หอหมื่นอักษร

นิยายจีนทะลุมิติเรื่องใหม่มาเสิร์ฟแล้วเจ้าค่ะ ช่วยเป็นกำลังใจให้กับเสวี่ยเอ๋อร์น้อยของเราด้วยนะเจ้าคะ ^^

ตอนที่ 1 จากพระชายาเอกสู่พระชายารอง (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 จากพระชายาเอกสู่พระชายารอง (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 55.6k

ความคิดเห็น : 59

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2560 20:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 จากพระชายาเอกสู่พระชายารอง (1)
แบบอักษร


              ระหว่างที่สะลึมสะลืออยู่นั้น มู่หรงเสวี่ยก็รู้สึกเจ็บแปลบในอก ทุกลมหายใจเหมือนกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่หัวใจ เจ็บถึงขนาดที่คิ้วขมวดเป็นปม เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆเปิดออก แต่ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้นางต้องตกตะลึง

            โต๊ะหยกขาว เก้าอี้ไม้แดง เสาค้ำสีทอง ตั่งหยกบุแพรต่วน ท้องพระโรงสีทองตระการตา ด้านในวางไว้ด้วยกระถางธูปลวดลายโบราณ ปะการังแดงสองต้นริมหน้าต่างยิ่งมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด กอปรกับมุกราตรีกระจ่างประดับบนฝาผนังอย่างวิจิตรบรรจง แต่ละเม็ดงดงามจนไม่อาจจะละสายตาออกได้

            มู่หรงเสวี่ยคิดไม่ตก การตกแต่งของที่นี่ทั้งโบราณทั้งหรูหราตระการตา แม้แต่ท้องพระโรงของพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่งก็ยังเทียบไม่ติด

            “ฝ่าบาท กระหม่อมขอประทานอนุญาต ขอทรงอนุญาตให้องค์หญิงยวี่เยียนดำรงตำแหน่งพระชายาเอก และให้มู่หรงเสวี่ยดำรงตำแหน่งพระชายารอง......”

            เสียงเย็นชาของผู้ชายคนหนึ่งลอยเข้าหู ทำลายความงามของฉากตระการตาตรงหน้า มู่หรงเสวี่ยหันไปตามเสียงนั้น กลางท้องพระโรงปรากฏชายหนุ่มในชุดขุนนางจีนสีม่วง ผมสีดำเงารวบสูงด้วยหมวกขุนนางสีม่วง รูปหน้าหล่อเหลาหาใครเปรียบ ทว่าดวงตากลับเย็นชาแข็งกร้าว

            ทันใดนั้นเองมู่หรงเสวี่ยก็รู้สึกเจ็บแปลบเหมือนกับมีบางสิ่งกำลังระเบิดอยู่ในหัว ความทรงจำแปลกปลอมไหลทะลักรวมเข้ากับความทรงจำเดิมที่มีอยู่ นางไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้วิญญาณของนางได้เข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้เสียแล้ว

            เจ้าของร่างเดิมชื่อมู่หรงเสวี่ยบุตรสาวสายตรงของจวนเจิ้นกั๋วโหวซึ่งเป็นจวนขุนนางศักดินาขั้นสอง ตัวนางได้หมั้นหมายกับจิ้งอ๋องตั้งแต่ยังเล็ก สามปีก่อนจิ้งอ๋องนำทัพไปปราบศัตรูที่ชายแดน ปล่อยให้มู่หรงเสวี่ยรอคอยอยู่ที่เมืองหลวงอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง

            ไม่ง่ายเลยในการรอว่าที่พระสวามีกลับราชสำนัก แต่นางกลับคาดไม่ถึงว่า หลังจากเสร็จศึกแล้วเขากลับพาองค์หญิงแคว้นม่อเป่ยยวี่เยียนกลับมาด้วย ทั้งยังขอตำแหน่งพระชายาเอกจากฝ่าบาทให้ยวี่เยียน ต่อหน้าขุนนางน้อยใหญ่ แต่ว่าที่คู่หมั้นอย่างนางเขากลับให้เป็นแค่ชายารองเท่านั้น เจ้าของร่างเดิมไม่ทันตั้งตัว ด้วยความโกรธและตกใจทำให้โรคเก่ากำเริบ และตายไปอย่างน่าเสียดาย

