Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 10 แผนเซอร์ไพรส์

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 10 แผนเซอร์ไพรส์

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.9k

ความคิดเห็น : 93

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2560 21:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 10 แผนเซอร์ไพรส์
แบบอักษร



Part 10# Tawan แผนเซอร์ไพรส์

               “คะ...คุณภูผาจะมาดักเฝ้าผมทำไมครับ ก็คุณภูผาเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรอว่า หลังจากที่ผมดูแลน้องวาจนหายดีแล้ว คุณภูผาจะอนุญาตให้ผมลาออกไงครับ” ผมจำคำพูดของคุณภูผาแบบเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่ผมก็มั่นใจว่าคุณภูผาพูดทำนองนี้ไม่ผิดแน่นอน

               แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น คุณภูผากลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วพูดขึ้นว่า...

               “ฉันพูดว่าอยากลาออกก็เชิญ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะอนุญาตให้นายลาออกสักหน่อย”

“หา?” นี่ผมจับใจความไม่ได้หรือว่าคุณภูผาพูดไม่รู้เรื่องกันแน่เนี่ย!

“ไม่ต้องมาหา แล้วก็ไม่ต้องทำหน้างงด้วย ฉันไม่อนุญาตให้นายลาออก เพราะงั้นกลับเข้าบ้านไปซะ” คุณภูผาพูดจบก็เดินเข้ามาคว้าแขนของผมแล้วจะลากเข้าไปในบ้าน แต่ผมไม่ยอมจึงขืนตัวเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์

“ไม่เอาครับผมไม่กลับ! ผมจะไม่ทำงานที่บ้านหลังนี้อีกแล้ว! ผมจะลาออกครับคุณภูผา!” ในขณะที่พูดผมก็พยายามสะบัดแขนและแกะมือของคุณภูผาออกไปด้วย แต่มันก็ไม่เป็นผล เพราะคุณภูผายิ่งเพิ่มแรงบีบมากขึ้นกว่าเดิม

“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ให้ลาออก! นายต้องทำงานที่นี่ต่อเข้าใจมั้ย!”

“ผมไม่เข้าใจครับ! แล้วผมก็จะไม่ทำตามคำสั่งของคุณภูผาด้วย! คุณภูผาไม่ใช่เจ้านายของผมอีกแล้ว! ตอนนี้เจ้านายของผมมีแค่พี่กิตติคนเดียวเท่านั้นครับ!”

ผมรู้สึกเหนื่อยจริงๆ ที่ต้องเค้นเสียงตะโกนใส่คุณภูผาแบบนี้ แต่ที่เหนื่อยกว่าก็คือการตัดสินใจต่อต้านจอมเผด็จการอย่างคุณภูผานี่แหละ เพราะผมไม่รู้ว่าทุกอย่างมันจะเลวร้ายลงกว่าเดิมมั้ย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จะไม่ยอมอ่อนข้อให้คุณภูผาอีกแล้ว

ผมก็มีความรู้สึกและหัวจิตหัวใจเหมือนกัน เพราะงั้นผมจะสามารถฝืนทำงานอยู่ในบ้านที่มีคนเกลียดผมได้ยังไง โดยเฉพาะคนคนนั้นยังเป็นคนที่ผมชอบอีกต่างหาก

“ถ้านายจะพูดอย่างนั้น งั้นฉันจะจ้างนายเป็นแม่บ้านต่อโดยเพิ่มเงินเดือนให้ 2 เท่า แถมบวกเงินเดือนจากร้านอาหารที่นายทำอยู่ด้วยเลยเอ้า!”

โธ่เอ๊ย! นี่คุณภูผาไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดเลยสักนิด!

“เรื่องเงินมันไม่ใช่ปัญหานะครับคุณภูผา ปัญหาของผมมันอยู่ที่ใจต่างหาก ใจของผมไม่ต้องการทำงานที่นี่ ผมไม่อยากอยู่ที่บ้านหลังนี้ ไม่อยากเห็นหน้าและทำงานกับคุณ เพราะงั้น...ต่อให้คุณเพิ่มเงินให้อีกกี่เท่าผมก็จะไม่ทำต่อเด็ดขาด!” ผมจ้องเข้าไปในดวงตาของคุณภูผาแล้วพูดอย่างหนักแน่น คำพูดนั้นทำให้คุณภูผาถึงกับชะงัก ผมเลยใช้โอกาสนั้นสะบัดข้อมือให้หลุดจากพันธนาการแล้วก้าวถอยหลังออกมาอยู่ห่างๆ

