Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 9 ลาออก

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 9 ลาออก

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.5k

ความคิดเห็น : 75

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2560 02:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 9 ลาออก
แบบอักษร



Part 9# Tawan ลาออก

               คุณภูผาอุ้มน้องวาเดินผ่านหน้าผมไปอย่างไม่คิดจะเสียเวลาหันมามอง พฤกษ์และเพลิงเลยต้องรีบเดินตามไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังส่งสายตามามองผมด้วยความสงสาร ส่วนคุณธารที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างแรง

               “เฮ้ออออ ไอ้เราก็อุตส่าห์ปลอบจนเลิกร้อง พี่ภูนะพี่ภู” คุณธารเหลือบตามองบน จากนั้นก็หันมาหาผมแล้วจัดการเช็ดน้ำตาออกไปให้อีกครั้ง

“ไม่ต้องคิดมากนะตะวัน พี่ภูไม่ได้ตั้งใจจะว่าตะวันหรอก ตอนนี้คงเป็นห่วงวามากจนไม่ทันได้คิดเรื่องอื่น เพราะงั้นอย่างร้องไห้เลยนะ” คำปลอบโยนของคุณธารทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากจนสามารถฝืนยิ้มออกมาได้

“ครับคุณธาร” ถ้าคุณภูผาคิดอย่างที่คุณธารพูดจริงๆ ก็คงจะดี

 “ถ้างั้นเรารีบตามออกไปดูอาการวากันเถอะ หวังว่าคงจะไปถึงโรงพยาบาลทันเวลา” คุณธารพูดจบก็จูงมือผมออกไปข้างนอก จึงเห็นว่าตอนนี้คุณภูผากำลังยืนอุ้มน้องวายืนอยู่ข้างๆ เพลิง ส่วนพฤกษ์กำลังขับรถของคุณภูผาออกมาจากโรงจอดรถ

“แกไปนั่งข้างหน้านะเพลิง ส่วนพี่จะนั่งข้างหลังดูแลวาเอง” คุณภูผาพูดขึ้นเมื่อพฤกษ์ขับรถมาจอดตรงหน้า

“โอเค” เพลิงรับคำ ก่อนจะรีบเปิดประตูให้คุณภูผาอุ้มน้องวาขึ้นไปนั่งเบาะหลัง ผมที่อยากไปโรงพยาบาลด้วยเพราะเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด จึงได้รีบพูดขึ้นก่อนที่เพลิงจะปิดประตู

“ผมขอไปด้วยได้มั้ยครับ” ผมส่งสายตาเว้าวอนและรู้สึกผิดไปยังคุณภูผา แต่ผมก็ได้รับคำตอบอันไร้เยื่อใยและสายตาเย็นชากลับมาว่า...

“ในนี้มันไม่มีที่สำหรับนายหรอกนะ” เท่านั้นแหละน้ำตาของผมมันก็รื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ผมก็พยายามฝืนทนไม่ให้มันไหลออกมา ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่คุณภูผาก็เบือนหน้าหนีอย่างไม่สนใจ แล้วหันไปตะโกนใส่เพลิงแทน

“เพลิง! ทำอะไรอยู่! รีบๆ ปิดประตูเข้าสิ! แกอยากให้วาตายรึไง!”

“อ้อ! โอเคๆ พี่ภู” เพลิงที่ดูเหมือนว่าจะลืมเรื่องความเป็นความตายของน้องวาไปชั่วขณะพูดขึ้น จากนั้นก็รีบปิดประตูตามคำสั่งของคุณภูผา แล้วก้าวขึ้นไปนั่งยังเบาะหน้าด้วยความรวดเร็ว

แต่ถึงจะเร็วแค่ไหนผมก็ยังได้ยินเสียงพูดอย่างหัวเสียจากคุณภูผาที่นั่งอยู่ในรถอยู่ดี

“ให้ตาย...เสียเวลาจริงๆ”

ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดคุณภูผาหมายถึงใคร เป็นผมหรือว่าเพลิง แต่คุณธารก็เท้าสะเอวเพราะโมโหแทนผม

“หนอย...พูดเกินไปแล้วนะพี่ภู!” คุณธารพูดในจังหวะที่พฤกษ์ได้ขับรถออกไปแล้ว ผมที่ทำอะไรไม่ได้และไม่รู้จะทำอะไรเลยได้แต่ก้มหน้าคอตกอย่างเศร้าๆ

“นี่...จะเศร้าไปทำไม พี่ภูไม่ให้ไปด้วยแล้วไง ฉันขับรถพานายไปก็ได้ไม่เห็นจะยาก” คุณธารยักไหล่อย่างไม่แคร์ ก่อนจะบอกให้ผมยืนรออยู่ตรงนี้ เพราะตัวเองจะเข้าไปเก็บของและเอากุญแจรถออกมา

ยิ่งคุณธารทำดีกับผมมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดที่สะเพร่าจนทำให้น้องวาเป็นแบบนี้มากเท่านั้น

