เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 15 คราปักษาบุกรุกสุสานลับ

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 คราปักษาบุกรุกสุสานลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 370

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2560 12:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 คราปักษาบุกรุกสุสานลับ
แบบอักษร

​ตอนที่ 15 คราปักษาบุกรุกสุสานลับ

…ช่วงชิงตัวละคร โครง ไพ่ และฉากวิจิตตระการ เจ้าปีศาจที่ถูกผนึกใต้ซากนิราศได้พบเจอกับเด็กสาวผู้กลิ้งจากฟากธรณีบันไดห้องใต้ดิน ณ ที่แห่งนั้นคือปฐมเริ่มของตำนานมีชีวิต อสูรกายผู้หิวโหยเรื่องราวและนิทาน พลันเจ้าอสุรกายแห่งความสำราญตัดสินใจผจญภัยโลดแล่น ณ ดินแดนแห่งมนตราพร้อมกับสาวน้อยจอมเวทผู้น่าเขมือบขย้ำ…

“นางงดงามและสูงโปร่ง เรือนเกศาทองไหลพลิ้วละมุนดุจดั่งเส้นแพรไหม แววตาสีส้มแดงอ่อนละไมเปี่ยมด้วยความชั่วร้ายประหนึ่งนางจิ้งจอกแห่งหอนางโลม”


“เมรัย นั่นเจ้าถืออะไร”

          “จู่ๆมันโดนเกาะเท้าข้า ข้าจึงอยากเลี้ยงมันไว้น่ะ”

          หมอผีน้อยชูเครื่องรางขนนกนางนวลสีขาวสลับดำเขม่า นางเจอมันในคฤหาสน์ เครื่องรางโบราณอายุร้อยปีสร้างจากหินไฟใต้พิภพและกระดูกปักษาบรรพกาล ลักษณะเหมือนเครื่องดักฝันของเผ่าบรรพกาลชน เพราะเห็นว่ามันเหมาะกับอาชีพหมอผีอย่างนาง เจ้าตัวจึงช่วงฉวยติดไม้ติดมือมาด้วย ถึงแม้เรื่องการขโมยของคนตายจะเป็นเรื่องผิดมหันต์และยากให้อภัย แต่ครั้งนี้เป็นข้อยกเว้น เมรัยอมยิ้มเบิกบาน นางเป็นหมอผีนะ ไม่มีวิญญาณคนตายใดกล้าท้าทายนางกระมัง

          เก็บเครื่องรางเข้าอกเสื้อพลางฉีกยิ้มซุกซนเหมือนแมว เมรัยรู้ว่านารีเป็นห่วง กระนั้นสหายสาวประเมินนางต่ำไปหรือไม่ เมรัยแข็งแกร่งกว่าที่คิดนะ อย่างน้อยหากมีใครมาทวง นางก็สามารถแกล้งตายหนีได้มิยาก

          บริเวณใจกลางป่าสุสานที่ไม่ใครเคยรู้จักเหยียบย่างกราย แห่งนี้คือโพรงถ้ำไร้เพดานขนาดเท่าห้องรับแขกผสมห้องครัว และเพิ่มพื้นที่อีกเล็กน้อยพอให้จุคนได้สักห้าสิบคน ตรงกลางมีพรมหญ้าสีเขียวขจีสลับสีน้ำตาลใบไม้แห้ง ณ ใจกลางสถานที่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่โตหยั่งรากฝังใต้ดินและแพร่กิ่งก้านไพศาลปกคุลมต่างเพดาน บดบังแสงอาทิตย์และสายน้ำฝนเจ็ดแปดส่วน  

          แสงอรุณแอบซุกลอดผ่านช่องว่างระหว่างข่อนไม้และใบโพธิ์รูปหฤทัย ลำแสงสีทองสาดสยายบนฝ่ามือนารี ริมฝีปากเมรัย และทั่วทั้งพรมหญ้าที่ต้องแสงจนเปล่งประกายแพรวพราวดั่งฝูงหิ้งห้อยกำลังเต้นระบำ