ผมรู้สึกตกใจที่คุณภูผามีปฏิกิริยาแบบนี้กับคำพูดของผม บางทีอาจจะช็อกเรื่องที่รู้ว่าไม่สามารถซื้อผมได้ด้วยเงินล่ะมั้ง

“นาย...เกลียดฉันขนาดนี้เลยงั้นหรอ?” น้ำเสียงของคุณภูผาที่เอ่ยออกมาดูหมดอาลัยตายอยาก แถมสีหน้าก็ยังดูเจ็บปวดมากอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“เอ่อ...คือ...” ผมรู้สึกใจหล่นวูบอย่างบอกไม่ถูกที่ทำให้คุณภูผาเป็นได้ถึงขนาดนี้ ตอนนี้ผมใจอ่อนยวบและละลายราวกับเทียนที่ถูกไฟลน

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จะแสดงออกให้คุณภูผารู้ไม่ได้ เพราะคุณภูผาต้องใช้โอกาสนี้บังคับให้ผมทำงานที่นี่ต่อแน่ และคนที่ต้องเจ็บปวดทรมานก็ไม่ใช่ใคร คนคนนั้นก็คือตัวผมเอง

“ผม...ขอโทษครับ” ผมก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับคุณภูผา เพราะไม่อยากรับรู้ว่าคุณภูผากำลังทำหน้าแบบไหน ก่อนที่ผมจะค่อยๆ ถอยหลังแล้วหมุนตัวเดินจากไป พลางคิดในใจว่าต้องตัดใจจากคุณภูผาให้ได้แม้ว่าต้องใช้เวลามากเท่าไหร่ก็ตาม

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินไปถึงไหน ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นผมจึงได้หันหลังกลับไปดูด้วยความสงสัย แต่ก็ต้องร้องอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อถูกคุณภูผาช้อนตัวขึ้นมาอุ้มเอาไว้อยู่ในอ้อมอก

“ว้ากกกกกกกกก!!! นี่มันอะไรกันครับคุณภูผา! ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้เลยนะครับ!” ผมออกแรงดิ้นไปมา แต่คุณภูผาก็ยังเดินอย่างมั่นคงไม่มีสะทกสะท้านเลยสักนิด

“ไม่ต้องกลัวหรอกฉันปล่อยนายแน่ แต่ว่ารอให้ฉันเดินถึงรถก่อนนะ” รถที่ว่าก็คือรถของคุณภูผาที่จอดแอบเอาไว้ไม่ไกลจากตัวบ้าน ท่าทางทุกๆ วันคงจะเฝ้าดูผมอยู่ในรถคันนี้ไม่ผิดแน่

“คุณภูผาจะพาผมไปไหน! ที่คุณทำอยู่นี่มันเรียกว่าอาชญากรรมได้เลยนะครับ!”

“ฉันไม่สน ดักเฝ้าทั้งอาทิตย์ก็ทำมาแล้ว แค่ดักฉุดเพิ่มอีกมันจะเป็นไรไป”

“คุณภูผา!”

“ฉันจำชื่อของตัวเองได้น่า”

“โอ๊ยยยยยย ผมไม่ได้เรียกคุณเพราะแบบนั้นนะครับ!” ตอนนี้ผมปวดประสาทจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว แต่คุณภูผากลับเดินด้วยใบหน้าระรื่น แถมยังยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจจนกระทั่งไปถึงตัวรถ

“ไม่เอานะครับผมไม่เข้าไป!” ผมออกแรงดิ้นมากขึ้นเมื่อคุณภูผาเปิดประตูฝั่งคนขับ แล้วพยายามจับตัวผมยัดเข้าไปยังเบาะที่อยู่ข้างๆ

“ดิ้นไปก็เท่านั้น นายสู้แรงฉันไม่ได้หรอกน่า” แล้วก็เป็นอย่างที่คุณภูผาว่าไว้จริงๆ แรงอย่างผมไม่มีทางสู้คุณภูผาได้เลย เพราะงั้นผมเลยถูกคุณภูผาจับยัดเข้าไปข้างในได้สำเร็จ แถมระหว่างที่กำลังจัดแจงท่าทางและสัมภาระที่ทับตัวผมอยู่ คุณภูผาก็แทรกตัวเข้ามานั่งประจำที่ก่อนจะรีบขับรถออกไปซะแล้ว