ผมบกพร่องในหน้าที่ของแม่บ้าน และผมคิดว่าตัวเองสมควรได้รับโทษ หรือไม่ก็ต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้

ซึ่งขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือที่ผมมักจะพกติดตัวเอาไว้เสมอ เพื่อรอให้คุณพ่อติดต่อมาถึงแม้ว่าจะไม่เคยเลยก็ตามก็ดังขึ้น ผมจึงรีบล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อมองหน้าจอว่าใครโทรมา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่คุณพ่อของผม คนที่โทรมาคือพี่กิตติ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน วันนี้ผมต้องเข้าไปทำงานที่ร้าน แต่ตั้งแต่ที่ผมป่วยคราวนั้นพี่กิตติก็บอกว่าให้ผมเข้ามาทำงานเฉพาะวันจันทร์ - พฤหัสก็พอ เพราะเป็นห่วงสุขภาพและกลัวผมทำงานหนักจนล้มป่วย ดังนั้นผมเลยไม่รู้ว่าพี่กิตติโทรมาหาผมวันนี้ทำไม

แต่จะเพราะอะไรก็ช่าง เพราะว่าผมก็มีเรื่องที่จะคุยและรบกวนพี่กิตติอยู่พอดี...


.............................................
..............................
...............

“มาแล้วตะวัน โทษทีที่ปล่อยให้รอนาน พอดีฉันไลน์คุยกับเพลิงอยู่น่ะว่าตอนนี้กำลังไปโรงพยาบาลไหนกัน” คุณธารพูดขึ้น ซึ่งก็เป็นเวลาพอดีที่ผมพึ่งวางสายจากพี่กิตติ

“ไม่เป็นไรครับคุณธาร ผมไม่ได้รอนานขนาดนั้น”

“โอเค งั้นเรารีบไปกันเถอะ” พูดจบคุณธารก็เดินนำผมไปที่รถ เมื่อเราสองคนขึ้นไปนั่งในนั้นแล้ว คุณธารก็สตาร์ทและออกรถทันที

ระหว่างทางผมเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา บางทีก็ก้มหน้าไม่ก็มองกระจกข้างด้วยสีหน้าเศร้าๆ เพราะทั้งรู้สึกผิดและเป็นห่วงน้องวาที่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะถึงมือหมอรึยัง แล้วอาการเป็นยังไงบ้าง

“นี่...อย่าทำหน้าเศร้าสิตะวัน ยังไงวาก็ต้องปลอดภัยแน่นอน” คุณธารพูดขึ้นกับผมในระหว่างที่รถกำลังติดไฟแดง

เห็นคุณธารคอยปลอบผมตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ว่าคุณธารไม่ทุกข์ร้อนกับอาการของน้องวา แต่คุณธารเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นเอาไว้ แล้วปลอบใจผมที่กำลังเครียดและโทษตัวเองมากกว่า

“ครับ ผมก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน” ผมเชื่อว่าน้องวาต้องไม่เป็นอะไร แต่สำหรับคุณภูผาผมไม่มั่นใจเลยว่าตอนนี้จะคิดยังไงกับผม

บางทีคุณภูผาอาจจะเกลียดผมไปแล้วก็ได้...

ซึ่งก็เหมือนคุณธารจะรู้ความคิดนี้ เพราะอ่านสีหน้าของผมออก ดังนั้นคุณธารจึงเลื่อนมือข้างซ้ายมาลูบบ่าผมเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

“พี่ภูไม่มีทางเกลียดตะวันหรอกนะ แต่พี่ภูคงเป็นห่วงวามาก ก็นะ...เลี้ยงมากับมือตั้งแต่ไม่กี่เดือนเลยนี่นา เอาจริงๆ ฉันว่าพี่ภูคิดว่าวาเหมือนลูกมากกว่าน้องชายซะอีก” คุณธารพูดจบก็หัวเราะอย่างขบขัน แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับมองเห็นว่าแววตาของคุณธารดูขมขื่นสวนทางกับรอยยิ้ม

“ทำไมคุณธารถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ” ถ้าให้ผมเดาก็คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณแม่ล่ะมั้ง ซึ่งพอได้ฟังมันก็ใช่อย่างที่ผมคิดจริงๆ

“หลังจากแม่คลอดวาก็เอามาทิ้งให้ยายเลี้ยงเหมือนกับลูกทุกคน แต่ตอนนั้นยายกำลังป่วยอยู่ เพราะงั้นหน้าที่หลักในการเลี้ยงเลยเป็นพี่คนโตอย่างพี่ภูที่ตอนนั้นอยู่แค่ ป.6 ส่วนฉันเองก็ช่วยบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็อยู่แค่ ป.3 เองเลยทำอะไรไม่ได้มากน่ะ” คุณธารพูดถึงตรงนี้ก็หยุดไปเพราะไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวพอดี ซึ่งพอขับรถเข้าที่จึงได้เล่าเรื่องราวให้ผมฟังต่อ

