หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ในโลกใบใหม่ที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ก้าวต่อไป นางจะไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตา หากฟ้ากล้าขวางนางจะทำลายฟ้า หากดินกล้าค้านนางจะบดขยี้ดิน! สองมือของนางจะพลิกปฐพีนี้ให้สั่นสะเทือน!

ตอนที่ 10 จวนตระกูลมู่ ช่องว่างที่ถูกเปิดออก

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 จวนตระกูลมู่ ช่องว่างที่ถูกเปิดออก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2560 10:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 จวนตระกูลมู่ ช่องว่างที่ถูกเปิดออก
แบบอักษร

เดินทางมาเกือบ 10 วัน ในที่สุดมู่เกอก็ตามมู่ซงกลับมาถึงเมืองหลวงของแคว้นฉิน--------ลั่วตู

ม้าที่เข้าเมืองมามีไม่ถึง 10 ตัว ด้านหน้าที่คอยเบิกทางให้ เป็นองครักษ์คนสนิทสองคนของมู่ซง ปู่หลานสองคนต่างขี่ม้าของตัวเองอยู่ตรงกึ่งกลางขบวน

ทหารที่ออกไปตามมู่ชิงเกอก่อนหน้านี้ ก็กลับไปพักฟื้นที่ค่ายใหญ่ก่อนหน้านี้แล้ว 

และรุ่ยอ๋องฉินจิ่นห้าว ก็ขอตัวแยกไปก่อนตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเข้าเมืองมาแล้ว พูดถึงท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า วันหลังค่อยมาเยี่ยมมู่ชิงเกอที่จวน และจะเตรียมของเล่นเล็กน้อยมาปลอบขวัญเธอด้วย

ฉะนั้น ขบวนที่มีเกือบ 1000 คนในตอนแรก ก็เหลือแค่มู่ซงกับมู่ชิงเกอสองปู่หลาน และทหารคนสนิทอีกแปดคนของตระกูลมู่เท่านั้น

เมื่อเข้าสู่ลั่วตู สิ่งแรกที่มู่เกอสัมผัสได้คือลักษณะบ้านเมืองของโลกใบใหม่นี้

ระหว่างทางมาลั่วตู มู่เกอก็เข้าใจแล้วว่า แคว้นฉินที่เธออยู่นั้น เป็นแคว้นหนึ่งในบรรดาแคว้นต่างๆ ของหลินชวน อยู่ในระดับ 3 ที่จัดว่าต่ำที่สุด

 ไม่ต้องพูดถึงระดับสามที่ไม่ได้มีแค่สองสามแคว้น แค่คิดว่าเหนือกว่าระดับสามก็มีระดับสอง และระดับสองก็ยังมีระดับหนึ่งที่เหนือกว่า ก็พอจะจินตนาการได้ว่าการที่ฮ่องเต้ของแคว้นฉินจะปกครองทั้งหมดนี้ได้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ เลย 

ระดับของแคว้นที่ต่างกันนั้น แบ่งตามจำนวนของยอดฝีมือชั้นพลังสีม่วง และทุกแคว้นจะมาร่วมกันจัดลำดับ ระดับยิ่งสูงก็ยิ่งแข็งแกร่ง ทรัพยากรที่จะได้รับก็ยิ่งมีมาก

ถ้าพูดตามความเป็นจริงคือ ยอดฝีมือชั้นม่วงของแคว้นระดับสามนั้นอย่างมากก็มีแค่ 1 ถึง 2 คน เมืองระดับสองมากสุดก็แค่ 10 คน แม้กระทั่งอาณาจักรระดับหนึ่งเพียงหนึ่งเดียวของแผ่นดินหลินชวน อาณาจักรเซิ่งหยวน จำนวนยอดฝีมือชั้นม่วงของอาณาจักรนี้ไม่มีใครล่วงรู้ แต่คนภายนอกต่างก็คาดเดาเอาว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 100 คน

ยอดฝีมือชั้นม่วงสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 1000 ปี ยิ่งมีอายุอยู่นานเท่าไร ก็ยิ่งแกร่งกล้าขึ้นเท่านั้น 

ตำนานเล่าว่า ยอดฝีมือชั้นม่วงหนึ่งคน ถ้าทุ่มพลังโจมตีสุดแรง ก็จะสามารถทำลายล้างเมืองขนาดเล็กเมืองหนึ่งได้เลยทีเดียว

ความแข็งแกร่งแตกต่างกันมากขนาดนี้ ก็ไม่แปลก ขนาดแม่ทัพที่เจนสนามรบอย่างมู่ซงเอง ตอนที่เจอเกี้ยวของมหาปราชญ์ ยังต้องแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมขนาดนั้น

ความเข็งแกร่ง! ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน ก็ยังคงวัดกันด้วยความแข็งแกร่ง!

