ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 13

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.2k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 12:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13
แบบอักษร

บทที่ 13

รุ่งเช้าจิ้นหยางออกว่าราชกิจตามปกติ มีเพียงแค่คนในตำหนักเยว่ซิน     ฟูเหิง และองค์รักษ์ส่วนพระองค์เท่านั้นที่ทราบถึงอาการบาดเจ็บของเขา อิงฮวาได้แต่ทำหน้าเป็นกังวลยืนส่งเขาออกจากตำหนัก เมื่อคืนจิ้นหยางก็มีอาการไข้ขึ้น ตัวร้อนทั้งยังหนาวสั่น คงจะเกิดจากพิษบาดแผลที่เขาได้รับ เป็นนางที่เช็ดตัวคลายร้อนให้เขาและกอดให้ความอบอุ่นตลอดทั้งคืนอาการถึงได้ทุเลาลง ครั้นรุ่งเช้าตั้งใจจะตามหมอหลวงก็โดนห้ามไว้ซะก่อน ไม่รู้วันนี้เขาจะว่าราชกิจนานเพียงใด อดเป็นห่วงเสียไม่ได้

“ถวายบังคมองค์หญิงอิงฮวาเพคะ” คล้อยหลังที่จิ้นหยางก้าวออกไปประมาณครึ่งเค่อ นางกำนันในชุดสีลูกกวาดก็ก้าวเข้ามายังประตูตำหนักเยว่ซิน ทำความเคารพนางอย่างอ่อนช้อยและถูกจารีตอย่างหาที่ติมิได้ เพียงสีชุดที่นางกำนันผู้นี้สวมใส่ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นนางกำนันจากตำหนักใด วันนี้ไทเฮาคงอยากจะดื่มชาที่นางชงอีกกระมัง

“เจ้าเป็นนางกำนันตำหนักเจียวเหมยใช่หรือไม่” อิงฮวาแม้จะรู้อยู่แก่ใจแล้วแต่ก็ยังเอ่ยถาม เพื่อให้นางบอกในสิ่งที่ไทเฮาประสงค์ได้อย่างราบรื่น

“เพคะองค์หญิง หม่อมฉันได้รับคำสั่งจากไทเฮาให้มาทูลเชิญองค์หญิงไปร่วมดื่มชาที่ตำหนักเจียวเหมยเพคะ” เป็นจริงดังคาด นางกำนันที่ใบหน้าเรียบเฉย แท้จริงมีเม็ดเหงื่อตกลงมาถึงข้างแก้มแสดงสีหน้าประหม่าเมื่อเงยหน้ามองมายังนาง

“ข้าเข้าใจแล้ว จะรีบตามไป” อิงฮวาอดเห็นใจเหล่านางกำนันตำหนักเจียวเหมยอยู่มาก ทั้งต้องอยู่ในกฎระเบียบแทบทุกขณะลมหายใจ มิกล้าแม้แต่จะยิ้มหากไม่ได้รับอนุญาตจากไทเฮา แม้จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างสุขสบายแต่กลับไร้ชีวิตชีวายิ่งกว่าตำหนักไหนๆในวังหลวง

คิดไปคิดมาก็เดินมาจนถึงตำหนักเจียวเหมย เนื่องจากอิงฮวาไม่ต้องการให้นางกำนันขันทีตั้งขบวนให้ยุ่งยากจงเลือกที่จะมาโดยมีเพียงเสี่ยวซื่อติดตามมาเพียงคนเดียว ทันทีที่เรียวขางามก้าวข้ามประตูตำหนักเจียวเหมย นางกำนันสี่คนก็เดินมานำทางไปยังอุทยานในเขตตำหนักเจียวเหมยแทบจะทันที เดินผ่านทางเดินหินที่ปูเรียงอย่างงดงามไปจนถึงศาลาทรงแปดเหลี่ยมที่สร้างล้ำเข้าไปในสระน้ำ รายล้อมไปด้วยดอกเหลียนฮวาสีเหลืองอร่าม ไทเฮาประทับนั่งอยู่บนศาลา อิงฮวาจึงรีบสาวเท้าอย่างเร่งรีบยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้ไทเฮาต้องรอนางนานเกินไปจนทรงกริ้วอีก

“อิงฮวาถวายพระพรไทเฮาเพคะ” อิงฮวาเหลือบมองสีหน้าเรียบตึงของไทเฮาเล็กน้อย พยายามทำความเคารพให้ถูกต้องเหมาะสมตามแบบของสตรีในแคว้นชาง ไม่ให้ผิดแม้แต่นิด เพื่อไม่ให้ไทเฮาถากถางเรื่องมารยาทของนางได้อีก

“นั่งลงเถอะ” แม้จะทำสุดความสามารถแล้ว แต่ขาของนางก็ยังแอบเซไปด้านข้างเล็กน้อย ไทเฮาจึงได้แต่พ่นลมออกจากจมูกด้วยความระอา นางเกิดมาเพื่อขัดหูขัดตาไทเฮาโดยแท้

“ขอบพระทัยเพคะ” หญิงสาวหน้าเจื่อนลงมาเล็กน้อย แอบปาดเหงื่อที่ไหลลงมาจากไรผมแบบขอไปที สังเกตบนศาลา ข้างกายไทเฮายังมีหญิงสาวในอาภรณ์สีเหลืองนวล แลดูงดงามสดใสราวกับดอกเซี่ยงรื่อขุยที่แย้มบานอีกผู้หนึ่ง ผิวขาวละเอียดเนียนใส ดวงตากลมโตหวานล้ำ ริมฝีปากอวบอิ่มสีเดียวกับดอกเหมยกำลังส่งยิ้มให้นาง นางจึงยิ้มเล็กๆตอบกลับไป

“เมื่อคืนนี้ ฮ่องเต้อยู่กับเจ้าทั้งคืนเลยหรือ” ไทเฮาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ เอียงพระพักตร์เล็กน้อยมาทางนาง คล้ายกับว่าไม่ต้องการจะมองหน้านางตรงๆ

“เพคะ” อิงฮวาเริ่มชินกับท่าทางเช่นนี้ของไทเฮาเสียแล้ว ก่อนหน้านี้นางชอบฟังนิทานมาก ติดใจนิทานอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของยอดพธูแสนงามกับบัณฑิต   หัวอ่อน หลังจากที่หญิงงามแต่งเข้าบ้านบัณฑิตคนรักแล้วก็ต้องฝ่าด่านแม่สามีที่ไม่ยอมรับนาง เป็นเรื่องราวที่ซาบซึ้งกินใจในที่สุดไม่นึกไม่ฝันว่าเรื่องราวในนิทานเรื่องโปรดของนางจะเกิดกับนางเองเสียละมากเช่นนี้ ยิ่งคิดยิ่งน่าทอดถอนใจยิ่งนัก

