หอหมื่นอักษร

นิยายจีนทะลุมิติเรื่องใหม่มาเสิร์ฟแล้วเจ้าค่ะ ช่วยเป็นกำลังใจให้กับเสวี่ยเอ๋อร์น้อยของเราด้วยนะเจ้าคะ ^^

ตอนที่ 3 จากพระชายาเอกสู่พระชายารอง (3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 จากพระชายาเอกสู่พระชายารอง (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2560 21:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 จากพระชายาเอกสู่พระชายารอง (3)
แบบอักษร

ฮ่องเต้มีสีหน้าครุ่นคิด กวาดมองผ่านเย่อี้เฉิน หยุดสายตาลงที่มู่หรงเสวี่ย “การหมั้นหมายของเจ้ากับจิ้งอ๋องเป็นการตกลงระหว่างผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การพระราชทานสมรสจากข้า ถ้าข้ามีราชโองการยกเลิกการหมั้น มันจะเป็นการผิดขนบธรรมเนียมประเพณีจนเกินไป พวกเจ้าควรให้ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องการถอนหมั้นจะเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า”

ชัดเจนว่าฮ่องเต้มิต้องการแทรกแซงเรื่องภายในบ้านของข้าราชบริพาร

มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาลง ข้ามีวิธีที่จะทำให้ผู้ใหญ่ของจวนเจิ้นกั๋วโฮวตกลงในการถอนหมั้น แต่ผู้ใหญ่สายตรงของจิ้งอ๋องอยู่ไกลออกไปในเขตแดนศักดินาที่ได้รับพระราชทาน ถ้าวังจิ้งอ๋องจงใจปิดข่าวเรื่องการถอนหมั้น ไม่บอกกล่าวให้ญาติผู้ใหญ่เดินทางมาจัดการที่เมืองหลวง การถอนหมั้นครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะถูกยืดเวลาไปถึงเมื่อใดกัน

            ฮ่องเต้ดูคล้ายจะทราบถึงความในใจของมู่หรงเสวี่ย ทรงตรัสเบาๆว่า “ข้าจะส่งคนไปแจ้งเรื่องการถอนหมั้นครั้งนี้กับอดีตจิ้งอ๋องให้เจ้า เรียกตัวเขากลับเข้าเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” มู่หรงเสวี่ยค่อยเบาใจลง ฮ่องเต้ทรงเรียกตัวอดีตจิ้งอ๋องด้วยองค์เองเช่นนี้ ถึงเย่อี้เฉินมีความกล้าแค่ไหนก็คงมิกล้าทำการขัดขวางพระบัญชาจากฝ่าบาท นางเพียงรออยู่ที่เมืองหลวง เมื่ออดีตจิ้งอ๋องเดินทางมาถึงก็จะสามารถหารือเรื่องการถอนหมั้นได้แล้ว

“เลิกงานเลี้ยงได้” ฮ่องเต้ทรงกวาดตามองเหล่าขุนนางแล้วกล่าวขึ้น ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกร แล้วเสด็จออกจากท้องพระโรง     

“ส่งเสด็จฝ่าบาท” เหล่าขุนนางและเหล่าชนชั้นสูงน้อยใหญ่ต่างคุกเข่าลงส่งเสด็จ


เมื่อฮ่องเต้เสด็จออกจากท้องพระโรงจนลับสายตา มู่หรงเสวี่ยก็ค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากท้องพระโรงท่ามกลางสายตาของเหล่าชนชั้นสูง ไม่แม้แต่มองหน้าของเย่อี้เฉินเลยสักนิด

มองตามร่างบางที่เดินลับไป เย่อี้เฉินก็ละสายตาและหลับตาลง ไม่ได้เจอกันสามปี มู่หรงเสวี่ยมิใช่หญิงสาวคนเดิมที่ขี้โรค ขี้อายและเข้าหาพูดคุยกับเขาอย่างระมัดระวังอีกต่อไปแล้ว

“ท่านอ๋อง ท่านห้ามถอนหมั้นกับมู่หรงเสวี่ยเด็ดขาดนะพ่ะย่ะค่ะ” กุนซือประจำจิ้งอ๋องสวี่เทียนโย่วรีบเดินมาประกบด้านข้างของจิ้งอ๋อง กระซิบเตือนเบาๆ แววตาของทั้งคู่ฉายแววเข้าใจความนัยที่ซ่อนเอาไว้ถึงสาเหตุที่แท้จริงที่จำต้องรับมู่หรงเสวี่ยเข้าวังอ๋อง