“ช่วงนั้นพี่ภูเหนื่อยแค่ไหนฉันจำได้ดี การดูแลทุกคนในบ้านโดยเฉพาะเด็กทารกอย่างวาเป็นงานที่หนักมาก แต่ถึงอย่างนั้นพี่ภูก็ไม่เคยบ่นให้พวกเราฟัง ขนาดวันที่แอบหลับในห้องเรียน แถมยังลืมทำการบ้านจนโดนครูตียังแอบให้ยายทายาหม่องให้เลย...พี่ภูน่ะรักพวกเรามากจริงๆ” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตอนนี้คุณธารรู้สึกยังไงอยู่ เพราะขนาดผมที่เป็นคนฟังแต่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ยังอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“ตอนเด็กๆ พวกเราลำบากกันมาก พึ่งมาลืมตาอ้าปากได้ก็ตอนที่แม่ตายนั่นแหละ... หึ ใครจะไปเชื่อว่าแม่ที่แทบไม่เคยเลี้ยงพวกเราเลย กลับทำประกันไว้ให้ตั้ง 20 ล้าน เพราะงั้นฉันเลยคิดว่าลึกๆ แล้วแม่อาจจะรักพวกเรา 5 พี่น้องบ้างก็ได้ แต่ก็นะ...คนในบ้านไม่มีใครคิดเหมือนฉันเลยสักคน” มิน่าล่ะวันที่เจอกันครั้งแรกคุณธารเลยเป็นคนเดียวที่พูดปกป้องคุณแม่

แต่เรื่องที่น่าเศร้ากว่านั้นคือคุณยายที่เลี้ยงดูทุกคนมาด้วยความยากลำบาก ยังไม่ทันจะได้ใช้ชีวิตปั้นปลายอย่างสุขสบาย ก็ต้องเสียชีวิตตามคุณแม่ไปเพราะอาการป่วยซะก่อน

“จะว่าไปทำไมพูดถึงเรื่องวาอยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นดราม่าเรื่องครอบครัวไปได้ล่ะเนี่ย ไม่ไหวเลยนะฉัน เอาเป็นว่ากลับมาเรื่องวาต่อก็แล้วกัน เพราะพี่ภูเลี้ยงวามาตั้งแต่ยังเป็นทารกเลยรักเหมือนลูกในไส้ ยิ่งเมื่อ 3 ปีก่อนที่เกิดเรื่องแบบนั้น พี่ภูเลยยิ่งรัก ดูแลเอาใจใส่ และตามใจวามาตลอด เรียกได้ว่ามดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยล่ะ ดังนั้นพอเห็นวาเป็นแบบนี้พี่ภูก็คงจะเป็นกังวลเพราะห่วงวามาก บางทีอาจจะพูดจาไม่ดีก็อย่าคิดมากเลยนะตะวัน” ที่คุณธารพูดมาทั้งหมดผมก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมคุณภูผารวมถึงทุกคนถึงได้เป็นห่วงน้องวาขนาดนี้

แต่เรื่องที่ผมยังคาใจอยู่ก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องวาเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนั้นที่พฤกษ์บอกเรื่องนี้กับผม แต่พฤกษ์ก็ไม่ได้บอกเหตุผลซะด้วยเพราะเห็นว่าไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไหร่ เพราะงั้นผมเลยว่าจะถามเรื่องนี้กับคุณธาร แต่เราสองคนก็ดันมาถึงโรงพยาบาลซะก่อน ดังนั้นผมจึงต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้ แล้วรีบตามไปสมทบกับทุกคนที่หน้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งตอนนี้กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียดและเป็นกังวลกันอย่างมาก

“วาเป็นไงบ้างพี่ภู” คุณธารถามขึ้นเมื่อไปถึงหน้าห้องฉุกเฉิน ส่วนผมที่รู้สึกผิดอย่างมากจึงไม่กล้าถามอะไรทั้งนั้น เอาจริงๆ ผมแทบไม่กล้าสู้หน้าใครเลยด้วยซ้ำ

“ก่อนเข้าห้องฉุกเฉินอาการของวาแย่มาก คือพูดแทบไม่รู้เรื่อง หายใจแทบไม่ได้ ผื่นลมพิษก็ขึ้นเต็มตัว...พี่ไม่รู้ว่าอาการหนักขนาดนี้หมอจะรักษาวาทันรึเปล่า” ยิ่งพูดสีหน้าคุณภูผาก็ยิ่งเครียดหนัก ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก เพราะว่าผมทำหน้าที่แม่บ้านบกพร่องอย่างไม่น่าให้อภัย

“ผมขอโทษนะครับคุณภูผา ผมไม่รู้จริงๆ ว่าน้องวาแพ้กุ้ง”

“โอเค เรื่องนี้วาอาจจะผิดที่ไม่เคยบอกนาย แต่การที่นายอยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเดือน นายไม่เคยสังเกตเลยหรอว่าทำไมถึงไม่เคยมีใครกินกุ้งเลย นายเคยบอกฉันไม่ใช่หรอว่า หน้าที่ของแม่บ้านนอกจากทำงานบ้านแล้ว ยังต้องดูแลทุกคนภายในบ้านด้วย...นี่หรอที่นายบอกว่าดูแล? ถ้าหากวาเป็นอะไรขึ้นมานายจะรับผิดชอบยังไง?”

คุณภูผาจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาแข็งกร้าว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ขึ้นเสียงหรือตะคอกใส่ผมอย่างที่ทำใจเอาไว้ มิหนำซ้ำน้ำเสียงโดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ยังสั่นเล็กน้อยราวกับจะร้องไห้ออกมาอีกต่างหาก

ยิ่งเห็นคุณภูผาเป็นแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดและสะเทือนใจ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมตัดสินใจในสิ่งที่ลังเลมาตลอดหลังจากเกิดเรื่องได้อย่างทันที

“ผมขอโทษจริงๆ เรื่องนี้ผมเป็นคนผิดเองทั้งหมด เพราะงั้น...ผมจะรับผิดชอบโดยการลาออกครับคุณภูผา”

“ว่าไงนะ?” คุณภูผาถามขึ้นอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ส่วนคุณธาร พฤกษ์ และเพลิงก็อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็กรูเข้ามาหาผมอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ตะวันจะออกทำไม เรื่องที่เกิดขึ้นตะวันไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” พฤกษ์พูดขึ้น เพลิงที่ได้ยินแบบนี้เลยพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดสนับสนุน

“ใช่ ตะวันไม่ต้องออกหรอก อยู่เป็นแม่บ้านให้พวกเราต่อไปเถอะ”

“แต่ว่า...เราไม่มีหน้าทำงานต่อแล้วล่ะ เราจะกล้าสู้หน้าน้องวาได้ยังไง เราสะเพร่า ไม่รอบคอบ บกพร่องในหน้าที่ เราต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น” ผมรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ ผมทำเรื่องร้ายแรงขนาดนี้แล้วผมจะกล้าทำงานต่อได้ยังไง นี่ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าผมจะทำหน้าแบบไหนเมื่อเจอน้องวา

“ถ้าอย่างนั้นตะวันก็รับผิดชอบด้วยการทำอย่างอื่นก็ได้นี่นา การลาออกมันไม่ได้เป็นการรับผิดชอบอย่างเดียวสักหน่อย” ประโยคนี้คุณธารเป็นคนพูดขึ้น แต่ผมที่ตัดสินใจแล้วจึงตอบกลับไปอย่างไม่ลังเล

“จริงอยู่ครับว่าการลาออกมันไม่ได้เป็นหนทางเดียว แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าผมไม่มีหน้าไปสู้น้องวา หรือกล้ากลับwxทำงานที่บ้านหลังนั้นต่อแล้ว เพราะงั้น...”

“คิดจะหนีปัญหาสินะ”

“หา?” ผมไม่ค่อยได้ยินคำพูดเมื่อกี้เท่าไหร่ แต่ก็มั่นใจว่าคุณภูผาพูดกับผม เพราะตอนนี้สายตาคมกริบกำลังจ้องมาที่ใบหน้าของผมอยู่

“ฉันบอกว่า...นายกำลังคิดจะหนีปัญหาสินะ” คุณภูผาพูดอย่างช้าๆ และชัดถ้อยชัดคำ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจ จนเผลอจ้องตาคุณภูผากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ทั้งๆ ที่ปกติถ้าโดนแบบนี้ผมต้องก้มหน้าหลบตาไม่กล้าสู้หน้าไปแล้ว

“ผมไม่ได้คิดจะหนีปัญหานะครับ ผมตั้งใจจะรับผิดชอบจริงๆ”

“แน่ใจหรอ? แต่ฉันว่าไม่มั้ง ฉันว่านายแค่ตั้งใจจะชิ่งหนีปัญหามากกว่า…หึ! ทำเป็นบอกว่าไม่กล้าสู้หน้าวา แต่เอาจริงๆ คือกลัวได้จ่ายค่ารักษาหรือค่าทำขวัญต่างหากล่ะมั้ง” คุณภูผายิ้มหยัน สายตาดูถูกดูแคลนแบบนั้นมันทำให้ผมรู้สึกโมโหจนแทบควันออกหู

“ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะครับ! ผมไม่กล้าสู้หน้าน้องวาและตั้งใจจะรับผิดชอบจริงๆ! ส่วนค่ารักษาหรือค่าทำขวัญ ผมจะหาเงินมาชดใช้ครบทุกบาททุกสตางค์ให้เร็วที่สุด!”

