กมัยธร/DARIN_NA/พอฝัน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 69

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2560 17:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1
แบบอักษร

ชายผ้าขาวสะบัดพลิ้วไหวผ่านเลนส์กล้อง ทำให้นิ้วเรียวที่กำลังกดชัตเตอร์หันไปมองด้วยความตกใจ แผ่นหลังผู้หญิงรูปร่างผอมบางคุ้นตา ใส่ชุดกระโปรงสีขาวทั้งชุดเดินเข้าไปในป่าลึก เสียงสะอื้นแว่วเข้ามาในโสตประสาท ทำให้เจ้าของกล้องขยับตัวสาวเท้าตามไปด้วยความเป็นห่วง ผู้หญิงคนนั้นกำลังร้องไห้ และจากเส้นทางที่วิ่งไปก่อให้เกิดลางสังหรณ์บางอย่าง เมื่อคิดว่าเป้าหมายของเธอคนนั้นคือ หน้าผา

ขวัญระมิงค์ขยับฝีเท้าให้เร็วขึ้น เมื่อร่างคุ้นตานั้นเริ่มวิ่งเร็วขึ้น เร็วขึ้น หญิงสาวมาหยุดยืนหอบหายใจเมื่อเห็นร่างในชุดกระโปรงสีขาวทั้งชุดหยุดอยู่ที่ริมหน้าผา ริมฝีปากบางพยายามส่งเสียงเรียก แต่ต้องเบิกตากว้างเมื่อชุดสีขาวตรงหน้าเริ่มมีเลือดซึมและไหลออกมาเต็มร่าง ขวัญระมิงค์ตัวแข็งทื่อ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า ณ เวลานี้ ตนเองกำลังหายใจอยู่หรือเปล่า

  ร่างบางในชุดเปื้อนเลือดสีแดงฉาน ค่อย ๆ หันมามองทางขวัญระมิงค์ ใบหน้าฉายแววเจ็บปวด น้ำตาสีเลือดไหลออกมาเป็นทาง ร่างนั้นกระตุกเฮือกเหมือนกับถูกอะไรดึงไว้ มือเปื้อนเลือดยื่นมาทางขวัญระมิงค์ เหมือนกับจะขอความช่วยเหลือ ขวัญระมิงค์ใจหายวาบเมื่อเห็นหน้าชัดเจน วิ่งเข้าไปหมายจะดึงมือผู้หญิงคนนั้นไว้

 “มิงค์” เสียงเรียกและเอวที่ถูกกอดไว้ทำให้ขวัญระมิงค์หันกลับไปมองเพียงแค่นิดเดียวก็หันกลับไปมองทางริมหน้าผา หญิงสาวถลาเข้าไปมองริมหน้าผาที่ว่างเปล่า ไม่มีเงาของร่างคุ้นตาเปื้อนเลือดนั้นแล้ว

 “รัญ ธิดา ธิดาตกลงไปตรงนั้น ฉันช่วยไว้ไม่ทัน”

 “ธิดาไหนกัน มิงค์” รัญญิกาเขย่าแขนเพื่อนเพื่อเรียกสติ ขวัญระมิงค์ไม่รู้หรอกว่าทำให้เพื่อนตกใจแค่ไหนที่อยู่ ๆ ก็วิ่งขึ้นผามา ทุกคนเรียกไว้เท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน

“ก็ผู้หญิงที่สวมชุดสีขาวที่วิ่งผ่านเราไปตอนที่เรากำลังถ่ายรูปกันอยู่ไง นั่นน่ะธิดา”

“ฉันไม่เห็นมีใครเลย มีแต่มิงค์นั่นแหละที่วิ่งขึ้นมา แล้วธิดาจะมาทำอะไรคนเดียวที่นี่” พูดแล้วรัญญิกาก็เริ่มขนลุกชันเมื่อคิดว่าเพื่อนคงเจอดีเข้าให้แล้ว

“แต่ฉันเห็นนะ เธอวิ่งมายืนอยู่ตรงนี้ แล้วอยู่ ๆ ก็มีเลือดออกเต็มตัวเลย แล้วก็โดนดึงลงไป” เพียงแค่ขวัญระมิงค์เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ก็ทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเริ่มขยับตัวมองหน้ามองหลังด้วยความระแวง

