หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ในโลกใบใหม่ที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ก้าวต่อไป นางจะไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตา หากฟ้ากล้าขวางนางจะทำลายฟ้า หากดินกล้าค้านนางจะบดขยี้ดิน! สองมือของนางจะพลิกปฐพีนี้ให้สั่นสะเทือน!

ตอนที่ 6 ทัณฑ์เฆี่ยนด้วยแส้

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ทัณฑ์เฆี่ยนด้วยแส้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.7k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2560 17:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ทัณฑ์เฆี่ยนด้วยแส้
แบบอักษร

            ที่มู่ซงนำทหารออกจากเมืองในครั้งนี้ ก็เพื่อจะตามหามู่ชิงเกอผู้ที่เป็นลูกหลานเพียงคนเดียวของตระกูลมู่

            หลังจากเจอแล้ว เขาก็สั่งให้คนกางกระโจมเพื่อพักกองทัพก่อนที่จะเดินทางกลับ

            ตอนนี้ มู่เกอจึงค่อยรู้จากปากของมู่ชิงเกอว่าสนามรบที่ตัวเองมาเกิดใหม่นั้น สรุปแล้วใครรบกับใครอยู่

            ที่ราบลั่วรื่อ เป็นชายแดนทางตะวันออกของแคว้นฉิน

            แต่ทว่า มันกลับไม่ใช่พื้นที่ของแคว้นฉิน เพราะแคว้นที่ติดกันนอกจากแคว้นฉินแล้ว ยังมีอีกสองแคว้น แคว้นหนึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของฉินชื่อแคว้นถู อีกแคว้นอยู่ทางใต้ของฉินชื่อแคว้นอวี๋ พื้นที่นี้จึงเป็นดั่งเขตอิสระที่ซึ่งแคว้นใดก็ไม่อาจอ้างสิทธิ์

            ครั้งนี้ แคว้นที่ทำสงครามกับฉินคือแคว้นถู

            แคว้นถูชอบการทำสงคราม ประกอบกับแคว้นตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของแผ่นดินหลินชวน เสบียงอาหารจึงขาดแคลน ฉะนั้นทุกๆ ปีจึงมักจะทำสงครามรบพุ่งกับแคว้นฉินอยู่บ่อยครั้ง เป็นอย่างนี้เรื่อยมา ความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้นจึงไม่ดีมาโดยตลอด

            และนั่นก็เป็นสาเหตุของการก่อสงครามในทุกๆ ครั้ง……….

            จริงๆ แล้ว เรื่องเกี่ยวกับแผนการเบื้องลึกเบื้องหลังของสงครามและจุดประสงค์ของการรบกันพวกนี้คุณชายเสเพลอย่างมู่ชิงเกอจะไปรู้ได้อย่างไร?

            ที่นางมาปรากฏตัวที่สนามรบ ก็เพราะว่าคนสนิทของฉินจิ่นห้าวบอกกับนางว่า “ข้างกายรุ่ยอ๋องไม่เก็บคนที่ไร้ประโยชน์ไว้” ประกอบกับคำยุยงจากคนรอบข้าง คำเยาะเย้ยว่าจวนหย่งหนิงนั้นไร้ซึ่งคนมีฝีมือ เมื่อได้ยินดังนั้นนางจึงนำทหารห้าร้อยนายออกไปทำสงครามด้วยความโมโห

            คนในตระกูลมู่ ขอแค่เป็นทายาทสายตรง ต่างก็มีองครักษ์เป็นของตัวเอง

            ข้อปฏิบัติเดียวที่องครักษ์พวกนี้ต้องทำตามก็คือจงรักภักดีต่อผู้เป็นนาย ก็เหมือนองครักษ์ของมู่ชิงเกอที่จะไม่มองข้ามคำสั่งนางไปทำตามคำสั่งมู่ซงเด็ดขาด