มู่เกอกำหมัดไว้แน่นอย่างเงียบๆ

“เกอเอ๋อร์ กลับถึงบ้านแล้วเจ้าต้องพักผ่อนให้มาก เรื่องอื่นรอให้เจ้าพักฟื้นจนหายดีแล้วค่อยว่ากัน” เสียงของมู่ซงดังขึ้น ขัดจังหวะการคิดของมู่เกอ

เธอหันไปมองท่านปู่ที่เดินอยู่เคียงข้างเธอ แล้วพยักหน้าเงียบๆ

เธอต้องการเวลา ในการทำความรู้จักกับโลกใบนี้ รวมทั้งเหอเฉิงที่ถูกขังไว้ในจวนตระกูลมู่.........มู่ซงไม่รีบ ฉินจิ่นห้าวไม่รีบ เธอเองยิ่งไม่รีบ

มู่เกอยิ้มมุมปาก สายตาหยุดลงที่นครหลวงของแคว้นฉินอีกครั้ง

อื้ม ถนนกว้างขวาง กำแพงเมืองก็สูง ร้านรวงมากมาย เสียงผู้คนครึกครื้น บรรยากาศคึกคัก ดูสูงศักดิ์ยิ่งใหญ่สมกับการเป็นนครหลวงโดยแท้

แต่ว่า ทำไมสายตาที่มองเธอจากรอบๆ ถึงได้ดูหลบเลี่ยงเธอราวกับเธอเป็นอสรพิษอย่างนั้นล่ะ?

ดวงตาเย็นชากวาดมองคนที่เดินผ่านไปมาด้วยแววตาเรียบนิ่ง มู่เกอขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“คุณชายของตระกูลมู่กลับมาแล้ว!”

“สวรรค์! เพิ่งหายตัวไปจากลั่วตูได้ไม่เท่าไร ข้ายังไม่ทันได้ใช้ชีวิตสบายๆให้พอใจเลย ทำไมกลับมาอีกแล้วเล่า?”

“ชู่ว เบาๆ หน่อย ! กลัวว่าตัวเองจะอายุยืนเกินไปรึไง”

“ใช่! ถ้าไอ้ปีศาจนี้ได้ยินเข้า กรีดเนื้อเจ้าออกมาชั้นหนึ่งก็ถือว่ายังน้อยไป” 

สายตาที่ตื่นกลัวและรังเกียจ หยุดลงที่ร่างของมู่เกอ ทำให้เธอรูสึกอึดอัดไปทั้งตัว เธอเหลือบมองมู่ซงที่อยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง สีหน้าของเขาดูแย่มากตามที่คิดไว้ไม่มีผิด

 มู่เกอเบะปากและพึมพำในใจ เมื่อครู่ ‘คำพูดเหลวไหลของพวกคนพาล’ พวกนี้ เธอได้ยินมันทั้งหมด ยอดฝีมือชั้นน้ำเงินอย่างมู่ซงเหตุใดจะไม่ได้ยิน?

เธอถอนสายตาจากมู่ซง สายตาหยุดลงที่ร่างของมู่ชิงเกอที่เดินตามอยู่ข้างๆ แม้ไม่พูดอะไรแต่มู่ชิงเกอก็เข้าใจ

“ข้าก็แค่เคยจัดการ พวกที่กล้าไม่ให้เกียรติตระกูลมู่สองสามคนกลางตลาดก็เท่านั้นเอง” มู่ชิงเกอ อธิบายอย่างเรียบเฉย

มู่เกอหันหน้าหนี ขี้เกียจจะถามต่อ

ลั่วตูเป็นเมืองหลวงของแคว้นฉิน ซึ่งใช้กฎระเบียบตามแบบเมืองชั้นใน

ทั้งหมดแบ่งเป็น เมืองชั้นนอก เมืองชั้นใน และราชวัง 

พูดง่ายๆ ก็คือ เมืองชั้นนอกเป็นพื้นที่ของประชาชน เป็นเขตทำการค้าสำคัญที่เจริญรุ่งเรือง เมืองชั้นใน เป็นพื้นที่ที่เหล่าขุนนางอาศัยอยู่ พระราชวังก็เป็นพื้นที่ของบรรดาเชื้อพระวงศ์