"อย่างธิดาหรือจะมาที่นี่คนเดียว เป็นไปไม่ได้หรอก ธิดาขี้กลัวจะตายไป แล้วคนปกติที่ไหน อยู่ดี ๆ แล้วจะมีเลือดไหลออกมาล่ะ มิงค์"

ขวัญระมิงค์นิ่งงัน เมื่อได้คิดทบทวนเหตุการณ์อีกครั้ง หญิงสาวหันไปมองหน้าเพื่อนแต่ละคน พร้อม ๆ กับขนตามร่างกายเริ่มลุกขึ้นมาจนสั่นไหวไปถึงหัวใจ

“คนปกติที่ไหน อยู่ดี ๆ แล้วจะมีเลือดไหลออกมาล่ะ มิงค์”

ทีมงานถ่ายโฆษณาทยอยกันขนของกลับที่พัก หลังจากเก็บบรรยากาศที่ต้องการใช้ในการประกอบการทำโฆษณาตัวใหม่ของบริษัท เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้ทุกคนนิ่งเงียบ ไม่กล้าปริปากเลยสักคำเดียว ขวัญระมิงค์ช่วยเก็บของด้วยหัวใจที่ยังคงสั่นไหว

ณัฐธิดาที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่จำความได้ เพราะบ้านทั้งคู่อยู่ใกล้กัน เรียนมาด้วยกันโตมาด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แม้กระทั่งตอนขวัญระมิงค์มีแฟน และมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองต้องห่างกัน เมื่ออติเทพแอบมีใจให้ณัฐธิดา อาการทั้งคู่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนขวัญระมิงค์สังเกตเห็น

ขวัญระมิงค์ค่อยๆ ถอยห่างออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ไม่คิดจะโทษหรือโกรธเคืองคนทั้งคู่ เพราะรู้ดีว่า เรื่องหัวใจบังคับกันไม่ได้ และโชคดีที่ทั้งคู่มาสารภาพในวันที่หญิงสาวทำใจได้แล้ว เมื่อถึงวันแต่งงานของทั้งคู่ ขวัญระมิงค์ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะรู้ว่าทั้งคู่คงลำบากใจ และตัวเองก็ขี้เกียจที่จะตอบคำถามคนในงานว่าทำใจได้อย่างไร ที่คนรักและเพื่อนสนิทแต่งงานกัน

“ทำไมฟ้าครึ้มขนาดนี้นะ ฝนจะตกหรือไงวะ ไม่ใช่ฤดูฝนนะนี่” หนึ่งในทีมงานตะโกนขึ้นเมื่อเห็นอากาศเริ่มครึ้มลง

“นั่นสิ รีบเก็บของกันเถอะ” สิ้นเสียงของรัญญิกา ทุกคนต่างเร่งมือเก็บของให้ทันฝนแบบเส้นยาแดงผ่าแปด เมื่อคนสุดท้ายขึ้นรถและปิดประตูลง ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก จนมองแทบไม่เห็นทาง

“เอาไงดีล่ะ”

“ตอนนี้ยังมองเห็นทางอยู่ ค่อย ๆ ขับไปน่าจะพอได้” คงเดชหัวหน้าทีมบอก พลางดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดเอว กระพริบไฟบอกรถคันหลังให้เตรียมตัว

“ให้ตายเถอะ มิงค์ พี่คงจะขับรถฝ่าฝนจริง ๆ หรือนั่น” รัญญิกาหันไปมองเพื่อนที่นั่งประจำที่คนขับ

“ฝนตกหนักขนาดนี้ พี่แกคงกลัวน้ำป่าไหลลงมาน่ะ” ขวัญระมิงค์ค่อย ๆ เลื่อนรถตามคันหน้าไปช้า ๆ รถทั่งสองคันขับตามกันมาได้ร่วมยี่สิบนาที อยู่ ๆ ไฟท้ายรถคันหน้าก็หายไป

“มิงค์ รถพี่คงไปไหนแล้ว”