            เพื่อฐานะพระชายาเอกของฉินยวี่เยียน เย่อี้เฉิน(จิ้งอ๋อง)ถึงกับใช้ความดีความชอบในการศึกขอฝ่าบาทพระราชทานสมรส แต่มู่หรงเสวี่ยผิดอะไร นางเพียงเคารพในคำสั่งของบิดามารดาที่ให้หมั้นกับเย่อี้เฉิน ไม่เคยคุยกับพระคู่หมั้นเลยสักครั้ง แต่กลับถูกเขาลดขั้นลงเป็นเพียงพระชายารองที่ต่ำต้อย เกียรติของชนชั้นสูงเช่นนางถูกเขาทำลายอย่างไร้เยื่อใย

            แววตาของมู่หรงเสวี่ยกลายเป็นอำมหิตอยู่วูบหนึ่ง นางไม่แยแสกับสายตาที่แสดงความเห็นใจ สงสาร เยาะเย้ยดูถูก สนุกบนความทุกข์ของนางจากหมู่ชนชั้นสูง นางเพียงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองไปทางเย่อี้เฉิน “ข้ากับท่านอ๋องเราสองนั้นหมั้นหมายกันอยู่ก่อนแล้ว องค์หญิงยวี่เยียนแต่งเข้ามาทีหลังข้า แต่ท่านอ๋องให้ข้าเป็นรอง ไม่คิดว่าเกินไปหน่อยหรือเพคะ?”

            สายตาตกตะลึงและคาดไม่ถึงของฝูงชนมองไปยังมู่หรงเสวี่ย เย่อี้เฉินเป็นถึงท่านอ๋องเทพสงครามที่มีความดีความชอบในการศึกมากมาย ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักยังต้องให้เกียรติเขาอยู่เสียสามส่วน มู่หรงเสวี่ยก็แค่ท่านหญิงอ่อนแอขี้โรคผู้หนึ่ง ถึงกับกล้าติเตียนท่านอ๋องอย่างไม่ไว้หน้า ช่างบังอาจยิ่งนัก


            บนบัลลังก์มังกรทอง ฮ่องเต้วัยกลางคนก็ทรงทอดพระเนตรไปยังมู่หรงเสวี่ยเช่นกัน ภายใต้การปกปิดของม่านปัดหยกขาวปรากฏสายตาคมและทรงอำนาจ

            มู่หรงเสวี่ยทำเป็นมองไม่เห็นสายตาจากฝูงชน เพียงแต่จ้องมองเย่อี้เฉินอย่างเย็นชา

            “ยวี่เยียนเป็นองค์หญิงที่ฮ่องเต้แคว้นม่อเป่ยทรงโปรดปรานที่สุด ถ้าให้นางเป็นเพียงพระชายารอง จะถือเป็นการหลู่เกียรติของม่อเป่ย ชิงเหยี่ยนและม่อเป่ยสองแคว้นอาจเกิดสงครามขึ้นอีกครั้ง” เย่อี้เฉินตอบกลับอย่างเย็นชา แม้แต่หน้าของนางเขายังไม่หันมามอง ท่าทางของเขาแสดงถึงความรำคาญและไม่แยแส

            มู่หรงเสวี่ยก็ไม่แยแสกับท่าทางของเขาเช่นกัน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นราบเรียบ “แคว้นชิงเหยี่ยนของเรามีอำนาจยิ่งใหญ่ แสงยานุภาพทางการทหารก็เข้มแข็ง ถ้าม่อเป่ยกล้ารุกราน เพียงส่งทหารไปทำลายก็สิ้นเรื่อง ทำไมท่านอ๋องถึงต้องเกรงกลัวด้วยเพคะ?”

