หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 15: คนนิสัยไม่ดี[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 15: คนนิสัยไม่ดี[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2560 22:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 15: คนนิสัยไม่ดี[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่****15: คนนิสัยไม่ดี

บอกตามตรงว่าเรื่องที่ปั้นรักแชทคุยกับใครอะไรนั่น ผมไม่ได้ใส่ใจเลยนะ แล้วก็จะไม่สนใจด้วยถ้าหากว่าตลอดทางที่นั่งรถกลับมาเวียงจันทน์ ปั้นรักออกอาการกระสับกระส่ายตลอดเวลา แถมยังหยิบโทรศัพท์มาดูหลายต่อหลายครั้ง บางครั้งก็มีพิมพ์ตอบกลับอีกฝ่ายไป จากนั้นก็แสดงท่าทางหัวเสีย จนสุดท้ายก็ปิดโทรศัพท์ไป

ผมมองแล้วก็เป็นห่วงขึ้นมา กลัวว่าปั้นรักจะทะเลาะกับแม่ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกเลยถามออกไปอย่างอดไม่ได้

“ทะเลาะกับใครหรือเปล่าปั้น”

ไม่เจาะจงถามว่าทะเลาะกับแม่หรือเปล่า เพราะผมไม่อยากให้มันรู้สึกว่าผมจี้ใจดำ

“เปล่า” ปั้นรักตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ

ผมมองแวบเดียวก็รู้ว่ามันแสร้งทำทีเป็นปกติ แต่สีหน้าดูเคร่งเครียดแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมเลยถามไปอีก

“แน่ใจนะว่าไม่มีอะไร”

“อือ ไม่มี”

แทนที่จะจบแค่นั้น ผมดันถามออกไปอีกเพราะสีหน้าของมันไม่ได้ดีขึ้นเลย

“ถ้ามีอะไรก็บอกพี่ได้นะ”

“ไอบอกว่าไม่มีอะไรไง ถามอะไรนักหนา!”

เพราะเซ้าซี้มากเกินไป ปั้นรักเลยขึ้นเสียงใส่ผมนิดหน่อย ผมเงียบไปเลย อันที่จริงก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่ปั้นรักขึ้นเสียงใส่ผม แต่การขึ้นเสียงใส่โดยใช้อารมณ์ มันทำให้ผมรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมา ขณะที่ปั้นรักรู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไปก็รีบปรับน้ำเสียงและสีหน้า แล้วบอกผมเร็วๆ

“ไม่มีอะไรหรอก ยูไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวไอจะงีบสักหน่อย เหมือนจะเมารถ”

สิ้นเสียง ปั้นรักก็ปิดเปลือกตา พิงพนักเก้าอี้หลับไปเงียบๆ ผมรู้ว่ามันไม่ได้หลับหรอก แต่กำลังเลี่ยงที่จะคุยกับผมมากกว่า ผมอยากรู้นะแต่ไม่ถามดีกว่า เพราะไม่อยากทำให้ปั้นรักรู้สึกแย่ไปกว่านี้ และการที่มันหัวเสียได้ถึงขนาดนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องครอบครัวนั่นแหละ มันเป็นเด็กมีปมนี่นา

หลังจากนั้น ปั้นรักก็ทำตัวปกติจนมาถึงที่หมาย ผมก็ลืมเรื่องที่มันขึ้นเสียงใส่ผมในรถไปสนิทเลยซ้ำถ้ามันไม่ขอโทษที่เสียงดังใส่ผมอย่างนั้น แต่ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรมันหรอก ได้แต่ยิ้มแล้วก็บอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะพากันนั่งรถสามล้อจากขนส่งมาที่เกสต์เฮ้าส์แม่มัน ตอนนี้ผมได้แต่หวังว่าคุณแอนคงจะไม่ตัดหางมันปล่อยวัดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ทว่าถึงเธอจะไล่ปั้นรักออกจากกองมรดก ผมก็ยินดีที่จะรับเลี้ยงดูมันนะ