“ไม่รู้สิ เมื่อกี้ยังเห็นไฟอยู่เลย ให้ตายสิ ขับไม่รอกันบ้างเลย” สองสาวบ่นงึมงำ รถเก่งสีดำค่อย ๆ เคลื่อนไปด้านหน้าอย่างระวัง ร่วมชั่วโมงสายฝนก็เริ่มซาลง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ทั้งสองโล่งใจเลยสักนิด เพราะทางข้างหน้าไม่คุ้นตาและที่สำคัญน้ำมันก็กำลังจะหมด ขวัญระมิงค์ขมวดคิ้วมุ่น เพราะจำได้ว่าเติมน้ำมันมาเต็มถังก่อนจะออกเดินทาง

“ทำยังไงดีมิงค์ ที่นี่ที่ไหนไม่รู้” ไม่ทันที่ขวัญระมิงค์จะตอบ รถเก่งสุดที่รักก็กระตุกกึกอยู่สองสามครั้งจนนิ่งสนิท ทั้งสองสาวหน้าเสียขึ้นมาทันที

“โทรหาพี่คงเดชสิว่าอยู่ไหนกันแล้ว มารับหน่อย” รัญญิกาควานหาโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

“โธ่เอ๊ย สัญญาณไม่มี ของมิงค์ก็ไม่มี ซวยจริง ๆ” รัญญิกาโยนโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครื่องลงกระเป๋าอย่างไม่สบอารมณ์ ยิ่งอารมณ์เสียมากขึ้น เมื่อฝนที่ซาลงเริ่มลงเม็ดหนักขึ้นอีกครั้ง

“คงต้องคอยโบกรถที่ผ่านมา ขอความช่วยเหลือ”

“จะดีหรือมิงค์ ถ้าเจอคนไม่ดีล่ะ รัญกลัว” จริงอย่างที่รัญญิกาพูด แต่จะทำอย่างไรได้ มันไม่มีทางเลือก ขวัญระมิงค์ถอนหายใจออกมาหนัก ๆ ทั้งสองคนนั่งอยู่ในรถราวยี่สิบนาที ฟ้าครึ้มด้านนอกเริ่มมืดลงทุกที ฝนก็ยังคงตกหนักไม่ขาดสาย

แสงไฟจุดเล็ก ๆ ที่ส่องผ่านกระจกมองหลัง ทำให้ทั้งสองสาวหันไปมองด้วยความหวัง แสงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ขณะที่สองสาวยังคงลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ขวัญระมิงค์กำลังจะเปิดประตูออกไป แต่ถูกมือรัญญิกาดึงไว้เสียก่อน

“จะลงไปจริง ๆ หรือมิงค์” เสียงสั่น ๆ ของรัญญิกาทำให้ขวัญระมิงค์ดึงประตูปิดและล็อคเหมือนเดิม หญิงสาวหลับตาเมื่อรถคันนั้นขับผ่านไป

“มิงค์ มิงค์ รถคันนั้นจอดแล้ว ทำยังไงดี” ขวัญระมิงค์ลืมตาจ้องมองคนที่สวมชุดกันฝนเดินมาเคาะกระจกเบา ๆ มือบางกดเลื่อนกระจกลงเพียงแค่พอคุยกัน

“รถเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“เอ่อ....” ขวัญระมิงค์เตรียมจะตะโกนออกไป แต่ต้องหยุดเมื่อสังเกตเห็นอีกฝ่ายหันไปทำมือเหมือนกับส่งสัญญาณอะไรสักอย่างกับคนที่รออยู่ในรถ แต่นั่นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสนใจเท่ากับชายสามคนที่ลงจากรถด้วยท่าทางเซเล็กน้อย พร้อมกับขวดเหล้าในมือ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะที่ถาม” ขวัญระมิงค์ตอบกลับไปพลางกดกระจกขึ้นอย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นเดินกลับไปหาเพื่อนของตนเอง พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง หนึ่งในนั้นเดินกลับไปที่รถ และกลับมาพร้อมกับประแจอันใหญ่ในมือ

