หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ในโลกใบใหม่ที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ก้าวต่อไป นางจะไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตา หากฟ้ากล้าขวางนางจะทำลายฟ้า หากดินกล้าค้านนางจะบดขยี้ดิน! สองมือของนางจะพลิกปฐพีนี้ให้สั่นสะเทือน!

ตอนที่ 2 ความสามารถ ชาย หญิง ในร่างเดียวกัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ความสามารถ ชาย หญิง ในร่างเดียวกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 41.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2560 17:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ความสามารถ ชาย หญิง ในร่างเดียวกัน
แบบอักษร

            เศษฝุ่นลอยฟุ้งเหนือพื้นดิน ม้าเร็วที่ล้อมรอบตัวเธอ ดูสูงใหญ่และว่องไวผิดปกติ

            อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับม้าเร็วที่เธอรู้จักแล้ว แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกัน แต่อย่างอื่นไม่สามารถเอามาเทียบกันได้เลย

            ม้ายังคงวิ่งไปมาไม่หยุด ทำให้เศษฝุ่นปลิวกระจายจนเธอมองอะไรได้ไม่ค่อยชัด

            นี่จงใจสินะ!

            ต้องการจะเอาม้ามาล้อมเธอไว้ เพื่อให้เธอตกใจกลัวงั้นเหรอ?

            “เหอะ โดนดูถูกบ้างก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่อย่างหนึ่ง ประสบการณ์*เล่นเป็นหมูเพื่อจะกินเสือแบบนี้ เหมือนว่าจะยังไม่เคยเล่นมาก่อน”

            “เฮ้ย!เจ้าหนู แกมัวพึมพำอะไรอยู่ เห็นข้าแล้วยังจะไม่โขกหัวร้องขอชีวิตอีก! ฮ่าๆๆๆ-------- ”ผู้นำที่นั่งอยู่บนหลังม้าน่าจะเรียกได้ว่า*หลังกว้างเหมือนเสือ เอวใหญ่เหมือนหมี รูปลักษณ์ของเขาแทบจะทำให้ทุกคนมองข้ามเขาไป แต่เสียงพูดที่หยิ่งยโสและกวนประสาทนั่นกลับทำให้คนจดจำได้ไม่ลืม

            “ไม่ใช่สิ ลูกพี่ เหมือนจะเป็นผู้หญิงเลย”

            “หืม?” ลูกพี่มองมาแวบหนึ่ง เถียงคำพูดของลูกน้อง “ตาแกบอดรึไง? ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กผู้ชายผอมแห้งคนหนึ่ง!”

            “ใช่ๆๆ ลูกพี่พูดถูก เป็นเด็กผู้ชาย “ในน้ำเสียงนั้นนอกจากการคล้อยตามแล้ว ยังดูมีความสงสัยอยู่หลายส่วน

            ผู้ชาย ? หรือผู้หญิง ?

            หรือว่าหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชาย?

            มู่เกอที่ไม่เคยสงสัยเกี่ยวกับเพศของตัวเองมาก่อน  หลังจากใช้ศพคืนชีพแล้วก็ยังคงไม่เคยสงสัยเกี่ยวกับเพศของตัวเอง

            ชาติที่แล้วเธอเคยมีประสบการณ์อยู่ในสงครามจนลืมไปแล้วว่า ก่อนยุคปัจจุบันที่เจริญแล้ว สนามรบและการทำสงครามเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผู้หญิง

            “หึ ! เจ้าหนู คุกเข่าลงดีๆ โขกหัวให้ข้าดังๆ สามครั้ง เลียรองเท้าของข้าให้สะอาด แล้วข้าจะยอมเมตตารับเจ้ากลับไปด้วย ให้ข้าวเจ้ากิน” ลูกพี่คนนั้นมอง ‘เด็กชาย’ ผู้โชคดีผู้รอดชีวิตมาจากสงครามที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางวงอย่างได้ใจ

            “คนเลว มักตายเพราะพูดไร้สาระมากเกินไป!”

            มู่เกอเงยหน้าขึ้น 45 องศา ถอนหายใจแล้วพูดมาประโยคหนึ่ง

            “แกพูดว่าอะ………..”

            พลั่ก!

              ฮี้-----------!