...ก็มันเป็นแฟนที่ผมรักนี่

“ยูขึ้นไปรอบนห้องก่อนนะ เดี๋ยวไอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องก่อน อาบน้ำเสร็จแล้วเดี๋ยวจะไปหา”

เข้ามาที่ล็อบบี้ของเกสต์เฮ้าส์ได้ ปั้นรักก็เอ่ยขึ้น ผมพยักหน้า ไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะรู้ว่าห้องพักของปั้นรักอยู่ในโซนของห้องพักพนักงานซึ่งแยกจากห้องพักแขกที่ผมเช่าอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็อดไม่ได้ที่จะคว้าข้อมือปั้นรักเอาไว้เมื่อเห็นมันทำท่าจะเดินไป

“อะไร” มันหันมาถาม

ผมกระซิบไปที่ข้างหู “ไปเอาแค่เสื้อผ้ามาอย่างเดียวก็พอ แล้วมาอาบน้ำที่ห้องพี่”

“โว้ย ทะลึ่ง” ปั้นรักโวยวายขึ้นมาน้อยๆ เรียกเสียงหัวเราะให้ผมเป็นอย่างดี ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเห็นดีด้วยหรอก แต่หลังจากประโยคนี้ มันก็ดันพยักหน้ารับ “เออๆ งั้นรอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวไอไปเอาเสื้อผ้าแป๊บ”

เอาจริงดิ!?

ผมไม่ถามหรอก นอกจากเบิกตาโตเล็กน้อย แล้วหัวเราะให้กับความตรงไปตรงมาของมัน

“มาเร็วๆ นะ เดี๋ยวพี่คิดถึง”

หยอดมันไปอีกหน่อยก่อนจะแยกกัน

ปั้นรักพยักหน้ารับหงึกหงัก ก่อนที่ผมจะคลายมือออกจากข้อมือมัน ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้ก้าวไปไหน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“Pun! (ปั้น!)”

หันไปมองก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่ง ผมสีทอง ตาสีฟ้าเลยล่ะ วัยไล่เลี่ยกันกับปั้นรักนี่แหละ ซึ่งผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าหากเธอไม่ร้องเรียกชื่อแฟนผมเสียงดังอย่างนั้น ไม่เว้นแม้แต่ปั้นรักเองที่หันไปมองแล้วก็มีสีหน้าประหลาดใจเหมือนกัน

ประหลาดใจเหรอ... ไม่หรอก ออกจะดูตกใจมากกว่า ก่อนที่มันจะครางพึมพำออกมา

“Lucy… (ลูซี่...)”

เพื่อนเหรอ?

แวบแรกผมคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะไม่งั้นทั้งคู่คงไม่รู้จักกันหรอก ก่อนจะตกใจขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นกึ่งวิ่งกึ่งเดินมากระโดดกอดปั้นรักอย่างรวดเร็ว

“Pun! I miss you! I really miss you! (ปั้น! คิดถึงนะ! คิดถึงมากเลย!)”

หูเจ้ากรรมดันดี แถมภาษาอังกฤษก็ดันดีขึ้นมาอย่างผิดปกติ ผมเข้าใจที่ผู้หญิงคนนี้พูดทุกคำ แต่ก็ยังคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนของปั้นรักนะ

“How can you come here!? (มาที่นี่ได้ไงเนี่ย!)”

ปั้นรักถามด้วยสีหน้าตื่นๆ ขณะที่ลูซี่ไม่ได้ฟังเลยแม้แต่น้อย เอาแต่พูดพร่ำคำเดิม

“I’m sorry, babe. I really sorry. Please don’t leave me again. I’m sorry. (ฉันขอโทษนะที่รัก ขอโทษจริงๆ อย่าทิ้งกันไปอีกนะ ฉันขอโทษ)”

นี่ก็ดันแปลได้ทุกประโยค ทุกคำอีกเหมือนกัน วินาทีนี้เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ ละ ผมเลยมองหน้าปั้นรักอย่างขอคำตอบทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร ขณะที่ปั้นรักเองก็เหลือบมามองผมด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก ดูคล้ายกับลำบากใจ ขณะเดียวกันก็ดูสับสนและเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

ทว่ายังไม่ทันที่ปั้นรักจะได้พูดอะไร ลูซี่ก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน

“I love you, hun. Really love you. (ฉันรักนายนะ รักจริงๆ)”

รักเหรอ...