          บ่อน้ำสี่ทิศติดขอบสุสานลับ ภายในมีน้ำใสสะอาดและหมู่ปลาหางนกยุงหางสีรุ้ง ฟ้าคราม แดงเพลิง ชมพูดอกท้อ บนผิวน้ำปรากฏดอกบัวเบ่งบานเผยความงดงามเฉกเช่นนางรำกำลังปลดอาภรณ์เผยผิวพรรณสีงาขาว ประกายแสงระยิบระยับแตกกระจายเพรียงพร้อมระลอกคลื่นกระทบบนผิวน้ำเย็น สาหร่ายหางกระรอกเปรียบดั่งเรือนพักมัจฉา ภายในสุสานลับมิมีสรรพสัตว์ นก กวาง กระรอก หรือเหล่าแมลง ที่นี้เงียบสงบประหนึ่งดินแดนต้องห้าม แดนศักดิ์สิทธิที่คนธรรมดามิอาจแตะต้องและลุกล้ำ มันคือสรวงสวรรค์ที่มิอนุญาตให้ใครเอื้อมถึง

          “ที่นี้คงเป็นสุสานลับ”

          “สุสานลับหรือ”

          ดวงดาวน้อยแผ่วถามเมรัยที่ยืนกอดอกคิ้วขมวด เมรัยเล่าให้ฟังว่า ตำนานเกี่ยวกับป่าสุสานมีมาก่อนก่อตั้งเมืองลักกี้ และตำนานลี้ลับที่เป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้คือเรื่องราวของ สุสานลับ สถานที่ที่ไม่มีใครเคยเห็นและเคยเจอ สำหรับชาวเมืองถือว่ามันเป็นตำนานเก่าแก่ที่มิคอยน่าสนใจ ทว่าสำหรับภูตผีนั้นสุสานลับคือดินแดนต้องห้ามที่มีอยู่จริง สักแห่งในป่าสุสาน

          “พวกผีเล่าว่ามันคือป้ายหลุมศพจักรพรรดิวิญญาณ”

          หากเชื่อตามที่ภูตพรายเล่าขาน มันก็ตอบคำถามเมรัยได้หมดทุกข้อสงสัย เพราะว่าจิ้งจอกสีทองเกี่ยวข้องกับผีที่พวกนางตามหา การที่เขาอยู่ที่นี่ก็มิใช่เรื่องแปลก เพราะสุสานลับเป็นหลุมฝังศพของเขา หมอผีน้อยผงกหัวคิดว่า เยี่ยมจริงที่ข้าเป็นหมอผีผู้เก่งกาจเรื่องโลกหลังความตาย ฮาๆข้าจะต้องจับจักรพรรดิวิญญาณมาเป็นภูตรับใช้ให้ได้

          “เตรียมรับมือ”สาวน้อยพึมพำลอบยิ้มชั่วร้าย นารีหน้าเจื่อนมือลูบอกพยายามปลอบตัวเองให้คิดว่าเพื่อนช่างเป็นคนบ้าบิ่นมิรู้จักที่ต่ำที่สูง

          “เจ้าจิ้งจอก”

          เมื่อใดที่เด็กน้อยช่างฝันวิ่งไล่ตามผีเสื้อ สักวันหนึ่งเด็กคนนั้นต้องพานพบกับเหล่าแฟรี่ตัวป่วน กล่าวว่าการไล่ตามสิ่งหนึ่งย่อมพาไปพบกับอีกสิ่งหนึ่ง นักสืบแกะรอยหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อไล่ล่าตัวผู้ร้าย เพราะหลักฐานสามารถชี้ตัวคนกระทำผิด คล้ายคลึงเจ้าจิ้งจอกที่หากวิ่งไล่ตามมัน มันก็จะพาไปพบจักรพรรดิวิญญาณในที่สุดท้าย นารีกลืนน้ำลาย นางแลเห็นมันกำลังนั่งก้นทาบพื้นส่ายหน้าดิกๆคล้ายกำลังถูกใครลูบคลำศีรษะ