“ข้ารู้” เย่อี้เฉินละสายตา แววตาล้ำลึกเหลือคณา “เจ้ากลับวัง สั่งบ่าวไพร่ให้ไปส่งของหมั้นหมายที่จวนเจิ้นกั๋วโฮว ภายในสามวันข้าจะรับมู่หรงเสวี่ยเข้าเป็นพระชายารองวังจิ้งอ๋องให้ได้”

“พ่ะย่ะค่ะ” สวี่เทียนโย่วพยักหน้า เดินออกจากท้องพระโรง


เย่อี้เฉินผินมองไปทิศทางที่มู่หรงเสวี่ยเดินจากไปอีกครั้ง แววตาล้ำลึก ข้าจิ้งอ๋องผู้มีอำนาจทางทหารอยู่ในกำมือ กับมู่หรงเสวี่ยผู้ที่ขี้โรค ไร้ความสามารถโดดเด่น ให้นางเป็นพระชายารองแห่งจิ้งอ๋อง นับเป็นการยกศักดิ์ยกฐานะให้แก่นาง ส่วนฐานะพระชายาเอกเขาได้ยกให้กับยวี่เยียนไปแล้ว มู่หรงเสวี่ยอย่าหวังจะได้มันไป

มู่หรงเสวี่ยที่ไม่รู้ความคิดในใจของเย่อี้เฉิน หลังออกจากพระราชวังก็เดินตามการนำทางของนางกำนัลไปที่รถม้ากลับจวนเจิ้นกั๋วโฮว

รถม้าใช้ไม้หอมเป็นส่วนประกอบ ด้านในประกอบด้วยหีบผ้า โต๊ะหยก ชุดน้ำชา กระดานหมาก และชั้นหนังสือครบครัน เหมือนดั่งห้องนั่งเล่นย่อมๆห้องหนึ่ง เครื่องเขียนบนโต๊ะล้วนแล้วแต่เป็นของชั้นดี กระถางธูปถูกจุดด้วยกำยานกล้วยไม้มีชื่อ มองความหรูหราแต่คงความเรียบง่ายตรงหน้า มู่หรงเสวี่ยกลับมีสีหน้าที่เคร่งขรึมลง

นางจำได้ดีว่า นางรับคำเชิญไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้หนิงชิงชิงที่ฮาวาย ไม่คิดเลยว่าเมื่อนั่งเครื่องไปได้แค่ครึ่งทางก็ประสบกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำ แม้แต่กัปตันที่มีประสบการณ์ก็ไม่สามารถที่จะบังคับเครื่องให้หลบแนวพายุได้ เครื่องบินรุ่นใหม่ถูกพายุฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่างกายของนาง คงเละจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว

หลังจากนั้นก็มีแต่ความมืดมิดที่ปกคลุมรอบด้าน  นางคิดเพียงว่าตัวเองต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัย คิดไม่ถึงว่าเมื่อพอลืมตาขึ้นมากลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แถมยังเกิดมาในโลกยุคโบราณ นับว่าเหนือความคาดหมายของนางยิ่งนัก......

“หืม? นั้นมิใช่บ่าวชายซวงสี่หรอกหรือ?” เสียงกระซิบกระซาบบางเบาของเด็กสาวดังเข้าหู มู่หรงเสวี่ยเหล่มอง ปรากฏเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบสี่สิบห้าปียืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของอาคารหลังหนึ่ง ดวงหน้าเศร้าสร้อย ใช่ซวงสี่แน่นอน

มู่หรงเสวี่ยดวงตาวูบไหว สั่งเสียงเบา “หยุดรถ” เมื่อรอจนรถม้าหยุดสนิท นางก็ยื่นมือไปจับมือของสาวใช้หงซิ่วเพื่อลงจากรถม้า ค่อยๆเดินไปทางชายหนุ่ม

เมื่อรู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มค่อยๆหมุนตัว พอดีสบเข้ากับดวงหน้าของมู่หรงเสวี่ย ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง พูดตะกุกตะกัก “คุณ......คุณหนูใหญ่” ทำไมนางมาอยู่ที่นี่ได้?

มู่หรงเสวี่ยตอบรับในลำคอเบาๆ พลางพูดถาม “คุณชายใหญ่อยู่ด้านในรึ?” ซวงสี่เป็นบ่าวประจำตัวของมู่หรงเย่พี่ชายฝาแฝดของนาง ถ้าซวงสี่อยู่ที่นี่ มู่หรงเย่ก็ต้องอยู่ที่นี่แน่นอน

“แหะๆ......” เสียงหัวเราะไม่เป็นธรรมชาติของซวงสี่ แววตาสั่นไหว “เอ่อ......คือ......”

