ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 12

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12
แบบอักษร

บทที่ 12

และแล้วอิงฮวาก็ได้ออกมานอกวังสมใจอยาก ร่างบางเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างๆร่างสูงที่มีสีหน้าถมึงทึงเล็กน้อย จิ้นหยางทำตามสัญญาพาอิงฮวาออกมานอกวังจนได้แม้จะขัดใจอยู่มากก็ตาม เขาเลือกออกมาทางประตูทิศใต้ที่หูตาของไทเฮามักจะไม่ค่อยสอดส่องนักให้องค์รักษ์เงาคอยคุ้มกันอยู่ในที่ลับเท่านั้น หากเขาไม่เรียกห้ามออกมาเด็ดขาด ทั้งยังเตรียมชุดให้อิงฮวาปลอมตัวด้วยเสื้อผ้าบุรุษสีฟ้าอ่อนแลดูเย็นตา ส่วนตนนั้นอยู่ในชุดแบบเดียวกันกับนางเพียงแต่เป็นสีดำเท่านั้น วันนี้เป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองวันคล้ายประสูตรฮ่องเต้พอดี ตลอดรายทางของท้องถนนไปจนถึงตัวเรือน ห้างร้านต่างๆจึงถูกประดับด้วยโคมไฟสีแดงสดตลอดทาง พร้อมกับเสียงดนตรี การแสดง และการละเล่นอื่นๆ อีกมากมาย ใช่! วันนี้เป็นวันเกิดของเขา แต่ก็ไม่ได้บอกอิงฮวา ต่อให้ได้รับรู้เกรงว่านางรู้แล้วก็ยังจะอยากออกมาข้างนอกอยู่ดี ครุ่นคิดแอบตัดพ้ออยู่ในใจ จิ้นหยางจึงอดแผ่รังสีอำมหิตออกมาไม่ได้อยู่ดี ท่าทางเป็นนี้ของเขาดูจะส่งผลดีต่ออิงฮวายิ่งนัก เพราะถึงแม้สาวๆจะจ้องมองมาทางที่นางและจิ้นหยางก้าวเดินไม่วางตา แต่ก็ไม่มีสตรีนางใดกล้าเดินมาเฉียดใกล้ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่สตรีบุรุษซักคนยังถึงกับเดินเลี่ยงทางให้ความสะดวกคนทั้งสองอย่างนึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย

“ว๊าว! ท่านดูสิ โคมไฟพวกนี้สวยยิ่งนัก ที่แคว้นชางวันนี้เป็นเทศกาลอะไรหรือ” เห็นจิ้นหยางเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ถอนหายใจหนักๆอยู่หลายครั้ง อิงฮวาจึงคิดเปลี่ยนบรรยากาศโดยการชวนเขาพูดคุย ไม่แน่อาจจะช่วยให้เขาอารมณ์ดีขึ้น แต่ผิดคาดทันทีที่ประโยคสุดท้ายเอื้อยเอ่ยจบ จิ้นหยางดูเหมือนสีหน้าหม่นลงมากึ่งหนึ่ง สายตาคมจับจ้องที่นางนิ่งราวกับกำลังคิดอะไรสักอย่าง

“เทศกาลงั้นหรือ”

“ใช่สิ จัดงานรื่นเริงยิ่งใหญ่เช่นนี้ ผู้คนก็ออกมาร่วมเฉลิมฉลองกันเต็มท้องถนน ท่านไม่เรียกว่าเทศกาลแล้วจะให้ข้าเรียกว่าอะไร”

“วันนี้เป็นวัน...”

“นั่น! เกมทายปริศนาล่ะ ไปเล่นกันเถอะ”

อิงฮวาที่กำลังตื่นเต้น มองซ้ายมองขวาก็เห็นชาวบ้านกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ นางรู้สึกสนใจมาก จนลืมฟังที่จิ้นหยางจะพูดไปเสียสนิทใจ ตากลมโตที่เวลานี้ดูซุกซนของนางเพ่งดูจนรู้ว่ามันคือร้านทายปริศนา ด้วยความใคร่รู้มือบางคว้าที่ฝ่ามือหนากึ่งลากกึ่งจูงให้ไปยังร้านทายปริศนาโดยทันที