ไม่นะ แบบนี้ผมก็หมดโอกาสที่จะเปิดประตูหนีแล้วน่ะสิ เพราะถ้าจะให้เปิดแล้วกระโดดลงตอนรถวิ่งเร็วขนาดนี้ สภาพร่างกายของผมต้องยับเยินปางตายแน่ๆ

“คุณภูผาจอดรถให้ผมลงด้วยครับ” ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าคุณภูผาไม่มีทางทำตามคำขอของผม แต่ผมก็คิดอะไรไม่ออกอีกแล้วนอกจากวิธีนี้

“...” เงียบ ไร้เสียงตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น

“คุณภูผาได้ยินที่ผมพูดมั้ยครับ” ผมเริ่มขึ้นเสียงเล็กน้อยเพราะชักโมโห ผมมั่นใจว่าคุณภูผาต้องได้ยินที่ผมพูดแน่นอน แต่คุณภูผาทำเป็นไม่ใส่ใจเฉยๆ

“...”  แล้วก็เงียบ ไร้เสียงตอบรับเช่นเคย

“คุณภูผา! ถ้าได้ยินก็ช่วยตอบผมด้วยครับ!” ตอนนี้ผมรู้สึกโมโหจริงๆ แล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนว่าคุณภูผาจะรู้เลยยอมเปิดปากพูดกับผมสักที

“ได้ยิน” ถึงจะเป็นคำพูดสั้นๆ ห้วนๆ ก็เถอะ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าคุณภูผาทำเป็นไม่รู้ใส่ผมล่ะนะ

“ถ้าได้ยินก็รบกวนช่วยจอดรถให้ผมลงด้วยครับ” ตอนนี้ผมเริ่มอารมณ์เย็นลงแล้ว แต่สิ่งที่คุณภูผาตอบกลับมามันกลับทำให้ผมอารมณ์ร้อนมากขึ้นกว่าเดิม

“ไม่จอด”

“คุณภูผา!”

“ต้องให้บอกสักกี่ครั้งว่าฉันจำชื่อของตัวเองได้”

“คุณภูผา!!” สาบานได้เลยว่า ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยโมโหเรื่องอะไรหรือใครมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกับว่ามีไฟสุมอยู่ในตัวของผมจนร้อนแทบพันองศา

“ฉันรู้ว่านายกำลังโมโห แต่ฉันก็ไม่จอดให้นายลงหรอกนะ แล้วฉันก็จะไม่ตอบด้วยว่าจะพานายไปที่ไหน” พอได้ยินแบบนี้ความโมโหของผมก็ยิ่งปรี๊ดขึ้นมามากกว่าเดิมน่ะสิ

แต่ผมไม่ใช่คนประเภทที่โมโหแล้วชอบโวยวายหรือทำลายข้าวของ ผมเป็นคนประเภทที่โมโหแล้วนิ่งมากกว่า ที่ตะโกนออกไปอย่างที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นอะไรที่สุดๆ แล้ว เพราะงั้นผมเลยเหนื่อยจนนั่งอย่างเงียบๆ ไปตลอดทาง โดยพยายามทำใจปล่อยให้ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ค่อยๆ จางหาย จนกระทั่งผมเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้...

ตื่นมาอีกทีผมก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ซะแล้ว แสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาส่องกระทบเปลือกตาของผม จนทำให้ผมที่หลับสนิทรู้สึกตัวขึ้นในที่สุด

               “อืม...” ผมบิดขี้เกียจเบาๆ เพราะรู้สึกเมื่อยที่ต้องนอนหลับบนรถเป็นเวลานานๆ แต่ว่ามันก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น เพราะคุณภูผาปรับเบาะเอนลงจนสุดเพื่อให้ผมนอนได้สบาย แถมยังเอาเสื้อเชิ้ตมาคลุมที่ร่างกายเพราะคงเห็นว่าผมหนาวอีกด้วย

               การกระทำของคุณภูผาทำให้ผมรู้สึกสับสนจริงๆ เพราะคุณภูผาบางทีก็ดี แต่บางทีก็ร้าย บางเวลาก็ดูเหมือนเอาใจใส่ แต่บางเวลาก็ดูเหมือนละเลย

               “เฮ้อออออ” มีเรื่องให้คิดไม่ตกตั้งแต่เช้าเลยแฮะ แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ผมต้องลุกขึ้นมาดูว่าที่นี่คือที่ไหน แล้วคุณภูผาทำไมถึงหายไป ไม่คิดจะอยู่เฝ้าผมเพราะกลัวหนีแบบเมื่อคืนอีกหรอ

               แต่พอผมลุกขึ้นมาความสงสัยทั้งหมดก็ได้หายไป กลายเป็นความตกใจได้เข้ามาแทนที่ เพราะว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ที่ชายทะเล โดยมีคุณภูผาใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงยีนส์ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ท้ายรถ!