            “ข้ามิได้เกรงกลัวการรบ ข้าแค่ไม่อยากให้ทหารชายแดนต้องตายโดยเปล่าประโยชน์” เย่อี้เฉินหันกายมองมู่หรงเสวี่ยด้วยหางตาที่เย็นชาของผู้เป็นใหญ่ “สองแคว้นเกี่ยวดองกันสามารถแก้ปัญหาสงครามได้ ทำไมยังต้องเสียสละทหารด้วยการทำสงครามที่โหดร้ายด้วยเล่า?”

            ทหารม่อเป่ยนั้นโหดเหี้ยม ป่าเถื่อน ทางนั้นไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆอย่างแน่นอน ที่พวกมันยอมตกลงทำสัญญาสงบศึกเช่นนี้ สองในสามต้องมาจากการสูญเสียเสบียงและไพร่พลในการทำศึกตลอดสามปีที่ผ่านมา จึงจำต้องทำสัญญาสงบศึกเพื่อฟื้นฟูเสบียงและกำลังรบ ถึงฉินยวี่เยียนจะได้เป็นแค่พระชายารอง พวกมันก็ทำได้แค่โกรธแค้นเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับยกทัพกดดันชายแดนแน่นอน

            เย่อี้เฉินทำสงครามกับม่อเป่ยมาสามปี ต้องรู้แจ้งถึงสภาพปัจจุบันของม่อเป่ยเป็นอย่างดี แต่เขากลับใช้สัญญาสงบศึกมาเป็นข้ออ้างในการลดขั้นข้า ทั้งที่ไม่จำเป็น ไม่ใช่ว่าเขาชอบฉินยวี่เยียนจริงๆหรอกหรือ? นี่หรือว่าเขาอยากแต่งนางเป็นพระชายาเอกจริงๆ

            มู่หรงเสวี่ยแอบยิ้มเยาะที่มุมปาก มองเย่อี้เฉินด้วยดวงตาที่เย็นชา “ราชวงศ์มีองค์ชายมากมาย บัณฑิตหนุ่มชนชั้นสูงในเมืองหลวงก็มากมายเช่นกัน องค์หญิงยวี่เหยียนแต่งกับใครสักคนในนี้ก็ได้ ทำไมจะต้องแต่งกับท่านอ๋องที่มีพันธะแล้วด้วยล่ะเพคะ?”

            เย่อี้เฉินหลู่เกียรติของมู่หรงเสวี่ยโดยการลดขั้นให้นางเป็นเพียงพระชายารองที่เสื่อมเกียรติท่ามกลางผู้คนมากมายกลางท้องพระโรง ไม่เห็นว่าที่คู่หมั้นอย่างนางอยู่ในสายตา เจ้าของร่างเดิมถูกเย่อี้เฉินทำให้โกรธจนตาย นางผู้ซึ่งเป็นถึงบุตรสาวสายตรงของตระกูลชั้นสูงที่ดำรงมากว่าร้อยปีไม่สามารถทนให้ใครมาหยามเกียรติเช่นนี้ได้

            “ตอนสองแคว้นสงบศึก ฮ่องเต้ม่อเป่ยขอให้ข้าดูแลองค์หญิงยวี่เยียน ซึ่งข้าก็ได้รับปากไปแล้ว” เย่อี้เฉินตอบอย่างเฉยชา

            ข้อตกลงเล็กน้อยเยี่ยงนี้สามารถแลกกับความสงบสุข 20 ปีของชิงเหยี่ยนและม่อเป่ย ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ถือว่าเหมาะสมและคุ้มค่า เพื่อแคว้นชิงเหยี่ยนเย่อี้เฉินยอมยกให้ฉินยวี่เยียนเป็นพระชายาเอก ให้มู่หรงเสวี่ยเป็นเพียงพระชายารองเสียไม่ได้ ถ้าหากนางยังว่ากล่าวเย่อี้เฉินอยู่เช่นนี้ มันจะเป็นการเห็นแก่ตัวและเป็นการไม่รู้จักกาลเทศะจนเกินไป