“ถ้าเจ้าอยากเล่นเกมทายปริศนา ไม่เห็นต้องลำบากออกมาข้างนอกแบบนี้เลย อยู่บ้านเราข้าก็เล่นกับเจ้าได้” จิ้นหยางที่พยายามกันเหล่าบุรุษที่เบียดเสียดอยู่รอบกายให้ถอยห่างจากอิงฮวา เขารู้สึกไม่พอใจนักที่หลายต่อหลายครั้งร่างกายนางบังเอิญไปสัมผัสกับบุรุษอื่น ด้วยความไม่พอใจที่สุมแน่นอยู่ในอกเป็นทุนเดิม บวกกับตอนนี้ทำให้จิ้นหยางแทบอยากจะดึงนางเขามาในอ้อมอกเขาซะเดี๋ยวนี้เลยติดที่ว่านางคงไม่พอใจ จึงได้แต่ส่งสายตาคมๆตวัดมองให้คนรอบข้างค่อยๆถอยห่างออกไปแทน

“มันเหมือนกันที่ไหน แบบนี้น่าตื่นเต้นกว่าไม่ใช่หรือ ท่านก็อย่ามัวแต่ทำหน้าเคร่งเครียดนักเลย ไปเล่นด้วยกันเถอะ” อิงฮวารู้สึกสบายตัวเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คน ซ้ำยังค่อนข้างสนุกสนานกับเทศกาลที่ดูแปลกตา กระตุกชายแขนเสื้อของจิ้นหยางเบาๆ หมายจะชวนร่วมสนุก แต่คนตัวสูงกว่าเอาแต่ทำหน้าเข้มส่งสายตา   น่ากลัว

“อ้า! คุณชายทั้งสอง สนใจจะเข้าร่วมทายปริศนากับพวกเราไหมขอรับ” ชายวัยกลางคน ท่าทางสุภาพและมีปัญญาเห็นทั้งสองหยุดอยู่ที่หน้าแผงของร้านก็เอ่ยต้อนรับอย่างเป็นมิตร อิงฮวามองดูแล้วก็รู้ทันทีว่าชายผู้นี้ต้องเป็นเจ้าของร้านเกมปริศนานี้เป็นแน่

“แน่นอน ข้าอยากเล่น” อิงฮวาจึงตาสุกสกาวมองไปยังใบปริศนาที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอย่างครุ่นคิด กระดาษถูกวางกลับหลัง นางจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในนั้นเขียนอะไรไว้ หากไม่หงายมันขึ้นมา คิ้วสวยขมวดชนกัน ท่าทางลังเลไม่รู้จะเลือกใบไหนดี

“งั้นเชิญเลือกใบปริศนาเลยขอรับ หากทายถูกจะได้รับโคมไฟสวยๆเป็นของรางวัล” เถ้าแก่เจ้าของร่างส่งยิ้มเป็นมิตร ผายมือไปทางกระดาษที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ

“หากเจ้าอยากได้โคมไฟ ข้าจะซื้อให้ไปกันเถอะ” จิ้นหยางใช้ร่างของตนบังการเบียดเสียดของผู้คน เริ่มนิ่วหน้าเมื่อเขาโดนเบียดไปเบียดมาจนเซหลายครั้ง หากผู้ที่เบียดเป็นบุรุษป่านนี้เขาคงมีเรื่องไปแล้ว หากแต่ผู้มาเบียดทั้งหลายดันเป็นสตรีนี่สิ     เขาจึงทำได้เพียงส่งสายตาคมกริบบ่งบอกความไม่พอใจไปให้ แต่กระนั้นพวกนางก็ยังคงใจกล้าท้าทายสายตาเขาเบียดมาอยู่ดี ทำเอาจิ้นหยางต้องถอนหายใจอยู่หลายครั้ง

“ข้าจะเล่น เถ้าแก่ข้าเอาใบนี้” แทนที่อิงฮวาจะสังเกตเห็นว่าบรรยากาศรอบข้างเป็นเช่นไร นางกับสนใจเพียงใบปริศนาที่วางอยู่บนโต๊ะเท่านั้น นางจึงตอบนายหนุ่มไปอย่างเอาแต่ใจแล้วหยิบใบปริศนาหนึ่งใบขึ้นมา

“เชิญคุณชายอ่านปริศนา”

“ต้นเป็นสายยาวดูเป็นเส้น ดอกหางเห็นน่าชมบนเวหา” คิ้วสวยได้รูปขมวดกันเป็นปม นี่มันปริศนาอะไรกันนางไม่เห็นจะรู้เรื่องสักนิด