            ม้าร้องเสียงแหลมด้วยความเจ็บปวด  และยังมีเสียงตกกระแทกพื้นหนักๆ ตัดบทคำพูดชายร่างกำยำคนนั้น

            เศษฝุ่นลอยฟุ้งขึ้นเหนือพื้นดิน ปกคลุมตัวของมู่เกอเอาไว้

            ท่าทางมู่เกอราวกับเสือซีต้า แล้วเริ่มเกมส์ที่ตนคุ้นเคยดี---------การล่านั่นเอง

            “ฆ่ามันซะ!”

            ชายคนนั้นพอตกลงมาจากหลังม้าก็รู้สึกเหมือนว่ากระดูกทั้งตัวแตกหัก เขาสะบัดมือชี้สั่งให้ลูกน้องโจมตีร่างอันผอมบางนั้น

            แต่มู่เกอ กลับไม่รู้สึกตื่นกลัวแม้แต่น้อย ที่มุมปากเผยรอยยิ้มกระหายเลือดออกมา ดวงตาทั้งคู่นอกจากความสงบนิ่งแล้วก็ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ

            คนสิบกว่าคนชูอาวุธขึ้นมา บนร่างมีแสงสีแดงปรากฏขึ้น แตกต่างกันเพียงแค่ความเข้มของสีเท่านั้น

           มู่เกอดวงตาสาดประกายแวบหนึ่ง ไม่ทันได้สังเกต “เรื่องแปลก” ที่เกิดขึ้นบนตัวคนพวกนี้ อาศัยแค่ความสามารถและประสบการณ์ของเธอ เธอก็สามารถจบสงครามได้ในเวลาอันสั้น

            อย่างน้อย ทุกอย่างก็ต้องจบก่อนที่ร่างกายของเธอจะไม่ไหว

            การเคลื่อนไหวรวดเร็วคล่องแคล่ว ทุกกระบวนท่าล้วนหมายชีวิต มู่เกอหลบการโจมตีจากอาวุธที่มีแสงสีแดงพวกนั้น ใช้กระบวนท่าของตนเด็ดทุกชีวิต

            “มือลื่นเป็นปลาไหลเลยนะ……….อ้า!”

            ‘กร็อบ!’

            เสียงกระดูกคอหัก จบคำพูดนั้นลง

            มู่เกอหัวเราะอย่างไร้เสียง หันหลังสะบัดหมัดเข้าตรงหัวใจของคนที่คิดจะลอบกัดจากทางด้านหลัง ตอนที่ถอนมือกลับมา ไม่มีใครทันสังเกตเห็นแสงสีม่วงอ่อนจางหลายสายที่ค่อยๆ จางหายไปจากหมัดของเธอ

         ในตอนนี้เอง  มู่เกอสัมผัสได้ถึงพลังอย่างหนึ่งที่คุ้นเคย ดวงตาที่สงบนิ่งมีแววยินดีวาบผ่าน เพราะมันทำให้การลงมือของเธอมีกำลังมากขึ้นอีกหลายเท่า

            “อ๊าก--------!”

            ผู้ถูกโจมตี  กระเด็นไปด้านหลังเหมือนโดนกระสุนปืนใหญ่ วินาทีที่ล้มลงพื้นนั้น ก็ไร้ซึ่งเสียงใดๆ เหลือเพียงกลิ่นไหม้จางๆ บนร่างกาย

            คนสิบกว่าคนรวมทั้งลูกพี่ร่างกำยำคนนั้น ถูกมู่เกอจัดการในเวลาอันสั้น       

            ในที่สุดทุกอย่างก็จบลง ในขณะที่มู่เกอคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างไร้เรี่ยวแรง ปรับลมหายใจของตัวเองให้คงที่พร้อมกับมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง

            ระหว่างนิ้วทั้งสิบมีแสงสีม่วงราวกับเส้นด้ายวูบวาบขึ้นมา เกี่ยวพันราวกับเด็กน้อยที่แสนซุกซน

            “เจ้ายังอยู่ งั้น…….”