ก่อนหน้านี้ผมได้ปรึกษากับพี่กิตติเรื่องการเปลี่ยนเวลามาทำงานทุกวัน พอเล่าปัญหาให้ฟังพี่กิตติก็ยินดีจะให้ผมนอนพักที่ร้านด้วยซ้ำ เพราะงั้นผมเลยมั่นใจว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างผมจะสามารถหามาคืนได้ในเวลาไม่นาน แต่ถึงอย่างนั้นคุณภูผาก็ไม่เชื่อใจในสิ่งที่ผมพูดเลยแม้แต่น้อย

“หึ! นั่นมันก็แค่ลมปาก มีอะไรมารับประกันได้หรอว่านายจะทำจริงอย่างที่พูด”

“ผมสาบานได้เลยครับว่าผมทำจริงอย่างที่พูดแน่นอน!”

“แต่ฉันไม่เชื่อ!” คุณภูผาใช้สายตาอันดุดันจ้องมองมาจนตัวผมแทบจะทะลุ จากนั้นก็ก้าวเดินเข้ามาประชิดตัวผม แล้วออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวกับผมว่า...

               “รับผิดชอบโดยการอยู่ดูแลวาจนกว่าจะหายซะ แล้วหลังจากนั้นถ้านายยังยืนยันที่จะลาออกก็เชิญตามสบาย!” คุณภูผาพูดจบก็เบี่ยงตัวเดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าของคุณภูผาก็ยังติดตาของผมอยู่ดี

               มันเป็นสายตาที่โกรธเกรี้ยว ผิดหวัง และไม่พอใจ จนผมรู้สึกได้ว่าคุณภูผาไม่อยากเห็นหน้าผมอีกต่อไปแล้ว ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมเจ็บปวดที่หัวใจราวกับว่ามีใครกำลังบีบมันเอาไว้ ก่อนที่น้ำตาของผมมันจะไหลรินลงมาเป็นทางอย่างไม่ขาดสาย

               คุณภูผาเกลียดผมแล้วจริงๆ แต่ผมจะไปโทษใครได้ ในเมื่อผมเป็นคนทำพังด้วยตัวเอง...

.........................................................
......................................
...................

               ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง คุณหมอก็ออกมาแจ้งว่าตอนนี้อาการของน้องวาดีขึ้นแล้ว แต่เนื่องจากน้องวาเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ดังนั้นคุณหมอเลยให้แอดมิท 1 คืนเพื่อดูอาการอย่างใกล้ชิด หากไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงช่วงสายๆ ก็สามารถกลับบ้านได้เลย

               หลังจากคุยกับคุณหมอเสร็จ ก็มีพยาบาลเดินนำพวกเราไปยังห้องพิเศษที่น้องวากำลังพักอยู่ โดยที่ตลอดเวลาไม่มีใครกล้าพูดหรือว่าส่งเสียงอะไรออกมา เพราะคุณภูผาได้แผ่บรรยากาศมาคุและอึมครึมด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ซึ่งก็เป็นมาตลอดหลังจากที่คุยกับผมและเดินหนีไปในตอนนั้น

               ผมไม่รู้ว่าบรรยากาศอันน่าอึดอัดแบบนี้จะยังคงอยู่อีกนานขนาดไหน บางทีอาจจะเป็นเรื่อยๆ จนกว่าผมจะออกจากบ้านหลังนี้ก็ได้

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น...

พอพวกเราทั้งหมดก้าวเท้าเข้าไปในห้องเท่านั้นแหละ น้องวาที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงก็ยิ้มแฉ่ง แล้วโบกมือทักทายพวกเราอย่างร่าเริงราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

               “ไงครับทุกคน ไม่ได้เจอตั้งหลายชั่วโมงคิดถึงจังเลย เนี่ย...ช่วงนี้ผมกำลังเบื่อห้องนอนที่บ้านอยู่พอดี ได้เปลี่ยนบรรยากาศมานอนที่อื่นแบบนี้มันดี๊ดีเนอะว่ามั้ยครับ”

               คำทักทายของน้องวาเล่นเอาพวกเราทุกคนยืนอึ้ง เพราะไม่คิดว่าคนป่วยใกล้ตายเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนจะลั้นลาร่าเริงได้ถึงขนาดนี้ นี่ถ้าสีหน้าของน้องวาไม่ซีด ตามเนื้อตัวไม่เห็นผื่นสีแดงจางๆ ส่วนใบหน้า ริมฝีปาก และลำคอก็ไม่บวมหน่อยๆ ผมคงคิดว่าน้องวาหายดีแล้วนะเนี่ย

               “ยังมีหน้ามายิ้มระรื่นอีกนะวา นอนโรงพยาบาลนี่มันดีที่ไหนกัน เฮ้ออออ...อย่าทำให้พี่เป็นห่วงมากนักจะได้มั้ย” ถึงจะทำเป็นดุ แต่คุณภูผาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจที่เห็นน้องวาปลอดภัย จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปสวมกอดน้องวาเอาไว้ทันที