“เป็นไงคุณชาย ท่านตอบได้หรือไม่” เถ้าแก่เจ้าของร้านเห็นใบหน้าของนายน้อยหน้าหวานเดี๋ยวขมวดคิ้วเดี๋ยวเม้มริมฝีปากก็เดาได้ไม่อยากว่าคำถามนี้คงจะยากเกินกำลัง จึงเอ่ยเพื่อเร่งรัดอีกฝ่ายให้ร้อนรนกับคำตอบ ขึ้นชื่อว่าเร่งรีบ ร้อนรน ปัญหาง่ายๆย่อมยากขึ้นในถนัดตา กลยุทธ์นี้เป็นเพียงการเร่งเร้าให้จนมุมเท่านั้น

“ถ้าตอบไม่ได้เจ้าจะปรับข้ายังไง” อิงฮวาเกลียดการพ่ายแพ้เป็นที่สุด แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก คำถามแบบนี้นางหาเคยได้ยินไม่ หากครั้งนี้แพ้แล้วนางต้องจ่ายก็อยากจะรู้ราคาค่าโง่ของตัวเองสักหน่อย

“ข้าปรับเป็นเงิน 300 เหวิน (1000 เหวิน = 1 ตำลึงเงิน)” เถ้าแก่ส่งยิ้มอีกครั้ง

“จิ้นหยางท่านรู้หรือไม่” แม้เงินจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ราคาค่าโง่ของนางเพียงแค่ 300 เหวิน ดูจะดูถูกนางเกินไปกระมัง แม้นางไม่รู้คำตอบใช่ว่าคนอื่นจะไม่รู้เสียเมื่อไหร่เวลาแบบนี้ก็ต้องหาที่พึ่ง สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวมาได้ไหนแต่ไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน อิงฮวาคิดอย่างเบิกบาน

“เจ้าอยากเล่น เหตุใดถึงถามข้า หากตอบไม่ได้ก็ยอมเสียเงินไปเถอะ” จิ้นหยางขมวดคิ้ว อยากจะออกไปจากตรงนี้เสียเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ เขาไม่มีอารมณ์จะมาเล่นทายปริศนาแม้แต่น้อยในตอนนี้

“ไม่ได้ข้าไม่เคยยอมแพ้หรอกน่า ท่านเองก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ หากเวลานี้      พี่หลินหมินอยู่ด้วยต้องตอบได้แน่” อิงฮวาหน้าง่ำ นึกถึงตอนที่ตนชอบออกมานอกวัง เมื่อเจอกับอะไรจวนตัวแบบนี้จิงหลานจะเป็นคนช่วยนางได้เสมอ จิ้นหยางที่ได้ยินอิงฮวาพูดเช่นนั้นก็เหมือนตกอยู่ในบ่อน้ำส้ม รีบคว้าใบปริศนาจากมือบางมาถือไว้ในมือ ก้มอ่านเพียงครู่เดียวก็วางมันลงที่โต๊ะเสียงดัง

“คำตอบคือ ว่าว”

“โอ้! คุณชายท่านนี้ฉลาดจริงๆ ยอดเยี่ยมๆ ถูกต้องขอรับ เชิญเลือกของรางวัลได้เลย” เถ้าแก่ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆแล้วผายมือไปที่ของรางวัล

“ข้าไม่ต้องการ”

จิ้นหยางพ่นลมหายใจหนักๆ เป็นฝ่ายคว้าข้อมือบางให้เดินตามออกมายังที่ที่คนไม่พลุกพล่าน ทั้งสองมาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำที่มีโคมไฟประดับตกแต่งให้แสงสว่างนวลตา จิ้นหยางปล่อยมืออิงฮวาออกจากการเกาะกุม หันมองไปทางแม่น้ำเพื่อระบายความไม่พอใจแทนการมองใบหน้าหวานให้เขารู้สึกขุ่นข้องหนักไปกว่าเดิม คำพูดของนางทำให้เขานึกอยากลงมือฆ่าชายผู้นั้นซะเดี๋ยวนี้เลยทีเดียว

“ท่านไม่พอใจที่ข้าเล่นเกมปริศนานั่นหรือ” อิงฮวาที่จับกระแสความโกรธของร่างสูงได้ก็เดินเข้าไปใกล้ๆ สะกิดที่เอวเขาเบาๆคล้ายการง้องอน นางรู้ว่าเขาไม่ได้อยากพานางออกมาสักนิดและรู้ด้วยว่าการออกมานอกวังเป็นอันตรายอย่างมากต่อฮ่องเต้ แทนที่นางจะรีบตรงไปยังจวนท่านแม่ทัพอย่างที่ตกลงกันไว้ นางกลับดื้อดึงตื่นเต้นไปกับงานเทศกาล สมควรแล้วที่เขาจะโกรธนางเช่นนี้

