Butterfly 8ffect

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : White Lily :: Five :: 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 56

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2560 15:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
White Lily :: Five :: 100%
แบบอักษร

** **

White Lily

:: Five ::

               "โอเค จัดการตามที่คุณบอกเลย ขอบคุณมาก อืม ฝากด้วย" คริสพูดกับปลายสายด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ชัดถ้อยชัดคำเหมือนเคย ตอนนี้ภายในจิตใจเขามันว้าวุ่นและมีเรื่องให้คิดมากมายหลายอย่าง

            อย่างแรก เมื่อคืนฝนตกหนักและมีฟ้าฝ่าหลายหน ซึ่งจุดที่รองรับแรงมหาศาลของสายฟ้าไม่ใช่ที่ไหนไกลเลยนอกเขตโรงงานที่1 มีต้นไม้จากหนึ่งโซนที่จะตัดในปีหน้าเสียหายเกือบทั้งหมดเพราะฟ้าผ่า

            เหตุการณ์เมื่อคืนนี้ทำให้สกุลอู๋เสียหายไปจำนวนมาก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้อู๋ อี้ฟานรู้สึกเป็นกังวลมากที่สุดในยามนี้

            "ฮึก .." เสียงสะอื้นไห้ไม่ได้มากจากที่ไหนเลยนอกจากเก้าอี้ตรงหน้าตัวเอง คนที่สง่างามเสมอกำลังนั่งกำมือตัวเองจนแน่น ร้องไห้หนักจนสะอื้นอยู่บนรถเข็นของเธอ อี้เฟยรู้เรื่องทุกอย่างในเวลาใกล้เคียงกับคริส

            ได้ทันเห็นสภาพของอี้ชิงก่อนที่แม่บ้านจะแต่งตัวให้ใหม่และคริสอุ้มมาเพื่อส่งโรงพยาบาล

            อี้เฟยเห็นและรับรู้ทุกอย่างได้โดยง่าย อย่างน้อยถ้าพี่สาวของตนจิกหัวคริสโขกพื้นระบายความโกรธหรือตีด้วยท่อนไม้คริสคงรู้สึกดีกว่านี้ แต่อี้เฟยไม่ทำแบบนั้น เธอเพียงแค่ตบหน้าน้องชายหนึ่งครั้งและไม่พูดอะไรอีก ตลอดเวลาที่รอก็แค่ร้องไห้

            เสียงร้องไห้จากพี่สาวที่แสนเข้มแข็งในวันที่คริสกระทำผิดมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะจมหายลงไปในโซฟา มีเพียงความเงียบที่กัดกินให้ความรู้สึกผิดกร่อนลึกลงมาในใจเขา

            คริสจดจำได้แล้วแม้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าตนทำอะไรลงไป จากสภาพและทุกอย่างที่ได้เห็น คริสรู้ว่าสาเหตุคือเขาอย่างแน่นอน

            เนื้อตัวอี้ชิงที่แดงช้ำ พิษไข้สูงจนร่างกายขาวผอมร้อนจัดไม่ได้สติจนต้องนำส่งโรงพยาบาล

            ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะการกระทำของเขาทั้งสิ้น

            "อืออ" เสียงแหบแผ่วที่ครางขึ้นมาทำให้อี้เฟยรีบเข็นรถเข็นไปข้างเตียงของอี้ชิง คริสยันตัวลุกขึ้นทันทีเช่นกันแต่ไม่กล้าก้าวขาออกไป ได้ยืนเคว้งอยู่กลางห้องพักคนไข้

            "อี้ชิง อี้ชิงเป็นยังไงบ้าง ไหวไหม ฮึก พี่ขอโทษนะอี้ชิง" อี้เฟยเสียงสั่นเครือ ห้ามน้ำตาตัวเองไม่อยู่อีกหน อี้ชิงกระพริบเปลือกตาที่ปวดบวมหลายครั้งอย่างไม่คุ้นชิน หูของเขาก็กำลังปรับตัว

            อี้ชิงตะหนักได้ว่าเขากำลังป่วยหนักในวินาทีนั้น เพราะทั้งตากฝนตลอดคืนและตากแดดจ้าอีกหลายชั่วโมงด้วยร่างกายที่ถูกทารุณจนแตกยับ

            การป่วยไข้หนักนี้ไม่คุ้นชินสำหรับอี้ชิงเลย เพราะตั้งแต่จำความได้ อี้ชิงไม่เคยป่วยหนัก มากที่สุดคือเป็นไข้พร้อมพี่น้องคนอื่น เขาหายในหนึ่งวัน แต่พี่น้องของเขานอนซมกันอย่างต่ำสามวันจนเขาต้องเป็นฝ่ายดูแล

            นี่เป็นครั้งแรกที่อี้ชิงป่วยหนักจนหมดสติและตื่นอีกหนในโรงพยาบาล

            "อี้ชิง ดื่มน้ำก่อนนะ ฮึก ดื่มน้ำนะ" อี้ชิงหันไปมองอี้เฟยที่ร้องไห้หนักจนตาและปลายจมูกแดงช้ำ เธอปรับเตียงให้อี้ชิงด้วยเครื่องควบคุมข้างเตียงจนร่างน้อยอยู่ในท่าทีกึ่งนั่งทั้งที่ไม่ได้ขยับตัว มือผอมยืนแก้วน้ำกับหลอดมาให้ อี้ชิงเอื้อมรับน้ำมาดื่มแม้จะไม่ได้รู้สึกหิวน้ำมากนัก