               ส่วนคุณธาร พฤกษ์ และเพลิงที่เห็นอย่างนั้นก็รีบเดินเข้าไปสวมกอดน้องวาเช่นกัน ภาพของพี่น้องทั้ง 5 ที่กำลังกอดกันด้วยความรัก ทำเอาผมรู้สึกซาบซึ้งจนอดที่จะยิ้มและน้ำตาซึมออกมาไม่ได้

               ผมยืนอยู่ห่างๆ ปล่อยให้พี่น้องได้คุยกันเพราะไม่อยากเป็นส่วนเกิน จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพัก น้องวาที่เห็นผมยืนหลบอยู่ที่มุมห้องจึงได้ยิ้มให้แล้วทักทายผม

               “พี่ตะวันไปยืนทำอะไรตรงนั้นครับ ไม่คิดจะเข้ามากอดรับขวัญผมหน่อยหรอ”

พอได้ยินแบบนี้ผมก็อึกอักเพราะทำตัวไม่ถูก จึงได้หันไปมองที่คุณภูผาว่าจะห้ามผมมั้ย แต่คุณภูผาก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังขยับออกไปนั่งที่โซฟาเพราะให้พื้นที่กับผม ดังนั้นผมจึงได้เดินไปสวมกอดน้องวาที่อ้าแขนรออยู่สักพักแล้ว

               “พี่ขอโทษนะน้องวา” ผมพูดอย่างสำนึกผิด และเตรียมใจไว้แล้วว่าน้องวาจะต้องโกรธและโทษผม แต่นั่นมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้เลย

               “ไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ เรื่องนี้พี่ตะวันไม่ได้เป็นคนผิดสักหน่อย ผมสิที่เป็นคนผิดเพราะดันลืมบอกเรื่องที่แพ้กุ้งกับพี่ตะวัน ผมนึกว่าวันแรกที่เจอกันผมบอกเรื่องนี้พร้อมเรื่องของกินที่ชอบ-ไม่ชอบไปแล้ว” นอกจากน้องวาจะไม่โกรธผม ยังโทษว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตัวเองอีกต่างหาก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนผิดอยู่ดี

               “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พี่น่าจะเอะใจว่าทำไมบ้านนี้ถึงไม่มีใครกินกุ้งเลย ทั้งที่มันไม่ได้หากินยากแถมยังอร่อยอีกต่างหาก” พอผมพูดแบบนี้เพลิงเลยขัดขึ้นเพราะไม่เห็นด้วย

               “ไม่นะตะวัน คนที่เอะใจต้องเป็นไอ้วามากกว่า เห็นเทมปุระก็ต้องคิดแล้วว่าเป็นกุ้ง แต่นี่ดันกินเข้าไปเฉย”

               “นั่นสิ” พฤกษ์เห็นด้วย

               “พี่ก็ว่างั้น” คุณธารก็อีกคน น้องวาที่เห็นอย่างนั้นเลยทำปากจู๋ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อยๆ

“ง่า...ก็ผมนึกว่าผมบอกเรื่องนี้กับพี่ตะวันไปแล้วนี่ครับ ผมเลยไม่คิดว่าในนั้นมันจะมีกุ้งอ่า”

“ไม่ต้องมาอ้างเลย แกมันตะกละอยากกินของอร่อยคนเดียวล่ะสิ” พูดจบเพลิงก็เขกกะโหลกวาด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็เขกแค่เบาๆ ไม่ได้รุนแรง ถึงอย่างนั้นน้องวากลับเล่นใหญ่ร้องโอดครวญซะเสียงดัง

“โอ๊ยยยยยย ใจร้ายยยยยย นี่ผมป่วยอยู่นะพี่เพลิง!”

“ไม่ต้องมาสำออย จ้อไม่หยุดขนาดนี้แกอย่ามาอ้างเลยว่าป่วย จริงปะไอ้พฤกษ์?” เพลิงหันไปถามความเห็นของพฤกษ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เออ คนป่วยอะไรพูดเป็นต่อยหอยขนาดนี้” สมแล้วที่เป็นแฝดกัน เพราะเข้ากันได้อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยจริงๆ คู่นี้

“พี่พฤกษ์พี่เพลิงใจร้าย! ง่ะ พี่ธารก็อย่าหัวเราะไปด้วยสิครับ!” น้องวาพองลมที่แก้มอย่างขัดใจเพราะถูกพวกพี่ๆ แกล้ง ดังนั้นผมที่เป็นคนเดียวที่อยู่ตรงนี้ เลยถูกน้องวากอดแขนเอาไว้แล้วอ้อนให้มาเป็นพวก

“พี่ตะวันดูพี่ใจร้ายพวกนี้สิครับ ผมป่วยอยู่แท้ๆ ยังแกล้งกันได้ลงคอ หวังว่าพี่ตะวันคงจะไม่ร่วมวงแกล้งผมไปด้วยคนหรอกนะครับ” น้องวาช้อนตาปริบๆ ขึ้นมามอง ผมเลยยิ้มให้บางๆ ก่อนจะลูบศีรษะเล็กๆ ด้วยความอ่อนโยน