“ข้าไม่ได้ไม่พอใจเจ้าเรื่องนั้น”

“งั้นก็เรื่องที่ข้าดื้อจะออกมานอกวัง”

“เจ้ารู้ด้วยเหรอว่าตัวเองดื้อ” จิ้นหยางหมุนตัวหันมามองร่างบางที่จ้องเขาอยู่ก่อนแล้ว นัยน์ตาสีเข้มขึ้นมาเล็กน้อย หรี่ตามองอิงฮวาราวกับกำลังประเมินบางอย่าง

“นั่นเพราะข้าอยากเจอพี่หลินหมินเท่านั้น” อิงฮวาทำแก้มป่องเม้มริมฝีปากตนเองราวกับเด็กที่ถูกพ่อแม่ว่ากล่าว เอ่ยเสียงอ่อนคล้ายยอมรับผิด

“เขาคงสำคัญกับเจ้ามากจริงๆ” จิ้นหยางมีสีหน้าหม่นลงไปอีกเสี้ยว เป็นอีกครั้งที่เขาเบือนหน้าหนีนางไปที่แม่น้ำที่ไหลอย่างสงบเยือกเย็น

“เอาล่ะๆ หากท่านไม่พอใจให้ข้าออกมานอกวัง ต่อไปข้าจะไม่ออกมาอีก ขอเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว ได้หรือไม่” อิงฮวารู้สึกไม่ชอบเวลาที่เขาหันหน้าหนีนางแม้แต่น้อย เขาทำราวกับว่านางไม่มีตัวตน ไม่ใส่ใจไม่สนใจ นางเองก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาตงิดๆ รีบประจบเอาใจด้วยการพูดเสียงหวานให้อีกฝ่ายคลายความคุกรุ่นในอารมณ์

“เจ้าจะไม่พบชายคนนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง รับปากข้า” ได้ผล จิ้นหยางหันหน้ากลับมาสบตาของนาง มือแกร่งลูบใบหน้าของนางแผ่วเบา

“เอ่อ.....”

จิ้นหยางจ้องใบหน้าอิงฮวานิ่งแววตาฉายแววคาดคั้น อิงฮวาได้แต่กระพริบตาปริบๆเท่านั้น นางรู้สึกพ่ายแพ้ทุกครั้งที่ถูกสายตาคมฉายแววจริงจังแบบนี้ของเขาเล่นงาน สมแล้วที่เป็นผู้ปกครองคนทั้งแผ่นดินแล้วตอนนี้นางจะเอาตัวรอดเช่นไร นางจะรับปากเขาได้อย่างไรในเมื่อพี่จิงหลานเป็นคนสำคัญของนาง จะไม่ให้เจอกันอีกเลยก็ออกจะใจร้ายเกินไปหรือไม่

“จิ้นหยางข้ารู้ว่าตอนนี้ท่านอารมณ์ไม่ดี เอาเป็นว่าเราว่าลอยโคมกันไหม ดูสิทางด้านโน้นมีโคมไฟขายด้วย เพื่อเป็นการไถ่โทษข้าจะเป็นคนไปซื้อเอง” อิงฮวาที่เหลือบเห็นร้านขายโคมไฟอยู่ริบๆก็คิดหาวิธีเอาตัวรอดทันที

“เจ้า.....”

อิงฮวาปัดมือหนาที่ลูบใบหน้านางออก ไม่รอให้จิ้นหยางพูดจบประโยค อิงฮวาก็วิ่งไปยังร้านขายโคมไฟอย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงร้านก็อดถอนหายใจโล่งอกกับตัวเองเสียไม่ได้

“เอาอะไรดี นังหนู”หญิงชราผมสีดอกเลาเอ่ยเสียงแหบพร่า ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แม้จะสูงอายุแต่เคล้าความงามก็ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่จางๆ ช่างเป็นหญิงชราที่งดงามยิ่งในสายตาอิงฮวา

“อ๊ะ! ข้าแต่งเป็นชายเช่นนี้ ท่านยายยังรู้ว่าข้าเป็นหญิงอีกหรือ”

“แค่เสื้อผ้าบุรุษจะปกปิดความงามของสตรีเช่นเจ้าได้หรือ”