            และเพราะความจงรักภักดีนี้ จึงทำให้ทหารพวกนี้ตายหมด

            ถ้าตอนที่มู่ชิงเกอกำลังวู่วาม พวกเขาห้ามนางเอาไว้ หรือให้คนไปแจ้งแก่มู่ซง  เรื่องทุกอย่างก็คงจะไม่เกิดขึ้น แน่นอนว่า มู่เกอเองก็ไม่สามารถใช้ร่างนี้ในการคืนชีพใหม่ได้

            ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะการตัดสินใจของมู่ชิงเกอ ถ้าจะคิดบัญชี ก็ไม่ควรคิดกับพวกเขา แต่ต้องไปหาผู้ที่ยุยงให้นางเข้าไปที่สนามรบนั่นต่างหาก

            แต่ตอนนี้ สิ่งที่มู่เกอสงสัยคือ เมื่อมีคนยุยง แล้วกุญแจสำคัญของเรื่องนี้อย่างฉินจิ่นห้าวจะรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?

            มู่เกอมองดวงตาเรียวเล็กของมู่ชิงเกอ อย่าคิดนะว่าจะปิดเธอได้

            “เจ้าชอบเขาหรือ?” มู่เกอที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมในกระโจม จู่ๆ ก็มองไปที่มู่ชิงเกอแล้วถามขึ้น

            “อะไรนะ?” มู่ชิงเกอรีบหลบตา

            มู่ซงยุ่งอยู่กับการกางกระโจม การลงมือทำด้วยตนเองเป็นความเคยชินที่บ่มเพาะมาจากในสนามรบ ฉะนั้น ตอนนี้ในกระโจมจึงเหลือมู่เกอเพียงคนเดียวที่นั่งพักอยู่

            มู่เกอหรี่ตา โน้มตัวเข้าไปใกล้วิญญาณของมู่ชิงเกอ “เจ้ารักชื่นชมเชื้อพระวงศ์ โดยที่อยู่ในร่างผู้ชายแบบนี้ เกรงว่าที่ผ่านมาชีวิตคงไม่ราบรื่นนักใช่หรือไม่?”

            มู่ชิงเกออึ้งไป ใบหน้าแม้จะโปร่งแสง แต่ก็มู่เกอก็มองออกว่าใบหน้านางดูซีดลง

            มู่เกอยืดตัวกลับไปด้วยท่าทางเกียจคร้าน ใช้น้ำเสียงอันตรายพูดว่า “ตอนนี้ ข้าต่างหากที่เป็นเจ้า ถ้าไม่อยากให้มู่ชิงเกอหายสาบสูญไปอีกครั้ง ทางที่ดีเจ้าจงเล่าเรื่องที่ปิดบังข้าเอาไว้ออกมาให้หมด”

            มู่ชิงเกอเม้มปาก พูดนิ่งๆ ว่า “เดิมทีข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเจ้า”

            “พูด” มู่เกอเงยหน้าขึ้น

            ……………

            หลังจากธูปหมดไปครึ่งดอก ในกระโจมก็เงียบสงบ

            “เสเพล ทารุณ โหดเหี้ยม อารมณ์ร้าย หยิ่งยโส และ…….รักร่วมเพศ?  ดี ดีมาก! ” มู่เกอกัดฟัน สีหน้าย่ำแย่

            เธอเข้ามาอยู่ในร่างของคนประเภทไหนกันเนี่ย

            เมื่อก่อน เธอคิดว่าเป็นเพราะฐานะที่แท้จริงของมู่ชิงเกอ จึงจำต้องแสดงนิสัยเป็นคนเจ้าอารมณ์ไร้เหตุผล แต่กลับไม่คิดเลยว่านางจะทิ้งชื่อเสียงอันดีงามขนาดนี้เอาไว้ให้เธอ!

            อย่างอื่นก็ช่างมันเถอะ แต่ชื่อเสียงเรื่องการเป็นรักร่วมเพศนี่…….การต้องมาเป็นแพะรับบาปแบบนี้มัน………..

            แค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าฉินจิ่นห้าวนั้นเป็นคนร้ายลึก เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ จะไร้เดียงสาได้แค่ไหนกัน?