“พี่ไม่แกล้งน้องวาแน่นอน แล้วพี่ก็จะดูแลน้องวาเป็นอย่างดีจนกว่าจะหายด้วยนะ”

“เย่! พี่ตะวันใจดีที่สุดในโลกเลย!” น้องวาชูกำปั้นขึ้นอย่างดีใจ จากนั้นก็เอียงใบหน้ามาซบลงที่แขนของผมแล้วถูไปมา

ผมที่เห็นอย่างนั้นเลยไม่กล้าพูดออกไปว่า หลังจากที่น้องวาหายดีผมจะลาออกตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ เพราะถึงน้องวาจะไม่โกรธ แต่ผมก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองอยู่ดี ซึ่งผมก็คิดว่าคุณภูผาน่าจะยินดีและพอใจ ที่คนก่อปัญหาอย่างผมจะออกจากบ้านไปได้สักที...

คืนนี้พวกเราทุกคนตัดสินใจอยู่เฝ้าน้องวาเพราะไม่มีใครอยากกลับบ้าน ซึ่งนอนหลับบ้างไม่หลับบ้าง เนื่องจากแต่ละคนต้องนั่งหลับกันบนเก้าอี้ไม่ก็โซฟา มีแค่เพลิงคนเดียวที่นอนราบไปกับพื้นแล้วใช้แขนหนุนแทนหมอน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการนอนแต่อย่างใด แถมดูเหมือนว่าจะนอนสบายกว่าใครเพื่อนอีกต่างหาก...ช่างเป็นคนที่อยู่ง่ายนอนง่ายซะจริง

หลังจากนั้นช่วงสายๆ เมื่อไม่มีอะไรแล้วคุณหมอก็อนุญาตให้น้องวากลับบ้านได้ โดยพวกผมยกเว้นคุณภูผาจะกลับบ้านกันก่อน เพราะคุณภูผาต้องเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลแล้วก็จะเลยไปทำธุระต่อ จะกลับมาอีกทีก็ช่วงค่ำๆ ไม่ก็ดึกๆ ดังนั้นตลอดทั้งวันจึงไม่ต้องให้ผมทำกับข้าวเผื่อ

ตอนแรกผมก็รู้สึกแปลกใจนิดๆ เพราะปกติคุณภูผาจะเป็นคนติดบ้านมาก วันๆ เอาแต่ทำงานในห้องแทบจะไม่ออกไปไหนแท้ๆ ถึงจะมีธุระจริงๆ ก็ออกไปแค่ 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่เคยหายไปทั้งวันขนาดนี้

แต่พอหลังจากนั้นเกือบทั้งอาทิตย์คุณภูผาก็หายไปทั้งวัน แถมกลับมาตอนดึกๆ ก็ไม่พูดไม่จาและหน้าหงิกงอใส่ผมอยู่ตลอด ผมจึงเข้าใจได้ว่าคุณภูผาคงเกลียดผมมากและไม่อยากเจอหน้าผมอีกต่อไปแล้ว

แต่นั่นก็ดีแล้วล่ะ เพราะมันทำให้ผมสามารถตัดใจออกไปจากบ้านหลังนี้ได้อย่างง่ายดาย และผมก็จะได้ตัดใจจากคุณภูผาได้โดยไม่มีลังเล

ผมใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีที่สุด ทั้งเรื่องงานบ้านและเรื่องดูแลทุกคนโดยเฉพาะน้องวา ซึ่งทุกคนก็ดูมีความสุขกันมาก อาจเพราะไม่มีใครเอะใจเลยก็ได้ว่าผมจะออกจากบ้านไปจริงๆ ดังนั้นเลยไม่มีใครคอยจับตามองผม พอตกกลางคืนก็แยกย้ายกันกลับเข้าไปนอนในห้องอย่างสบายใจ

จนกระทั่งวันนี้ซึ่งเป็นวันศุกร์ ผมไม่มีเรียนและอยู่บ้านคนเดียวเลยสามารถเก็บเสื้อผ้าและข้าวของได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องระมัดระวังอะไร เสร็จแล้วผมก็ไปทำงานบ้านทุกอย่าง โดยไล่เช็คห้องของแต่ละคนเลยว่าสะอาดเรียบร้อยดีมั้ย เพราะถึงจะเป็นวันสุดท้ายแต่ผมก็อยากให้ทุกอย่างออกมาดีไม่มีขาดตกบกพร่อง

จากนั้นผมก็ไปทำอาหารเย็นเพื่อที่จะได้กินร่วมกันกับทุกคนเป็นมื้อสุดท้าย ผมทำอาหารที่ทุกคนชอบอย่างตั้งใจและสุดฝีมือ ซึ่งผมก็หวังว่ามื้อสุดท้ายคุณภูผาจะได้มานั่งกินด้วย แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะคุณภูผาก็ยังคงไม่กลับมากินข้าวเย็นเหมือนเคย