ประโยคนี้ทำผมย่นคิ้วยู่เลย แต่ย่นคิ้วหนักก็ตอนที่พอสิ้นเสียงหวาน ลูซี่ก็โผเข้าประกบปากจูบปั้นรัก ภาพที่เห็นทำเอาผมมือไม้อ่อนทันที กระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่ร่วงกระแทกพื้น ปากอ้าค้างด้วยไม่อยากจะเชื่อว่าจะเห็นภาพบ้าๆ อะไรแบบนี้

เดี๋ยวนะ...นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!

ปั้นรักเองก็ตกใจเช่นเดียวกัน รีบดันร่างบางออกห่างจากตัว

“Hey wait! What are you doing? (เฮ้ยเดี๋ยว ทำอะไรเนี่ย)”

“What do you mean? (หมายความว่าไง)” ลูซี่ย่นคิ้วถามกลับ

“Why did you do like this? (ทำแบบนี้ทำไม)” ปั้นรักดูหงุดหงิดขึ้นมา

ลูซี่เองก็ไม่ต่างกันนัก “Why!? You are my boyfriend. Why can’t I kiss you? (ทำไมล่ะ นายเป็นแฟนฉัน ทำไมจะจูบไม่ได้)”

โอเค... เริ่มแปลไม่ได้ละ รู้อย่างเดียวว่าสองคนนี้ทะเลาะกันละ แต่ถึงจะแปลไม่ได้ ผมก็เริ่มเข้าใจอะไรๆ ขึ้นมาได้รางๆ ขณะที่ลูซี่เริ่มโวยวายเสียงดังเมื่อปั้นรักทำท่าจะเดินหนีมาหาผม พร้อมกับคว้าแขนของปั้นรักเอาไว้

“I said don’t leave me. Stay and talk! (บอกแล้วไงว่าอย่าทิ้งฉัน อยู่คุยกันก่อน)”

ปั้นรักสบถอะไรสักอย่างออกมา ผมแปลไม่ได้แล้วล่ะ ถึงจะแปลได้ก็ไม่คิดจะแปลเช่นกัน เพราะในตอนนี้หัวของผมมึนงงไปหมด

ผู้หญิงคนนี้บอกว่าปั้นรักเป็นแฟน... อย่าบอกนะว่าเรื่องระหว่างผมกับมันที่ผ่านมา ปั้นรักมัน...นอกใจแฟนงั้นเหรอ

ผมเม้มริมฝีปากแน่น มองหน้าปั้นรักที่มองผมอยู่ด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนที่มันจะเรียกผม

“พี่ดื้อ...” ควรจะดีใจนะที่มันเรียกผมแบบนี้ แต่ไม่ใช่ในเวลานี้... “ไม่ใช่อย่างที่ยูคิดนะ”

มันรู้เหรอว่าผมคิดอะไร แต่เอาเถอะ มันคงจะเดาได้เพราะสถานการณ์ก็เอื้ออำนวยให้คิดแบบนั้นอยู่แล้ว ทว่าผมยังไม่พร้อมจะคุยกับมันตอนนี้เพราะลูซี่ที่เห็นปั้นรักเดินหนีเริ่มร้องไห้ออกมา พร้อมกับโวยวายอะไรสักอย่างที่ผมฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย

“เดี๋ยวพี่ขึ้นไปอาบน้ำแล้วเอาของไปเก็บก่อน ปั้นรักคุยกับ...” ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลั้นใจพูดมันออกมา “คุยกับแฟนไปก่อนแล้วกัน”

“พี่ดื้อ...”

