หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ในโลกใบใหม่ที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ก้าวต่อไป นางจะไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตา หากฟ้ากล้าขวางนางจะทำลายฟ้า หากดินกล้าค้านนางจะบดขยี้ดิน! สองมือของนางจะพลิกปฐพีนี้ให้สั่นสะเทือน!

[ส่วนที่ 1 ภาคหลินชวน] ตอนที่ 1 ทะลุมิติ ยืมร่าง

ชื่อตอน : [ส่วนที่ 1 ภาคหลินชวน] ตอนที่ 1 ทะลุมิติ ยืมร่าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 75.5k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ต.ค. 2561 16:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
[ส่วนที่ 1 ภาคหลินชวน] ตอนที่ 1 ทะลุมิติ ยืมร่าง
แบบอักษร

หน้า 17 ของหนังสือสุภาษิตเล่มหนึ่งของจีนได้กล่าวไว้ว่า จักรวาลนี้ประกอบด้วย 1.จักรวาลขนาดเล็ก 2.จักรวาลขนาดกลาง 3.จักรวาลขนาดใหญ่ แต่มีเพียงจักรวาลเดียวเท่านั้นที่พระอาทิตย์และพระจันทร์สามารถส่องแสงไปถึง และจักรวาลนั้นมีชื่อว่าโลก 

            **

ในจักรวาลนี้มีโลกอยู่กี่ใบ มู่เกอไม่รู้หรอก เธอรู้เพียงว่าเธอตายแล้วและร่างของเธอได้แตกสลาย แต่พอเธอได้สติอีกครั้งกลับรู้สึกถึงความอบอ้าวในช่องว่างที่มืดมนและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด………

  หลินชวน คือชื่อของสถานที่แห่งนี้

เม็ดทรายปลิวไปมาอยู่เหนือพื้นดินที่รกร้าง ร่องที่เกิดจากการขุดด้วยจอบเพื่อเตรีมทำการเกษตร ถูกท่วมไปด้วยโลหิตสดๆ

               แสงประกายจากโลหิต สะท้อนขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้ม พระอาทิตย์ที่ส่องแสงจ้าถูกห่อหุ้มไปด้วยสีแดงจนกลบความร้อนของมัน

               ซากศพในชุดนักรบจำนวนนับไม่ถ้วนนอนอยู่อย่างสงบ รวมเป็นเนื้อเดียวกับพื้นทรายสีเหลืองหรือในวินาทีที่ชีวิตของพวกเขาดับดิ้นลงก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่รกร้างแห่งนี้ไปแล้ว

                ทันใดนั้น พื้นที่ที่มีศพกองสูงเป็นภูเขา ก็มีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย

ในช่องว่างบนกองศพ มีมือข้างหนึ่งที่อาบย้อมไปด้วยโลหิต ร่องเล็บเต็มไปด้วยคราบเลือดสกปรก ดิ้นรนที่จะยื่นออกมา ทั้งน่าหวาดผวาและน่ากลัว

มือข้างนั้นยื่นออกมาเหนือกองศพ พอสัมผัสเข้ากับลมเย็นที่พัดผ่านก็อดไม่ได้ที่จะสั่นขึ้นมาเบาๆ

จากนั้น มือข้างที่ย้อมแดงไปด้วยเลือดก็ใช้ดาบปัดศพที่สัมผัสกับมือออก ไม่นานช่องว่างนั้นก็ใหญ่ขึ้น

“ฮู--------”

น้ำเสียงอึดอัดดังออกมาจากช่องว่างนั้นอย่างเลือนราง

เสียงนั้นที่ดังออกมา เป็นเสียงถอนหายใจราวกับว่าในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อย และเหมือนเสียงที่อดทนจากความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูก

บนกองศพ กลางช่องว่างที่ถูกขยายจนใหญ่ขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ มืออีกข้างที่ถูกย้อมแดงไปด้วยเลือดก็ยื่นออกมา มือทั้งสองข้างออกแรงแข็งขันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยราวกับเป็นเครื่องจักร ในที่สุด ในที่สุด ช่องว่างที่เดิมยื่นมือออกมาได้เพียงข้างเดียว ก็ขยายใหญ่ถึงขนาดสามารถจุร่างคนได้ทั้งคน

ศพที่กองสูงเป็นภูเขาในตอนแรก ก็ไหลเลื่อนตกลงรอบๆ รวมไปกับกองศพ

“แค่ก แค่ก…………” สูบอากาศภายนอกเฮือกใหญ่ด้วยความกระหาย แต่กลับส่งผลกระทบต่อช่วงอกทำให้ไอออกมาอย่างรุนแรง

ร่างที่เล็กและผอมบาง งอขาทั้งสองข้างนั่งอยู่ใน “หลุม” ที่ตนเองขุดขึ้น หลังพิงกับกองศพเงยหน้าขึ้นมองฟ้าสีแดงในวันที่จันทร์เป็นสีเลือดนี้

สีดำ สีแดง คราบโลหิตและสิ่งสกปรกต่างๆ บดบังโฉมหน้าของเธอ ปรากฏออกมาเพียงดวงตาที่สว่างและสดใสราวกับกระจ่างแจ้งในทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้

เธอสงบนิ่ง ชุดออกศึกสีแดงราวกับเปลวเพลิงในตอนแรก มองไม่เห็นสีสันในตอนแรกและฉีกขาดจนไม่อาจใส่ได้อีก

เธอนั่งพิงกองศพ กลิ่นคาวเลือดและเนื้อที่เหม็นเน่าวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก แต่เธอไม่ได้รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าคุ้นชินแล้วอย่างไรอย่างนั้น หากไม่ใช่เพราะดวงตาใสกระจ่างเปี่ยมด้วยชีวิตทั้งคู่ เกรงว่าก็คงไม่มีอะไรแตกต่างจากซากศพที่เรียงรายอยู่รอบๆ

“ฉันตายแล้ว และกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกงั้นเหรอ?”

“ชิ----!” เสียงสบถเย็นชา พ่นออกมาจากจมูก เธอยกมือที่เปื้อนจนดูไม่ได้ขึ้นมาปัดเส้นผมซึ่งเปรอะไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังที่ตกลงลงมาโดนใบหน้าด้วยท่าทางสง่างาม

ในบรรยากาศและสถานการณ์แบบนี้ ถ้าคนอื่นมาทำท่าอย่างนี้ เกรงว่าคงจะชวนให้คนรู้สึกสยอง  สะอิดสะเอียน น่ารังเกียจ แต่ เมื่อเธอเป็นคนทำ กลับชวนมอง และดูสูงสง่า

ความเงียบสงบ แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

ในดวงตาทั้งคู่ที่สว่างใสเป็นประกาย กลับผุดความโศกเศร้าขึ้นมาจางๆ

แต่เพียงครู่เดียว ก็จางหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ใช่ เธอตายและคืนชีพขึ้นมาใหม่

ความตาย มันก็แค่เรื่องราวเก่าๆ ของความภักดีและการหักหลังบ้าบอ

ชาติที่แล้ว มีคนเปรียบเทียบว่าเธอสวยสะดุดตาดั่งดวงจันทร์ ท่ามกลางหมู่ดวงดาว ? หรือว่า นี่คือสาเหตุ ที่ทำให้เธอต้องเดินทางมาพบกับจุดจบของชีวิต ความอิจฉาของมนุษย์ถ้ามันประทุออกมาก็สามารถทำลายโลกทั้งใบได้  

ในวินาทีนี้ สิ่งเดียวที่เธอรู้ชัดคือ เธอยังมีชีวิตอยู่ ยังสามารถหายใจได้อย่างเต็มปอดสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เลือดไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย

 ความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างกายราวกับกระดูกแตกหัก ทำให้เธอเข้าใจถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่

เสื้อผ้าที่ห่อหุ้มร่างกาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นรอบๆ ตัวกำลังบอกเธอว่า ที่นี่ไม่ใช่โลกใบเดิมที่ตนคุ้นเคย หรือว่าที่นี่อาจจะเป็นนรก? หรือเป็นโลกอีกใบที่ไม่มีใครรู้จัก?