“งั้นเองหรือ ท่านยายเจ้าคะข้าอยากได้โคมไฟอันนี้” อิงฮวาอดขวยเขินไปกับคำพูดของหญิงชราไม่ได้ เอื้อมมือบางของตนเกาที่ข้างแก้มใสอย่างประหม่า ส่วนอีกข้างชี้ไปที่โคมไฟสีแดงสดลวดลายแปลกตา

“ได้สิ! โคมไฟนี้เป็นโคมไฟวิเศษนะเจ้ารู้หรือไม่” หญิงชราชี้ไปที่โคมไฟที่วาดรูปมังกรคู่หงส์ด้วยลายเส้นสีทอง

“วิเศษ?” ฟังคำของหญิงชรา พานางงวยงงยิ่งนัก โคมไฟลายแปลกตานี่หรือของวิเศษ บางทีหญิงชราผู้นี้อาจจะกำลังหมายถึงความสำคัญของโคมไฟในวันเทศกาลกระมัง

“หากเจ้าได้ลอยโคมไฟนี้กับคนรัก ความรักของพวกเจ้าจะเป็นนิรันดร์”

“วิเศษอย่างงั้นเชียว ข้าเอาอันนี้แหละ” อิงฮวาส่งยิ้มให้หญิงชราเจ้าของร้าน ระหว่างที่กำลังจ่ายเงิน สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นแหวนหยกคู่สีเขียวอ่อนคู่หนึ่งบนแผงเครื่องประดับ

“ท่านยายแหวนหยกคู่นี้ ข้าขอซื้อได้หรือไม่”

“ยัยหนูตาแหลมคมนัก แหวนหยกนี่มีเพียงคู่เดียวเท่านั้นเพราะมันเป็นแหวนที่ตาเฒ่าของยายทำมันขึ้นมา ก่อนจะตายไปเมื่อปีก่อน” หญิงชรามีสีหน้าสดใส ยิ้มแย้มอย่างพึงใจ ไม่ว่าสตรีกี่คนๆผ่านมาอุดหนุนนาง ไม่มีผู้ใดสนใจแหวนหยกนี้เลยแม้แต่ผู้เดียว มีเพียงหญิงงามตรงหน้าที่ตาถึง คู่ควรหยกงามยิ่งนัก

“แหวนสำคัญเช่นนี้เหตุใดถึงเอามาวางขายกันเจ้าคะ”  อิงฮวาครุ่นคิด หากเป็นนางของสำคัญขนาดนี้จะตัดใจนำมาขายได้หรือ

“แหวนสวยๆย่อมควรค่ากับนิ้วสวยๆ ยายอยากให้ความฝันของตาเฒ่าเป็นจริงสักครึ่งหนึ่ง”

“ความฝันอะไรกันเจ้าคะ”

“เดิมทีแหวนวงนี้ ตาเฒ่าตั้งใจทำถวายฮ่องเต้ แต่คนชั้นล่างแบบเราจะเจอฮ่องเต้ได้ก็ต้องรอพระองค์เสด็จออกมาข้างนอกเท่านั้น ยากยิ่งนักที่จะนำของเล็กน้อยเช่นนี้ส่งถึงมือพระองค์ ในเมื่อวันนี้ยัยหนูสนใจก็รับมันไปเถอะ ได้อยู่ในมือคุณหนูเช่นเจ้าก็นับว่าดีแล้ว”

“แหวนที่ประเมินค่าไม่ได้เช่นนี้ ข้าคงรับไว้ไม่ได้เสียแล้ว”

“เอาเถอะ อย่าเกรงใจไปเลย รับไปเถอะนังหนู” ยายเจ้าของร้านส่งยิ้มให้ พลางเอื้อมหยิบแหวนหยกมาวางไว้กลางมือของอิงฮวา เห็นใบหน้าที่เปี่ยมสุขของหญิงชรา อิงฮวาก็จำเป็นต้องรับแหวนหยกไว้ กล่าวขอบคุณแล้วรีบเดินกลับมายังริมแม่น้ำที่จิ้นหยางรออยู่ ในใจครุ่นคิดว่าโชคชะตาช่างประหลาดนัก ให้นางได้พบเจอแหวนหยกคู่นี้แล้วยังสามารถช่วยให้ความปรารถนาของผู้อื่นลุล่วงอีกด้วย น่ายินดี ช่างน่ายินดี