          กระนั้นนางมองมิเห็นใครนอกจากสัตว์เลี้ยงแสนซน ไม่มีเจ้าชายเดี่ยวดาย ไม่มีใครยืนตรงนั้น ใต้ต้นโพธิ์

          “เมรัย..มองเห็นหรือไม่”

          คิดว่าเพราะอีกฝ่ายเป็นวิญญาณ ดวงดาราอย่างนารีจึงมิอาจมองเห็น ถ้าเป็นเมรัยจะมองเห็นรึเปล่า นารีอยากรู้ว่าจักรพรรดิวิญญาณที่พวกเราตามหามีรูปร่างหน้าตาเช่นไร จะเหมือนกับเขาที่แอบขว้างหินใส่หัวนางหรือเปล่า ความคาดหวังฉายชัดในแววตาดวงดาวน้อย เมรัยกลั้วหัวเราะเอ่ยปากตอบอย่างมั่นใจ

          “ไม่เห็นสิ”

          “..”

          “จริงๆนะ”เมรัยสามารถมองเห็นภูตพราย ผีสาง วิญญาณร้ายดี สิ่งมีชีวิตหลังความตายมากมาย ทว่ามีสองข้อยกเว้นที่ทำให้เมรัยมองด้วยตาเปล่ามิเห็น หนึ่งคือพวกวิญญาณที่มีพลังสูงกว่าเมรัย สองคือพวกแปลกแยก พิเศษ กลายพันธุ์ แตกต่าง

          อย่างแรกเมรัยมิค่อยพบเจอนัก และถ้าเจอนางก็สะบักก้นเผ่นหนีทันที เพราะกลัวมันจะทำร้ายชีวิตน้อยๆ

          อย่างที่สองมีตัวอย่างคือจักรพรรดิวิญญาณ ท่านมีพลังวิญญาณมิสูงกว่าเมรัย แต่มีความพิเศษ ทำให้รูปร่างของท่านมิปรากฏกายต่อหน้าสื่อมวลชน ต่อให้เพ่งจนตาถลนจากเบ้าก็มิเห็น เมรัยลองทำแล้ว เจ็บตาด้วย

          นารีและเมรัยมองเห็นแค่เงาดำของท่านเท่านั้น เงามนุษย์ยืนพิงต้นโพธิ์และกำลังลูบหัวสัตว์เลี้ยงแสนรัก

          เงาสายดำธุลีฉายชัดในแววเนตรนารีและเมรัย มันขยับสั่นไหว โครงหน้า รูปร่างสีเทาจางเรืองรางยากแยกแยะว่าเป็นใคร แต่ที่แน่ใจคือท่านเป็นผู้ชาย เพราะเสียงที่เปล่งกังวานเย็นชาและทุ้มต่ำประหนึ่งหยดน้ำค้างเดือนหก

          กลิ่นอายเย็นยะเยืองเปลี่ยนบรรยากาศร่มเย็นให้ตึงเครียดอีกระดับ

       “พวกเจ้ามิสมควรอยู่ที่นี่”

          โทนเสียงราบเรียบดุจแผ่นกระดาษสาน คมกริบด้วยกลิ่นไอคุกขามและดุร้ายหยิ่งผยองประหนึ่งราชสีผู้มิต้อนรับลูกกระต่ายที่แอบย่องรุกล้ำวิ่งเล่นในอาณาเขตของตน ลมฤดูฝนพัดโชยห่าพิรุณ กระนั้น ณ ดินแดนแห่งนี้กลับไร้ซึ่งอายหยดน้ำฝน ความอบอุ่นลอยอบอวลเปี่ยมด้วยความร่มเย็นและร่วงโรยเยี่ยงฤดูร้อนที่กำลังผันแปร