            "ขอบคุณครับพี่อี้เฟย" เสียงแหบแห้งที่พูดประโยคแรกหลับมาทำให้อี้เฟยร้องไห้หนักกว่าเดิม มือสั่นเทาวางแก้วน้ำที่ถูกดูดไปเล็กน้อยที่ข้างโต๊ะ

            "เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับอี้ชิงพี่รู้ว่ามันแย่มาก ๆ แต่อี้ชิงพี่ขอโทษ ขอโทษแทนน้องชายเลว ๆ ของพี่ อี้ชิง ฮึก อี้ชิง" อี้เฟยละล่ำละลักบอกรัวเร็ว เธอกลัวไปหมดแล้ว โรงงานที่1ที่ถูกฟ้าฝ่าเมื่อคืนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ที่เธอกลัวกว่านั้นคืออี้ชิงจะเจ็บหนักจนเป็นอะไรไป เรื่องมันแย่แค่ไหนใครบ้างไม่เห็น ไม่ถึงสิบวันที่อี้ชิงมาอยู่สกุลอู๋ก็ถูกทำเรื่องแย่ขนาดนี้แล้ว

            "...." อี้ชิงไม่ได้ตอบอี้เฟย แต่ยิ้มจาง ๆ มอบให้จนเห็นลักยิ้มตื้นเขินเล็ก ๆ บนใบหน้าซีดเซียว มือน้อยบีบตอบกลับมือของอี้เฟยเท่านั้น อี้เฟยพูดไม่ออกได้แต่ร้องไห้ออกมา ตาโตของอี้ชิงขยับเชื่องช้าและไปหยุดที่มุมห้อง

ผู้ชายคนนั้นอยู่ในห้องนี้ด้วย ยืนอยู่ตรงนั้น

            "พี่อี้เฟย ผมขออยู่กับอี้ชิงตามลำพังได้ไหม" ในที่สุดเสียงทุ้มหนักก็เอ่ยขึ้นมา อี้เฟยปาดน้ำตามองไปที่น้องชาย เธอคว้ากล่องทิชชู่สานจากไม้ไผ่สีอ่อนขว้างใส่น้องชายเต็มแรง

            "แกยังคิดว่าฉันจะไว้ใจให้แกอยู่ตามลำพังกับอี้ชิงอีกเหรอ เด็กเลว" อี้เฟยกร่นด่าเสียงขมขื่น คริสยังคงยืนนิ่ง

            "ผมขอ พี่อี้เฟย" คริสเอ่ยย้ำอีกครั้ง อี้เฟยหันไปมองหน้าของผู้ที่ได้รับผลจากเรื่องนี้มากที่สุด สีหน้าของอี้ชิงเรียบนิ่ง พยักหน้าเล็กน้อยให้อี้เฟย

            "พี่อี้เฟยไปล้างหน้าล้างตา หาอะไรเย็น ๆ ดื่มนะครับ ผมไม่เป็นไร" อี้ชิงยิ้มจาง ๆ ยามที่บอก อี้เฟยรู้ดีว่าถึงจุดนี้เธอเป็นเพียงคนนอก จึงทำได้เพียงบีบมือสวยของอี้ชิงจนแน่น

            "มีอะไรกดปุ่มเรียกพยาบาลได้เลยนะ เขาพร้อมจะลากทุกคนออกจากห้องให้อี้ชิง" ทุกคนนั้นหมายถึงแค่คนคนเดียวที่อี้เฟยหมายถึง คนที่เธออยากจะเข็นรถไปทับเท้าให้เจ็บหนักโอดโอยก่อนจะออกจากห้องถ้าไม่ติดว่านั่นคือน้องชายของเธอเอง

            "....." พอไร้เสียงสะอื้นไห้ของอี้เฟยในห้องผู้ป่วยนี้เงียบสนิทไปในทันที อี้ชิงยังคงนั่งอยู่ท่าเดิม สายตาเย็นนิ่งสงบอย่างเคยมองเข็มน้ำเกลือที่ทิ่มอยู่หลังมือตนเองราวกับไม่เคยพบเห็น

            อี้ชิงที่ขาวอยู่แต่เดิมแล้วยามนี้ขาวซีด และมีรอยแผลหลายรอยประปรายอยู่ตามผิวเนื้อให้ได้เห็นในชุดคนไข้

            คริสขบบดปากตัวเองจนแน่น เขาทั้งมีหลายคำที่อยากพูดและทั้งรู้สึกว่าไม่ควรจะพูดมันออกไป ในที่สุดเขาเลือกจะทำลายความอึดอัดนั้นโดยก้าวเข้ามาใกล้เตียงอี้ชิงมากขึ้น

            แต่กลับยิ่งอึดอัดมากกว่าเดิม

            "..." สายตาเยือกเย็นช้อนมองมาที่เขาตรงนิ่ง เมื่อเหลืออีกสองก้าวคริสจะถึงเตียงของอี้ชิง และคริสรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แผ่ออกมาว่าเขาควรหยุดอยู่ตรงนี้