               ทะเลเนี่ยนะ?

คุณภูผาพาผมมาที่นี่ทำไม?

แล้วอย่าบอกนะว่า...เสื้อที่ผมห่มอยู่คุณภูผาเสียสละถอดออกมาให้ผม?

ด้วยความสงสัย ผมจึงได้ออกไปหาคุณภูผาโดยถือเสื้อติดมือไปด้วย คุณภูผาที่เห็นผมลงจากรถมาเลยรีบเดินไปทิ้งบุหรี่ที่ถังขยะใกล้ๆ นานหลายอาทิตย์แล้วนะที่ผมไม่เห็นคุณภูผาสูบบุหรี่แบบนี้ บางทีอาจจะกำลังเครียดเรื่องอะไรสักอย่างอยู่ก็ได้

               “ตื่นนานแล้วหรอตะวัน” คุณภูผาถามขึ้นเมื่อเดินมาอยู่ข้างๆ ผม

               “เมื่อกี้นี้ครับ เอ่อ...ตัวนี้ใช่เสื้อที่คุณภูผาใส่เมื่อคืนรึเปล่า” พูดจบผมก็ยื่นเสื้อที่อยู่ในมือคืนให้

               “อืม ฉันเห็นว่านายนอนขดตัวเพราะหนาวน่ะ” คุณภูผารับเสื้อคืนไปแล้วสวมกลับไปใหม่

“ขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์ถอดเสื้อมาห่มให้ผม ว่าแต่คุณภูผาพาผมมาที่นี่ทำไมหรอครับ”

“แล้วนายคิดว่าฉันพามาที่นี่ทำไมล่ะ”

“ไม่รู้สิครับ แต่หวังว่าคุณภูผาคงไม่ใจร้ายพาผมมาปล่อยทิ้งเอาไว้ที่นี่หรอกนะ” ที่นี่คือหัวหินที่ผมไม่เคยมา ดังนั้นผมเลยแอบรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยหลุดยิ้มและหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นจึงได้จ้องมองเข้ามาในดวงตาของผมอย่างหวานซึ้ง

“ฉันจะกล้าปล่อยนายทิ้งเอาไว้ที่นี่ได้ยังไง ในเมื่อนายคือคนสำคัญในชีวิตของฉัน”

“คนสำคัญ?” ผมทวนคำพูดของคุณภูผาอย่างไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ เมื่อกี้ผมฟังผิดไปใช่มั้ย คุณภูผาเนี่ยนะบอกว่าผมคือคนสำคัญ

แต่ถึงจะคิดแบบนั้นผมกลับภาวนาขอให้สิ่งที่คุณภูผาพูดมาเป็นความจริง ตอนนี้หัวใจของผมเต้นแรงมากจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว

               “คนสำคัญที่ว่ามันหมายความว่ายังไงหรอครับ?” ผมกลั้นใจถามออกไปเพราะไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่คุณภูผานอกจากจะไม่ตอบแล้วยังถามผมกลับซะงั้น

               “แล้วนายคิดว่ามันหมายความว่ายังไงล่ะ” คุณภูผาพูดยิ้มๆ

               “ผม...ผมไม่รู้ครับ” ถ้าคุณภูผาไม่พูดออกมาตรงๆ ผมจะรู้ได้ยังไง อย่างที่เคยบอกไปว่าผมไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ

ก่อนหน้านี้คุณภูผายังกระชากลากถูและขึ้นเสียงใส่ผมอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับพูดจาและมองเข้ามาในดวงตาของผมอย่างอ่อนโยนราวกับคนละคน การกระทำของคุณภูผามันย้อนแยงกันเกินไปจนผมเดาอะไรไม่ถูกแล้ว

“ถ้านายไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันค่อยหาวิธีบอกให้นายเข้าใจเองก็ได้ แต่ตอนนี้ฉันว่าเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า” คุณภูผาพูดจบก็ใช้รีโมทล็อกรถ จากนั้นก็จูงมือผมเดินไปยังร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ร้านที่เปิดในเวลาเช้าตรู่ขนาดนี้

               “นายอยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย” คุณภูผาถามผมเมื่อพนักงานเอาเมนูมาให้

               “ไม่มีครับ ผมกินอะไรก็ได้”

อันที่จริงพอมองเมนูอาหารพวกนี้แล้วผมกลับรู้สึกไม่ค่อยอยากกิน เพราะส่วนใหญ่มันเป็นเมนูที่ทำจากกุ้งซึ่งมันทำให้ผมนึกถึงเรื่องของน้องวา คุณภูผาที่พอจะเดาออกเลยพูดขึ้นมาว่า...