            มู่เกอพึมพำ  พลันหลับตาลง เหมือนกำลังสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง

            แต่ว่า วินาทีต่อมา เธอก็ลืมตาขึ้น  ดวงตาสงบนิ่งใสกระจ่างทั้งคู่ปรากฏความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เธอเกิดใหม่แล้ว แต่กลับไม่คิดว่าความสามารถในการใช้สายฟ้าและช่องว่างของเธอเมื่อชาติก่อนจะติดตามตัวเธอมาด้วย

            ใช่แล้ว! ชาติที่แล้ว เธอเกิดมาเป็นผู้ที่มีสองพลัง

            เพราะความกล้าหาญของเธอ ประเทศจึงรับตัวเธอไปอย่างลับ ๆ เพื่อเข้ากระบวนการทำการฝึกฝนในแต่ละด้าน  จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นมีดแหลมคมที่มีประโยชน์มากที่สุดเล่มหนึ่ง เพื่อที่จะเป็นมีดเล่มนี้ เธอต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่คนธรรมดามี แต่ว่า ตอนจบกลับไม่ได้สวยงามอย่างที่หวัง สุดท้ายเธอกลับต้องมาตายอย่างอยุติธรรมเพราะกับดักของพวกเดียวกันเอง

            “แค่กๆ!”

            เพราะความอ่อนแอของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถเปิดช่องว่างได้ มู่เกอแค่สามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของช่องว่างของตนเองเท่านั้น

            แต่ว่า นี่ก็เป็นข่าวดีมากแล้ว

            อย่างน้อยก็ทำให้ความรู้สึกแปลกแยกในการมาอยู่ในโลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนของเธอลดน้อยลงได้บ้าง

            “แสงสีแดงที่เกิดขึ้นจากตัวของคนพวกนั้น เป็นเพราะอะไรกันนะ” เธออดทนต่อความเจ็บปวด และพลิกตัวขึ้นนั่งบนหลังม้า มู่เกอจึงได้มีเวลาคิดทบทวนถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นตอนต่อสู้เมื่อครู่นี้

            อาศัยกำลังของม้าเร็ว จึงทำให้มู่เกอเดินทางมาถึงสุดขอบของพื้นที่รกร้างแห่งนี้ แต่ว่าแรงสั่นสะเทือนตอนที่นั่งอยู่บนหลังม้า ก็เกือบจะเอาชีวิตเธออยู่หลายครั้ง

            นอกพื้นที่รกร้าง เต็มไปด้วยสีเขียวขจีของพืชพรรณ น้ำในแม่น้ำไหลเอื่อยใสจนเห็นก้น

            ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองไม่ว่าใครก็คงยากจะจินตนาการว่าพื้นที่ที่ห่างกันแค่เส้นกั้นบางๆ  กลับมีทิวทัศน์ที่แตกต่างราวฟ้ากับเหวขนาดนี้

            “ฮี้--------!”

            ม้าที่ขโมยมา พามู่เกอมาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งล้อมรอบด้วยต้นกก

            ตอนนี้พระจันทร์ขึ้นเหนือยอดไม้ รอบๆ เงียบสงบ นานๆ ทีจะมีเสียงร้องของแมลง

            มู่เกอกัดฟันแน่น  อดทนต่อความเจ็บปวดของบาดแผลแล้วโดดลงม้า สภาพแวดล้อมที่เห็น ยังมีหิ่งห้อยที่บินต่ำๆ ไปมา แสงสีเขียวที่ส่องประกายวิบวับพวกนั้น ทำให้แววตาที่เย็นชาของเธออ่อนโยนลงหลายส่วน

            เธอทิ้งเชือกม้าไว้แถวๆ นั้น มู่เกอหันไปยักคิ้วให้ม้า พูดกับมันว่า” แกนี่เข้าใจเลือกที่จริงๆ”

          พูดจบ เธอก็เดินไปทางแม่น้ำ เพราะปีนออกมาจากกองศพทั้งตัวจึงมีแต่กลิ่นเหม็นที่ยากจะทานทน ได้ล้างทำความสะอาดและพักผ่อนสักหน่อย เป็นสิ่งที่เธออยากทำมากที่สุดในเวลานี้

            ในน้ำที่ใสบริสุทธิ์ สะท้อนให้เห็นดวงจันทร์เย็นเยียบท่ามกลางสีรัตติกาล

           ถ้าไม่ได้รู้สึกไปเอง มู่เกอรู้สึกว่าพระจันทร์ดวงที่จมอยู่ในน้ำ ถ้าเทียบกับดวงที่อยู่บนโลกแล้ว ทั้งใหญ่กว่าและกลมกว่า

            *คืนพระจันทร์เต็มดวง เวลาที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า?

            มู่เกอสะบัดหัว รู้สึกดูแคลนตัวเองที่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา เธอคุกเข่าลงข้างริมแม่น้ำ มือทั้งคู่จุ่มลงไปในน้ำ รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของน้ำใต้แสงจันทร์

            ซ่า!