ปั้นรักทำหน้าเหมือนไม่เชื่อว่าผมจะพูดประโยคนี้ แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรแล้ว คว้าเอากระเป๋าขึ้นมาสะพายแล้วขึ้นไปบนห้องเพื่อตั้งหลักก่อน

ปั้นรักทำท่าจะตามผมขึ้นมาในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ต้องยอมอยู่ด้านล่างเพื่อคุยอะไรบางอย่างกับผู้หญิงคนนั้น ขณะที่พอผมเข้าห้องมาได้ ก็ทิ้งตัวนั่งลงบนปลายเตียงด้วยความสับสนสุดๆ

ปั้นรักเป็นแฟนผม แต่พอกลับมาแล้วเจอผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นแฟนของปั้นรัก แล้วก็ดูเหมือนมันจะรู้จักผู้หญิงคนนั้นดีเสียด้วย ถ้าลูซี่เป็นแฟนของปั้นรักเหมือนกัน งั้นก็แสดงว่าผมมาทีหลัง

งั้นผม...เป็นมือที่สามเหรอ?

เออ ไม่อยากคิดแบบนี้เลย แต่สถานการณ์มันให้มาก คิดแล้วก็ปวดหัว อีกทั้งยังปวดหนึบที่หัวใจอีกด้วย ปวดจนคิดไม่ออกว่าหลังจากนี้ถ้าได้เจอหน้าปั้นรักอีกครั้ง ผมควรจะวางตัวอย่างไรดี แต่ยังไม่ทันจะได้คิดออก เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น ผมเหลือบไปมองนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์เล็กน้อย ก็เห็นว่าผ่านมาสองชั่วโมงกว่าแล้วหลังจากที่ขึ้นมานั่งเฉยๆ ครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ในห้อง ก่อนจะลุกขึ้นจากที่ตรงนั้นเมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก

“พี่ดื้อ เปิดให้หน่อย”

ผมก้าวไปหยุดที่หน้าประตู สูดลมหายใจเข้าปอดแล้วชะงักไปเล็กน้อยว่าควรจะเปิดดีไหม แต่สุดท้ายก็เปิดออก พร้อมกับยิ้มน้อยๆ ให้อีกฝ่าย

“ว่าไง”

“ว่าไงอะไรล่ะ ถอย ไอจะเข้าไป”

ปั้นรักพูดเร็วๆ แล้วรีบก้าวเข้ามาในห้อง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวผมจะปิดประตูใส่หรือเปล่าถึงได้ร้อนรนขนาดนี้

ผมปล่อยให้เลยตามเลย เพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องคุยเรื่องนี้กัน และพอปิดประตูห้องได้ ปั้นรักที่เดินไปพิงโต๊ะวางทีวีก็รอให้ผมเดินไปนั่งที่ปลายเตียงเหมือนเดิม ก่อนจะเริ่มพูดขึ้น

“พี่ดื้อ ไอ้ที่ยูเห็นน่ะนะ ไอมีคำอธิบาย”

ผมเหลือบมอง “ว่ามาสิ พี่รอฟังอยู่”

รอฟังจริงๆ ไม่ได้ประชดประชันแต่อย่างใด ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ผมเห็นมันตรงกับที่ผมคิดหรือไม่ ในใจก็ภาวนาไปด้วยว่าขอให้ทุกสิ่งที่เห็นและที่ผมคิดไปเองมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด

เป็นความเข้าใจผิดของผมเอง ขอให้มันเป็นแค่เรื่องตลกโง่ๆ อะไรแบบนั้น ขอให้ปั้นรักพูดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนที่สนิทมากเลยถึงเนื้อถึงตัวมากเกินไปหน่อย หรืออย่างร้ายก็เป็นผู้หญิงที่มาชอบเขา แต่เขาไม่ได้สนใจอะไรแบบนั้น