“เจ้าหายไปซะนาน ข้าคิดว่าเจ้าจะหลงทางซะอีก” จิ้นหยางที่เดินไปเดินมาอยู่ครึ่งเค่อ ทำท่าจะก้าวออกไปตามหาร่างบางก็ต้องชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นอิงฮวาเดินเอื่อยๆมาแต่ไกลก่อนจะมาหยุดตรงหน้าเขา

“ข้าเพียงแค่คุยกับท่านยายเจ้าของร้านนานไปหน่อยเท่านั้น” ใบหน้าขาวนวลเจือไปด้วยเลือดฝาด ฉีกยิ้มกว้างให้เขาอย่างเอาใจ

................. จิ้นหยางเลือกที่จะเดินหนีไปนั่งยังโขดหินที่อยู่ไม่ไกลนักโดยไม่พูดไม่จาอะไรอีกสักคำ อิงฮวาเข้าใจท่าทางเขาได้ในทันทีว่า เขาคงโมโหนางเสียแล้วจึงไม่ยอมพูดจา จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ เนื่องจากเขานั่งอยู่บนหินทำให้จิ้นหยางอยู่ในระดับต่ำกว่าอิงฮวาเล็กน้อย นางจึงค้อมตัวลงไปให้ใบหน้าของนางอยู่ในระดับสายตาของเขาประดิษฐ์รอยยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ส่งไปให้

“ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านเป็นห่วง หายโกรธข้าได้หรือไม่”

“เจ้าใส่ใจความรู้สึกข้าด้วยหรือไง หรือกลัวว่าข้าจะเปลี่ยนใจไม่พาเจ้าไปหาชายผู้นั้น” จิ้นหยางเอ่ยเสียงราบเรียบราวกับไม่สนใจในน้ำเสียงมีแววน้อยใจอยู่ในที

“ก็ทั้งสองอย่าง” เห็นชายหนุ่มโต้ตอบกลับมา อิงฮวาก็ใจชื่นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยๆเขาก็ไม่ปล่อยให้นางพูดคนเดียว ทำเขาไม่พอใจนางก็ขอโทษแล้ว เท่านี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเขาควรหายโกรธนางได้เสียที

“เจ้า..”

“เอาล่ะๆ เรามาลอยโคมกันเถอะ เร็วเข้า”

อิงฮวาเอ่ยขัดสีหน้าขัดใจของจิ้นหยางด้วยการยื่นโคมไฟอันใหญ่ให้เขาเป็นคนจุดไฟ ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆแต่ก็ยอมเป็นฝ่ายจุดไฟให้ตามที่หญิงสาวต้องการ เมื่อไฟติดอิงฮวาก็ทำท่าจะปล่อยโคมแต่จิ้นหยางกลับยื้อเอาไว้เสียก่อน

“ก่อนลอยต้องอธิษฐานก่อน”

“เช่นนั้นเราก็อธิษฐานเถอะ”

อิงฮวาหลับตาลง ทำปากขมุบขมิบไม่มีเสียง ราวกับเด็กน้อยขอพร    จิ้นหยางได้แต่ยกยิ้มขบขันในท่าทางเช่นนี้ของนาง หากวันนี้นางเพียงแค่อยากออกมาเที่ยวกับเขาโดยไม่มีเรื่องอื่น เขาคงมีความสุขมากเลยทีเดียว

“ท่านอธิษฐานเสร็จหรือยัง”

“อืม”

และแล้วโคมไฟสุกสว่างก็ถูกปล่อยให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า อิงฮวามองตามจนสุดลูกตา รอยยิ้มสดใสประทับบนใบหน้าหวาน หากโคมไฟโคมนั้นลอยไปถึงสวรรค์จริงๆก็คงดี คำอธิษฐานของนางจะได้เป็นจริง

“เจ้าอธิษฐานว่าอะไร ถึงทำหน้ามีความสุขเช่นนี้” จิ้นหยางอดออกปากถามไม่ได้ นี่ขนาดเขาพานางเดินออกมาไกลจากริมแม่น้ำนานแล้ว นางก็ยังยิ้มไม่ยอมหุบสักที

“คำอธิษฐานใครเขาบอกกันเล่า ขืนบอกมันก็ไม่เป็นจริงน่ะสิ” อิงฮวาอมยิ้มก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่พองโต ใบหน้าหวานแดงระเรื่อตอบรับเสียงหัวใจที่เต้นถี่ขึ้นของตัวเองเมื่อนึกถึงคำอธิษฐานเมื่อครู่ ‘ขอให้ได้อยู่กับจิ้นหยางอย่างมีความสุขตลอดไป’ นางขอเช่นนั้นจริงๆ