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเมื่อวานเป็นวันอะไร” ไทเฮากล่าวเสียงเรียบ ในน้ำเสียงแสดงถึงความไม่พอใจเจือปนมาอีกด้วย

“เอ่อ หม่อมฉัน” อิงฮวาทำท่าคิด มือเรียวแอบนับใต้โต๊ะอย่างฉงน คงเป็นขึ้น 15 ค่ำกระมัง พระจันทร์เต็มดวงดวงใหญ่เมื่อคืนช่างงดงามนัก ทั้งยังดูวิเศษกว่าวันไหนๆ ไฉนไทเฮาถึงมาถามปฏิทินกับนาง เรื่องการนับข้างขึ้นข้างแรม นางไม่ได้เรื่องมาแต่ไหนแต่ไร เช่นนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อวานเป็นวันอะไร

“เอาล่ะๆ มัวแต่รอเจ้านับนิ้วจนครบ วันนี้ข้าคงไม่ได้กล่าวอะไรกระมัง” ไทเฮาขึ้นเสียงดังเล็กน้อย คิ้วเรียวพาดเฉียงกับดวงตาเรียวคม บ่งบอกถึงความไม่ได้ดั่งใจของอิงฮวาในสายตา

“ทูลไทเฮา หม่อมฉันไม่ทราบจริงๆเพคะ”

“องค์หญิงเพคะ เมื่อวานเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ทั้งยังเป็นวันคล้ายวันประสูติของฮ่องเต้ด้วยเพคะ” หญิงสาวข้างกายไทเฮาเอ่ยเสียงหวาน ดวงตากลมโตมีแววขบขัน ริมฝีปากอวบอิ่มส่งยิ้มบางให้นาง ช่างเป็นสตรีที่งดงามไม่เป็นรองใครโดยแท้ นอกจากความงดงามของสตรีตรงหน้าที่ทำให้อิงฮวาตกตะลึงแล้ว คำพูดของนางที่เหมือนจะชี้ทางสว่างให้กลับทำให้นางตะลึงพรึงเพริดเสียยิ่งกว่า

‘เมื่อวานเป็นวันเกิดของจิ้นหยางหรอกหรือ เหตุใดเขาถึงไม่บอกข้า ทั้งยังพาข้าออกไปนอกวังอีก’ อิงฮวาเม้มปากแน่นความรู้สึกผิดถาโถมใส่นางอย่างจัง ครั้งนี้ไทเฮาเรียกนางมาพบ ไม่ใช่ว่ารู้แล้วหรอกหรือว่านางกับจิ้นหยางแอบออกนอกวัง ซ้ำยังบาดเจ็บกลับมา ดวงตากลมโตสั่นระริกใบหน้าเริ่มซีดลงมากึ่งหนึ่งทันที ครั้งนี้ไทเฮาจะต้องกริ้วมากเป็นแน่

“จริงอยู่ที่เจ้ากำลังจะขึ้นมาเป็นฮองเฮาในไม่ช้า ทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็นอย่างยิ่ง” สายตาเรียวคมของไทเฮาเหลือบมองมาที่อิงฮวา ราวกับสายตานั้นจะสามารถกรีดเนื้อตัวนางได้อย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวได้แต่นิ่งควบคุมตัวเองให้เป็นปกติ ทั้งที่ในตอนนี้นางเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเสียแล้ว

 “แต่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้าไม่อาจครอบครองฮ่องเต้เพียงผู้เดียวได้ ตอนนี้ฮ่องเต้เพียงแค่ลุ่มหลงเจ้าเท่านั้น เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไปเสีย หากเจ้ายังไม่เข้าใจกฎระเบียบในวังหลวง ข้าจะหาสตรีสูงศักดิ์สักนางมาเป็นตัวอย่างให้เจ้า ให้นางเป็นพระสนมเอก”

.................... สิ้นเสียงของไทเฮา อิงฮวาราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ สมองหนักอึ้งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตกตะลึงไปชั่วครู่ไม่ได้กล่าวหรือแสดงอาการใดๆ มีเพียงความเงียบห่อหุ้มตัวนางอยู่เท่านั้น

“หมิงลู่” ไทเฮามองอิงฮวาด้วยแววตาเรียบเฉยเช่นเคย แล้วจึงหันไปตรัสกับหญิงสาวด้านหลังด้วยท่าทางสบาย แตกต่างกับที่ทำกับนางมาก การปฏิบัติที่แบ่งแยกชัดเจนเช่นนี้ช่างแดกดันกันเสียจริง อิงฮวาได้แต่หลบสายตาไปที่ด้านนอกศาลาราวกับกำลังพยายามเรียกสติของตน

“เพคะ ไทเฮา” เสียงหวานตอบรับ ขยับตัวมาด้านข้างของไทเฮา ย่อตัวลงเล็กน้อยอยู่ในท่ารับคำสั่ง

“เจ้าเป็นบุตรสาวคนโตของเสนาบดีจิงเจ๋อซือ ใช่หรือไม่” น้ำเสียงอ่อนนุ่มนรอยเรียงเป็นประโยคอย่างใจเย็น กล่าวราวกับการไถ่ถามเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัว

“เพคะ”

“หน้าตางดงาม กริยามารยาทเรียบร้อย ฐานะไม่ด้วย เหมาะสมยิ่งนักกับตำแหน่งสนมเอก เจ้าจะยินดีหรือไม่” ไทเฮาเอื้อมมือคว้าเรียวแขนงามของหญิงสาวที่อิงฮวาเพิ่งรู้ว่า นางมีนามว่า จิงหมิงลู่ มาอยู่ข้างๆ กล่าวราวกับกำลังทบทวนอะไรบางอย่าง ทุกคำพูดของไทเฮากระแทกใส่หัวใจที่หนักอึ้งของอิงฮวาอย่างจัง นางจึงหันหน้ากลับมามองใบหน้าของหมิงลู่ทันที จึงได้ประสานตากับนางโดยบังเอิญ แววตาใสซื่อของนางฉายแววสั่นระริก ใบหน้าหวานนั้นดูเหมือนตกตะลึงกับคำพูดของไทเฮาและเริ่มทำตัวไม่ถูก

“ไทเฮาเพคะ! หม่อมฉัน!...เอ่อ....”