“มิงค์” รัญญิกาเรียกเพื่อนเสียงสั่นเครือ เมื่อชายสามคนนั้นย่างสามขุมเข้ามา ขวัญระมิงค์หันไปค้นที่ช๊อตไฟฟ้า มีดเล่มเล็ก ของทุกอย่างที่จะใช้เป็นอาวุธได้ขึ้นมากองไว้ด้านหน้า

“มิงค์...” รัญญิกาเรียกเพื่อนอีกครั้ง ขวัญระมิงค์นิ่งเงียบ พยายามทำใจให้นิ่งและมีสติที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ตุบ...” เสียงทุบกระจกทำให้ทั้งสองคนสะดุ้งด้วยความหวาดกลัว กระจกด้าน ขวัญระมิงค์มีรอยร้าว และมันกำลังจะแตกในไม่ช้า

“เพล้ง...” ในที่สุดกระจกก็แตก มือเปียกโชกที่ยื่นเข้ามาเพื่อจะปลดล็อคจำต้องชักกลับเมื่อถูกช๊อตด้วยไฟฟ้า

“แม่งเอ๊ย...จะลงมาดี ๆ หรือจะให้ลากลงมาสาวน้อย”

“ออกไปนะ อย่ามายุ่งกับพวกฉัน” ขวัญระมิงค์พยายามตวาดกลับไปให้เสียงเฉียบขาดที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ฤทธิ์มากจริง ๆ นะแม่สาวน้อย แล้วเราจะได้รู้กันว่าใครจะแน่กว่ากัน เฮ้ย ทุบกระจกอีกข้าง” ชายอีกคนรับประแจมือไปทุบกระจกฝั่งรัญญิกา

“เพล้ง”

“กรี๊ด...” รัญญิกายกมือบังเศษกระจกที่กระเด็นเข้ามา ก่อนจะหลับหูหลับตาตวัดมีดเล็กไปยังมือที่กำลังล้วงเข้ามา

“โอ๊ย ฤทธิ์มากใช่มั้ยมึง เดี๋ยวจะได้เห็นฤทธิ์กูมั่ง” มือหยาบจับมือรัญญิกาไว้ได้ก่อนจะปลดล็อคประตู และดึงแรง ๆ ร่างของรัญญิกาก็ถูกลากออกไปนอกรถ

“รัญ...” ขวัญระมิงค์หันไปจะคว้าเพื่อนเอาไว้ และนั่นก็เป็นโอกาสให้ชายที่ยืนอยู่เอื้อมมือมาปลดล็อคประตู

“กรี๊ด...” ขวัญระมิงค์กรีดร้องเมื่อถูกกระชากลงจากรถแบบไม่ปราณี หญิงสาวดิ้นสุดแรง หันไปมองรัญญิกาที่ถูกตบและชกท้องจนล้มลงไปนอนกับพื้นถนน

“รัญ...รัญ...” ขวัญระมิงค์พยายามสะบัดแขนให้หลุดออกจากพันธนาการ เมื่อเห็นเพื่อนกำลังถูกฉีกทึ้งเสื้อผ้าออกจากร่าง

“โอ๊ย...” ขวัญระมิงค์จุกและเจ็บจนพูดไม่ออก เมื่อคนที่จับตัวไว้ส่งกำปั้นเข้าที่หน้าท้องเต็มแรง ร่างบางทรุดลงกับพื้น สติทุกอย่างกำลังลางเลือน ขวัญระมิงค์หันไปมองรัญญิกาที่พยายามปัดป้องชีวิตตนเองด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ทุกอย่างเริ่มมืดสนิท โสตประสาทได้ยินเสียงหัวเราะของคนร้าย และเสียงกรีดร้องบาดใจของเพื่อนสาวเบาบางลงทุกที

“ปริ๊นๆๆ...”