ในราชวัง ยังมีพระราชวังหลวง ซึ่งก็คือที่ประทับขององค์ฮ่องเต้

จวนตระกูลมู่ แม้จะจะได้รับพระราชทานให้เป็นจวนหย่งหนิง แต่อย่างไรก็ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ จึงอยู่ได้เพียงเมืองชั้นใน แต่ที่ตั้งของจวนตระกูลมู่นั้นใกล้กับพระราชวังมาก เป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดของเมืองชั้นใน ครอบครองพื้นที่กว้างขวาง ตามที่มู่ชิงเกอบอก เธอโตขนาดนี้แล้ว ยังเดินเล่นไม่ทั่วจวนตระกูลมู่เลย

                แน่นอนมู่เกอเข้าใจเรื่องนี้ที่มู่ชินเกอยังเดินไม่ทั่วตำหนักตระกูลมู่เพราะว่าไปสร้าง                                   ‘ชื่อเสียงอันกว้าง’ ขวางอยู่ข้างนอกนั่นเอง

เอาเป็นว่าจวนตระกูลมู่กว้างใหญ่มากแล้วกัน!

“จวนที่องค์ฮ่องเต้โปรดให้สร้าง……” ที่บันไดขั้นล่างสุดมีจารึกสลักอยู่หนึ่งแผ่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นประตูใหญ่ที่ดูใหญ่โตโอ่อ่า

ชายคาสูงหลายจ้าง เสาสีแดงตั้งตระหง่าน มีตะปูยึดสีดำมะเมื่อม และวงเคาะประตูรูปหัวสัตว์ ด้านซ้ายและขวาของประตูใหญ่ ยังมีประตูข้าง ที่บันไดขั้นที่เจ็ดยังมีรูปปั้นแกะสลักของสัตว์หน้าตาแปลกประหลาด ท่าทางยิ่งใหญ่น่าเกรงขามตั้งอยู่

เมื่อมองไปที่ประตูใหญ่ มู่เกอเหมือนได้ยินแต่เสียงลั่นกลองรบ ดังก้องไปทั่ว เลือดในกายไหลเวียนเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เธอก็เคยเป็นทหารนายหนึ่ง จวนตระกูลมู่ก็เป็นตระกูลทหาร เธอเหมือนหาสิ่งที่เหมือนกันระหว่างเธอและมู่ชิงเกอเจอแล้ว

บนกรอบประตู มีป้ายแขวนอยู่สามแผ่น 

ป้ายบนสุด แผ่นป้ายสีแดงเงาวาวเขียนด้วยตัวอักษรสีทอง นั่นก็คือคำที่มู่เกอพูดพึมพำอยู่เมื่อสักครู่นี้ 

องค์ฮ่องเต้โปรดให้สร้าง นี่เป็นเกียรติที่คนมากมายอยากได้แต่ก็ไม่ได้

องค์ฮ่องเต้โปรดให้สร้าง นั่นหมายความว่าฐานะของตระกูลมู่ในลั่วตูนั้นก็ยิ่งใหญ่มาก 

ป้ายที่สอง เป็นป้ายสีดำสนิท ตัวหนังสือใช้ชาดแทนหมึก เขียนว่า ‘จวนท่านแม่ทัพผู้ปกปักษ์แคว้น’ คำพวกนี้มีความหมายลึกซึ้ง ราวกับทำให้ผู้คนเห็นภาพสงคราม

ป้ายสุดท้าย เมื่อเทียบกับทั้งสองป้ายที่ผ่านมาแล้ว ดูเรียบง่ายธรรมดากว่ามาก เป็นป้ายที่ทำจากไม้ธรรมดา สลักว่า ‘จวนตระกูลมู่’

“เข้าไปสิ คงไม่ใช่ว่าออกจากบ้านไปไม่กี่วัน ก็จำประตูบ้านตัวเองไม่ได้แล้วนะ?” มู่ซงเห็นว่ามู่เกอไม่ขยับตัว ก็ตบไหล่เธอ เร่งให้เธอเข้าจวนไป 

..............

สวนสระเมฆา

ในจวน ทิวทัศน์งดงามเป็นหนึ่ง บริเวณรอบๆ เงียบสงบ เหมาะกับเป็นที่ตั้งเรือนพำนักส่วนตัวของนายน้อยตระกูลมู่

จวนตระกูลมู่มีผู้คนอยู่ไม่มาก และต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้น จึงไม่ได้มีการแบ่งเรือนนอกเรือนในที่ชัดเจน นอกจากเรือนที่ประมุขตระกูลอยู่แล้ว เรือนส่วนมากก็ปิดตายมานานหลายปี

บวกกับการที่ภายนอกของมู่ชิงเกอเป็นผู้ชาย ฉะนั้นเรือนสวนสระเมฆาของเธอและเรือนของผู้หญิงในตำหนักนั้นห่างกันไกลแสนไกล พูดได้ว่าถ้าไม่ได้ตั้งใจไปหา ในจวนมู่นั้น ยากที่เธอจะได้เจอกับผู้หญิงสักคน