            เขาสวนกลับมาแค่ไม่กี่คำก็หลุดพ้นจากการคำว่ากล่าวของนางได้แล้ว เล่ห์เหลี่ยมของเย่อี้เฉินนับว่าไม่เลวนัก ยากที่จะคาดเดาความคิดได้ ฉายาเทพสงครามนั้นเป็นของจริง แต่นางมู่หรงเสวี่ยก็ไม่ใช่ลูกแกะอ่อนแอที่ยอมให้ใครมารังแกได้เช่นกัน “ถ้าเช่นนั้น จิ้งอ๋องกับองค์หญิงยวี่เยียนต้องแต่งงานกันเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขอื่นใดได้อีกใช่ไหมเพคะ?”

            เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เย็นชาดั่งทะเลลึกของของมู่หรงเสวี่ย เย่อี้เฉินรู้สึกถึงเค้าลางว่าเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงกำลังจะเกิดขึ้น เขาขมวดคิ้วเป็นปม ได้แต่ตอบรับอย่างเย็นชา “แน่นอน”


            “ถ้าเป็นเช่นนั้น หม่อมฉันขอถอนหมั้นกับจิ้งอ๋องเพคะ”

            เพียงแค่คำขอหลุดออกจากปาก เสียงซุบซิบกระจายไปทั่วท้องพระโรง เป็นไปไม่ได้ มู่หรงเสวี่ยขอถอนหมั้นกับเทพสงครามผู้ที่มีอนาคตอันรุ่งโรจน์และประสบความสำเร็จในการศึกมากมาย นางคงไม่ได้ป่วยจนสมองเสื่อมหรอกนะ ถึงแม้ว่าชายหนุ่มในแคว้นชิงเหยี่ยนจะมีไม่น้อย แต่คนที่สมบูรณ์แบบเหมือนเย่อี้เฉินนั้นหาไม่มีอีกแล้ว ถึงจะแต่งเข้าเป็นเอกในตระกูลอื่นก็ไม่สามารถเทียบได้กับเป็นพระชายารองของจิ้งอ๋องแน่นอน

            แววตาของเย่อี้เฉินปรากฏความแปลกใจอย่างคาดไม่ถึง ตอนที่เขาตัดสินใจจะทูลขอพระราชทานสมรสจากองค์ฮ่องเต้ก็เคยคาดการณ์ถึงปฏิกิริยาของมู่หรงเสวี่ยไว้บ้างแล้ว และได้เตรียมแผนการรองรับไว้ต่างๆนาๆ แต่กลับคาดไม่ถึงว่านางถึงกับขอถอนหมั้นเช่นนี้ เขาจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ได้”

            “ทำไมไม่ได้เพคะ?” มู่หรงเสวี่ยถามกลับเสียงเย็น

            เย่อี้เฉินตอบด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่า “ถ้าถอนหมั้น ชื่อเสียงของเจ้าจะเสียหาย......”

            “ต่อหน้าผู้คนมากมาย จิ้งอ๋องท่านลดชั้นข้าเป็นเพียงพระชายารอง ทำให้ข้ากลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวง ชื่อเสียงของข้าเสียหายจนไม่เหลือแล้วเพคะ” มู่หรงเสวี่ยพูดแทรกจิ้งอ๋องขึ้นทันควัน

            “เจ้ากำลังกล่าวโทษข้า” เย่อี้เฉินมองมู่หรงเสวี่ย ดวงตาแฝงไปด้วยความอันตราย


            “มิกล้าเพคะ ข้าเพียงขอถอนหมั้นกับท่านจิ้งอ๋อง ต่อจากนี้ไปท่านจะแต่งกับผู้ใดหรือข้าจะแต่งกับผู้ใดก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีก” มู่หรงเสวี่ยพูดตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเฉยชา


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น