร็วจะได้เข้าใจ และเข้าหน้ากันติดสักที ขวัญระมิงค์นิ่งเงียบไปนานก่อนจะถอนหายใจออกมา เมื่อคิดได้ว่าคิดเคืองไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อทุกอย่างผ่านมาถึงจุดที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว

“ธิดา อยู่ที่นี่สบายดีใช่ไหม” ขวัญระมิงค์เข้ามานั่งข้าง ๆ ทั้งสองสาวที่นั่งลุ้นจนแทบหยุดหายใจยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

“สบายมาก ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเลย เหงาด้วย คิดถึงมิงค์มาก ๆ เลย” ณัฐธิดาสวมกอดเพื่อนด้วยท่าทางออดอ้อน

“ไม่คิดถึงฉันบ้างหรือไงคะ” เสียงเหน็บด้วยความหมั่นไส้ ทำให้ณัฐธิดาหัวเราะก่อนจะกอดรัญญิกาด้วยอีกคน

อ้อมกอดของเพื่อนรักทำให้ขวัญระมิงค์นึกไปถึงเหตุการณ์บนหน้าผา ขนบนร่างกายลุกชัน เพราะมันไม่ใช่ความฝัน ไม่ได้ละเมอเพราะรัญญิกาก็ยืนยันว่าอยู่ ๆ ตัวเองก็วิ่งขึ้นผาไป หรือว่าจะเจอผีป่าเล่นงานเข้าแล้วจริง ๆ ความวูบไหวในอกทำให้หญิงสาวกอดเพื่อนทั้งสองคนแน่นขึ้น

เสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ลอยเข้ามากระทบโสตประสาทคนที่กำลังนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ขวัญระมิงค์สะดุ้งตื่นมองไปทางประตูห้อง หญิงสาวหันไปหารัญญิกา ฝ่ายนั้นยังคงหลับสนิทจึงตัดสินใจลุกจากเตียงมาคนเดียว

ขวัญระมิงค์เดินตามเสียงสะอื้นไห้ที่เหมือนจะเริ่มห่างไกลออกไปทุกที ทางเดินสู่ห้องโถงมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ จากโคมไฟด้านนอกระเบียง หญิงสาวหันขวับไปมองด้านซ้ายมือ เมื่อรู้สึกว่าเห็นชายผ้าขาวผ่านหางตาเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง เท้าบาง ๆ เกือบจะก้าวตามไปถ้าเหตุการณ์บนหน้าผาไม่ผุดขึ้นมาทำให้ให้ขนเริ่มลุกชัน ขวัญระมิงค์ชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับเข้าห้อง

“ไม่เป็นไร พี่ทำเองได้ ธิดาไปนอนเถอะ” เสียงสนทนาในห้องนั้นดังขึ้น หญิงสาวหยุดฟังให้แน่ใจว่านั่นคือเสียงคนคุยกันจริง ๆ

“พี่เทพมีอะไรหนักใจ ทำไมไม่บอกธิดา ธิดาอยากช่วย” เสียงธิดาที่ดังออกมาทำให้ขวัญระมิงค์ถอยหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ เมื่อคิดได้ว่าเมื่อสักครู่คงเป็นณัฐธิดาที่เดินลงมา

“แต่ทำไมธิดาถึงร้องไห้ล่ะ” จากที่คิดจะเดินกลับห้อง หญิงสาวเปลี่ยนใจเดินเข้าไปใกล้ห้องนั้นมากขึ้น

“พี่บอกว่าไม่มีก็คือไม่มี อย่าเซ้าซี้ได้ไหม ธิดา”

“แต่ธิดาเป็นห่วง พี่เทพเป็นสามีธิดานะคะ จะไม่ห่วงได้ยังไง”

“ธิดา ขึ้นห้องไป อย่ามายุ่งพี่จัดการเองได้” ขวัญระมิงค์ขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบ และต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงอติเทพตบโต๊ะเสียงดัง