“เป็นยังไงบ้าง คงเดช ติดต่อมิงค์กับรัญได้ไหม” คงเดชมีสีหน้าเครียดขึงเมื่อได้ยินคำถามของเจ้านายใหญ่

“ยังไม่ได้ข่าวเลยครับ เจ้าหน้าที่บอกให้รอพรุ่งนี้ ถ้าทางไม่ขาดคงไปดูได้” คงเดชคุยสายกับเจ้านายอยู่นานก็วางสาย ชายหนุ่มร่างท้วมเสยผมลวก ๆ

“ท่านประธานบอกว่าจะให้คนงานช่วยหาอีกแรง ถ้าฉันขับช้ากว่านี้ มิงค์คงตามทัน ”

“อย่าโทษตัวเองเลยพี่ ฝนตกขนาดนั้น แล้วพี่ไม่แปลกใจบ้างเหรอครับว่าทำไม เจ้าหน้าที่ไม่พบรอยล้อรถของมิงค์เลย ทั้ง ๆ ที่มันควรจะมี” คงเดชมองหน้าคนพูด ขนตามร่างกายเริ่มลุกชันอีกครั้ง ที่ดนัยพูดก็มีส่วนจริง ขนาดรอยรถของตัวเองยังมี แต่ทำไมของ ขวัญระมิงค์ไม่มี

“แกอย่าบ้าน่า ก็เจ้าหน้าที่บอกอยู่ว่าฝนอาจชะล้างกลบรอยรถไปแล้ว” หนึ่งในทีมงานค้านขึ้นมา แม้ในใจจะคิดอย่างเดียวกัน

“แล้วทำไมรอยของเรายังอยู่ล่ะ” ดนัยหันไปถามคนค้าน ซึ่งก็ไม่มีใครเถียงได้สักคน

“หรือว่าจะเหมือนเมืองลับแล สองคนนั้นหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งหรือเปล่า” เสียงดนัยพูดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ได้มะเหงกจากหัวหน้างานมาหนึ่งที

“ดูหนังมากไปแล้วนะมึง ไอ้นัย” ว่าแล้วคงเดชก็เดินจากไปพลางส่ายหน้าระอา พนักงานส่วนหนึ่งแยกย้ายตาม แต่บางส่วนยังคงจับกลุ่มซุบซิบกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

แววตาอ่อนโยนแฝงไว้ด้วยสายตาเป็นห่วงระคนสงสาร สองสาวที่ร่างกายมีแต่รอยฟกช้ำ บ่งบอกให้รู้ว่าผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ชะเอมในวัยห้าสิบปีคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา นายใหญ่และนายน้อยของบ้านกลับมาพร้อมกับหญิงสาวสองคน สภาพสลบไสลไม่ได้สติ แถมร่างกายยับเยินจนน่าใจหาย เปลือกตาที่เริ่มขยับไปมาทำให้ชะเอมเดินเข้าไปยืนข้างเตียง

ขวัญระมิงค์พยายามขยับตัวด้วยความยากลำบาก เปลือกตาที่หนังอึ้งและความร้าวระบมกระจายไปทั่วสรรค์พางกาย ทำให้ริมฝีปากบางซีดเซียวหลุดเสียงครางออกมาเบาๆ

"โอย" ภาพพร่ามัวเริ่มชัดเจนในสายตา หญิงสาวมองเพดานห้องนอนสีครีมนิ่งนาน จนกระทั่งเรื่องราวก่อนหน้าฉายชัดเข้ามาในความทรงจำ  น้ำตาใสเริ่มเอ่อขึ้นที่ดวงตา

"หนูจ้ะ" เสียงเรียกข้างเตียงทำให้ขวัญระมิงค์ได้สติ

"หนูไม่ต้องร้องไห้ เมื่อคืนนายใหญ่กับนายน้อยไปช่วยไว้ได้ทัน"

"นายใหญ่กับนายน้อยหรือคะ" ยังไม่ทันที่ชะเอมจะตอบอะไร เสียงที่นอนข้างกายก็ดังขึ้น    รัญญิกาขยับตัวไปมาด้วยความเจ็บ ก่อนจะผุดลุกนั่งเมื่อคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เสียงร้องไห้โฮนั้นทำให้ทั้งคู่ขยับเข้าไปใกล้

"รัญฟังก่อน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่คิดหรอกนะ" รัญญิกาคลายสะอื้น เขย่าแขนเพื่อนไปมาแรงๆ

"จริงเหรอมิงค์ เรายังไม่โดนข่มขืนจริงเหรอ"