               “เรื่องของวาฉันมาคิดๆ ดูแล้ว คนที่ผิดไม่ใช่นายแต่เป็นวากับฉันมากกว่า วาผิดที่ลืมบอกเรื่องแพ้กุ้งกับนาย ส่วนฉันก็ผิดที่เป็นพี่ใหญ่แต่กลับไม่ย้ำเรื่องสำคัญ แถมพอเกิดเรื่องขึ้นกลับพาลไปโทษนายที่ไม่รู้เรื่องซะได้ ฉันมันเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ เพราะงั้น...ฉันขอโทษนะตะวัน ยกโทษให้ฉันได้มั้ย” คุณภูผาจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผมอย่างเว้าวอนเพราะรู้สึกผิด ผมที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคุณภูผาจะพูดแบบนี้ก็เล่นเอาอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

                 “เอ่อ...คือ...คุณภูผาไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ เพราะผมไม่ได้รู้สึกโกรธคุณภูผาเลย เรื่องของน้องวาผมคิดว่าผมผิดเองที่ไม่รู้จักสังเกต ความจริงผมว่าผมผิดตั้งแต่ลืมถามเรื่องอาหารที่แพ้แล้วด้วยซ้ำ ผมทำหน้าที่ได้บกพร่องทั้งที่ต้องดูแลทุกคนให้ดีที่สุด เพราะงั้นคนที่ผิดก็คือผมไม่ใช่คุณภูผาหรือน้องวาหรอกครับ” พอได้ยินแบบนี้คุณภูผาก็ยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นก็เลื่อนมือมาวางทับมือของผมที่อยู่บนโต๊ะเอาไว้

               “นายทั้งน่ารักและแสนดีขนาดนี้ ฉันรู้สึกแปลกใจจริงๆ ว่าอะไรดลใจให้ก่อนหน้านี้ฉันหลงผิดคิดอคติกับนาย เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของฉันเลยมั้ง” คำพูดนั้นทำเอาผมรู้สึกหน้าร้อนวาบขึ้นมา ส่วนริมฝีปากก็แทบจะหลุดยิ้มด้วยความเขินอายอยู่แล้ว

               “ผม...คือ...เอ่อ...ผมหิวข้าวแล้วครับคุณภูผา” ผมไม่รู้จะพูดอะไรเพราะรู้สึกเขินจนแทบตาลาย จึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องหนีแล้วชักมือกลับลงมาม้วนชายเสื้อเล่น คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยยิ้มและหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเรียกพนักงานให้เดินมาทางนี้

คุณภูผาสั่งอาหารมาถึง 5 อย่างด้วยกัน ซึ่งนั่นก็มีปูนึ่ง กุ้งผัดผงกะหรี่ หมึกทอดกระเทียม ปลากะพงทอดน้ำปลา และต้มยำทะเล รายการอาหารที่มากถึงขนาดนี้ทั้งที่มากินกันแค่ 2 คนทำเอาผมได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยความอึ้ง

               “เราสองคนจะกินหมดหรอครับคุณภูผา”

               “ก็นายเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรอว่าหิว”

               “แต่ผมไม่คิดว่าคุณภูผาจะสั่งมาเยอะขนาดนี้นี่ครับ”

               “ไม่รู้ล่ะฉันสั่งมาแล้ว เพราะงั้นนายต้องรับผิดชอบครึ่งนึงเข้าใจมั้ย ไม่อย่างนั้นฉันจะจับนายมานั่งตักแล้วป้อนทีละคำเลยคอยดู” คุณภูผาขู่ผม แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นคำขู่ที่จริงจังอะไร เพราะงั้นเมื่อกับข้าวมาถึงผมจึงกินเท่าที่กินปกติ ไม่ได้กินเยอะถึงครึ่งนึงอย่างที่คุณภูผาบอก

ดังนั้น...