หลังจากกินข้าวเย็นกันเสร็จเรียบร้อย คุณธารกับเพลิงก็ออกไปเปิดหูเปิดตานอกบ้าน ส่วนพฤกษ์กับวาก็นั่งดูทีวีและอยู่คุยเล่นกับผมต่อ จนกระทั่งใกล้จะได้เวลานอนทั้ง 2 คนจึงขอตัวแยกย้ายขึ้นไปบนห้อง

ทางสะดวกแล้วสินะ

ผมเดินเข้าไปในห้องแล้วเอากระเป๋าเสื้อผ้ากับถุงหนังสือที่แอบซ่อนไว้ออกมา จากนั้นก็เขียนจดหมายเพื่อขอบคุณและบอกลาทุกคน เสร็จแล้วก็วางเอาไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือข้างๆ หัวเตียง ก่อนที่ผมจะสะพายกระเป๋าและหิ้วถุงหนังสือเดินออกมา

รู้สึกใจหายนิดๆ แฮะ

ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวบ้าน เวลาเดือนกว่าๆ ที่อยู่ที่นี่ ถึงแม้มันจะสั้นแต่ผมก็รู้สึกผูกพันกับทุกคนราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน ประสบการณ์และความทรงจำตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ผมจะจดจำและเก็บมันเอาไว้ในใจราวกับสิ่งล้ำค่าไม่รู้ลืม...

“ลาก่อนนะทุกคน” ผมบอกลาด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ จากนั้นจึงใช้นิ้วมือปาดน้ำตาที่มันซึมออกมา ก่อนที่จะรีบเดินออกไปจากบ้านเพราะกลัวน้ำตามันจะไหลออกมาจริงๆ

ผมตั้งใจว่าจะเดินไปขึ้นแท็กซี่ที่หน้าปากซอย เพื่อไปยังร้านของพี่กิตติที่เอื้อเฟื้อที่นอนให้ผม

แต่ถึงอย่างนั้น...

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ไปไหน แค่พอผมเปิดประตูรั้วออกไป ผมก็เจอกับคุณภูผายืนกอดอกรออยู่ด้วยใบหน้าอันบูดบึ้งซะแล้ว!

“คะ...คะ...คะ...คุณภูผา!” สาบานเลยว่าถึงแม้จะเห็นผี แต่ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะตกใจได้ถึงขนาดนี้เลยจริงๆ

“ใช่ฉันเอง...หึ! กะเอาไว้แล้วว่านายต้องแอบหนีไปสักวัน ไม่เสียแรงจริงๆ ที่อุตส่าห์อดหลับอดนอนมาดักเฝ้านายทุกคืน”

หา? อดหลับอดนอนมาดักเฝ้าผมทุกคืน!

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า...ตลอดหลายวันที่ผ่านมาคุณภูผาไม่ได้ไปไหน แต่มาดักรอผมอยู่ที่หน้าบ้านเนี่ยนะ!

2BC

สวัสดีค่ะทุกคน หัวใจชิงรักตอนที่ 9 ก็จบลงไปเรียบร้อยแล้วน้า จบไปพร้อมกับความค้างคาเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะอยากปาโทรศัพท์ทิ้งหรือว่าด่ากราดเค้าเพราะอยากอ่านต่อมากๆเลยใช่ม้า ซึ่งก็รอกันไม่นานหรอกนะคะ วันอาทิตย์ได้อ่านกันแน่นอนค่าที่ร้าก ​ช่วงนี้เรื่องราวเริ่มเข้มข้นและกำลังมาม่าได้ที่ หน่วงนิด ขมหน่อยมันก็เป็นสีสันให้ชีวิตดีเนอะ แต่เราเชื่อว่าหลายๆคนคงจะไม่ชอบแบบนี้หรอก คงจะอยากอ่านหวานๆมากกว่าใช่ม้า เพราะงั้นก็ต้องมาลุ้นให้ภูผากับตะวันเข้าใจกันสักทีนะคะ ไม่แน่น้าอาจจะเป็นตอนหน้านี้ก็ได้ คนปากร้ายปากหนักอย่างที่ภูอาจจะเป็นคนง้อตะวันก็ได้เนอะใครจะไปรู้ เพราะถ้าอยากให้ไปจริงๆคงไม่มาดักรอหน้าบ้านทุกวันทั้งอาทิตย์ขนาดนี้หรอกใช่ม้า ยังไงทีมตะวันก็อย่าเกลียดพี่ภูหรือว่าเกลียดให้น้อยลงหน่อยก็ดีน้า 

เนี่ยพี่แกขึ้นเท่นพระเอกที่ถูกด่ามากที่สุดแล้วนะรู้มั้ย 55555555 ก่อนลากันตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่เข้ามาอ่านและคอมเมนท์ให้เรา _/\_ ทุกคนคือกำลังใจของเราจริงๆค่า รักทุกคนมากๆเลยน้า แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ บ๊ายบายยย จุ๊บบบบบ

​(10 ส.ค. 60) 

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}