“พี่บอกให้ขึ้นไป” ด้วยความที่ต้องเป็นฝ่ายปกป้องณัฐธิดามาตลอด ทำให้หญิงสาวตัดสินใจก้าวเข้าไปช่วยเพื่อนสนิท

“เดี๋ยว คุณอย่าไปยุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่นเลย” ขวัญระมิงค์ตกใจเมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนมาดึงแขนไว้

“ท่านประธาน” อติรุจไม่ตอบอะไร แต่ลากร่างบางเข้ามาในห้องทำงานของตัวเอง เพื่อหลบณัฐธิดาที่วิ่งร้องไห้ขึ้นไปบนห้องนอน

“ท่านประธานจะห้ามทำไมคะ ฉันจะไปคุยกับเทพให้รู้เรื่อง”

“มันเป็นเรื่องของคนสองคน คุณไปยุ่ง มีแต่จะทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่” ขวัญระมิงค์ค้อนให้ท่านประธาน

“ท่านประธานเป็นผู้ใหญ่แล้วนะคะ ไม่ควรเข้าข้างน้องชายมากกว่าความถูกต้อง” อติรุจหรี่ตามองคนตรงหน้าที่บังอาจมาหาว่าตนเองลำเอียง

“ผมไม่ได้ลำเอียง ไม่ได้เข้าข้างน้องชาย แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของผัวเมีย คนที่นอนคุยกัน เดี๋ยวสองคนนั้นก็ดีกันเองนั่นแหละ” ขวัญระมิงค์หน้าแดงเมื่อคิดตามความหมายของคำว่า นอนคุยกัน

“ฉันรู้หรอกค่ะเรื่องนั้นน่ะ แต่ธิดาอ่อนต่อโลก เทพควรจะอ่อนโยนกว่านี้”

“ผมว่าที่เธอเป็นแบบนี้ อาจเพราะมีเพื่อนแบบคุณก็ได้ อ๊ะ อย่างเถียง เพราะคุณคิดว่าธิดาอ่อนแอ เลยคอยปกป้องดูแลไม่ให้เผชิญกับอันตรายรอบตัว มันเลยทำให้ธิดารู้ไม่ทันคน และอาจทำให้เป็นอันตรายต่อตัวเธอเองได้ แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ เพื่อนสนิทรังแกฉัน ใช่ไหม” อติรุจยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนใบหน้างามผงะถอยหลัง แต่ยังไม่วายเชิดหน้าเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

“เขาเรียกว่ารักเพื่อนค่ะ ยอมตายแทนเพื่อนได้ ยังไงฉันก็ต้องพูดกับเทพให้รู้เรื่อง”

“งั้นผมจะเตือนอีกครั้ง ว่าปล่อยให้สองคนนั้นคุยกันเอง ผมไม่รู้ว่าคุณห่วงเพื่อนหรือหวังอย่างอื่นกันแน่”

“หวังอะไร” ขวัญระมิงค์มองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัย

“หวังจะทวงคืนเทพกลับไปหาคุณน่ะสิ” ดวงตากลมโตลุกวาบ นึกอยากตะกุยหน้าอีกฝ่ายด้วยเล็บของตัวเอง

“ฉันไม่อยากเชื่อเลย ว่าคนมีการศึกษาสูงอย่างคุณจะมีความคิดสกปรกแบบนี้” ขวัญระมิงค์ตวาดออกไปก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับไปห้องนอนตัวเอง

อติรุจยืนมองจนหญิงสาวเข้าห้อง พลางถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ ชายหนุ่มเห็นตั้งแต่หญิงสาวมาหยุดยืนอยู่กลางห้องรับแขก ก่อนที่อยู่ ๆ จะหันไปทางห้องทำงานของอติเทพ และทำท่าจะเข้าไปจนต้องไปดึงไว้ก่อน ชายหนุ่มหมุนตัวกลับห้องนอนตัวเอง แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นอติเทพยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานด้วยสีหน้าครุ่นคิด ซึ่งอติรุจพอจะเดาได้ว่าน้องชายคิดจะทำอะไร