            คริสรู้สึกยามที่ยืนเคว้างคว้างอยู่กลางห้องนี้เอง ว่าตัวสูงโย่งและแขนขายาวของเขามันเก้งก้างแค่ไหน

            "อี้ชิง.." ท่ามกลางความเงียบกริบจนได้ยินเสียงหายใจและเสียงน้ำเกลือหยดลงมา คริสก็เปิดปากเรียกชื่อของอี้ชิง เจ้าของชื่อไม่ได้มองตรงมา สีหน้าเรียบนิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

            "อี้ชิง ฉ.. ฉันขอโทษ เมื่อคืน เมื่อคืนนี้ฉันไม่มีสติ ฉันเป็นบ้า ฉัน..." คริสพูดคำว่าไม่ได้ตั้งใจไม่ออก เพราะแม้เขาจะทำทีเป็นลืมไปแต่แท้จริงแล้วเขาก็จำได้ จำความคิดชั่ว ๆ ตอนที่ตัดสินใจทำลงไปได้หลายอย่าง มีหลายส่วนในมโนคิดที่คริสตั้งใจที่จะทำลายลิลลี่ให้แหลกคามือตัวเอง ถึงเมื่อเช้าเขาจะลืมหลายอย่างเพราะความเมาค้างจากพิษสุรา แต่การกระทำเมื่อคืนนี้เกิดจากตัวเขาเอง เกิดจากการสาดเทโทสะของตนใส่อี้ชิง

            ระบายความฉุนเฉียวลงที่กายมนุษย์แทนเครื่องเรือนไร้ชีวิตอย่างทุกที

            "ฉันสาบานว่าฉันไม่ได้อยากให้นายเจ็บขนาดนี้ ฉ ฉัน ขอโทษอี้ชิง" คริสเค้นทุกคำพูดออกมาจากร่างกายตัวเองอย่างยากเย็นเพราะใจมันหนักไปหมด

            ตาคมจ้องมองร่างตรงหน้าตน อี้ชิงยังคงนิ่งฟังไม่หือไม่อือตอบกลับมาสักนิด มีเพียงสีหน้าที่เปลี่ยนเพียงเล็กน้อยและกลับมานิ่งสงบเหมือนเดิม เพียงแค่ไม่มีรอยยิ้มบาง ๆ แสนชินตานั้นประดับอยู่อีกแล้ว

            "...." ความนิ่งเงียบใจเย็นของอี้ชิงตอนนี้เหมือนสุมไฟลงมาในอกของคริส เพราะเขาไม่อาจรู้หรือคาดเดาสิ่งใดได้เลย จากท่าทีของคนตรงหน้า

            ไม่รู้ว่าถูกโกรธเคืองมากแค่ไหนเสียด้วยซ้ำ

            "อี้ชิง พูดกับฉันเถอะ ได้โปรด ได้โปรดพูดกับฉัน" คริสร้องขึ้นอย่างร้อนใจ ตนแทบจะคุกเข่าลงตรงนี้ ลิลลี่สีขาวแสนสวยที่ยามนี้แปดเปื้อนบอบช้ำด้วยน้ำมือของคริสยังนิ่งงัน

            "ด่าฉันเถอะอี้ชิง นายจะหยิบของใกล้มือนายปาใส่ฉันอย่างที่พี่เฟยทำก็ได้ พูดกับฉันได้ไหม อย่างน้อยก็พูดสักคำ อี้ชิง" คริสยังคงร้องตื๊อ

            "ได้โปรด อี้ชิง..." ความร้อนใจทำให้คริสเยื้องเท้าเพื่อจะก้าวเข้ามาใกล้

            "โปรดยืนอยู่ตรงนั้น" ประโยคแรกที่อี้ชิงพูดออกมากับคริสยังติดแหบอยู่เล็กน้อย คริสยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนถูกสาป แก้วตาสวยที่นิ่งราวกลับทะเลที่คลื่นนิ่งสงบที่สุดมองมาที่คริส

            "คุณอยากฟังคำว่าอะไรเหรอครับ" อี้ชิงเอ่ยถามคำถามที่คริสตอบไม่ได้เช่นกัน เขาไม่รู้ว่าหลังเรื่องเลวร้ายที่เขาทำลงไป คนอย่างเขาสาสมกับคำแบบไหน

            "ฉัน ฉันไม่รู้ ด่าฉันก็ได้อี้ชิง" คริสเอ่ยขึ้นเพื่อสานต่อบทสนทนา

            "ด่าแล้วได้อะไรเหรอครับ"

            "อี้ชิง... นายไม่พูดอะไรเลย มัน มัน...ยิ่งแย่นะ"  คริสรู้สึกได้ว่าเสียงของตนสั่น เขาร้อนไปทั้งอกเพราะความอึดอัด ยิ่งอี้ชิงนิ่ง คริสยิ่งรู้สึกว่าตนแทบมอดไหม้ให้กับไฟในใจตัวเอง

            "ทำไมถึงได้อยากฟังอะไรจากผมนักในตอนนี้ล่ะครับ"

            "...เพราะฉัน" คริสพูดไม่ออก เขาไม่มีเหตุผลใดที่ดีพอเลย

"อยากได้ยินเสียงของนาย" พึมพำแผ่วพร่าออกมา อี้ชิงกดยิ้มมุมปาก หากแต่คราวนี้มันไม่ได้เย็นชื่นใจ แต่ดูเย้ยหยันขมขื่นเหลือทน