ทว่า... ความหวังของผมกลับถูกกลบมิดเมื่อปั้นรักเอ่ยออกมา

“ผู้หญิงคนนั้น...หมายถึงลูซี่น่ะ เธอเป็น...” พูดแล้วก็มีสีหน้าลำบากใจ ก่อนปั้นรักจะสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วเอ่ยออกมาอีกครั้ง “เป็นแฟนของไอเอง”

ผมมองหน้าปั้นรักนิ่ง ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ จะพูดออกมา เหมือนสมองถูกกระหน่ำตบจนชาเสียจนคิดอะไรต่อไม่ออก ขณะที่ปั้นรักก็ดูอึดอัดกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่

“ไอกับลูซี่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัยแล้ว อยู่ยูเดียวกัน”

สิ่งที่ผมคิดมันเป็นจริง...

แต่ผมไม่คิดว่ามันจะหนัก...

“แล้วเราก็มีแพลนจะแต่งงานกันหลังเรียนจบ”

ได้ยินมาถึงประโยคนี้ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของผมก็ปวดร้าวขึ้นมาทันที ผมมองหน้าปั้นรักด้วยความรู้สึกที่เรียกได้ว่า...ผิดหวัง

ผมไม่รู้หรอกนะว่ามันเก็บงำเรื่องนี้ไว้ทำไม เพราะถ้ามันมีแฟนอยู่แล้ว จะมาคบกับผมทำไม อีกอย่าง แฟนมันก็ไม่ใช่ผู้ชายด้วย แต่เป็นผู้หญิง ซึ่งมันตอกย้ำให้ผมรู้ว่าปั้นรักไม่ได้เป็นเกย์ เพราะมันชอบผู้หญิง แต่ผมก็ไม่มีสิทธิไปโวยวายอะไรเพราะจู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นผมเองแหละที่ผิด ด้วยไม่เคยถามมันเลยว่ามีแฟนหรือยัง อย่าว่าแต่เรื่องแฟนเลย เรื่องอื่นๆ ของมัน ผมก็ไม่รู้

อายุเท่าไหร่ ส่วนสูง น้ำหนัก ชอบกินอะไร ใช้ชีวิตแบบไหน ไม่เคยรู้เลยสักนิด ก็เหมือนกับที่มันไม่รู้เรื่องของผมนั่นแหละ เรียกได้ว่าเราสองคนตกลงคบกันทั้งที่ยังไม่รู้จักอีกฝ่ายดีพอเลยด้วยซ้ำ

แต่ตอนนี้ อะไรมันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะความจริงก็คือ...ผมเป็นคนมาทีหลัง

ทว่าปั้นรักก็ยังคงพูดอยู่

“จริงๆ แพลนแต่งงานของไอกับลูซี่จะมีขึ้นในอีกสามเดือน แต่มีปัญหากัน ไอก็เลยหนีมาหาแม่ที่นี่”

คล้ายกับว่าพยายามจะอธิบายนั่นแหละว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็อย่างที่ผมบอก ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว ผมมองปั้นรักแล้วว่าออกมาช้าๆ

“มันไม่ใช่เรื่องของพี่แล้วล่ะปั้น มันเป็นเรื่องของปั้นกับผู้หญิงคนนั้น”

“แต่ไอคิดว่ายูจะต้องรับรู้ไว้ เพราะยูเป็นแฟนไอ”

ผมสะดุดกับคำนี้

แฟนงั้นเหรอ? แฟนที่เพิ่งมาทีหลังขณะที่ปั้นรักมีแฟนอยู่แล้วน่ะนะ แบบนี้ไม่เรียกว่าแฟนหรอก เรียกว่ามือที่สาม

เพิ่งจะตระหนักได้ชัดเจนว่าสถานะของตัวเองคืออะไร ผมแค่นหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไป

“แฟนของปั้นไม่ใช่พี่หรอก คือคนที่ปั้นจะแต่งงานด้วยต่างหาก”

“ก็ใช่ แต่ไอมีคำอธิบายนะ ยูฟังไอก่อนได้ไหม”