“เจ้าไม่ต้องตกใจไป เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง เจ้าเองก็ควรเรียนรู้จากนางให้มาก ต่อไปนางจะมาเป็นคนช่วยฝึกมารยาทให้เจ้าแทนแม่นมจิ้น” ไทเฮาตบที่หลังมือขาวของหมิงลู่เบาๆเพื่อปลอบขวัญ ก่อนจะปรายหางตามองนางและกล่าวคำพูดที่ทำให้นางชาไปทั้งตัว

“ฮ่องเต้เสด็จ!!” เสียงประกาศของขันทีหน้าตำหนักเจียวเหมยดังขึ้นปลุกให้อิงฮวาตื่นจากภวังค์ หันใบหน้าไปตามเสียงนั้น ราวกับว่ารอคอยให้จิ้นหยางเดินเข้ามาพานางออกไปจากที่นี่เสียที

“ดูเอาเถิด ว่าราชกิจเสร็จก็ตรงมาที่ตำหนักข้าทันที ฮ่องเต้หลงเจ้าขนาดนี้มีอะไรดี” ไทเฮาชักสีหน้าไม่พอใจอย่างเปิดเผยมาที่นาง ใบหน้าเรียบตึงมาตรงไปยัง     จิ้นหยางที่ก้าวอย่างไม่รีบร้อนเข้ามาในศาลา

“ถวายพระพรพะย่ะค่ะเสด็จแม่”

“นั่งเถอะ หมิงลู่รินน้ำชาในฮ่องเต้สิ” ไทเฮากล่าวแบบขอไปที เนื่องจากยังไม่พอใจฮ่องเต้ที่ยกเลิกงานเลี้ยงในวังที่นางจัดเต็มไว้ให้ในวันเกิด เดิมทีนางวางแผนให้ฮ่องเต้ได้เจอกับหมิงลู่ในวันงาน ให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันแล้วค่อยทาบทามขอหมิงลู่เข้าวัง แต่งานดันมาล่มเพราะฮ่องเต้อ้างว่าปีนี้ภาษีเพชรที่ควรจะได้รับมหาศาลกับถูกดัดปล้นไปจำนวนมาก ไม่ควรมีงานเลี้ยงใหญ่โตอะไรนัก เพื่อช่วยประหยัดเงินในท้องพระคลัง แต่ไหนแต่ไรมาเงินทอง อัญมณี เพชร ของมีค่าไม่เคยขาดจากท้องพระคลัง ครั้งนี้เพียงแค่โจรปล้นเพชรหรือจะทำให้เงินทองในพระคลังร่อยหรอ เห็นชัดว่าฮ่องเต้หลงใหลในองค์หญิงต่างแคว้นจนหลงลืมต่อความหวังดีของนาง เช่นนี้อีกไม่นานฮ่องเต้คงไม่เห็นหัวนางเป็นแน่

 “เจ้าคือบุตรสาวของท่านเสนาบดีฝ่ายขวาใช่หรือไม่” หมิงลู่เยื้องกายไปรินน้ำชา เสร็จแล้วจึงยกมาให้จิ้นหยางด้วยท่าทางนอบน้อม อิงอวามองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเงียบงัน ทันทีที่จิ้นหยางรับน้ำชา เขาก็เอ่ยขึ้นเสียงนุ่มมีแววประหลาดใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับพบเจอสิ่งใดหน้าตื่นเต้นก็ไม่ปาน

“เพคะ ฝ่าบาท” หมิงลู่เงยหน้าขึ้น กล่าวเสียงอ่อนหวานสมเป็นกุลสตรีทุกกระเบียดนิ้ว เทียบกับนางแล้วช่างห่างไกลลิบลับ

“เมื่อสิบปีก่อนที่ข้าไปจวนเจ้า เจ้ายังเป็นเพียงเด็กน้อยขี้แงอยู่เลย ใครจะนึกว่าโตขึ้นแล้วจะงดงามเพียงนี้” จิ้นหยางอดแปลกใจไม่ได้ที่พบกับเด็กน้อยที่เขาเคยแกล้งเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เนื่องจากเขาไม่เคยมีน้องสาว จึงเห็นว่านางเป็นเหมือนน้องสาวของเขา และมักจะมาเล่นกับนางบ่อยๆตอนที่นางตามมารดาของนางมาเข้าเฝ้าไทเฮา

อิงฮวาหัวใจกระตุกวูบในบัดดล เหตุใดจิ้นหยางถึงดูสนิทชิดเชื้อกับหมิงลู่ถึงเพียงนี้ ซ้ำยังพูดจาล้อเล่นกับนางได้อย่างมีชีวิตชีวายิ่งนัก ทำราวกับว่านางไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ข้างๆเขา

“ฝ่าบาทตรัสเกินไปแล้วเพคะ อีกอย่างที่หม่อมฉันขี้แงนั้นสาเหตุก็มาจากฝ่าบาทที่ชอบแกล้งหม่อมฉันต่างหาก หม่อมฉันไม่ได้อยากร้องไห้เสียหน่อย” หมิงลู่กล่าวด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ ใบหน้าหวานยิ่งหวานหยดเมื่อนางแสดงท่าทางประชดประชันได้ชวนให้น่าเอ็นดูยิ่งนัก

“นั่นสิ ตอนเด็กเจ้าตัวกลมๆผิวขาวๆ เนื้อตัวนุ่มนิ่มราวกับเต้าหู้เย็น      ข้าเห็นแล้วจึงนึกอยากแกล้งเท่านั้น เวลาเจ้าร้องไห้ แก้มเจ้าจะแดงระเรื่อ ทั้งจมูกก็ยังแดง ข้าชอบใจยิ่งนัก เหตุนี้จึงชอบแกล้งเจ้า” จิ้นหยางนึกถึงความหลัง จริงแท้ที่เขาชอบแกล้งนาง คิดถึงใบหน้ายามร้องไห้ของเด็กน้อยเช่นนั้นเมื่อครั้งนั้นเขายังอดหัวเราะไม่ได้ แววตาที่มองหญิงสาวจึงเต็มไปด้วยความเอ็นดู

“ไทเฮาเพคะ ดูสิเพคะ ว่าฝ่าบาทชอบแกล้งหม่อมฉันเพียงไหน” หมิงลู่เห็นว่าสู้จิ้นหยางไม่ได้ นางจึงคุกเข่าลงแล้วคลานไปหาไทเฮา เอาแขนเรียวสวยทั้งสองข้างกอดที่เอวของไทเฮา ใบหน้าซบลงที่ตักอย่างเอาใจ

“เอาล่ะๆ ฮ่องเต้ เจ้าก็เลิกแกล้งน้องได้แล้ว ตอนนี้นางโตเป็นสาว งดงามเพียงนี้เจ้ายังจะแกล้งนางอีก” ไทเฮามีสีหน้าดีขึ้น มือเรียวตบไหล่หมิงลู่เบาๆ ปลอบประโลมอย่างเมตตา หมิงลู่อมยิ้มแล้วหันใบหน้าหวานของตนมองมายังจิ้นหยางที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

“พะย่ะคะๆ หม่อมฉันไม่แกล้งนางแล้ว”