          “คาราวะท่านจักรพรรดิวิญญาณ”

          นารีย่อกายประสามือในท่วงท่าเปี่ยมกิริยามารยาทชนชั้นสูง ผิดกับเมรัยที่โบกมือทักทายอย่างเป็นกันเองประหนึ่งว่านางและท่านเป็นสหายมักคุ้น สนิทสนมกลมเกลียวราวพี่น้องร่วมสายเลือด

          รอยยิ้มแห้งแล้งระคนเขินอาย และสีหน้ากระอักกระอวนคล้ายเมรัยรู้จักท่านมาก่อนเพียงแต่มิกล้าพบหน้ากล่าวทักทาย พยายามหลบหนีเรื่อยมา

          “เมื่อปีก่อนขโมยกาน้ำชาข้า วันนี้เจ้าคิดขโมยสิ่งใดอีกหรือ”

          “เมรัย..”

          แววตาเสียดแทงต่างคมมีดพุ่งทิ่มหัวใจหมอผีน้อย นารีคิ้วกระตุกพลางดึงมือสหายสาว เอียงปากประชิดใบหูเอ่ยกระซิบถามความเป็นมาของเรื่องปีก่อน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมรัยสีหน้าบิดเบี้ยวอยากเลี่ยงตอบแต่นารีเขม่นตาใส่หมายเอาคำตอบจงได้ หมอผีน้อยจึงต้องเปิดปากเล่าความจริง

          นางเคยพบจักรพรรดิวิญญาณครั้งหนึ่ง ในคืนที่ไร้หมู่เมฆและดวงเดือน นางแอบลักลอบเข้าคฤหาสน์และขโมยกาน้ำชาลวดลายสวยงามชุดหนึ่ง กาน้ำชาลายนกเต่า ถ้วยชาลายครามสลักผืนมหาสมุทร เพราะยามนั้นนางต้องการมันมาก นางชอบลายทิวทัศน์วิจิตรหายาก ระหว่างที่กำลังเก็บรวบรวมก็เผอิญถูกท่านพบพอดิบพอดี เมรัยเผ่นหนีมิคิดชีวิต พลางตั้งมั่นว่าจะไม่มาพบท่านอีก

          “ข้ากลัวท่านสิง”เจ้าหมอผีข่มใจทำหาญกล้า แอบในใจจะใคร่อยากเผ่นหนี นี้คือสาเหตุจริงๆที่นางอยากกลับบ้าน

          วิญญาณสามารถสิงร่างคนเป็น แต่ก็ด้วยกรณีและเงื่อนไขต่างๆ เมรัยกลัวท่านโกรธและทวงร่างกายนางคืนแทนพวกเครื่องเรือน ท่านอาจเอานางไปขายให้พ่อค้าทาส หรือไม่ก็กระทำเรื่องผิดศีลธรรมกับร่างกายเด็กประถมแสนน่ารักน่าชัง

          คิดแล้วก็กลัวหัวหด หลบหลังนารีดีกว่า

          “เฮ้อ”

          ใต้กลีบโพธิ์พัดสยายร่วงหล่นลงพื้นหญ้า ดินชุ่มน้ำ และแมลงเต่าทอง ไม่มีใครรู้นามแท้จริงจักรพรรดิวิญญาณ ทว่านารีสืบจากสมุดบันทึกส่วนตัวของท่านและล่วงรู้นามหนึ่ง ชื่อเล่นที่สหายคนโปรดของท่านใช้เรียก

          “โซเร็น”

          “…”ความเงียบงันประหนึ่งบรรยากาศในชั้นศาลบังเกิด ทำใจเด็กสาวสั่นเทิ้มด้วยความประหม่าพรั่นพรึง

          “ข้าเรียกท่าน..เช่นนั้นได้หรือไม่เจ้าคะ”

          “เรียกอะไรก็เรียกเถิด”