คงจะรู้ว่าผมเริ่มปิดกั้นแล้ว ปั้นรักเลยร้อนรนขึ้นมา บอกตามตรงว่าผมไม่อยากฟังเลย ยิ่งฟัง มันก็ยิ่งทำให้ผมปวดใจ ผมก็เลยตัดบทเอาดื้อๆ

“พี่ไม่มีอะไรจะคุยแล้ว ปั้นกลับไปก่อนเถอะ พี่ขออยู่คนเดียวหน่อย”

ไม่พูดเปล่า จะลุกขึ้นไปเปิดประตูให้มันออกไปด้วย ทว่าปั้นรักกลับถลาเข้ามาคว้ามือผมไว้

“พี่ดื้อ ฟังไอก่อน”

วินาทีนี้เหมือนผมจะน็อตหลุดเลย หันไปมองมันแล้วว่าเสียงเรียบ

“ไม่มีประโยชน์ที่จะฟังแล้วปั้น กลับไปแคร์คนที่ต้องแคร์เถอะ คนนั้นเป็นว่าที่เจ้าสาวของปั้นนะ นอกใจมาหาพี่ได้ยังไง”

พูดไปก็ปวดแปลบไป ขณะที่ปั้นรักแผดเสียงออกมาอย่างสุดกลั้นคล้ายกับว่าหงุดหงิดเต็มทนที่ผมไม่ฟังมันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็ใช่ ผมยังจะต้องฟังอะไรมันอีกล่ะ ในเมื่อภาพที่เห็นมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว

“ยูหยุดฟังไอพูดก่อนสิวะ ที่ไอทำแบบนี้มันมีเหตุผล!”

“ยังมีเหตุผลอะไรที่ฟังขึ้นสำหรับคนที่นอกใจแฟนอีกเหรอ” พอผมพูดไปอย่างนี้ ปั้นรักก็เงียบไปเลย “แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่มือที่สามอย่างพี่จะต้องฟังเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีอีก”

ยิ่งพูด ปั้นรักก็ยิ่งเงียบ ได้แต่มองหน้าผม

ผมเป็นคนที่ปั้นรักนอกใจแฟนมาหา...

ผมเป็นมือที่สาม...

มันชัดเจนอยู่แล้วว่าผมผิด ถึงจะไม่ได้ตั้งใจก็ผิด ปกติแล้วเคยเจอแต่แฟนไปมีคนอื่นน่ะนะ พอตัวเองตกเป็นมือที่สาม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะรู้สึกยังไงหรือควรทำตัวแบบไหน แล้วคนที่ทำผิดโดยไม่รู้ตัวแบบผม มันควรไปยืนแก้ตัวทีหลังเพราะเหตุผลที่ปั้นรักยกมาอธิบายเหรอ ควรทำอะไรให้สถานการณ์นี้มันดีขึ้นดีล่ะ หรือผมต้องไปบอกแฟนของปั้นรักว่า ‘ขอโทษนะที่เผลอใจไปกับปั้น ผมไม่รู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว’ มันควรไปพูดแบบนี้เหรอ

ไม่เลย ไม่ควรสักนิด สิ่งที่ผมควรทำในตอนนี้คือเงียบ แล้วกลับมาอยู่ในที่ของตัวเองก็เท่านั้น

ใช่ ผมกำลังหมายถึงเลิกกับปั้นรัก ถึงจะไม่อยากทำ แต่เพื่อความถูกต้อง มันควรเป็นแบบนั้น

“ฟังไอก่อนได้ไหม” พอเห็นผมเงียบไป ปั้นรักก็ถามผมเสียงแผ่วออกมาอีกครั้ง

ผมพ่นลมหายใจออกมายาวราวกับสะกดอารมณ์หลายๆ อย่างที่วิ่งพล่านอยู่ในหัว

“พี่ไม่มีเรื่องจะคุยกับปั้นแล้ว กลับไปเถอะ เราจบกันแค่นี้แหละ”

พอบอกออกไปอย่างนั้น สีหน้าของปั้นรักก็ยุ่งเหยิงทันที

“ไม่คุยแล้วจะรู้เรื่องได้ไงวะ แล้วเราจะมาเลิกกันอย่างนี้เหรอ มันไม่ใช่เรื่องเลยนะเว้ย”

“ปั้น...”