“เอาล่ะพ้นจากถนนตรงนั้นก็เป็นทางไปจวนของฟู่เหิงแล้ว”

“ดีจริง”

ทั้งสองเดินต่อเพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักเท้าทันที เมื่อพบบุรุษชุดดำที่คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะราวๆ เจ็ดถึงแปดคน กำลังล้อมคนทั้งสองอยู่ เหตุการณ์เช่นนี้ดูจะไม่ปกติเสียแล้ว

“พวกเจ้าเป็นใคร” จิ้นหยางเอ่ยเสียงเข้ม มืออีกข้างจับแขนเล็กของอิงฮวาดันมาอยู่ด้านหลังตน

“พวกข้าคงไม่จำเป็นต้องบอกชื่อท่านหรอกกระมัง” ชายในชุดดำที่อยู่ตรงกลางของกลุ่มเอ่ยขึ้นเสียงหนักแน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยกลิ่นอายอำมหิต พวกเขาเป็นนักฆ่าที่ถูกฝึกมาอย่างดีทีเดียว

“มีจุดประสงค์อันใดถึงมาขว้างข้าเช่นนี้ พวกเจ้าคงไม่ใช่โจรกระจอกหรอกกระมัง”

“ไม่เสียแรงที่เป็นถึงแม่ทัพแคว้นชาง สายตาเชียบคมนัก ถูกต้องพวกข้าคือกลุ่มมือสังหารได้รับคำสั่งมาเพื่อกำจัดเจ้า”

“กำจัดข้า” จิ้นหยางยกยิ้มที่มุมปาก ที่แท้พวกมันก็มาสังหารฟูเหิง คงเข้าใจว่าเข้าคือเจ้านั่นสินะ

“เกรงว่าคงต้องขอร้องให้ท่านตายวันนี้เสียแล้ว พวกเราจัดการฆ่าทิ้งซะ!” เสียงห้าวออกคำสั่งด้วยโทสะ นักฆ่าทั้งหมดจึงเข้าจู่โจมมาที่คนทั้งสองอย่างรวดเร็ว แม้จะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่อิงฮวาก็รับมือกลุ่มนักฆ่าได้ทันท่วงที หญิงสาวนึกขัดใจอยู่บ้างที่วันนี้ตนไม่ได้หยิบพัดซึ่งเป็นอาวุธคู่กายของตนมา จึงได้แต่ต่อสู้ด้วยกำปั้นและ   ฝ่าเท้าเท่านั้น

อีกด้านจิ้นหยางฉวยกระบี่จากมือสังหารที่เพิ่งถูกเขาซัดจนล้มไปกองอยู่กับพื้นเอาไว้ในมือรับกระบี่ที่พุ่งตรงมายังเขาได้อย่างทันท่วงที

“ไม่เลวจริงๆ หัวหน้ามือสังหารกล่าวชม เสียงล่ำลือถึงความเก่งกาจของแม่ทัพฟูเหิงนับว่าประมาทไม่ได้โดยแท้”

“ข้ายอดเยี่ยมกว่าที่เจ้าคาดคิดนัก” ว่าแล้วจิ้นหยางก็พุ่งกระบี่ไปยังจุดตายของอีกฝ่ายทันที ชายชุดดำดูเหมือนจะจับทางกระบี่ได้จึงปัดป้องได้ทันเวลา หวิดไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น พลางใช้วิชาตัวเบาถอยห่างจิ้นหยางในระยะที่เขาไม่สามารถใช้กระบี่โจมตีได้ นานแล้วที่ไม่ได้ต่อสู้เช่นนี้ เขาอดรู้สึกสนุกไม่ได้จึงไม่คิดจะเรียกองค์รักษ์ออกมาเกะกะ

ผลั๊ก!

“อ๊ะ!”