“เฮอะ!”

รอยยิ้มกำเริบแฝงความโอหัง ผุดขึ้นที่มุมปากของเธอ เผยให้เห็นฟันขาวเป็นระเบียบ

มือทั้งคู่ออกแรงดันกับพื้น ใช้แรงนี้ ยับตัวลุกขึ้น ไม่สนใจกระดูกทั่วร่างที่ส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง เจ็บปวดเหมือนเส้นเอ็นพันกัน แล้วเธอก็ก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า

เธอออกจากภูเขาศพที่ถมทับเธอไว้ได้ แต่ก็ยังยืนอยู่ท่ามกลางกองศพมากมายอยู่ดี

เงาหลังที่ยืดตรงและมั่นคงจนแทบจะดูไม่ออกว่าเธอกำลังทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวด ราวกับว่า แม้ว่าฟ้าจะถล่มลงมา ก็ไม่สามารถทำให้หลังของเธองอลงได้

“ไม่ว่าจะเป็นนรกขุมไหนหรือว่าเป็นโลกของเทพมารอะไร ในเมื่อฉันมาแล้ว ถ้าฉันเป็นพระโพธิสัตว์……..ใต้หล้านี้ต้องไร้มาร แต่ถ้าฉันเป็นมาร ถ้าอย่างนั้น……พระโพธิสัตว์จะทำอะไรฉันได้!

ฉันเป็นผู้ลิขิตชีวิตตัวเองไม่ใช่ฟ้า”

สิ่งที่ตามมากับเสียงอันมั่นคงนั้น คือหัวใจที่เต้นอย่างอ่อนแรงอยู่ในอก เริ่มเต้นแรงขึ้น เสียงหัวใจที่เต้นอย่างรุนแรงนั้นสะท้อนถึงความหัวแข็งไม่ยอมใคร เหมือนเสียงฟ้าผ่าที่ดังอยู่ข้างหู

เธอหายใจเข้าลึกๆ เมื่ออากาศที่เย็นเยียบแทรกเข้ามาร่างกาย ก็นำมาซึ่งความสุขอันเจ็บปวดชนิดหนึ่ง

เธอพลันหันหลัง ดวงตาอันสดใสมองกองศพที่เคยถมทับเธอเอาไว้อีกครั้ง             สมองของเธอไม่ได้เลอะเลือนและไม่ใช่ไม่รู้ กลับกันเธอมีประสบการณ์มากมาย แค่มองแวบเดียว ก็รู้ถึงสาเหตุการตายของนายทหารชุดเกราะเต็มยศพวกนี้แล้ว

พวกเขาตายเพราะช่วยชีวิตเธอ

เพื่อปกป้องเธอ แผ่นหลังของทหารพวกนี้ถูกปักเต็มไปด้วยลูกธนูที่แหลมคม

ดูจากนิ้วมือทั้งสิบที่กำแน่น ท่าทางสุดท้ายของทหารทุกนายที่กระโจนเข้าสู่จุดกึ่งกลางทำให้เธอมองเห็นความสิ้นหวัง โกรธแค้น ไม่ยินยอมและยังมีปณิธานที่จะยอมสละชีวิต

 แต่เสียดายพวกเขาสละชีวิต ใช้ศพเป็นร้อยเป็นพันศพสร้างหลุมหลบภัยที่มั่นคงและปลอดภัยให้เธอ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถปกป้องคนที่พวกเขาคิดจะปกป้อง แต่กลับทำให้เธอได้กำไรไปเต็มๆ