“ฟังไอก่อนเถอะ ขอร้องล่ะ มันไม่ใช่อย่างที่ยูคิด ไอเป็นแฟนกับลูซี่ก็จริง แต่มันมีเรื่องอื่นที่ยูต้องรู้”

“ปั้น...”

“ฟังสิเว้ย!”

“ต้องฟังอะไรอีก พี่ก็เห็นตำตาอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร พอเถอะ จะหลอกแฟนตัวเองไปถึงไหน หยุดทำเรื่องที่มันไม่ถูกต้องสักที!”

กลายเป็นผมบ้างแล้วที่เสียงดังใส่ ปั้นรักชะงักกึกไปทันที คงจะพูดแทงใจดำมันน่ะ แต่มันจะรู้บ้างหรือเปล่าว่าที่ผมพูดไปเมื่อกี้ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของผมมันบีบรัดแค่ไหน

เจ็บ...โคตรเจ็บเลย เจ็บที่จะต้องยอมรับว่าคนที่ผมเรียกว่าแฟนมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง แท้จริงแล้วเป็นแฟนของคนอื่น ก่อนที่ผมจะกลั้นใจว่าออกมาช้าๆ พยายามข่มความเจ็บปวดที่พร่างพรายขึ้นมาอย่างสุดกลั้น

“หยุดทำนิสัยไม่ดีอย่างนี้สักทีปั้น พี่พอแล้ว”

“ไม่นะพี่ดื้อ อย่า...” ปั้นรักส่ายหน้า บีบมือของผมที่จับอยู่แน่นคล้ายกับรู้ว่าผมจะพูดอะไร

ผมเหลือบมองมือนั้นแล้วก็ค่อยๆ ดึงออกมาจากการเกาะกุมอย่างเชื่องช้า

“ไม่ใช่วันนี้ก็ต้องมีสักวันที่พี่ต้องพูด”

“พี่ดื้อ...” ปั้นรักครางออกมาอีก ท่าทางประหนึ่งว่าจะเตือนให้ผมหยุดพูดสิ่งที่จะพูดในลำดับถัดไป

แต่มันหยุดผมไว้ไม่ได้แล้ว เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าควรทำสิ่งที่ถูกต้อง

“ปั้น...” เรียกมันแล้วก็มองหน้า ก่อนจะว่าออกมาอีก “เราเลิกกันเถอะ”

ความเงียบงันหลั่งไหลเข้ามาโอบอุ้มเราสองคนเอาไว้ ปั้นรักดูสับสนไม่ใช่น้อย ขณะเดียวกัน แววตาของมันก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่...คนที่เจ็บกว่ามันหลายเท่าตัวนั่นคือผม

ผมรักผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้มาก...มากเท่าที่คนอย่างผมจะมอบความรักให้ได้ รักมากเสียจนไม่มีความรักหลงเหลือไว้ให้ใครแล้ว แต่ตอนนี้ผมกำลังจะเอามันกลับมา ไม่ใช่เพราะคนอย่างปั้นรักไม่คู่ควรกับความรักของผม ทว่าผมแค่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

“จบกับพี่แล้วกลับไปดูแลแฟนตัวเองให้ดีๆ”

ผมกลั้นใจพูดประโยคนี้ออกมา มือและเท้าชาไปหมด หัวใจก็ปวดแปลบราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ขณะที่ปั้นรักซึ่งอ้าปากค้างไปเมื่อครู่ตั้งสติได้ ก่อนจะโวยวายเสียงดัง

“ได้ไงวะ เลิกไม่ได้นะเว้ย เวรเอ๊ย! ไอบอกแล้วไงให้ฟังไออธิบายก่อน มันไม่ใช่อย่างที่ยูคิด ลูซี่เป็นแฟนไอก็จริง แต่ว่าลูซี่น่ะ เธอ...”

“ทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะปั้น หยุดทำตัวเหมือนคนนิสัยไม่ดีสักที”

ปั้นรักก็พยายามจะอธิบายเหตุผลของตัวเองน่ะนะ แต่ผมไม่พร้อมจะรับฟังแล้ว ถ้ามันยังอยู่ตรงหน้าผมนานกว่านี้ มีหวังผมต้องแสดงความอ่อนแอออกมามากกว่านี้แน่นอน ดังนั้นผมจึงต้องขัด

ปั้นรักชะงักไป ผมเลยได้ทีพูดขึ้นอีกครั้ง

“ไปเถอะปั้น เราจบกันแค่นี้แหละ ที่ผ่านมา พี่ขอบคุณมาก”

จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูทันที ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงให้มันออกไปได้แล้ว

“พี่ดื้อ...”

ปั้นรักครางเรียกผมออกมาอีก ทว่าก็ไม่พูดอะไรเมื่อเห็นผมปั้นหน้าเครียดใส่ ก่อนจะยอมเดินมาที่ประตูแต่โดยดี ทว่าจังหวะที่ผมกำลังจะปิดประตู ปั้นรักก็หันหลังกลับมา เอามือดันประตูไว้พลางว่า

“ไอรู้ว่ายูยังไม่พร้อมจะคุยตอนนี้ คุยวันหลังก็ได้ แต่ขอโอกาสให้ไอได้อธิบายหน่อย ไอรับรองว่าสิ่งที่ไอทำ ทุกอย่างมันมีเหตุผล”

“พี่อยากพักแล้ว” ผมตอบรับเพียงเท่านั้น พร้อมกับออกแรงดันประตูปิด

ปั้นรักยอมจากไปแต่โดยดี ประตูปิดแล้ว แต่ผมยังยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองบานประตูด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ก่อนที่มือทั้งสองข้างจะสั่นเทาขึ้นมาทีละน้อย

ไม่สิ... ไม่ใช่แค่มือ สั่นไปทั้งตัวเลยต่างหาก อะไรไม่ว่า นอกจากนี้ผมยังรู้สึกด้วยว่าการหายใจของผมติดขัดขึ้นมา รู้สึกตัวอีกทีว่าเป็นเพราะการสะอื้นก็ตอนที่น้ำตาไหลอาบซีกหน้าแล้วหยดลงบนพื้น

ผมกำลังร้องไห้...

ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่แก้มข้างหนึ่งแล้วก็ได้แต่มองปลายนิ้วเปื้อนของเหลวสีใสนิ่งๆ

ผมกำลังร้องไห้ให้กับความรักที่ผ่านเข้ามาและกำลังจะจากไปตลอดกาล...

ตอนแรกก็ว่าเจ็บแล้วนะ พอยิ่งร้องไห้ ความเจ็บปวดของผมก็ทวีคูณมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

ผมก็แค่อยากจะรักใครสักคนหมดใจ แล้วทำไมฟ้าต้องแกล้งผมด้วย

ผมไปทำอะไรให้คนบนฟ้าโกรธกัน พวกเขาถึงได้ทำร้ายผมแบบนี้

แล้วผมไปทำอะไรไว้ ปั้นรักถึงได้... ทำร้ายจิตใจผมแบบนี้

น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด หมดแล้วซึ่งมาดใดๆ ผมทนไม่ไหวอีกแล้ว

ทำไมผมจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ทำไมกัน...

-----------------------------

มาเต็มตอนแล้วค่ะ

ฮือออ พี่ดื้อของเก๊า โอ๋ๆ นะ นิ่งเตะๆ

อกหักจากอีพี่เหนือมาแล้ว ยังจะโดนนังปั้นทำร้ายอีก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ

เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาต่อตอนใหม่ให้นะคะ ฝากฟีดแบ็กไว้ให้ด้วยเน้อ

ความคิดเห็น