               “อ๊ะ! คุณภูผาจะทำอะไรน่ะครับ!” ผมถามด้วยความตกใจที่เห็นคุณภูผาลุกเดินมาทางนี้ จากนั้นก็นั่งลงตรงเก้าอี้ข้างๆ แล้วพยายามอุ้มตัวผมไปนั่งตัก

               “ถามมาได้ ฉันก็จะจับนายมานั่งตักแล้วป้อนกับข้าวที่เหลือให้หมดน่ะสิ”

               “หา! นี่คุณภูผาเอาจริงหรอครับ!”

               “แน่นอน นายเลือกมาเลยว่าอยากให้ฉันป้อนด้วยช้อน หรือว่าอยากให้ฉันป้อนด้วยปาก” คุณภูผายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

               “ผมไม่เลือกสักอย่างนั่นแหละครับ!” ผมออกแรงดิ้นอย่างสุดชีวิตจนหลุดจากวงแขนของคุณภูผา จากนั้นก็วิ่งไปนั่งยังฝั่งตรงข้าม แล้วยกมือห้ามเมื่อคุณภูผาทำท่าจะลุกตามมา

               “หยุดเลยนะครับ! ผมสัญญาก็ได้ว่าจะกินกับข้าวที่เหลือให้เกลี้ยงเลย!” ต่อให้ท้องแตกตายผมก็จะไม่ยอมหยุดกินเด็ดขาด!

               “โอเค แต่ฉันให้เวลาแค่ 15 นาทีนะ ถ้าเกินนั้นฉันจะจับนายมานั่งตักแล้วป้อนจริงๆ ด้วย...แน่นอนว่าป้อนด้วยปากไม่ใช่ด้วยช้อน” เท่านั้นแหละผมก็รีบตั้งหน้าตั้งตากินอาหารที่อยู่ตรงหน้าทันที เพราะผมเชื่อว่าคนที่ไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหมอย่างคุณภูผา ต้องทำตามสิ่งที่พูดเอาไว้ล้านเปอร์เซ็นต์แน่นอน

               จากนั้น 15 นาทีผ่านไปไม่ขาดไม่เกิน ผมก็สามารถกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าหมดลงได้อย่างสำเร็จ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมโล่งอกจนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยยิ้มน้อยๆ จากนั้นจึงได้กวักมือเรียกให้ผมยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ

               “มีอะไรหรอครับ”

               “ฉันจะให้รางวัลน่ะ”

               “รางวัล?”

               “ก็อย่างนี้ไง...” คุณภูผาพูดจบก็ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับยกเมนูขึ้นมาบังศีรษะเอาไว้ ซึ่งในจังหวะที่ผมกำลังงุนงงและสงสัยอยู่นั่นเอง ริมฝีปากของคุณภูผาก็ได้เคลื่อนเข้ามาสัมผัสกับริมฝีปากของผมซะแล้ว

               จุ๊บ!

               O.O!

               “รางวัลพิเศษสำหรับนายที่เป็นเด็กดีไงล่ะ” คุณภูผาพูดยิ้มกรุ้มกริ่ม ส่วนผมที่ไม่คิดว่าคุณภูผาจะกล้าจูบผมกลางร้านก็ถึงกับช็อกจนตัวแข็งค้าง กระทั่งคุณภูผาจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยแล้วจูงมือผมออกจากร้าน ผมก็ยังมึนๆ เอ๋อๆ ไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่เลย

               “ไปเดินเล่นที่ชายหาดกันมั้ย เช้าๆ แบบนี้อากาศกำลังดีแดดก็ยังไม่มีด้วย”

               “ครับ” ผมตอบรับอย่างใจลอย เพราะราวกับว่าวิญญาณของผมได้หลุดออกไปจากร่าง ตั้งแต่ที่ถูกคุณภูผาจูบที่ร้านอาหารแล้ว

               จริงอยู่ว่าก่อนหน้านี้ผมเคยถูกคุณภูผาทำอะไรที่มันมากกว่านี้ แต่นี่มันเป็นครั้งแรกเลยที่ผมรับรู้ได้ว่าคุณภูผามีความรู้สึกพิเศษให้กับผม

               นี่ผมคงไม่ได้คิดไปเองหรอกใช่มั้ย?

               ผมจะสามารถคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยว่า บางทีคุณภูผาก็อาจจะชอบผมเหมือนกัน?