            เสียงน้ำไหลดังขึ้น มู่เกอวักน้ำด้วยมือทั้งสอง ก้มหน้าลงเพื่อจะล้างคราบสกปรกบนใบหน้า 

            ทันใดนั้น การกระทำของเธอก็หยุดชะงัก

            เธอเบิกตาโต จ้องเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในน้ำ จนน้ำที่วักขึ้นมาไหลลงมาตามร่องนิ้วแต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัว

            เฮ้ย ใครตอบเธอได้บ้างว่าไอ้เงาครึ่งหญิงครึ่งชายในน้ำนั่นเป็นใครกัน?!

            ใบหน้าเล็กๆ สกปรกจนมองไม่ชัดว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ยิ่งไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าเป็นหญิงหรือชาย แต่ว่า ‘สิ่งที่’ปรากฏอยู่บนลำคอนอกเสื้อของเธออย่างผลุบๆ โผล่ๆ นั่นกลับทำให้มู่เกอที่ปีนออกมาจากกองศพรู้สึกตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก

            ลูกกระเดือก สิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นเพศชายหรือหญิงได้ชัดเจนที่สุด

เธอตื่นตระหนก! ทำไมเจ้าสิ่งที่เป็นของผู้ชายนี่ถึงมาอยู่บนร่างเธอได้

            เธอไม่ใช่ผู้หญิง …………..

            เธอสูดอากาศที่เย็นๆ เข้าไปเฮือกหนึ่ง บทสนทนาก่อนหน้านี้ของคนพวกนั้นลอยขึ้นมาในหัวของเธอ

            มู่เกอที่ร่างแหลกเป็นชิ้นๆ เพราะระเบิด มู่เกอที่ปีนออกมาจากกองศพ คนที่สงบนิ่งไม่เคยตื่นกลัว ในที่สุดก็มารู้สึกเสียศูนย์เอาวินาทีนี้

            เธอนั่งอึ้งอยู่ตรงริมแม่น้ำที่เปียกชื้น ไม่ใส่ใจต่อดินโคลนใต้ร่าง

            มือหนึ่งยันอยู่บนพื้น อีกมือคลำลำคอของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

            ตอนมือส่งสัมผัสมาถึงตัวเธอนั้น เธอก็สั่นไปทั้งร่าง ก้มมองหว่างขาของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อคาดเดาได้ถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา เลือดในตัวของเธอก็พลันเย็นเฉียบจนติดลบ

            ใต้ผ้าผืนนั้นไม่สามารถมองออกได้ว่ามีอะไรผิดปกติ

            แต่ว่า มู่เกอที่ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน ในตอนนี้กลับไม่กล้าที่จะยื่นมือออกไปพิสูจน์

            ถ้า……….. ถ้าตรงนั้นมีอะไรเพิ่มขึ้นมาจริงๆ ล่ะ……………

            มู่เกอตัวสั่น  เลือดสูบฉีดขึ้นที่สมอง ทำให้แก้มและหูทั้งสองข้างแดงเห่อ

            ถ้าการทะลุมิติ การใช้ร่างของคนอื่นกลับมามีชีวิตอีกครั้งของเธอ ทำให้เธอต้องกลายเป็นผู้ชายหรือเป็นตัวประหลาดครึ่งหญิงครึ่งชาย………..ผลลัพธ์แบบนี้ คงทำให้เธอโกรธและอับอายจนยอมตายแน่ๆ…………..


*เล่นเป็นหมูเพื่อจะกินเสือ มีที่มามาจากการที่นายพรานต้องการที่จะจับเสือ จึงเรียนเสียงร้องของหมูเพื่อล่อให้เสืออกมา จึงหมายถึงการทำท่าทางซื่อๆ ยิ้มแย้มตลอดแต่แอบลับมีดเอาไว้ข้างหลัง เป็นวิธีหลอกล่อเพื่อให้ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตายใจแล้วค่อยลงมือ

*หลังกว้างเหมือนเสือ เอวใหญ่เหมือนหมี หมายถึงตัวใหญ่แข็งแรงกำยำ

*คืนพระจันทร์เต็มดวง เวลาที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า หมายถึง เวลาที่พระจันทร์เต็มดวง  ก็ควรจะเป็นคืนที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันเหมือนพระจันทร์ที่กลมเต็มไม่เว้าแหว่ง ดังนั้นในนิยายหรือคำกลอนของจีนจึงมักจะใช้ประโยคนี้มาบรรยายถึงความเหงา คิดถึงครอบครัว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น