            "อยากฟังเหรอครับ งั้นผมควรพูดอะไรดี" สีหน้าเรียบนิ่งของอี้ชิงกร่อนลงดวงตาเห่อแดงมากขึ้น

            "ที่จริงผมรอฟังมากกว่า ผมรอฟังคำขอโทษที่ต่อว่าครอบครัวของผมจากคุณ แต่คุณไม่พูดมันเลยสักนิด เพราะคุณคิดไม่ได้ด้วยซ้ำว่าที่คุณพูดออกมามันแย่แค่ไหน" น้ำเสียงของอี้ชิงเต็มไปด้วยความขมขื่น คริสงับปากฉับราวกับถูกเย็บปาก และเหมือนกลืนเข็มพวกนั้นลงไปในคอด้วย

            "ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบบ้านของผม ไม่ชอบพวกเรา คุณมองว่าเสียเงินไปจำนวนมากอย่างไร้สาระเพื่อแลกมากับแค่ผม กับแค่ลิลลี่จากบ้านหลังหนึ่งที่เป็นซ่อง ใช่ ผมถูกแลกกับเงินของคุณเพื่อมาหลับนอนและมีลูกให้คุณ ..คุณคงคิดว่ามันช่างง่ายแสนง่าย สกุลหยินแค่มีลูกชายแล้วก็รอขาย" น้ำตาหยดจากขอบตาของอี้ชิง แต่ไร้เสียงสะอื้น

            "ผมไม่ได้ขอให้คุณเชื่ออะไรในครอบครัวหรือตัวผมเลย นอกจากการเคารพกันในฐานะที่มนุษย์จะทำต่อกัน ขอแค่อย่าดูถูกเหยียดหยาม แต่ผมก็เห็นแล้วล่ะ ว่าคุณดูถูกสกุลหยินไว้ต่ำมากแค่ไหน ที่คุณทำกับผมเมื่อคืนไม่ใช่เพราะว่าคุณเกลียดผม แต่เพราะว่าคุณไม่มองว่าผมมีค่าความเป็นมนุษย์เท่ากับคุณ"

            "....." คริสเถียงไม่ออก เพราะแม้ไม่อยากยอมรับ แต่อี้ชิงพูดได้ถูกต้องเสียจนคริสรู้สึกหน้าม้าน 

             "คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีความสุข สนุกและง่ายดายเหรอ นายแม่กับคุณแม่ทำทุกอย่างเพื่อรักษาสกุลหยินไว้ แลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมัน ผมกับน้องอีกหกคนถูกฝึกสารพัดอย่างตั้งแต่เด็ก มันทั้งเหนื่อย ทั้งยาก แต่เราทำเพราะสกุลหยิน ตั้งแต่เกิดมาผมกับน้อง ๆ ถูกเลี้ยงเพื่อโตขึ้นไปเป็นเมียผู้ชายสักคน ถูกสอนว่าต้องรักเขามากที่สุด ต้องมอบความรักให้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร นิสัยเป็นยังไง จะดีเลวยังไง" ตาโตที่เคลือบน้ำตาไว้จาง ๆ ของอี้ชิงจ้องมองหน้าของคริส

            "ไม่รู้เลยว่าเขาจะนิสัยแบบคุณ" มือน้อยยกขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเอง

            "ผมถูกสอนมาให้รัก ผมเคยคิดว่ามันคงไม่ยาก การมอบความรักแบบที่ถูกคาดหวังมาตลอด แต่รู้ไหมคุณอู๋ อี้ฟาน คุณทำให้มันยาก" คริสเห็นความเจ็บปวดในแววตานั้น

            "คุณทำให้ผมทำหน้าที่ของบุตรชายสกุลหยินยากขึ้น"

            "อี้ชิง... ฉัน"

            "แต่คุณรู้ไหมอะไรทำให้ผมรู้สึกแย่ที่สุดกับเรื่องที่คุณทำ แม่ของผมบอกว่าร่างกายของผมคือของขวัญจากสวรรค์ ผมเป็นคนที่ไม่เคยป่วยหนัก ไม่ว่าจะเป็นแผลอะไรมันก็จะหายเร็วกว่าคนอื่นมาก ผมคิดว่าผมใจเย็นมากแล้ว และเรื่องที่คุณด่าทอบ้านของเรา ไม่มีน้องคนไหนทนได้แน่”

            "....."

            "เมื่อคืนคุณ...ทำเรื่องเลวร้ายกับผม คุณมัดผมทิ้งไว้กลางสายฝน ทิ้งให้ผมตากแดด อย่างไม่สนใจเลยสักนิด" 

            "...."

            "ตอนนี้ผมป่วยหนักที่สุดในชีวิต แต่ถ้าเป็นพี่น้องของผมคนอื่นตอนนี้คุณคงยืนอยู่หน้าห้องดับจิตหรือไม่ก็ไอซียู"   อี้ชิงกัดฟันจนแน่นแต่ก็ยังคงหลุดเสียงสั่นสะอื้นออกมา มือน้อยจิกผ้าห่มบนตักตัวเองเต็มแรง

            "เพราะเป็นผม ต่อให้คุณทำร้ายมากไหน ผมก็คงไม่ตายคามือคุณง่าย ๆ นี่เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกดี ที่คุณเป็นคนเลือกลิลลี่มา"

            “.....”