“อย่าดึงขวัญระมิงค์ลงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้เทพ” อติเทพสบตากับพี่ชายก่อนจะเดินกลับเข้าห้องโดยไม่พูดอะไร อติรุจถอนหายใจออกมาอีกครั้งพลางมองไปชั้นที่เป็นห้องนอนของขวัญระมิงค์

เสียงเอะอะดังมาจากด้านล่างทำให้สองสาวที่กำลังเก็บเสื้อผ้าหยุดมองหน้ากัน รัญญิกาเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย ขณะที่ขวัญระมิงค์ขมวดคิ้วด้วยคุ้นในน้ำเสียงนั้นเป็นอย่างดี หญิงสาวนิ่งฟังจนแน่ใจจึงเดินออกไปจากห้อง

ขวัญระมิงค์มองลงมาจากระเบียงทางเดินลงสู่ห้องรับแขก หญิงวัยกลางคนที่ยืนโวยวายอยู่กลางห้องรับแขกทำให้หญิงสาวถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย มนุษย์ป้าที่มีชื่อว่า บัวศรี ลูกพี่ลูกน้องที่อ้างว่าเป็นญาติแท้ ๆ เพียงคนเดียวของณัฐธิดา และก้าวก่ายทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวของหลานผู้อ่อนต่อโลก ดีที่ครอบครัวของขวัญระมิงค์ช่วยเหลือในหลาย ๆ เรื่อง ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้คบกับณัฐธิดามาจนทุกวันนี้

“คุณจะว่ายังไง คุณเทพ คุณทำหลานสาวฉันต้องเจ็บช้ำน้ำใจกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว แล้วคุณเลือกธิดามาเป็นคู่ชีวิตทำไมมิทราบคะ” บัวศรียืนจ้องหน้าหลานเขยพลางดึงหลานสาวมากอดไว้ ภาพนั้นทำให้คนแอบมองเบ้ปาก แต่สิ่งที่ได้ยินทำให้ขวัญระมิงค์สนใจมากกว่า

“แล้วที่คุณป้าทำอยู่ ต้องการอะไรครับ”

“ฉันจะต้องการอะไรได้ นอกจากให้คุณดูแลธิดาให้ดีกว่านี้” บัวศรีปฏิเสธเสียงแข็ง พลางดันหลานสาวมาเผชิญหน้ากับอติเทพ

“หรือครับ ผมว่าธิดาน่าจะรู้นะครับว่าถ้าเชื่อคำพูดของคนปลิ้นปลอก แล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ผมขอตัวนะครับมีหลายอย่างต้องทำ” อติเทพเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน พลางยิ้มเย็นใส่คนตรงหน้าก่อนจะเดินออกไป

“แกนี่ไม่ได้เรื่อง ผัวตัวเองยังไม่มีปัญญาออดอ้อน เมื่อก่อนมันรักของมันจะตาย แค่เอาอกเอาใจสักหน่อยจะไปไหนรอด ฮึ”

“โอ๊ย คุณป้า” ณัฐธิดาก้มหลบฝ่ามือที่กระหน่ำตีลงมา

“เสียแรงที่ฉันเอาแกมา…โอ๊ย” บัวศรีผงะถอยหลังเมื่อถูกดึงข้อมือเหวี่ยงไปด้านหลัง ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

“ยัยมิงค์”

“สวัสดีค่ะ คุณป้าบัวบาน เสียใจที่ได้เจอกันนะคะ” ขวัญระมิงค์ยกมือไหว้ส่ง ๆ ก่อนจะยิ้มให้กวน ๆ เหมือนทุกครั้งที่ต้องปะทะคารมกัน

“แกมาทำอะไรที่นี่”

“เหมือนฟ้าจะรู้ค่ะว่าจะมีภัยมาคุกคามธิดา ก็เลยส่งให้มิงค์มาคอยปกป้องดูแลเพื่อนรักไม่ให้ถูกรังแก”