ในเข็มขัดหนังที่คาดอยู่ตรงเอวของเธอมีไต้ไฟอยู่อันหนึ่ง

ของเล่นนี่คือไฟแช็คสมัยโบราณ แม้ว่าจะไม่เคยใช้มาก่อน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เธอดึงจุกออกด้วยท่าทางงามสง่า รอให้ผงฟอสฟอรัสสัมผัสกับอากาศ เพื่อจะจุดไฟขึ้น

เปลวไฟลุกไหม้ขึ้นมาเต้นระริกอยู่บนไต้ไฟ

เธอไม่แม้กระทั่งจะมอง ยกมือขึ้นสะบัดมือออกไป

ไต้ไฟหมุนคว้างกลางอากาศสุดท้ายก็ตกบนภูเขาซากศพนั่น


พรึ่บ___________!

แสงไฟลุกโชนขึ้นสู่ฟ้า ทำให้พวกเขาตกอยู่ท่ามกลางแสงไฟสีแดงส้ม

“ไหนๆ ก็จะมาสิงร่างของคนที่พวกนายต้องการจะปกป้อง ฉันจะไม่ทำให้พวกนายต้องกลายเป็นศพไม่มีญาติ กองไฟนี้ถือเป็นการส่งพวกนาย ขอให้พวกนายไปสู่สุคติ”

ปากขยับพึมพำแต่เสียงนั้นกลับมีความเยือกเย็นแปลกประหลาดและเกียจคร้านเยือกเย็นราวกับมีหิมะเพิ่มขึ้นมาชั้นหนึ่ง ทำให้คนไม่กล้าดูถูก

กองไฟ แผ่ขยายไปในที่รกร้างแห่งนี้

เธอหันหลังกลับอย่างไร้เยื่อใย สิ่งเดียวที่ส่งเธอจากไป มีเพียงแสงไฟที่ลุกโหมอยู่ด้านหลัง

คนตายก็ตายไปแล้ว แต่เธอ ยังคงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป!

กุบกุบ-------- กุบกุบ----------

เสียงเกือกม้าเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนว่าในอีกไม่กี่วินาที มันก็จะมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอ

ดวงตากระจ่างใสเยือกเย็น เธอหยุดฝีเท้าที่กำลังจะเดินจากไป เงยหน้าขึ้นมองไปไกลๆ เห็นเพียงแค่ม้าเร็ว 10 กว่าตัวกำลังวิ่งมาทางเธอ

“ไวมาก!”

เธอหรี่ตา ม้าเร็วพวกนั้นวิ่งเร็วราวกับสายลม ความเร็วระดับนี้มันมากกว่าความเร็วของม้าในนิยามของเธอ

“ลูกพี่ ยังมีคนที่มีชีวิตอยู่ ”

เมื่อม้าเข้ามาใกล้ เสียงสนทนาก็ลอยแว่วมาเข้าหูเธอพร้อมสายลม

“จะเป็นหรือตายก็ช่างมัน สิ่งที่ข้าต้องการคือทรัพย์สมบัติ ตอนนี้ทุกอย่างใต้ดวงตะวันนี้เป็นของข้า” เสียงอันหยิ่งยโส มาพร้อมกับเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง

รู้กันอยู่แล้ว

มีคนอยู่จำพวกหนึ่ง ชอบคิดเอารัดเอาเปรียบกับคนตาย เพื่อหาผลประโยชน์

“ลูกพี่ แล้วที่ยังมีชีวิตอยู่จะเอาอย่างไร?” ลูกน้องถามอีก

“มีชีวิตอยู่เหรอ?” เสียงที่โหดเหี้ยมและเลือดเย็นดังขึ้นมา “หน้าตาดีหน่อยก็เอากลับไป ขาย หน้าตาอัปลักษณ์ก็ฆ่าเสีย จะพูดไร้สาระไปทำไมให้มากความ”

เอาไปขาย? ฆ่าทิ้ง ?

ตาทั้งคู่หรี่ลงเล็กน้อย สายตาคมกริบเลือดเย็นสาดประกาย มุมปากที่แห้งแตกของเธอปรากฏรอยยิ้มคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มออกมา


ความคิดเห็น