“....”

“ฉันรู้ ตอนนี้นายคงเกลียดฉันมาก"

            "คุณไม่รู้หรอกครับ" อี้ชิงเอ่ยเสียงขื่น ใช้ฝ่ามือต้อนเช็ดน้ำตาออกจากหน้าตัวเองให้มากที่สุด

            คริสรู้สึกเหมือนกำลังกลืนของร้อนและตะปูนับพันลงไปในคอ มันตื้อตึงและเจ็บแปลบอยู่ในอก ตอนนี้เป็นคริสเสียเองที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมา

            แม้แต่คำว่าขอโทษตอนนี้ก็เหมือนคมมีดที่ขวางอยู่กลางอกเขาจนเจ็บยอกไปหมด     

            "แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอกนะ ผมจะไม่กลับไปสกุลหยิน จะไม่บอกนายแม่กับคุณแม่เรื่องนี้ ผมรู้ดีว่าหน้าที่ของผมคืออะไร สกุลอู๋เสียเงินไปจำนวนมากเพื่ออะไร ผมจะเป็นแม่ของลูกคุณ จะอยู่ตรงนั้นเลี้ยงดูลูกหลานของสกุลอู๋อย่างดีที่สุดตามที่บุตรชายสกุลหยินควรทำ" อี้ชิงบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบตามเดิม แม้จะยังแดงจัดและเปียกชื้นแต่ยามนี้สีหน้าของอี้ชิงกลับมาเรียบนิ่งเช่นเคย

            "แล้วความรู้สึกของนายล่ะอี้ชิง ให้ฉันทำอะไรเพื่อชดใช้ให้นายได้บ้าง"

            อี้ชิงเอนแผ่นหลังแนบชิดกับเตียงนิ่ม ดวงตาเรียบนิ่งราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้มองมาที่คริส

            "ไม่เป็นไรหรอกครับ ตอนนี้มันไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว"

            คำตอบบางเบาจากน้ำเสียงเดิม แต่มันกลับบาดลึกราวคมมีดสำหรับคนฟัง

            คริสได้ลงมือทำลายสิ่งที่ตนชื่นชอบไปแล้ว

            และมันแหลกสลายย่อยยับจนเกินกว่าจะมีมนต์วิเศษใดเยียวยาได้

            แม้แต่โชคดีจากสกุลหยินที่ตนไม่เคยนึกศรัทธาก็ตามที

            บรรยากาศในห้องดูอึดอัดน้อยลงเมื่อมีพยาบาลสาวเพิ่มเข้ามาอีกสองคนเพื่อคอยดูคนป่วยบนเตียงอย่างดีสมกับเม็ดเงินจำนวนมากที่สกุลอู๋จ่ายให้ อี้เฟยยังคงอยู่บนรถเข็นของเธอที่ข้างเตียงของอี้ชิง นั่งมองร่างน้อยที่ยิ่งดูบอบบางเมื่อกำลังหลับลึกอยู่บนเตียงคนไข้

            อี้เฟยถอนหายใจ มือของตนบีบกันแน่นอยู่บนตัก ราวสามชั่วโมงได้แล้วที่อี้เฟยเข้ามาในห้องนี้เพื่อไล่น้องชายของตนอย่างคริสให้กลับไปทำงาน คริสมีท่าทีไม่เต็มใจนัก แต่เธอย้ำชัดว่ายิ่งคริสอยู่ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศมันอึดอัด และตัวเธอก็ชังน้ำหน้าน้องชายเหลือเกิน

            คริสยอมจากไปในที่สุด ส่วนอี้เฟยเองก็ไม่ได้รู้สึกดีใจมากขึ้นที่เป็นแบบนั้นทั้งที่เป็นคนออกปากไล่ไปเอง

            เธอไม่อยากให้ทุกเรื่องราวมันเป็นแบบนี้

            เธอไม่อยากให้โชคดีของสกุลหยินหนีหายไปจากคริสเพราะนิสัยมุทะลุนั่น อยากให้คริสปลอดภัยจากเรื่องร้าย ๆ เสมอแม้น้องชายตัวดีจะทำร้ายคนอื่นยังไงก็ตาม

            ต่อให้โกรธแสนโกรธแต่อี้เฟยก็ยังคงรักและเป็นห่วงน้องชายไม่ได้ลดลงจากเดิม

            "ขอบคุณมากนะครับ" อี้ชิงยิ้มหวานพร้อมกับค้อมศีรษะลงต่ำให้กับคุณแม่และคุณพ่อของอี้เฟย ท่านทั้งสองมาพร้อมผลไม้สดหลายชนิดที่น่าจะดีต่อสุขภาพของคนที่กำลังป่วยไข้ ผู้เป็นใหญ่ในบ้านสกุลอู๋ทั้งสองมองสบตากัน ยิ่งอี้ชิงยิ้มหวาน ความรู้สึกผิดก็กร่อนจิตใจพวกเขามากขึ้น

            ทั้งสองไม่ได้หูหนวกตาบอดถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรและใครทำให้อี้ชิงต้องนอนป่วยอยู่บนเตียงคนไข้แบบนี้