“ภัยอะไร ที่นี่มีคนดูแลเยอะแยะ”

“ใช่ค่ะ แต่คงไม่มีใครทันเล่ห์เหลี่ยมบนหัวแหลม ๆ ของคุณป้าเหมือนมิงค์แล้วล่ะคะ”

“เล่ห์เหลี่ยมอะไร อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ”

“เหรอคะ” ขวัญระมิงค์ทำเสียงยานแสดงออกถึงความไม่เชื่อสักนิด และด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวกับการปรากฎตัวของคู่ปรับ บัวศรีจึงทำได้แค่สะบัดหน้าเดินออกจากห้องรับแขกไป

“เกิดอะไรขึ้นธิดา ทำไมเทพถึงเป็นแบบนี้” เมื่อป้ามหาภัยเดินออกไปพ้นห้องรับแขก หญิงสาวหันมาคาดคั้นกับเพื่อนรักทันที

“ไม่มีอะไรหรอกมิงค์ ป้าเข้าใจผิดน่ะ”

“เข้าใจผิดยังไง ก็มิงค์ได้ยินกับหูว่าเทพพูดอะไร เห็นกับตาว่ามองเธอด้วยสายตาแบบไหน”

“มิงค์ คือ…”

“ธิดา ผมขอคุยกับเพื่อนคุณสักครู่” ขวัญระมิงค์หันมามองด้านหลัง อติรุจยืนกอดอกอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย หญิงสาวถอนหายใจหันกลับมาเพื่อนรักก็ไม่อยู่ให้ซักถามอีกแล้ว

“อ้าว ทิ้งกันเฉยเลย ธิดานะธิดา” หญิงสาวบ่นพึมพำก่อนจะตัดใจหันไปเผชิญหน้ากับคนด้านหลัง

“เก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วหรือครับ”

“ยังค่ะ”

“ผมว่าบอกไปแล้วนะ ว่ารถจะมารับเก้าโมงครึ่ง” อติรุจทวนความจำเสียงเข้ม ชำเลืองดูนาฬิกาผนังห้องที่บอกเวลาเก้าโมงห้านาที ขวัญระมิงค์ยืนนิ่งด้วยความลังเลเพราะห่วงเพื่อน

“ท่านประธานคะ มิงค์ขอลาพักร้อนค่ะ”

“กฏของการที่จะลาพักร้อนต้องทำยังไงบ้าง”

“ลาล่วงหน้าสิบห้าวันค่ะ” ขวัญระมิงค์ทวนกฏด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

“แล้วคุณคิดว่าผมจะอนุญาตหรือเปล่า” อติรุจขยับตัวเข้ามาใกล้ จนอีกฝ่ายถอยหลังหนีด้วยหัวใจเต้นระทึก

“ก็ได้ค่ะ ถ้างั้นมิงค์กลับไปเขียนใบลาก่อนค่อยกลับมา”

“คิดว่าผมจะอนุญาตไหม”

“ต้องอนุญาตค่ะ เพราะท่านประธานยังมีความผิดที่ร่วมกันโกหกหลอกลวง เพื่อให้มิงค์หลงเข้ามาทำงานที่บริษัท แล้วก็ต้องชดเชยด้วยการย้ายมิงค์มาประจำการที่นี่ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ” ขวัญระมิงค์พูดเร็วปรื๋อ ยกมือไหว้ แล้วหันหลังวิ่งกลับขึ้นห้องด้วยความรู้สึกหวาด ๆ ก่อนจะมาหยุดยืนใจสั่นอยู่หลังประตูในห้องของตัวเอง

“ผู้หญิงบ้า”อติรุจมองร่างบางที่วิ่งหายเข้าไปในห้องด้วยความรู้สึกหัวเสียนิด ๆ แม้จะรู้สึกผิดในเรื่องรวมหัวกันหลอกขวัญระมิงค์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอามาเป็นข้อต่อรองให้ทำตามใจได้หรอกนะ

ฝันเถอะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น