            ในเมื่อความรักของคุณชายของตระกูลมู่ที่มีต่อท่านอ๋องรุ่ย  ทุกคนต่างก็รู้กันดีอยู่ แต่ทำไมท่านอ๋องยังต้องจงใจเข้ามาใกล้ชิด  ถ้าฟังจากที่มู่ชิงเกอเล่ามา ส่วนมากแล้วฉินจิ่นห้าวเป็นคนเริ่มก่อน

            แม้ว่าเขาจะไม่ได้แสดงออกว่ารัก แต่ว่าสำหรับสาวน้อยที่จำเป็นต้องปิดบังฐานะที่แท้จริงของตัวเองแล้ว การเข้ามาใกล้ชิดโดยไม่หวังผลแบบนี้ ก็ทำให้นางเกิดความคิดที่อยากจะพึ่งพิงเขา

            “ข้าเป็นผู้ไร้พลัง เกิดมาก็ไม่อาจจะฝึกฝนพลังได้  หากข้าไม่ทำตัวหยิ่งยโส ตระกูลมู่ก็คงจะมีแต่คนรังแก” มู่ชิงเกอเหมือนกำลังแก้ตัวให้ตัวเอง

            แต่ว่า คำพูดนี้กลับทำให้มู่เกอหัวเราะเยาะ  “ตอนนี้เจ้าก็แค่พึ่งพาบุญบารมีของท่านปู่เจ้า แต่หากวันใดท่านปู่ไม่อยู่แล้ว เจ้าคิดว่าท่าทางหยิ่งยโสของเจ้าจะสามารถรักษาชื่อเสียงของจวนหย่งหนิงเอาไว้ได้งั้นรึ?”

            “ข้ารู้” ใครจะคิดว่ามู่ชิงเกอกลับไม่โกรธเพราะคำดูถูกนั่น แต่กลับหลุบตาลง “ดังนั้น ข้า……….”

            ตึง-------!ตึง-------!ตึง--------!

            จู่ๆ ก็มีเสียงกลองดังขึ้น ตัดบทคำที่มู่ชิงเกอกำลังจะพูดออกมา

            “เกิดอะไรขึ้น?” มู่เกอมองไปที่นอกกระโจมที่มีเสียงกลองดังมาเลิกคิ้วถามขึ้น

            มู่ชิงเกอกัดริมฝีปาก “เป็นเสียงกลองรวมพลของทหาร ต้องเป็นคำสั่งของท่านปู่แน่ๆ”

            ยังไม่ทันจะสิ้นเสียง  มู่เกอก็เห็นผ้าคลุมกระโจมถูกคนข้างนอกเลิกขึ้น ทหารสองนายสวมเสื้อเกราะสีหน้าเคร่งเครียดปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอ

            มู่เกอเลิกคิ้วขึ้นสูงอีกครั้ง ไม่ได้เอ่ยปาก

            “เรียนคุณชาย ท่านแม่ทัพให้มาเรียนเชิญขอรับ ” ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน

ในกองทัพ พวกเขายังคงเคยชินในการเรียกขานมู่ซงว่าท่านแม่ทัพ

            มู่เกอเลียริมฝีปาก ลุกขึ้นยืน ยื่นมือไปปัดตามเสื้อที่ยับเล็กน้อย แล้วเดินตัวตรงออกจากกระโจมไป

            ฝีเท้าก้าวอย่างมั่นคง ยืดอกตัวตรง ราวกับว่าแม้ข้างหน้าจะมีภูเขาดาบทะเลเพลิง ก็ไม่อาจจะทำให้เธอแม้แต่จะขมวดคิ้วได้

            ทหารสองนายที่ได้รับคำสั่งมองตากัน ในดวงตาต่างก็ฉายแววประหลาดใจ คนตรงหน้า ดูไม่เหมือนคุณชายที่พวกเขาคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย

            คุณชายไม่ต่อต้าน

            ทั้งยังเดินออกมาเองอีก?