               จากนั้นตลอดทั้งวันคุณภูผาก็เทคแคร์ดูแลผมเป็นอย่างดี โดยพาผมไปเดินกินลมชมวิวที่ชายหาด ตามด้วยการไปเที่ยวที่อุทยาน ตลาดน้ำ เพลินวาน และเวเนเซีย

อย่างที่เคยบอกไปว่าผมไม่เคยมาหัวหินเลย เพราะงั้นผมจึงได้ตื่นเต้นกับความสวยงามและแปลกตาของที่นี่ วันนี้ผมรู้สึกสนุกสนานและยิ้มได้กว้างมากกว่าหลายสัปดาห์ที่ผ่านมารวมกันซะอีก แต่นั่นไม่ได้เป็นเพราะสถานที่ที่ผมมาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนที่อยู่ข้างๆ ที่กุมมือของผมและส่งยิ้มอย่างอบอุ่นมาให้ตลอดทั้งวันต่างหาก

               ผมมีความสุขมากจนลืมนึกถึงใครต่อใครที่อาจจะกำลังเป็นห่วงผมอยู่ เอาจริงๆ ผมลืมสนิทจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณภูผาแอบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋าของผมไปซ่อน ส่วนคุณภูผาก็แทบไม่ได้เอาโทรศัพท์ของตัวเองออกมาใช้เลย คุณภูผาให้เวลาทั้งหมดกับผมคนเดียวตลอดทั้งวัน

               “นี่เรากำลังจะไปไหนกันครับคุณภูผา” ผมถามหลังจากที่พวกเรากินอาหารค่ำกันเรียบร้อยแล้ว ในใจผมคิดว่าคุณภูผาคงจะพาผมกลับบ้านเลยมั้ง แต่คุณภูผากลับตอบผมมาว่า...

               “ไปโรงแรม”

               “หา! โรงแรม!” ผมตกใจมากจนอุทานดังลั่น คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยหัวเราะอย่างขบขันในขณะที่กำลังขับรถอยู่

               “ฉันล้อเล่นหรอกน่า ฉันจะพานายไปบ้านเพื่อนของฉันต่างหาก” แต่ถึงจะได้ยินแบบนี้ ผมก็ยังรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจคุณภูผาอยู่ดีนั่นแหละ

               “แล้วทำไมต้องไปที่นั่นด้วยล่ะครับ”

               “ก็คืนนี้เราสองคนจะนอนค้างกันที่นั่นน่ะสิ”

               “ทำไมต้องนอนค้างด้วยครับ กลับบ้านเลยไม่ได้หรอ”

               “ถามว่าได้มั้ยมันก็ได้อยู่นั่นแหละ แต่ฉันไม่อยากเสี่ยงขับรถกลับบ้านตอนนี้ เพราะเมื่อคืนฉันไม่ได้นอนแถมวันนี้ยังเดินเที่ยวตลอดวัน แล้วนายคงจะยังไม่รู้สินะว่าฉันเป็นคนสายตาสั้น ที่ฉันไม่ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์เป็นเพราะรำคาญ แต่เวลากลางคืนถ้าไม่ใส่ฉันจะมองทางไม่ค่อยเห็นน่ะ”

               “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ผมก็ลืมคิดไปว่าคุณภูผาอาจจะล้าจนขับรถกลับไม่ไหว ส่วนเรื่องที่สายตาสั้น มิน่าล่ะคืนนั้นที่ไปรับผมที่หมดสติถึงได้ใส่แว่นสายตา นั่นน่ะทำเอาผมหลงเข้าใจผิดคิดว่าคุณภูผาเป็นพฤกษ์เพราะมองอะไรไม่ค่อยเห็น

               จากนั้นประมาณ 15 นาทีต่อมาคุณภูผาก็ขับรถมาถึงตัวบ้านที่ไร้แสงไฟ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังมองเห็นความสวยงามของบ้านสไตล์วินเทจที่ตั้งอยู่ริมทะเล บางทีที่นี่อาจจะเป็นบ้านพักต่างอากาศที่ไม่มีใครอยู่เป็นประจำก็ได้ล่ะมั้ง

“นายเข้าไปในบ้านก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันจะถือกระเป๋ากับข้าวของแล้วเดินตามไป”

“ได้ครับ แล้วกุญแจ...?”