เห็นท่าทางพูดไม่ออกของเขา มู่หรงเสวี่ยก็ขมวดคิ้ว เดินผ่านเขาเข้าไปด้านในอาคาร ในความทรงจำของร่างเดิม มู่หรงเย่เป็นคนไม่เอาไหน เอาแต่เที่ยวเล่นจนลืมเวลา ดึกดื่นไม่กลับบ้านถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในหนึ่งเดือนนอนนอกบ้านอยู่ยี่สิบกว่าวัน วันนี้บังเอิญได้เจอ แน่นอนว่าต้องพบหน้าพูดคุยกันเสียหน่อย

พอเข้ามาด้านใน ก็ปรากฏลานประลองกว้างขวาง ด้านข้างวางกรงเหล็กไว้สิบกว่ากรง ด้านในกรงมีทั้งสุนัขขนดำ ขาว และเทา ตรงกลางลานกว้างล้อมด้วยรั้วสีแดงเป็นวงกลมประมาณยี่สิบตารางเมตร มีสุนัขขนดำกับขนเทากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

บนตัวของพวกมันเต็มไปด้วยรอยแผล เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่ว แต่เหมือนพวกมันจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด

ด้านนอกรั้วปรากฏชายหนุ่มในชุดจีนโบราณสีดำ จ้องเขม็งไปยังการต่อสู้ตรงหน้า พลางส่งเสียงเชียร์อย่างตื่นเต้น “กัดเข้าไป กัดเข้าไป กัดเข้าไปอีก......ขุนพลดำ กัดมันให้ตาย กัดมันให้ตาย......”

“กรรจ์” สุนัขขนดำเหมือนฟังเข้าใจเสียงเชียร์ของเขา กัดไปที่คอของสุนัขขนเทา ดับลมหายใจของสุนัขขนสีเทาทันที

ชายหนุ่มชุดดำหัวเราะขึ้นอย่างเสียงดังหลังจากเห็นสุนัขขนเทากลายเป็นเพียงซากศพ “มู่หรงเย่เจ้าแพ้อีกแล้ว ฮ่าฮ่า......ประลองสุนัขมาค่อนวัน เจ้าซื้อตัวหนึ่งก็ตายตัวหนึ่ง สายตาการเลือกสิ่งของของเจ้าทำให้......ไหนเลยจะมีใครกล้าชื่นชม”    

สีหน้าของมู่หรงเย่เข้มขึ้น กล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ก็แค่ชนะติดต่อกันไม่กี่ครั้ง มีอะไรน่าภูมิใจนัก เดี๋ยวข้าซื้ออีกตัวที่เก่งกว่านี้ ครานี้อย่าหวังว่าข้าจะแพ้”

“เจ้าพูดแบบนี้กี่รอบแล้ว? ข้าไม่เห็นเจ้าจะชนะสักรอบ” ชายหนุ่มชุดดำยกยิ้มมุมปาก นับตั๋วเงินจนมือเป็นระวิง

มู่หรงเย่โกรธจัดที่ถูกสวนกลับ ตอบกลับเสียงห้วน “ข้าเพียงประมาทไปหน่อยถึงได้แพ้หรอก รอบนี้ถ้าข้าตั้งใจเลือกเสียหน่อย รับรองชนะเจ้าได้แน่นอน! ซวงสี่เอาเงินมา ข้าจะซื้อสุนัขต่อสู้มาประลองอีก”

ซวงสี่จับกระเป๋าเงิน เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คุณชาย เงินของพวกเราไม่เหลือแล้วขอรับ”

มู่หรงเย่ขมวดคิ้ว “ข้าให้เจ้าเอาเงินมาตั้งห้าหกพันตำลึงมิใช่รึ? ทำไมถึงหมดเร็วเช่นนี้?”

ซวงสี่ยิ้มอย่างลำบากใจ “คุณชาย ท่านซื้อสุนัขประลองสี่ตัว ตัวละห้าร้อยตำลึง ไหนจะเสียพนันไปอีกครั้งละหนึ่งพันตำลึง......”

“เอาละเอาละ ไม่ต้องพูดแล้ว เจ้ารีบกลับไปเอาเงินที่จวนมาเดี๋ยวนี้!” มู่หรงเย่หมดความอดทนจึงตัดบทซวงสี่ สวี่เทียนอันกล้าเยาะเย้ยข้า ข้าจะใช้เงินที่มีซื้อสุนัขประลองที่เก่งกว่า และจะทำให้เขาแพ้จนหมดตัวเลย คอยดูเถอะว่ายังจะหยิ่งแบบนี้ได้อยู่อีกไหม



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น