            "เดี๋ยวพี่ปอกผลไม้ให้แล้วกันนะ อี้ชิงจะได้ทานเลย" อี้เฟยเสนอขึ้นมาพร้อมเข็นรถไปบริเวณเตรียมอาหาร คุณแม่ของอี้เฟยเองก็เดินตามไปเพื่อช่วยจัดการ อี้ชิงเอ่ยขอบคุณเสียงใส

            แก้วตาวาวใสหันมามองคุณพ่อของอี้เฟยที่นั่งลงข้างเตียง ใบหน้าของท่านคล้ายกับคริสอยู่หลายส่วนโดยเฉพาะคางและดวงตา ทว่าอี้ชิงไม่ได้รู้สึกมีปัญหาในการที่ท่านมานั่งอยู่ข้างเตียง อย่างที่รู้สึกกับตัวลูกชายของท่าน

            "ฉันต้องขอโทษอี้ชิงมากจริง ๆ" ชายวัยกลางคนเปรยขึ้นมาเสียงหนัก ในห้องยิ่งเงียบลงไปอีกจนได้ยินเสียงมีดฝานผ่านเนื้อผลไม้

            "ไม่ใช่ความผิดของคุณท่านนี่ครับ" อี้ชิงยิ้มจาง ๆ มอบให้ด้วยใจความที่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

            "ไม่ใช่ความผิดของคุณหญิง ไม่ใช่ความผิดของพี่อี้เฟยด้วย" หันไปมองอีกสองคนที่กำลังง่วนอยู่กับผลไม้ไม่ไกลนัก

            "หนูเป็นเด็กดีมากนะที่ยังพยายามปลอบใจพวกเราทั้งที่หนูเองเป็นคนเจ็บตัว แต่อี้ชิงมันเป็นความผิดของพวกฉัน" นายท่านสกุลอู๋ถอนหายใจที่เจือหนักด้วยความรู้สึกร้อยพันออกมาอย่างเกินอดกลั้น

            "นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่คริสเป็นแบบนี้" น้ำเสียงทุ้มหนักนั้นสะกดให้อี้ชิงรับฟังได้อย่างดี

            "คริสเป็นเด็กหัวดี แต่ก็เป็นคนที่อารมณ์ร้อนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ฉุนเฉียวโมโหหงุดหงิดง่าย ชอบลงกับข้าวของและคนอื่น ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้จะจัดการยังไง คิดฝากไว้ให้เป็นเรื่องทางโรงเรียนช่วยดูให้แทน คิดปลอบใจว่าลูกหลานคนมีฐานะหลายคนก็นิสัยแบบนี้" คำบอกเล่าถูกกั้นลงด้วยเสียงถอนลมหายใจ

            "จนวันหนึ่งตอนคริสอายุสิบปี เขาทำแขนของเพื่อนหัก ตอนนั้นฉันกับคุณแม่ของคริสรู้ตัวแล้วล่ะว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ จากความหน้าบางที่กลัวว่าจะถูกเอาไปนินทาถ้าส่งลูกไปหาจิตแพทย์ ฉันก็ตัดสินใจพาไปมันวันนั้นเลย คริสใช้เวลาอยู่เกือบสามปีกว่าจิตแพทย์เด็กจะลงความเห็นว่าคริสเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว" นายใหญ่สกุลอู๋หยุดพูดลง พร้อมกับที่จานผลไม้ถูกพามาตรงหน้าอี้ชิง

            "คริสที่จัดการอารมณ์และความโมโหของตัวเองได้ดีเป็นน้องชายที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ อี้ชิง เด็กนั่นน่ะน่ารัก ไม่จ้องแต่จะทำลายทุกอย่างรอบตัวมากเท่าที่ผ่านมา" อี้เฟยเล่าด้วยรอยยิ้มแสนหวาน ก่อนที่ดวงตาสุกสกาวนั้นจะหมองหม่นลง

            "แล้วทุกอย่างมันก็กลับมาแย่อีก ตอนที่พี่กลายเป็นแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่อุบัติเหตุมันยิ่งทำให้คริสโกรธแค้นที่พี่เดินไม่ได้ โกรธที่มีคนทำร้ายพี่ คริสเสียศูนย์ไปเลยล่ะ ภายนอกการทำงานเขายังดูปกติดี แต่คุมอารมณ์โกรธไม่อยู่เหมือนกับตอนเด็ก ๆ เริ่มทำลายข้าวของเพื่อจัดการอารมณ์ตัวเอง แต่ตอนนี้คริสเป็นชายหนุ่มโตเต็มวัยแน่นอนว่าพวกเราต้องเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์กันบ่อยมาก เพราะมันพังเกินจะซ่อม

เคยคิดอยู่หลายหนว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี แต่พวกเราก็เห็นตรงกันว่าคริสตอนนี้มีทั้งชื่อเสียง มีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย การไปหาจิตแพทย์อาจจะทำให้เกิดข่าวไม่ดีออกมา ก็เลยปล่อยไว้แบบนั้น"

            "และตอนนี้ ฉันเห็นแล้วล่ะว่า เราไม่ควรทำแบบนั้น ไม่ควรจะจะกวาดเศษฝุ่นไปซุกอยู่ใต้พรม ทั้งที่ถ้าให้คริสไปพบจิตแพทย์ตั้งแต่สามปีก่อน ตั้งแต่ที่อี้เฟยต้องเริ่มนั่งรถเข็น ตอนนี้อี้ชิงก็คงไม่ต้องมานั่งอยู่ในห้องนี้" มืออุ่น ๆ ของคุณนายสกุลอู๋ลูบผมอี้ชิงยามที่เอ่ยบอกเช่นนั้น