ประกอบกับมู่ชิงเกอค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องเพศจริงๆ ของตนเอง และเพราะนิสัยของนางด้วย จึงทำให้สาวใช้และเด็กรับใช้ชายในเรือนของนางมีน้อยมาก คนที่คอยดูแลนางในแต่ละวันก็มีแค่สาวใช้คนสนิทสองคน โย่วเหอผู้อ่อนโยนดั่งสายน้ำ และฮวาเยวี่ย ผู้งดงามร่าเริง

สาวใช้สองคนนี้อายุพอๆ กับมู่ชิงเกอ ในแต่ละวันหลังจากที่ปรนนิบัติรับใช้มู่ชิงเกอเสร็จแล้วก็ไม่เคยเฝ้าอยู่ในห้องของมู่ชิงเกอตอนกลางคืน เพราะนี่เป็นคำสั่งของมู่ชิงเกอ

สำหรับมู่เกอแล้ว ถือเป็นการทำให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น

นอกจากสองคนนี้ มู่ชิงเกอยังมีเด็กรับใช้ชายอีกคนที่เรียนหนังสือกับนางชื่อว่ามั่วหยาง แต่ว่านางก็เป็นแค่คนเสเพลคนหนึ่ง สำหรับกาพย์กลอนยึกยืออะไรพวกนั้นนางไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย จึงส่งเด็กรับใช้ชายที่คอยเป็นเพื่อนเรียนให้กับนางไปเรียนที่โรงเรียนแทนนางตั้งนานแล้ว

โย่วเหอกับฮวาเยวี่ยรู้จักมู่ชิงเกอดี แต่มู่เกอไม่คุ้นเคยกับพวกนางเลย

ภายใต้การช่วยเหลือของมู่ชิงเกอ หลังจากที่ไล่สองคนนั้นออกไป  เธอก็ขังตัวเองไว้ในห้อง อ้างว่าอยากพักผ่อน ไม่ให้ใครรบกวน ในความเป็นจริง กลับนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง เข้าฌาณทำสมาธิ

ชาติที่แล้ว นอกจากฝีมือการสังหารอันโหดเหี้ยมของเธอแล้ว เธอก็พึ่งความสามารถทั้งสองอย่างของเธอ ขัดเกลาความสามารถนั้น  และการที่จะฝึกความสามารถให้เก่งกล้ามากขึ้นกว่าเดิมก็ต้องพึ่งการนั่งสมาธิเข้าฌาณเพื่อพัฒนาพลังจิตให้สูงส่งยิ่งขึ้น

ตอนนี้ ในที่สุดทุกอย่างก็สงบลง เธอก็จะได้มีเวลาดูว่าช่องว่างของเธอยังเหลืออะไรทิ้งไว้บ้าง

ระเบิดนั่น ไม่เพียงทำให้เธอร่างแหลกเป็นผุยผง แต่ยังทำให้คนที่ลอบทำร้ายเธอตายหมด เกรงว่าก่อนตายคนๆ นั้นก็คงคิดไม่ถึงว่าเธอจะลงมืออำมหิตได้ถึงเพียงนี้ ดึงเขาลงนรกไปด้วยกัน

จนถึงตอนนี้ทุกครั้งที่มู่เกอหลับตา ก็จะเห็นสายตาสุดท้ายที่หวาดกลัวและตกตะลึงของคนๆ นั้น

ท่ามกลางเสียงระเบิดในตอนนั้น มู่เกอรู้สึกว่าช่องว่างของตนเองฉีกขาด หรือว่าจะเกี่ยวกับการที่กำลังภายในร่างของเธอลดลง

หลังจากที่เกิดใหม่ เธอสังเกตว่าพลังสายฟ้าและพลังที่ว่างยังคงอยู่ ในใจจึงมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย

วันนั้นที่ปฏิเสธข้อเสนอของไอ้บ้านั่นไป นอกจากเพราะเธอหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองแล้ว ก็เป็นเพราะเธอมีช่องว่าง เธอจำได้แม่นว่า ภารกิจครั้งสุดท้ายของตัวเองคือการโจรกรรมอะไรบางอย่าง และเธอก็เอาของล้ำค่าที่ทุกประเทศหวังจะได้นั่น  ใส่ไว้ในนั้น 

ครืด--------! 

เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ ในหัวของมู่เกอ 

ความรู้สึกที่คุ้นเคย และความรู้สึกดีใจพุ่งทะลักออกจากใจเธอ: ‘ เปิดได้แล้ว’


ความคิดเห็น