"จริงจ๊ะหนู ป้าไม่โกหกหรอก เมื่อคืนนายใหญ่กับนายน้อยออกไปช่วยได้ทัน" ชะเอมเป็นคนยํ้าเพื่อให้ทั้งสองสาวมั่นใจ

"ออกไปช่วยหรือคะ" ขวัญระมิงค์ถามด้วยความสงสัย การที่ออกไปช่วยแสดงว่ารู้ว่าทั้งสองคนอยู่ที่นั่น แล้วรู้ได้อย่างไร

"ใช่ค่ะ พอนายใหญ่รับโทรศัพท์เสร็จก็วิ่งออกไป จนนายน้อยต้องวิ่งตามไปอีกคน แล้วก็กลับบ้านมาพร้อมกับหนูสองคนนี่แหละ"

"แล้ว..." เสียงเปิดประตูทำให้ขวัญระมิงค์ที่กำลังจะถามต่อหันไปมอง และคนที่เข้ามาทำให้ทั้งคู่ใจหายวาบ

"ท่านประธาน"

"อติเทพ" เสียงอุทานของสองสาวทำให้อติรุจและอติเทพมองหน้ากัน ถึงแม้จะคิดไว้แล้วว่ายังไงขวัญระมิงค์ก็ต้องรู้ แต่ก็ยังอดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้

"ท่านประธานกับเทพรู้จักกันหรือคะ" ขวัญระมิงค์กลั้นใจถามทั้งๆ ที่เริ่มจะเดาทุกอย่างได้

"ใช่ ผมกับอติเทพเราเป็นพี่น้องคนละพ่อ" อติรุจเป็นฝ่ายตอบเมื่อเห็นน้องชายต่างพ่อยังคงเงียบก่อนจะแอบระบายลมหายใจออกมาเบาๆ

"เลยใช้คนละนามสกุลกันสินะคะ" ขวัญระมิงค์กรอกตามองเพดานห้อง นึกสมนํ้าหน้าตัวเองในใจ นึกอยากลุกขึ้นมาร้องตะโกนถามว่าทำไมต้องหลอกกัน แต่จะทำอะไรได้เมื่อเป็นฝ่ายโง่เอง

"ใจเย็นๆนะมิงค์ ท่านประธานกับคุณเทพไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรอก" ขวัญระมิงค์ค่อยๆหันมามองเพื่อนสาวด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

"หมายความว่ายังไง" รัญญิกายกมือปิดปากตัวเอง ล้มตัวลงนอนเมื่อนึกได้ว่าหลุดปากไปแล้ว ขวัญระมิงค์พยักหน้าช้าๆ เมื่อเข้าใจทุกอย่าง เมื่อเห็นหญิงสาวไม่ได้อยู่ในสถานะที่พร้อมจะคุย ทุกคนจึงถอยออกจากห้องไป

เมื่อวันที่ขวัญระมิงค์มั่นใจว่าทั้งอติเทพและณัฐธิดารักกันจริงๆ หญิงสาวตัดสินใจดึงตัวเองออกมาให้ห่างทั้งคู่ให้มากที่สุด โดยการลาออกจากงานที่ทำอยู่ด้วยกัน และเดินทางไปหางานในกรุงเทพ และเพิ่งรู้วันนี้เองว่ามีการวางแผนมาอย่างดี

เริ่มจากรัญญิกา เพื่อนสาวที่ทำงานในกรุงเทพอยู่ก่อนแล้วชักชวนให้มาทำงานที่บริษัทผลิตเครื่องดื่มของอติรุจ วัฒนาไพศาลกิจ หลังจากการสัมภาษณ์หญิงสาวได้งานทันทีจนน่าแปลกใจ ซึ่งอติเทพ ที่ใช้นามสกุล ชาญชัยสถิตย์ ออกแรงเชียร์ถึงขั้นคะยั้นคะยอให้รับงานบริษัทนี้ และคงไม่ต้องถามณัฐธิดา เพราะรายนั้นไม่ห้ามเลยสักนิด ถึงแม้จะร้องไห้อยู่บ้างแต่ก็ผิดวิสัยของผู้หญิงขี้แยและอ่อนแออย่างณัฐธิดา ขวัญระมิงค์ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}