            เมื่อไม่มีเสียงของคนสกุลอู๋อีกทั้งห้องก็เงียบลง

            อี้ชิงยังคงยิ้มเพื่อทุกคนว่าไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา มือน้อยรับชิ้นลูกแพรที่ถูกหั่นให้อย่างดีมาถือไว้พร้อมคำขอบคุณ



            ในเวลาเกือบห้าทุ่มหลังจากที่พยาบาลเอาชุดยาสำหรับทานก่อนนอนมาให้ อี้ชิงก็ได้อยู่ในห้องคนเดียวจริงจังครั้งแรกของวัน คนสกุลอู๋ทิ้งหน้าที่และงานที่รับผิดชอบเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนอี้ชิงจนถึงช่วงเย็น ก่อนส่งไม้ต่อให้พยาบาลที่เวียนเข้ามาดูแล

            "...." เสียงถอนหายใจจากลิลลี่ดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ ร่างน้อยเริ่มขยับตัวอย่างเชื่องช้า การนั่งอยู่บนเตียงเป็นเวลาเกือบหนึ่งวันเต็มทำให้อี้ชิงเมื่อยล้า

            ตอนนี้แม้จะยังรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ อยู่บางจุดของร่างกาย แต่มันก็ไม่มากมายอะไรเท่าไหร่นักเท่าตอนที่ตากอยู่กลางสายฝน จากบาดแผลฉีกขาดและเจ็บช้ำมากมาย ตาโตมองรอยเข็มขัดที่ข้อมือตัวเอง ซึ่งเหลือเพียงรอยจาง ๆ สีน้ำตาลเข้มทั้งที่ผ่านมาไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม  ร่างกายอี้ชิงก็ยังคงรักษาตัวเองได้อย่างน่าอัศจรรย์เหมือนอย่างเคย

            สองขาขยับเพื่อพาตัวเองลงจากเตียง อี้ชิงอยากจะเข้าห้องน้ำและเชื่อมั่นในร่างกายของตัวเองว่าน่าจะพอไปได้โดยไม่ต้องเรียกพยาบาลให้ต้องวุ่นวายมาช่วยเหลือ

            แกรก

            "....." ตาโตของอี้ชิงเบิกกว้างเมื่อถูกกอดประครองไว้อย่างรวดเร็วทันทีที่ตนกำลังจะลุกขึ้นเดิน ใบหน้าคมคายยากจะลืมของคริสติดจริงจังอยู่ไม่น้อย

            "ลงมาเดินเองได้ยังไง เดี๋ยวก็ล้มหรอก" บอกเสียงแข็ง ภาพเนื้อตัวอี้ชิงเมื่อตอนเช้าตรู่ของวันยังติดแน่นอยู่ในหัวของคริสไม่จางหายไปไหนเลยแม้สักนิด อย่างน้อยคงต้องนอนโรงพยาบาลเป็นสัปดาห์ แต่พอเปิดประตูเข้ามาดันเห็นร่างน้อยกำลังจะลงเดินเองก็ต้องรีบมาคว้าตัวกลัวว่าจะล้ม

            ล้มลงไปเพราะร่างกายบาดเจ็บจากฝีมือของคริสที่ทำเอาไว้

            "ผมคิดว่าผมน่าจะเดินเองได้แล้ว" อี้ชิงตอบเสียงเรียบนิ่ง และเพราะไม่มีรอยยิ้มจาง ๆ อย่างเคยคริสจึงได้แต่มองใบหน้าน่ารักนั้นอย่างหมองใจ แต่ก็ไม่กล้าจะคลายมือออก

            "ไม่มีทางหรอกอี้ชิง เมื่อเช้านั่นมัน..." คริสเงียบลง อี้ชิงเองก็เงียบ

            "จะไปไหน ฉันจะอุ้มไป"

            "ไม่ต้องหรอกครับ ผมไปได้จริง ๆ " อี้ชิงยืนกราน คริสเริ่มจะหน้ามุ่ยมากขึ้นอีกครั้ง และตอนนี้อี้ชิงรู้ดีแล้วว่าคนตัวสูงนี้มีปัญหามากแค่ไหนในการจัดการอารมณ์โกรธ

            ที่สำคัญสุดอี้ชิงไม่ได้แม้แต่คิดที่จะยั่วโมโห

            "ผมไม่ได้อวดดีหรือไม่เห็นค่าความช่วยเหลือของคุณ แต่ผมรู้จักร่างกายตัวเองค่อนข้างดี ผมคิดว่าผมพอเดินเองได้แล้ว และถ้าผมคิดผิด ตอนนั้นคุณอยากจะอุ้ม ผมก็ตามใจคุณ" อี้ชิงใช้น้ำเสียงนิ่งเรียบบอกอย่างประนีประนอม คริสนิ่งไปครู่ ก่อนจะพยักหน้า