“อิงฮวา เจ้าว่าหมิงลู่เหมาะสมจะเป็นน้องสาวเจ้าหรือไม่” อิงฮวาที่จ้องมองท่าทางของจิ้นหยางที่มีให้หมิงลู่อยู่ก็สะดุ้งขึ้นเบาๆเมื่อได้ยินเสียงไทเฮาเอ่ยถามขึ้น ใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเผือก แอบกำมือของตัวเองแน่นโดยไม่ให้ใครเห็น ยังคงแสดงใบหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่ใครจะรู้ว่าในใจของนางตอนนี้ราวกับกำลังแช่อยู่ในน้ำเย็นท่ามกลางหิมะที่ตกหนักก็ไม่ปาน

          “น้องสาวหรือเพคะ หม่อมฉันไม่เคยมีน้องสาวมาก่อน หม่อมฉันจึงไม่รู้ว่าตนจะเป็นพี่สาวได้หรือไม่” อิงฮวาเอ่ยเสียงแผ่ว เหลือบตามองใบหน้าของหมิงลู่ที่มองมาทางนางเช่นกันเพียงชั่วครู่แล้วจึงหันมองไทเฮา

          “นานๆเข้า เจ้าก็จะชินเอง” ไทเฮาตัดบท แล้วหันไปส่งยิ้มให้หมิงลู่สายตาเอ็นดูอย่างไม่ปิดบัง

สถานการณ์น่าอึดอัดกลับมาอีกครั้ง ทั้งศาลาไม่มีใครเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก อิงฮวาเม้มปากแน่น มือที่กำอยู่ใต้โต๊ะของนางถูกมือหนาของจิ้นหยางกุมไว้เบาๆ อิงฮวาจึงหันไปมองจิ้นหยางอย่างตกใจเล็กน้อย เพียงแค่มือหนาเอื้อมมากุมมือของนางไว้ ความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านในอกทันที ราวกับว่านางได้พบกองไฟกองหนึ่งหลังจากเดินฝ่าฝนอันเหน็บหนาวมายาวนาน นางอมยิ้มที่ริมฝีปากเพียงเล็กน้อยใบหน้าค่อยดีขึ้นมาเล็กน้อย

“ทูลเสด็จแม่ ลูกคิดว่าท้องฟ้าวันนี้ครึ้มฝนนัก เกรงว่าอีกไม่นานฝนคงจะตกลงมา เสด็จแม่ประทับอยู่ในอุทยานเช่นนี้ เกรงว่าจะต้องละอองฝน หม่อมฉันว่าเสด็จแม่กลับไปพักที่ตำหนักเจียวเหมยดีหรือไม่พะย่ะค่ะ” จิ้นหยางทำท่ามองออกไปด้านนอก ใช้บรรยากาศรอบข้างมาเป็นหัวข้อสนทนา

“นั่นสิเพคะ ฉลององค์ของไทเฮาที่เพิ่งตัดใหม่นี้ หากต้องละอองฝนเข้าคงน่าเสียดายแย่ อีกทั้งร่างกายของพระองค์ก็สำคัญมากนะเพคะ” หมิงลู่เหลือบมองใบหน้าจิ้นหยางสลับใบหน้าของอิงฮวาเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวเสริมให้อีกประโยค ไทเฮาค่อยมีสีหน้าคล้อยตามลงอย่างมาก

“ทำราวกับว่าข้าป่วยเป็นยายแก่ใกล้ตายอย่างนั่นแหละ เอาเถอะ หากพวกเจ้าว่าอย่างนั้นก็พาข้ากลับตำหนักเถอะ” ไทเฮาเพียงแค่ต้องการให้อิงฮวารู้ตัวเท่านั้นว่าอีกไม่นาน หมิงลู่จะต้องเข้ามาวังหลวงเตรียมตัวเป็นสนมเอก การแต่งตั้งสนมเอกไม่จำเป็นต้องรอให้ฮองเฮาแต่งเข้าก่อน เพียงแค่หาฤกษ์มงคลธรรมดาก็ตบแต่งเข้ามาได้ ไม่เหมือนตำแหน่งฮองเฮาที่ต้องรอมหาฤกษ์เท่านั้น ซึ่งอย่างเร็วที่สุดก็อีก 2 เดือน ช้าสุดก็ในอีก 5 เดือนให้หลัง ตอนนี้สิ่งที่นางอยากบอกก็ได้บอกไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดที่นางต้องมานั่งรับละอองฝนอีก จึงลุกขึ้นให้หมิงลู่ประคองนางกลับตำหนัก

“น้อมส่งเสด็จแม่/ น้อมส่งไทเฮา”

“อิงฮวา เจ้าเป็นอะไรหรือไม่” หลังจากไทเฮาเสด็จออกไปแล้ว จิ้นหยางก็เอื้อมมือทั้งสองข้างจับที่ไหล่เล็กทั้งสองข้างของอิงฮวา สายตาคมสำรวจหาสิ่งปกติ

“หม่อมฉันสบายดีเพคะ ฝ่าบาทต่างหากที่เป็น กลับตำหนักเถิดเพคะ หม่อมฉันจะเรียกหมอหลวงมาถวายการรักษา” อิงฮวาเพียงแค่ดันมือทั้งสองของจิ้นหยางออกจากไหล่ตนอย่างเบามือ ขยับตัวไปลูบแขนข้างซ้ายของเขาที่ได้รับบาดเจ็บอย่างแผ่วเบา แววตานิ่งประดุจน้ำในทะเลสาบ

“อืม ไปกันเถอะ” จิ้นหยางรู้สึกว่าอิงฮวาดูแปลกไป แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรที่แปลกไป เขาจึงทำตามที่นางบอก จับมือของนางกุมไว้เบาๆ แล้วเดินออกจากศาลาด้วยกันมุ่งหน้าสู่ตำหนักเยว่ซิน

ตำหนักเยว่ซิน

หมอหลวงท่านผู้เฒ่ามือไม้สั่นก้าวเข้ามาในตำหนักเยว่ซิน เขายังจำเมื่อครั้งก่อนได้เป็นอย่างดีว่า ฮ่องเต้ทรงเกือบจะสั่งตัดหัวเขาเสียแล้ว มาครั้งนี้ไม่ทราบว่า     องค์หญิงอิงฮวาป่วยไข้เป็นอะไรไปอีก จึงได้มีบัญชาเรียกเขามาอีกในวันนี้ ในใจแอบพะวงหัวของตนสุดฤทธิ์ ได้แต่ภาวนาให้องค์หญิงแค่สะดุดล้มเท้าแพลงเท่านั้น