          ไม่เคยมีใครเรียกชื่อเขาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เมื่อใดเขาก็จำมิได้ อาจครั้งมาเยือนดินแดนแห่งนี้ หรือยามสูญสิ้นกายเนื้อและกลายเป็นวิญญาณปักหลัก สิงสถิต ไม่ว่ากาลเวลาผ่านนานเท่าไหร่ สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแค่ความทรงจำเรือนราง

          มิกล่าวถึงประวัติศาสตร์สาเหตุที่ท่านตายใกล้เมืองลักกี้ เรื่องราวอันเก่าแก่ปล่อยมันหายไปในอดีต อดีตกาลเมื่อเนิ่นนานและไร้ความหมาย

          เมรัยเกาะหลังนารีพลันชะโงกหัวมองความว่างเปล่าใต้ต้นโพธิ์ นารียืนหลังยืดตรงหลุบตาสีหน้าครุ่นคิด โรเซ็นมิพูดจาคล้ายว่าบนโลกนี้ไม่มีเขา

          “ในนี้…ไม่มีหลุมศพของท่านหรือ”

          อยากแก้บรรยากาศอึดอัดจึงโพล่งขึ้นอย่างตั้งใจสืบสวน นารีสองมือกอบกุมไพล่ข้างหลัง เอียงคอลอบถามโรเซ็น นางหวังว่าประโยคนี้จะช่วยให้พวกนางรู้สึกดีต่อกัน ไม่มากก็น้อย

          ดวงดาวน้อยมิใช่คนช่างพูด บางเรื่องนางมิเก่ง อาทิเรื่องการสนทนากับผู้อื่น

          “…คือว่า ท่านชอบจิ้งจอกหรือ”พยายามพูดกับคนมิชอบเอ่ยปากช่างยากเย็น เพราะมิรู้ว่าทำเช่นไรถึงจะทำให้เขาพูดตอบนาง แม้ยากลำบาก แต่นารีอยากคุยกับท่าน ท่านอยู่ตัวคนเดียว นางคิดว่าท่านอยากพูดกับผู้อื่นบางกระมัง

          มันต้องมีสักเรื่องที่ยกเป็นหัวข้อได้สิ ดวงดาวน้อยคิดคำนึงในหัวด้วยความเร็วประหนึ่งนกอินทรีบินทะยาน

          ขณะที่กำลังคิด โซเร็นก็เอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

          “พวกเจ้าต้องการอะไร ไม่ต้องอ้อมค้อม”

          เขาเป็นคนรักสันโดษ รำคาญพิธีการและเรื่องยุ่งยาก ไม่ชอบฟังใครพรรณนา สาธยาย พึมพำ พูดเรื่อยเปื่อยอย่างไร้สาระ ในชีวิตก่อนตาย เขาอดทนฟังใครพูดจาน้ำไหลไฟดับได้มิเกินสองนาที ยามตายก็เช่นกัน โซเร็นอยากรู้ว่าทำไม สองสาวน้อยถึงมาเยี่ยมเขา

          กึกๆ หมอผีน้อยตัวสั่นเป็นลูกแมวกลัวน้ำ นางเกาะหลังนารีหลบผู้อาวุโส มิกล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดแบบคนเสียสติ ได้แต่แอบกระซิบหลังหูนารีว่า กลับกันเถอะ อย่าพูดกับท่านมากนะนารี ประเดี๋ยวท่านสิง

          สิงอะไรย่ะ ท่านเป็นสุขภาพบุรุษมิใช่ผีร้ายเสียหน่อย นารีลอบส่งค้อนให้เจ้าหมอผีทีหนึ่ง พลางพูดคุยกับโซเร็น เล่าถึงจุดประสงค์การมาของพวกนาง หวังว่าโซเร็นจะให้ความช่วยเหลือ

          “พวกข้ากำลังตามหาเด็กคนหนึ่ง คิดว่าท่านรู้จักเด็กคนนั้น”