            ทหารทั้งสองนายคิดในใจอย่างโมโหว่า ‘คุณชาย ท่านต้องชี้หน้าด่าพวกข้าก่อนหนึ่งยกหลังจากนั้นก็เตะอีกสองที ให้พวกข้าคุกเข่าขอขมาต่อหน้าท่าน ถึงจะค่อยฝืนใจยอมยรุยาตรออกมาไม่ใช่หรือ? ท่านเดินมาอย่างสบายอารมณ์แบบนี้ มันผิดปกติไม่ใช่รึไง? หา!’

            น่าเสียดายที่มู่เกอไม่อาจได้ยินเสียงความคิดของทั้งสองได้ เธอเดินตรงไปตามเสียงกลองและคิดว่ามู่ซงกำลังเตรียมจะทำอะไรกันแน่

            เดินเข้ามาทีละก้าวทีละก้าว สายตาของมู่เกอก็ยิ่งเป็นประกายขึ้นเรื่อยๆ

            แค่ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม พื้นที่ราบเรียบในตอนแรกก็กลับมีค่ายทหารที่เป็นระเบียบเรียบร้อยผุดขึ้นมา ทุกนายต่างยืนประจำที่เตรียมพร้อม เห็นได้ชัดว่า ความสามารถในการนำทัพของมู่ซงนั้นไม่ใช่การโอ้อวดแน่นอน

            กลองของทัพทหารตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ว่างนอกกระโจมกลาง มู่ซงนั่งอยู่บนแท่นสูงประจำตำแหน่งประธาน ทางด้านขวามือคือรุ่ยอ๋องฉินจิ่นห้าว ทหารที่ติดตามท่านแม่ทัพมาก็แบ่งออกเป็นสองฝั่งซ้ายขวา

            ไม่เพียงเท่านี้ นายทหารธรรมดาก็ยืนเรียงแถวกันอย่างเงียบเชียบไม่เปล่งเสียงใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย

            มู่เกอกวาดตามองครู่หนึ่ง แล้วหยุดสายตาลงตรงแท่นสูงที่สร้างขึ้นเพื่อมู่ซง

            บอกว่าเป็นแท่นสูง แต่ก็สูงจากพื้นขึ้นมาเพียงแค่สามฉื่อเท่านั้น

            แต่บนแท่นสูงกลับมีเสาอยู่สองต้น บนตัวเสามีตะปูตรึงวงเหล็กไว้สองวงแยกกัน บนแท่นสูง ยังมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ มัดกล้ามตึงแน่น เขายืนเอามือไพล่หลัง ในมือถือแส้ยาวหนาหยาบขนาดเท่าข้อมือเด็กทารกเอาไว้เส้นหนึ่ง สีหน้าเย็นชา

            มู่เกอคิ้วกระตุก เริ่มเกิดลางสังหรณ์เลวร้ายบางอย่างขึ้น

            “มู่ชิงเกอ ยังไม่คุกเข่าลงอีก!” มู่ซงพลันตวาดขึ้น ทำให้มู่เกอหันกลับมามอง

            “เพราะเหตุใด?” ใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามแต่ดูอ่อนเยาว์ของมู่เกอไร้ซึ่งความรู้สึกหวาดกลัวใดๆ เพียงมองมู่ซงนิ่งๆ ร่างผอมบางยืนตัวตรงราวกับกระบี่  ท่าทางแม้ไม่หยิ่งยโสแต่ก็ไม่ยอมอ่อนข้อ

            มู่ซงทำตาดุ แต่กลับรู้สึกชื่นชมในท่าทีของหลานชาย “หึ! เจ้าแอบหนีออกนอกเมืองโดยพลการ เข้าไปในสนามรบ ทำให้ทหารทั้งห้าร้อยนายผู้บริสุทธิ์ต้องมาสละชีวิต ยังไม่รู้ความผิดอีกรึ?”