“ท่านหมอ เชิญด้านในห้องหนังสือ” คนที่ออกมารับเขาที่หน้าตำหนักเป็นมหาขันทีเฟิงจู ผู้ตามเสด็จฮ่องเต้ จากที่เขาปะเมินสีหน้าของมหาขันทีผู้นี้ที่ฉายแวววิตกก็แอบลอบกลืนน้ำลายไปแล้วหลายอึกด้วยกัน

ด้านหน้าของหมอหลวงท่านผู้เฒ่า ปรากฏชายหนุ่มรูปงามน่าเกรงขามในชุดสีดำปักด้วยลวดลายมังกรนั่งตัวตรงอยู่บนตางไม้ซวนจือมู่ที่สลักลายยวนยางคู่นั่นคือ ฮ่องเต้แห่งแคว้นชาง ถัดกันคือสตรีในอาภรณ์สีน้ำทะเล ใบหน้าหวานล้ำดวงตากลมโตที่สงบนิ่ง ริมฝีปากสีดอกท้อจ้องมาทางเขาราวกับรอคอยอยู่ สีหน้าขององค์หญิงดูซีดเซียวก็จริง แต่ตัวเขากลับรู้สึกว่าองค์หญิงน้อยผู้นี้ช่างงดงามยิ่งนัก เรียกได้ว่างดงามเป็นหนึ่งไม่มีสองโดยแท้

“ถวายบังคมฮ่องเต้ ถวายบังคมองค์หญิงพะย่ะค่ะ” เมื่อได้สติจากการเหม่อมองใบหน้าขององค์หญิงอยู่ชั่วครู่ หมอหลวงท่านผู้เฒ่าก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม ไม่มีใครในวังหลวงไม่รู้ว่าฮ่องเต้รักและทนุถนอมองค์หญิงจากแคว้นเฉิงผู้นี้ปานใด ถึงขนาดยกเลิกงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ มาประคองกอดแนบสนิทนวลนาง ในใจนึกตำหนิดวงตาตัวเองที่เผลอจ้องพระพักตร์ขององค์หญิงเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะทรงกริ้วหรือไม่

“พิธีการอะไรก็ละไว้เถิดทางหมอ ท่านช่วยมาตรวจแผลของฝ่าบาทให้ที” อิงฮวาเห็นท่าทางตื่นตนกของหมอหลวงก็เอ่ยขึ้นเรียกสติ สิ่งที่นางกังวลคือบาดแผลของจิ้นหยาง หาชักช้าได้ไม่ ทันทีที่สิ้นเสียงของอิงฮวา หมอหลวงก็ทำหน้าตารนราน มองจ้องไปยังชายหนุ่มที่นั่งสงบเคร่งครึมอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่จิ้นหยางจะยื่นแขนที่บาดเจ็บออกมาวางให้หมอหลวงได้ตรวจดู

อิงฮวาจ้องมองจนหมอหลวงแกะผ้าพันแผลออก เห็นปากแผลยังคงไม่ปิดสนิทแต่ก็ดูดีขึ้นกว่าเมื่อคืนเล็กน้อย เขาจะต้องเจ็บมากเป็นแน่ นางขมวดคิ้วจนเป็นปม มองแผลของจิ้นหยางราวกับว่านางจะเป็นคนรักษาเสียเอง จิ้นหยางลอบมองใบหน้าของนางพลางคิดในใจว่าหากยืดเวลาที่แผลหายได้ เขาจะเก็บเกี่ยวกำไรจากนางได้เท่าไหร่กัน นางเป็นห่วงเขาถึงเพียงนี้ ระยะเวลานี้คงเป็นเวลาที่ดีสำหรับเขาไม่น้อย ยิ่งคิดจิ้นหยางก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ในสมองขบคิดแผนการมากมายเพื่อทำให้นางรักเขาให้ได้

“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านหมอ” อิงฮวาเอ่ยถามเมื่อหมอหลวงเปิดผ้าพันแผลเสร็จ และกำลังจะใส่ยา

“แผลค่อนข้างลึกพะย่ะค่ะ โชคดีที่อาวุธไม่มียาพิษเคลือบอยู่ ทั้งการดูแลก่อนหน้านี้ก็ถูกต้อง ทำให้แผลไม่ติดเชื้อ องค์หญิงทรงวางพระทัยเพียงใส่ยาของกระหม่อมแผลก็จะหายดี”

หมอหลวงกล่าวด้วยสีหน้าสงบยิ่งนัก ก่อนจะหันไปสบตาเข้ากับฮ่องเต้ของตนที่มองมาที่เขาราวกับกำลังจะบอกอะไรสักอย่าง แต่เขาจะไปรู้ได้อย่างไร จึงได้แต่มือไม้สั่น ยกผ้าพันแผลจนมันหลุดมือกลิ้งตกลงไปที่พื้น

“เจ้าใส่ยาให้ข้าให้เสร็จ อิงฮวาเจ้าช่วยไปหยิบผ้าพันผ้าผืนใหม่ให้ข้าที” จิ้นหยางคิดจะใช้โอกาสนี้เริ่มแผนการของตนจึงหาข้ออ้างให้อิงฮวาออกไปด้านนอก

อิงฮวามองจิ้นหยางครั้งหนึ่งหันไปมองเฟิงจูอีกครั้งหนึ่ง เหตุใดเขาถึงต้องใช้นางด้วย หรือว่าเห็นนางเกะกะจึงคิดจะไล่ออกไปให้ไกล ในเมื่อนางรกหูรกตาเขานัก นางก็ไม่อยากอยู่ คิดในใจอย่างคุกรุ่น ใบหน้าหวานเรียบเฉย ลุกขึ้นขยับชายกระโปรงเพียงนิดแล้วก้าวออกไปจากห้องหนังสือทันที

คล้อยหลังที่อิงฮวาออกไปได้ไกลแล้ว จิ้นหยางก็วางมาดเข้ม ให้เฟิงจูไปปิดประตูแล้วคอยรอรับอิงฮวาอยู่ด้านนอก ภายในห้องหนังสือจึงมีเพียงเขาและหมอหลวงอยู่กันตามลำพัง

“ข้าต้องการให้เจ้าช่วยอะไรข้าสักอย่าง”

“พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำสุดความสามารถ”

“ดี... เจ้าต้องบอกกับองค์หญิงว่าแผลของข้ากว่าจะหายก็ใช้เวลาร่วมเดือน สาหัสมากต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เจ้าทำได้หรือไม่”

“เอ๋! แผลของฝ่าบาทแม้จะลึก แต่เพียงอาทิตย์เดียวแผลก็จะหายเป็นปกติแล้วพะย่ะค่ะ คงไม่ใช้เวลาถึงเดือน”

“ข้าบอกว่าใช้เวลาเป็นเดือน ก็คือเป็นเดือน เจ้าอยากเป็นหมอหลวงต่อไป หรืออย่างเปลี่ยนเป็นคนงานในเหมืองก็เลือกเอา”