            "ฉันจะปล่อยมือแล้วนะ" วงแขนแกร่งปล่อยออก สองขาเดินถอยหลังออกห่าง เห็นร่างน้อยตรงหน้ายังยืนอยู่ได้ และเพียงครู่เดียวอี้ชิงก็ก้าวเดิน ถึงจะไม่เร็วและคล่องแคล่วเท่าปกติ แต่อี้ชิงก็เดินตรงไปห้องน้ำเองได้

            คริสรู้สึกว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่อี้ชิงจะลุกขึ้นมาเดินไหว แต่ก็ก็เห็นหลักฐานอยู่คาตา คริสทำได้แค่เดินตามไปและหยุดรออยู่หน้าประตูกระจกฝ้าที่ถูกปิด

            ร่างกายอี้ชิงเยียวยาตัวเองได้รวดเร็วจริงดั่งคำที่เจ้าตัวบอก เสียจนคริสยิ่งรู้สึกขมปร่าอยู่ในอก

            ตอนแรกกะว่าจะคอยมาอยู่ข้างเตียง คอยอุ้ม คอยโอบอี้ชิงยามอยากเคลื่อนย้ายไปตรงไหน คอยดูแลเป็นการไถ่โทษ เผื่อว่าจะชดใช้อะไรให้อี้ชิงได้บ้าง แต่ในเมื่อร่างน้อยดูแลตัวเองได้ การที่คริสเข้ามาหาก็ดูเหมือนจะเป็นการวุ่นวายไปเท่านั้น

            ถ้าไม่จำเป็นต้องอยู่ ไม่มีข้ออ้างที่จะต้องอยู่ ก็มีแต่จะทำให้อี้ชิงรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องอยู่ใกล้กัน

            เพราะคริสรู้ดีเชียวล่ะว่าการต้องมองเห็นคนที่ตนไม่ชอบขี้หน้าหรือเกลียดชัง มันเหมือนมีไฟสุมอกมากแค่ไหน มันน่าขุ่นเคืองใจจนทุ่มโต๊ะให้พังสักสามตัวก็ยังไม่พอ

            "...." เสียงประตูห้องน้ำเปิดออก คริสรีบหันไปมองเพื่อตรวจสอบร่างน้อยที่กำลังเดินออกมา ทำให้ทั้งคู่ประสานแววตากันพอดี

            อี้ชิงที่เงยหน้ามองขึ้นมามีแววตาประหลาดใจที่เห็นคริสยืนอยู่ในห้องไม่ไปไหน

            "ยังไม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านอีกเหรอครับ" เป็นถ้อยคำไล่กลับที่นุ่มนวลอย่างสุดแสนได้สมกับลิลลี่แห่งสกุลหยินออกปาก คริสได้แต่ทำหน้าขื่นเหมือนกินยาขมรับ

            "ฉันอยากอยู่ดูแลนาย" คริสพึมพำเสียงแผ่ว รู้สึกกระดากอายอยู่ไม่น้อยทั้งที่เอ่ยปากจะทำสิ่งดี ๆ บางทีนี่คงเป็นความรู้สึกละอายใจ

            "ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอกครับ พี่อี้เฟยจ้างพยาบาลไว้ให้ผมหลายคน" อี้ชิงตอบแม้ไม่หันไปมองคู่สนทนา เม้มปากตัวเองเล็กน้อยตอนที่ยันตัวขึ้นนั่งบนเตียง

            "มีฉันอีกคนไม่ดีหรือไง ก็ช่วย ๆ กันไงล่ะ"

            "กลับไปพักผ่อนเถอะครับ" พอไม่มีรอยยิ้มหวานประกอบ น้ำเสียงด้านแข็งขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความอารีของลิลลี่แสนหวานกลับทรมานใจคริสได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            "ถ้าฉันแค่จะนั่งอยู่เป็นเพื่อนนายล่ะ"

            "เดี๋ยวผมก็หลับแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ " อี้ชิงเอนหลังนอนลงบนเตียง มือน้อยกดปิดไฟจนเหลือแสงสลัวเพียงแถวบริเวณหน้าห้องน้ำที่คริสยืนอยู่ ทั้งห้องเงียบลง

            เหลือแค่คริสเพียงลำพังที่ยืนมองแผ่นหลังผอมบางยามร่างน้อยพลิกตัวหนีไปอีกด้าน





มาแล้วววว 

เหตุการณ์รุนแรงเมื่อตอนที่สี่ที่ผ่านมาไม่ต้องกังวลว่าหลานจะไม่ปลอดภัยกันนะคะ เพราะตอนนี้ลิลลี่ยังไม่ท้องเน้อ

ตอนที่แล้วน้ำปุ๋ยค่อนข้างดีมากเลย (และเกินครึ่งคือคำสาปแช่งคุณเจ้าของลิลลี่ ถถถ)

ฝากชาวสวนลิลลี่ผู้น่ารักช่วยกันรดน้ำใส่ โรยปุ๋ย เสริมราก เสริมใบ บำรุงดอกให้ลิลลี่ชูช่อสวนแข็งแรงไปด้วยกันนะคะ ง่าย ๆ เหมือนเดิม คือ เมนต์ โหวต แล้วก็แท็ก #ลิลลี่ชิงชิง ค่ะ (ลิลลี่ มีไม้เอกด้วยน้า)

รักและเอ็นดูลิลลี่ด้วยกันน้าาาา

#ลิลลี่ชิงชิง

B E R L I N ❀

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}