            มู่ซงเป็นคนรักทหารในบังคับบัญชา ทหารใต้บัญชาของเขาทุกนายก็เปรียบเสมือนลูกหลาน เขาจะลงโทษมู่ชิงเกอ ไม่ใช่เพราะต้องการแสดงละคร แต่มู่ชิงเกอจะต้องมีคำอธิบายให้กับทหารเหล่านั้น เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับเหล่าทหารที่ตายไป และที่สำคัญกว่านั้น คือเขาอยากให้มู่ชิงเกอเข้าใจว่าผลตอบแทนของการเอาแต่ใจเป็นอย่างไร

            คำพูดนั้น แทรกมาด้วยพลังวัตร ทำให้มู่เกอตกตะลึงเลือดลมติดขัด

            แต่ว่า เธอกลับไม่โกรธแม้แต่นิด และไม่ได้โต้ตอบ

            เธอเงียบ

            แต่ฉินจิ่นห้าวที่นั่งอยู่ทางขวามือของมู่ซงกลับเอ่ยปากขึ้นมาว่า “นายท่านผู้เฒ่า ทหารทั้งห้าร้อยนายยอมสละชีวิตอย่างกล้าหาญที่ลั่วรื่อ ชิงเกอเองก็คงเสียใจมาก ตอนนี้เขาเพิ่งจะรอดพ้นจากอันตรายมา ขอให้นายท่านผู้เฒ่าลงโทษแค่เพียงสถานเบาเถิด”

            พูดจบ เขาก็มองไปทางมู่ชิงเกอ แต่ทว่า กลับไม่เห็นสายตาแห่งความซาบซึ้งใจและความรักอย่างที่คาดไว้ในตอนแรก

            ฉินจิ่นห้าวอึ้ง กดความเดียดฉันท์เอาไว้ในใจ มือที่วางอยู่บนที่เท้าแขนค่อยๆ บีบเข้าหากัน รู้สึกราวกับว่า มีบางสิ่งกำลังหลุดออกจากการควบคุมของตน

            มู่ซงมองฉินจิ่นห้าวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองมู่เกอแล้วถามว่า “มู่ชิงเกอ เจ้าก็คิดว่าควรจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปเช่นนี้หรือ?” คำพูดนี้ซ่อนความตึงเครียดเอาไว้ ราวกับกลัวว่าคำตอบของหลานจะทำให้เขาต้องผิดหวัง ทำให้เหล่าทหารหมดความนับถือ

            หลานของตระกูลมู่เป็นผู้ไร้พลังนั้นไม่เป็นไร ขอเพียงแค่สามารถทำให้เหล่าทหารยอมรับได้ แม้วันหนึ่งที่เขาตายไป หลายชายก็คงสามารถปกป้องตัวเองได้ แต่ว่า………..

            “ท่านปู่คิดว่าจะลงโทษอย่างไร?” มู่เกอถามกลับนิ่งๆ สำหรับคำขอร้องของฉินจิ่นจ้าวแล้ว เธอทำเหมือนกับไม่ได้ยิน

            “เฆี่ยนด้วยแส้ หนึ่งร้อยที” มู่ซงตอบ

            คำตอบนี้ ทำให้ทุกคนเหลือบมองด้วยหางตา ราวกับกำลังคาดเดาว่าแผ่นหลังบางๆ ของมู่ชิงเกอจะสามารถรับการลงทัณฑ์โดยการเฆี่ยนด้วยแส้ทั้งหนึ่งร้อยทีนี้ได้หรือไม่?

            มู่เกอเม้มปาก หันกายไม่กล่าวอะไร ก้าวเท้ายาวๆ เดินขึ้นไปที่เสาลงทัณฑ์บนแท่นสูง

            ทุกคนเงียบ ขนาดคนมากแผนการอย่างฉินจิ่นห้าวก็ยังรอดูว่าเธอจะทำอะไรต่อไป

            มู่เกอขึ้นไปบนแท่นสูง ไม่ได้ยืนอยู่ระหว่างเสาทั้งสองต้น แต่กลับหันหน้าเข้าหาทหารทุกผู้ที่อยู่ด้านล่าง ยืนเอามือไพล่หลัง พูดกับคนลงทัณฑ์อย่างเรียบเฉยว่า “ท่านแม่ทัพลงโทษข้าหนึ่งร้อยที ข้าขอเพิ่มอีกหนึ่งร้อย เพื่อไว้อาลัยให้กับวิญญาณทหารกล้าทั้งห้าร้อยนาย!  ตี !”


ความคิดเห็น