“พะย่ะค่ะ! กระหม่อมเข้าใจแล้ว แผลของฝ่าบาทสาหัสยิ่งนัก กว่าจะหายก็ราวๆเดือน”

“อืม เจ้าเข้าใจง่ายดี ต่อไปเจ้าก็มาเป็นหมอประจำตำหนักเยว่ซินนี่ซะเลย”

“พะย่ะค่ะ”

“อีกเรื่อง เรื่องที่ข้าบาดเจ็บเจ้าห้ามนำไปบอกคนนอกเด็ดขาด หากวันนี้ไทเฮาเรียกเจ้าเข้าเฝ้าและถามสาเหตุเจ้า จงบอกไปว่าองค์หญิงร่างกายอ่อนแอ ข้าจึงให้เจ้ามาตรวจ”

“พะย่ะค่ะ”

“หากเรื่องนี้คนนอกรู้ ข้าจะถือว่าได้ยินมาจากเจ้า เจ้าคงรู้ว่าโทษทัณฑ์ที่เจ้าจะได้รับคืออะไร”

 จิ้นหยางกล่าวอย่างเย็นชา ทำเอาหมอหลวงหน้าซีดตัวสั่นได้ไม่ยากนัก ยังไม่ทันที่หมอหลวงจะได้กล่าวอะไรต่อเฟิงจูก็เดินนำอิงฮวาเข้ามาในห้องหนังสือ หยิบผ้าพันแผลจากมือของหญิงสาวส่งต่อให้หมอหลวงพันแผลให้แล้วเสร็จ อิงฮวาที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยทำท่าจะหมุนตัวออกจากห้องอีกครั้ง จิ้นหยางจึงได้รีบรั้งไว้พลางครุ่นคิดว่าตนทำอะไรให้นางไม่พอใจอีกหรือไม่

“อิงฮวาหยุดก่อน เจ้าจะรีบไปไหน”

“หม่อมฉันเพียงแต่จะออกไปข้างนอกไม่ให้เกะกะพระองค์เท่านั้น”

“เกะกะอะไรกัน ดูเถิดข้าอยากให้เจ้าอยู่เป็นกำลังใจให้ข้าตอนพันแผล มิได้หรือ”

อิงฮวาถอยหลังกลับไปนั่งข้างเขาอีกครั้ง ใบหน้ายังคงเรียบตึงเสมอต้นเสมอปลาย บัดนี้ในใจเหมือนมีควันขมุกขมัว ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ที่ศาลา ท่าทางของเขากับท่านหญิงหมิงลู่ดูคุ้นเคยกันอย่างดี บรรยากาศรอบๆตัวพวกเขาราวกับอยู่ท่ามกลางพฤกษาบานสะพรั่งเพียงสองคน ไม่เห็นหัวนาง นางพอเข้าใจได้แต่เมื่อครู่ ทั้งๆที่เฟิงจูก็ยืนอยู่เขากลับสั่งให้นางออกไปหยิบผ้าพันแผล คงอยากให้ท่านหญิงหมิงลู่มาเป็นกำงลังใจให้มากกว่ากระมัง พอนึกขึ้นได้ว่านางเป็นองค์หญิงแคว้นเฉิงเขาก็เลยกลัวจะเกิดปัญหา โยนคำหวานเหลือๆมาให้นาง ช่างน่าโมโหตัวเองยิ่งนักที่ยังพ่ายแพ้ต่อสายตาคู่นั้นของเขา และกลับมานั่งลงตรงนี้

“หมอหลวง แผลของข้าจะหายเมื่อไหร่” จิ้นหยางเห็นท่าทีไม่สนใจของ อิงฮวา ก็ฝ่ายเปิดฉากงิ้วขึ้นมาเสียเอง

“กราบทูลฝ่าบาท บาดแผลของพระองค์นั้นโดนของมีคมบาดเข้าลึกเกือบถึงกระดูก สาหัสมากพะย่ะค่ะ คงต้องใช้เวลาราวๆ 1 เดือน ทั้งยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอีกด้วยพะย่ะค่ะ” หมอหลวงรีบแสดงงิ้วรับทันที โดยไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย อิงฮวาได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง ใบหน้าหวานหันมามองที่บาดแผล สีหน้าเป็นกังวลขึ้นมาทันที ก่อนจะแสร้งทำเป็นหันหน้าไปทางอื่น

          “เจ้าว่าหากข้าเรียกหมอหลวงมาบ่อยๆ ไทเฮาจะสงสัยหรือไม่” จิ้นหยางทำหน้าเข้มขรึมหันมองใบหน้าหวานราวกับกำลังปรึกษาปัญหาหนักอก

          “นั่นสิเพคะ ไทเฮาต้องทราบแน่” อิงฮวาเองก็ขมวดคิ้ว อดกังวลไม่ได้เช่นกัน

          “เช่นนั้น เจ้าจะรับหน้าที่ดูแลข้าอย่างใกล้ชิดได้หรือไม่” เห็นร่างบางมีท่าทีคล้อยตามก็แอบยกยิ้ม เริ่มแผนการของตนทันที

“หม่อมฉัน!....” อิงฮวามีท่าทีอึกอักเล็กน้อย เหตุใดไม่ให้เฟิงจูดูแลกันเล่า

“เจ้าบอกเองว่าที่ข้าเป็นเช่นนี้เพราะเจ้า ไม่คิดจะรับผิดชอบหน่อยหรือ” เห็นอิงฮวามีสีหน้าลังเลใจ จิ้นหยางก็รีบเอ่ยขอความเห็นใจทันที แผนเจ็บตัวเพื่อเข้าใกล้หญิงงามใช่ว่าเขาจะทำไม่เป็น

 ‘ช่างหน้าหนาเสียจริง’ ท่านหมอชราและขันทีผู้ฒ่าที่อยู่ในเหตุการณ์อดจะบริภาษนายตนไม่ได้

“เพค่ะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว” โดนคำพูดจี้จุดของจิ้นหยาง อิงฮวาก็ได้แต่เม้มปากแน่น ไม่กล้าเถียงว่าไม่ชึความผิดตนจึงเป็นฝ่ายยอมทำตามเขาอย่างว่าง่าย

“ดี เช่นนั้นเฟิงจู เจ้าจงไปส่งหมอหลวงออกจากวัง”

          ครั้นคนทั้งสองเดินออกไปแล้ว อิงฮวาก็ทำท่าจะเดินออกไปบ้าง แต่จิ้นหยางก็เอื้อมมือที่ไม่เจ็บของเขาคว้าเข้าที่แขนระหงของนาง