“บ้านไม่ได้ล็อกหรอกนายเข้าไปข้างในได้เลย” ผมรู้สึกแปลกใจนิดๆ ที่บ้านหลังนี้ไม่ได้ล็อกกุญแจ แต่ก็พยายามคิดหาเหตุผลเอาเองว่า บางทีเพื่อนของคุณภูผาที่เป็นเจ้าของอาจจะอยู่แถวนี้เลยมาเปิดบ้านไว้ให้ล่ะมั้ง

ดังนั้นผมจึงได้เดินลงจากรถไปยังตัวบ้าน ความมืดมิดไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดเพราะผมสายตาปกติ ส่วนสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นผมก็ไม่เคยนึกกลัว แต่มีครั้งนี้นี่แหละที่ผมชักเริ่มหวั่นใจ เพราะผมได้กลิ่นหอมของดอกไม้ และกลิ่นควันไฟจางๆ ลอยออกมาจากบ้าน

คงไม่มีอะไรหรอกน่า

ผมพยายามปลอบใจตัวเองแล้วยื่นมือออกไปเปิดประตูบ้าน ซึ่งพอเปิดออกมาเท่านั้นแหละผมก็ต้องเบิกตาออกกว้างด้วยความตกใจ แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าผมเจอเรื่องสยองขวัญสั่นประสาท แต่เป็นเพราะว่าผมเจอเทียนหอมนับร้อยถ้วยเปล่งแสงและเรียงรายตามทางเดิน

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

ตอนนี้หัวใจของผมเต้นแรงมาก ก่อนที่มันจะยิ่งเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสองขาของผมเดินตามทางที่เทียนวางเรียงเอาไว้จนไปสิ้นสุดอยู่ที่ห้องโถง

ซึ่งที่นั่นเอง มันก็ทำให้ผมพบคุณภูผายืนถือช่อดอกไม้อยู่กลางห้อง โดยมีเทียนหอมวางเรียงเป็นรูปหัวใจล้อมรอบตัวคุณภูผาเอาไว้อีกที ภาพที่เห็นนี้ทำเอาความรู้สึกนับพันถาโถมเข้ามาจนผมตั้งตัวไม่ถูก ก่อนที่มันจะรวมตัวกันเป็นหยดน้ำเอ่อคลอที่ตา เมื่อคุณภูผาพูดขึ้นมาว่า...

“ฉันรักนายนะตะวัน ขอโอกาสให้ฉันดูแลนายไปตลอดชีวิตได้รึเปล่า”

2BC

สวัสดีค่าทุกคน เห็นเค้ามาทักทายเซย์ไฮแบบนี้ก็แสดงว่าตอนที่ 10 ของหัวใจชิงรักได้จบลงไปแล้วจ้า จบได้ค้างนิดนึง ซึ่งก็รอเค้าอัพตอนหน้าวันเสาร์นะที่ร้าก แต่ก็ไม่แน่ถ้าหากอ้อนหรือเรียกร้องกันเยอะๆเค้าอาจจะมาอัพวันศุกร์ก็ได้ อิอิ ​มาพูดเรื่องตอนนี้กันบ้าง คนที่เคยเกลียดพี่ภูตอนนี้เปลี่ยนใจกลับมารักบ้างรึยังน้อ เพราะตอนนี้โดยเฉพาะครึ่งหลังพี่แกเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือกันเลยทีเดียว มีความหวาน ดูแล เทคแคร์ เจ้าเล่ห์ แต่ก็มุ้งมิ้ง มีความย้อนแยงกับตอนที่เจอกันแรกๆเหมือนที่ตะวันบอกเลยเนอะ 555555

ก็หวังว่าพี่ภูในโหมดนี้จะทำให้ทุกคนเปิดใจรักได้น้า แต่ถ้าไม่ก็รอตอนหน้าแล้วกันเนอะ เพราะพี่แกจะเป็นคนบรรยายเอง แล้วมาลุ้นกับความรู้สึกของพี่แกและที่มาของแผนเซอร์ไพรส์กันนะคะทุกคน ​​ก่อนลากันในค่ำคืนนี้เค้าก็ขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่เข้ามาอ่านและคอมเมนท์ให้นิยายเรื่องนี้__/\__ ขอบคุณที่ตามลุ้นและเชียร์ความรักของคู่ภูตะวัน ซึ่ง...การเดินทางมันก็ใกล้สิ้นสุดแล้วค่ะ อีกแค่ 3 ตอนเท่านั้นก็จะได้บทสรุปของคู่นี้แล้ว เพราะงั้นเค้าเลยว่าจะเปิดให้จองนิยายวันเสาร์นี้ ราคาก็เบาๆ 200 กว่าบาท ยังไงก็ฝากเอ็นดูและรับเลี้ยงหนุ่มๆด้วยน้า (16 ส.ค. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}