          คำพูดนารีส่งผลให้โซเร็นนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ปกติเขาจะเดินเล่นข้างนอกสุสานลับช่วงบ่ายถึงยามพลบค่ำ แต่หากวันใดมีเมฆครึม แสงแดดอ่อน เขาจะยืนรับลมและมองผืนโลกใต้ต้นยิวต้นโปรดตลอดวัน

          เขารู้ว่าเด็กที่นารีถามถึงคือใคร วันนั้นมีคุณยายท่านหนึ่งขึ้นเขาเก็บสมุนไพร ซึ่งคุณยายขึ้นเขาทุกวันมิเคยเว้น แม้อายุมากและร่างกายเริ่มเสื่อมถอย คุณยายก็มิยอมแพ้และเก็บสมุนไพรขยันขันแข็ง

          “ท่านพอทราบหรือไม่ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร”

          เงาของโซเร็นหยุดยืนนิ่งแนบลำต้นโพธิ์ เป็นเวลาสองสามนาทีที่ท่านเงียบคล้ายกำลังระลึกความหลัง คราวสายลมพัดพาความสงบสุข ยามน้ำค้างไหลหลั่งตกจากปลายดอกเข็ม ครั้นนกอินทรีโบยบินสู่ม่านฟ้า

          “เด็กคนนั้นชื่อกิฟ…”ใบโพธิ์โบกกระพือเพรียงพร้อมคำตอบไขข้อสงสัย

          กิฟ หรือ…

          สำเร็จภารกิจ นารีก้มหัวจดจำชื่อกิฟไว้ในใจ ขอเพียงรู้ชื่อ เรื่องการตามหาย่อมมิใช่เรื่องยาก ดวงดาวน้อยฉับพลันพลั่งอมยิ้มสนุก นางเงยหน้ามองต้นโพธิ์ ที่นางมองหาใช่ต้นไม้ไม่ แต่เป็นวิญญาณข้างหลังต่างหาก

          “ทำไมท่านถึงบอกพวกเราหรือ”

          “รำคาญ”โซเร็นกระแทงเสียงต่ำอย่างมิเกรงใจ แม้เสียงดุร้ายระคนฟังขับไล่ แฝงความหงุดหงิดและปฏิเสธ มันยีงไพเราะน่าฟังจับใจดั่งว่าชายงามทำสิ่งใดก็งามไปเสียหมด แม้แต่ตอนตวาดขับไล่อิสตรี

          “ไปกันเถอะนารี”เมรัยสนับสนุนความคิดโซเร็น นางอยากกลับบ้านแล้วนะ

          “จ้าๆ”นารีตบมือปลอบสหายเบาๆด้วยสีหน้ากรุ่มกริ่มอบอุ่น เวลาล่วงเลยมานานพอสงควร ขณะที่นารีกำลังกล่าวอำลาผู้มีพระคุณ จักรพรรดิวิญญาณก็โพล่งขัดเสียก่อน

          “อยากรีบกลับหรือ หัวขโมย”

          “รีบเจ้าค่ะ”

          “ฮึ ของที่เจ้านำไปควรรักษาให้ดี”

          “อาเร๊ะ”เมรัยผงะเท้าชะงักด้วยความสงสัย ครั้งก่อนท่านมิเอ่ยเตือน กระนั้นทำไมครั้งนี้ถึงดูใส่ใจนัก

          “ไปซะ”

          สายลมคลั่งพัดกระหน่ำจากเพดานเถาวัลย์ นารีและเมรัยยกแขนเสื้อปิดหน้า พลางทุกอย่างหยุดนิ่ง ทั้งสองลดวงแขนและมองใต้ต้นโพธิ์ที่ยามนี้ไม่มีเงาโซเร็นกับจิ้งจอกสีทอง ทั้งคู่อันตรธานหายลับไร้ร่องรอยอย่างมือสังหาร

          ทิ้งไว้เพียงคำถามค้างคาให้เมรัยมโนไปไกล

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น