“อะไรอีกเพคะ แผลก็พันเสร็จแล้ว หม่อมฉันจะไปเตรียมยาให้พระองค์” อิงฮวาเอ่ยเสียงแข็งกระด่าง ทั้งยังใช้คำราชาศัพท์กับเขาในเวลาส่วนตัว แสดงให้เห็นชัดเจนว่านางต้องกำลังไม่พอใจเขาแน่แท้

“เจ้ามึนตึงใส่ข้าเช่นนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุ บอกมาเจ้าโมโหอะไร”

“โมโหอะไรเพคะ หม่อมฉันหรือโมโห ไม่เลยสักนิด” อิงฮวาพยายามสะบัดแขนของตนให้หลุดออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย เผลอออกแรงมากจนเกินไปไม่ทันระวัง มือจึงสะบัดไปโดนแผลอีกมือหนึ่งเข้า ผ้าพันเผลที่ถูกพันไว้เมื่อครู่จึงมีเลือดไหลซึมออกมา จิ้นหยางปล่อยมือจากอิงฮวาฉับพลันกุมแผลของตัวเองไว้แสดงท่าทางเจ็บปวดจนอิงฮวาตกใจ

อิงฮวาหน้าถอดสีรีบจับมือของจิ้นหยางขึ้นมาเป่าเบาๆโดยสัญชาตญาณ เงยหน้าที่ซีดลงมาเล็กน้อยไปยังใบหน้าคมของอีกฝ่าย

“ข้าขอโทษ ท่านเจ็บมากหรือไม่ ทำไมถึงไม่ยอมปล่อยข้าเล่า” ปากก็ว่า สายตาก็สั่นระริก ค่อยๆประคองเขานั่งลงบนตางไม้อีกครั้ง

“ถือว่าไถ่โทษที่ทำให้เจ้าไม่พอใจก็แล้วกัน” จิ้นหยางเอ่ยเสียงนุ่ม จ้องมองตรงมายังใบหน้าหวานที่กำลังสนใจแผลของเขาอย่างระมัดระวัง

          “ท่านรู้หรือว่าข้าไม่พอใจท่านเรื่องใด” อิงฮวาไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของอีกฝ่ายอีก เพียงแต่พยายามแกะปมผ้าพันแผลออก เพื่อที่จะพันแผลใหม่อีกครั้ง

          “เรื่องที่ข้าพาเจ้าไปจวนฟู่เหิงไม่สำเร็จใช่หรือไม่” จิ้นหยางคาดเดา และค่อนข้างมั่นใจว่าตนเดาถูก

          “เฮอะ! ข้าไม่พอใจท่านเรื่องท่านหญิงหมิงลู่ต่างหาก” เพียงจิ้นหยางพูดจบประโยค อิงฮวาก็กดเข้าที่บาดแผลเขาแรงๆอย่างนึกโมโห ทำเอาจิ้นหยางอดร้องโอดครวญไม่ได้

“หมิงลู่” หลังจากกลืนความเจ็บลงท้องไปแล้ว จิ้นหยางก็ขมวดคิ้วขึ้นมาในทันที นางไม่พอใจเขากับหมิงลู่เรื่องอะไรกัน

“ที่ศาลาริมน้ำ ต่อหน้าไทเฮาท่านกับนางดูสนิทสนมกันดียิ่ง ทำให้ข้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก” อิงฮวากล่าวไปเรียบๆ ซ้ำยังออกแรงพันผ้าพันแผลผืนใหม่อย่างจงใจลงน้ำหนักมือเสียด้วยซ้ำ จิ้นหยางได้แต่อดทนต่อการทำแผลครั้งนี้ของนาง ฉับพลันสมองก็แปลผลท่าทางของนางออกมาได้ประโยคหนึ่ง

“เจ้าหึง”

“ข้าหรือหึงท่าน ข้าแค่ไม่ชอบสถานการณ์ชวนให้อึดอัดแบบนั้นต่างหาก” อิงฮวาเงยหน้ามองใบหน้าคมที่เลื่อนเข้ามาใกล้ตนอย่างเริงร่าผิดจากเมื่อครู่

“ยอมรับมาเถอะว่าเจ้าหึง”

“.......” มองใบหน้าคมคายของเข้าใกล้ๆ ใจที่ร้อนเป็นไฟกลับเต้นตุ่มๆต่อมๆซะอย่างนั้น นางจึงเลือกที่จะก้มหน้าลงตั้งใจพันแผลต่อไป

“ข้ากับหมิงลู่ รู้จักคุ้นเคยกันมาแต่เด็กระหว่างข้ากับนางเป็นเพียงพี่ชายกับน้องสาว หาได้มีเรื่องอื่นอีกไม่” จิ้นหยางยืดตัวขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พี่ชาย น้องสาว ข้าว่านางไม่ได้คิดกับท่านเช่นที่ท่านพูดกระมัง” อิงฮวาฟังแล้วก็ทำแก้มป่อง หน้ามุ่ยเล็กน้อย ริมฝีปากบางเอ่ยถ้อยคำประชดประชันออกมาทันที

“ว่ากันว่ารักมาก ย่อมหึงมาก เจ้าหึงข้าเช่นนี้ ไม่ใช่ว่ารักข้ามากหรอกหรือ” จิ้นหยางยิ้มระรื่นมองใบหน้าหวานทำแก้มป่องอยู่ข้างๆ พันแผลให้เขาจนเสร็จ นึกอยากหยอกล้อนางขึ้นมาจึงเอ่ยถ้อยคำที่เขาเคยได้ยินจากอ๋อง 6 ยอดนักรัก ผู้มีศักดิ์เป็นอาของเขาทั้งยังสนิทกับเขามากผู้หนึ่ง

“ท่าน!” อิงฮวาเงยหน้าขึ้นมองเขาโดยฉับพลัน ใบหน้าแดงซ่านขึ้นทันตา ทำท่าอยากจะพูดแต่ไม่พูออยู่อย่างนั้น

“ที่แท้เจ้าก็หึงเป็น” จิ้นหยางเอ่ยอย่างปลอดโปล่ง เขารู้สึกดีมากเชียวล่ะ ที่นางรู้สึกเช่นนี้กับเขา

“ข้าไม่ได้หึง!” อิงฮวารู้สึกพ่ายแพ้ แต่ยังคงแสดงเป็นผู้ร้ายปากแข็ง ไม่ยอมรับท่าเดียว

“ได้ๆ เจ้าไม่หึง เราออกไปข้างนอกกันเถอะ” วันนี้เขาอารมณ์ดียิ่งนัก อยากจะให้นางเล่นดนตรีให้เขาฟังสักเพลง

 “จิ้นหยาง ทำไมท่านไม่บอกข้าว่าเมื่อวานเป็นวันเกิดท่าน” ขาที่ลุกขึ้น กำลังจะก้าวเดินออกจากห้องหนังสือของจิ้นหยางพลันชะงักหยุดกึกทันที ค่อยๆหันมามองอิงฮวาที่กำลังลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าเขา

“ไทเฮาบอกเจ้าหรือ”

อิงฮวาเพียงพยักหน้าเบาๆ เบนสายตาไปทางอื่นราวกับกำลังคิดอะไรสักอย่าง ไม่แน่นางอาจจะกำลังรู้สึกผิดต่อเขาอยู่บ้าง

“ข้าแค่นึกอยากเปลี่ยนบรรยากาศร่วมฉลองวันเกิดกับชาวบ้านบ้างเท่านั้นเอง” จิ้นหยางนึกหาข้ออ้างดีๆให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เขาไม่คิดว่านางจะใส่ใจเขาถึงเพียงนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะตบรางวัลให้มือสังหารพวกนั้นอย่างงามทีเดียว วันเกิดปีนี้ของเขาช่างวิเศษแท้

“เป็นเพราะข้าอยากจะออกไปข้างนอกมากกว่ากระมัง” อิงฮวาเงยหน้าขึ้นมอง แววตาฉายแววรู้สึกผิดเห็นได้ชัด จิ้นหยางได้แต่ส่งยิ้มอบอุ่นให้นางโดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ใช้สายตาของเขาให้คำตอบนางแทน

อิงฮวาค่อยๆขยับตัวขึ้น เลื่อนใบหน้าของตนเข้าใกล้ใบหน้าของจิ้นหยางอย่างช้าๆ จิ้นหยางที่ไม่ทันตั้งตัวถูกอิงฮวาบรรจงจุมพิตที่ริมฝีปากอย่างแผ่วเบา ราวกับแมงปอที่บินมาเตะผิวน้ำก็ไม่ปาน พอตั้งสติได้เขาก็ใช้มือข้างที่ไม่เจ็บประคองที่ท้ายทอยเล็กของนาง จุมพิตตอบกลับไปอย่างอ่อนโยนเช่นกัน เนิ่นนานจนอิงฮวาเป็นฝ่ายดันที่แผงอกของเขาเบาๆ จิ้นหยางจึงปล่อยนางให้เป็นอิสระ

“ข้าไม่รู้ว่าเป็นวันเกิดท่าน จึงไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้ แต่เมื่อคืนตอนที่ออกไปข้างนอกข้าได้สิ่งๆหนึ่งกลับมา คิดว่าน่าจะเป็นของขวัญให้ท่านได้” อิงฮวาเอ่ยด้วยใบหน้าที่แดงซ่าน หยิบแหวนหยกที่ติดตัวไว้รอจังหวะให้เขาขึ้นมาแล้วยื่นไปตรงหน้าของจิ้นหยาง

“แหวนหยก”

“ที่ข้าหายไปนานตอนที่ไปซื้อโคม บังเอิญเจอแหวนหยกคู่นี้เข้า ท่านยายเจ้าของร้านบอกกับข้าว่าเป็นของสามีนางที่ตั้งใจทำถวายฮ่องเต้ ข้าจึงรับมาเพื่อมอบให้ท่าน”

“หยกล้ำค่า น้ำใจประชาล้ำค่ายิ่งกว่า ในเมื่อแหวนนี้เจ้าให้ข้าเป็นของขวัญ ก็ใส่ให้ข้าเถิด”

อิงฮวาหยิบแหวนหยกสลักลายมังกรขึ้นมา บรรจงสวมให้เขาที่นิ้วนางข้างซ้ายมือ นางคะเนแล้วว่าเหมาะกับนิ้วนี้ของเขายิ่งนัก

          “เหลืออีกวง” อิงฮวาเอ่ย จิ้นหยางหยิบแหวนหยกอีกวงที่เล็กกว่าของเขา ทั้งยังสลักเป็นรูปหงส์ขึ้นมา เอื้อมมือคว้ามือซ้ายของหญิงสาวบรรจงสวมแหวนหยกในนิ้วนางของอิงฮวาเช่นที่นางสวมให้เขา

          “ท่านให้ข้าหรือ”อิงฮวามองแหวนหยกที่นิ้วมือตนสลับกับใบหน้าของอีกฝ่าย

          “แน่นอน ไม่ใช่เจ้าข้าจะให้ใครได้ อีกครึ่งของข้าย่อมต้องเป็นเจ้าแน่แท้” จิ้นหยางเอ่ยตอบใบหน้าเปื้อนยิ้ม

          “ข้านึกว่าท่านจะเอาให้ท่านหญิงหมิงลู่” อิงฮวาที่เห็นเขายิ้มแบบที่ยิ้มให้หมิงลู่ ในใจก็เกิดกลุ่มควันขึ้นมาอีกจนได้ จนเผลอประชดประชันออกไปโดยไม่รู้ตัว

          “หมิงลู่กับข้า ไม่ใช้คำว่าเรา ข้ากับเจ้าต่างหากที่ใช้คำว่าเราได้” จิ้นหยางจึงดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ข้างหูเล็ก

          “ท่านหมายความอย่างไร” อิงฮวาหน้านิ่วคิ้วขมวดเอ่ยถาม

          “หมิงลู่กับข้า ไม่ใช้คำว่าเรา หมายถึง ข้ากับนางเป็นเสมือนพี่กับน้อง สหายกับสหาย” จิ้นหยางอธิบายอย่างใจเย็น กระชับอ้อมกอดของตัวเองแน่นขึ้น อิงฮวาที่กลัวว่าหากนางดิ้นแผลของเขาจะฉีกอีก นางจึงได้แต่ยืนเฉยๆ รอฟังเขาพูดให้จบ

          “ข้ากับเจ้ากลับเรียกว่าเรา นั่นคือ เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่พรากจากกัน”

          “พูดแบบนี้ก็เป็นด้วยหรือ”  อิงฮวาไม่นึกว่าจิ้นหยางจะมีคารมหวานล้ำแบบนี้    ก็เป็น ร่างบางเผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างลืมตัว

          “เจ้าชอบหรือไม่ หากชอบข้าจะพูดกับเจ้าทุกวัน” จิ้นหยางยังคงกระซิบที่ข้างหูอิงฮวาอย่างจงใจ แม้จะเป็นเพียงคำพูดที่แผ่วเบา แต่กลับดังก้องในหัวใจนางยิ่งนัก

“ปากของท่านอยากจะพูดก็พูดไปเถิด” อิงฮวาเขินหน้าแดง ผลักจิ้นหยางให้ออกห่างจากตัวเบาๆ ฉวยโอกาสที่จิ้นหยางปล่อยมือจากนาง วิ่งออกไปนอกห้องหนังสืออย่างเร็วรี่ ทิ้งชายหนุ่มให้ยิ้มตามแผ่นหลังเล็กไปอย่างเสียไม่ได้

ความคิดเห็น