เสียงร่างบางกระแทกเข้ากับกำแพงดังเข้าโสตประสาทของจิ้นหยาง ใบหน้าคมหันมองด้วยความตกใจ ก่อนจะทันเห็นว่ามีชายชุดดำอีกคนกำลังเงื้อกระบี่จะแทงใส่อิงฮวา เร็วเท่าความคิดจิ้นหยางตวัดกระบี่ในมือของตนใส่ร่างชายผู้นั้นจนล้มตึงไปกับพื้นแล้วใช้วิชาตัวเบาของตนเข้าไปใกล้ร่างบาง ก้มลงประคองนางให้ยืนขึ้น สีหน้าฉายแววเป็นห่วงอย่างยิ่ง

“จิ้นหยางระวัง!” ด้วยเพราะมัวแต่พะวงอาการบาดเจ็บของอิงฮวาจึงไม่ทันระวังมือสังหารที่พุ่งมายังทั้งสองด้วยความรวดเร็วหมายจะจบชีวิตเขาให้ได้ แม้จิ้นหยางจะไม่ทันเห็นแต่อิงฮวากลับเร็วกว่าสังเกตเห็นได้ทันท่วงทีจึงผลักจิ้นหยางให้ออกห่างจากระยะของกระบี่หมายจะรับกระบี่นั้นแทน

สิ้นเสียงร้องของอิงฮวาจิ้นหยางก็ดึงอิงฮวาเข้าสู่แผงอกแกร่ง ใช้แขนอีกข้างรับคมกระบี่ เลือดสดๆไหลเป็นทางต่อหน้าต่อตาอิงฮวาที่ไม่ทันคิดว่าเขาจะรับกระบี่ด้วยแขนของตน รวดเร็วดังสายฟ้าฟาด จิ้นหยางซัดมีดสั้นที่ตนพกติดตัวเข้าที่หลอดลมของอีกฝ่ายอย่างไม่ปราณี ชายชุดดำล้มลงกับพื้นขาดใจตายทันที ทันทีที่ชายผู้นั้นล้มลงเหล่าองค์รักษ์เงาที่รอสัญญาณจากฮ่องเต้ก็กรูเข้ามาทันที ไล่ตามชายชุดดำที่เหลืออย่างสุดกำลัง

“เจ้าบาดเจ็บหรือไม่”

“ข้าต้องถามท่านต่างหาก คิดว่าร่างกายทำจากเหล็กหรือไร เหตุใดต้องใช้แขนของตัวเองรับกระบี่ งี่เง่ายิ่งนัก” อิงฮวารีบหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาพันที่แผลเพื่อห้ามเลือดให้จิ้นหยางมือไม้สั่น ที่ตรงนี้แสงสลัวนัก นางยังรู้สึกได้ว่าเลือดไหลออกมามาก ไม่รู้ว่าแผลจะลึกแค่ไหน ยิ่งคิดใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือกคล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

“หากข้าไม่ทำเช่นนี้กระบี่เล่มนั้นคงปักอยู่ที่อกเจ้าไปแล้ว เจ้าต่างหากที่งี่เง่าเหตุใดต้องเอาตัวมาบังข้า” จิ้นหยางมองอิงฮวาที่มือไม้สั่นพันแผลให้เขาด้วยสายตาสั่นระริกอย่างคาดไม่ถึง เขาแอบคิดมาตลอดว่าที่อิงฮวาดีกับเขาเป็นเพราะต้องการช่วยชายในดวงใจ แต่เวลานี้ท่าทางของนางทำให้เขาอดยิ้มเสียไม่ได้ นางเป็นห่วงเขาครั้งนี้ไร้แวว เสแสร้งแกล้งทำอย่างจริงแท้ เขารู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก

“นั่นเพราะ!..ช่างมันก่อนเถอะ เราต้องรีบกลับวัง ท่านต้องรีบทำแผล”  อิงฮวาที่กำลังขวัญเสียคิดจะเถียงเขากลับสักคำ แต่ก็ต้องชะงักปากตนไว้ด้วยใจเป็นห่วงเขามากเกินกว่าจะเสียเวลามานั่งทะเลาะกัน หากพวกมือสังหารที่รอดไปได้ ไปตามพวกมาเพื่มอีกล่ะก็ เขากับนางคงได้จบชีวิตในตรอกแคบๆนี้เป็นแน่

“เจ้าไม่ไปจวนแม่ทัพแล้วหรือ ชายคนนั้นอาจรอเจ้าอยู่ก็ได้นะ” เสียงเข้มเอ่ยในขณะที่เหงื่อเย็นเริ่มซึมออกมาจากไรผม

“ข้าจะไปโดยไม่สนใจบาดแผลท่านได้อย่างไร รีบกลับวังก่อนเถอะ” อิงฮวาอยากจะตีเขานัก เหตุใดต้องมาดื้อดึงเอาเวลานี้ด้วย เขาไม่รู้หรือว่าตัวเองเสียเลือดไปเท่าไหร่

“เจ้าเป็นห่วงข้าใช่หรือไม่” ระหว่างที่อิงฮวาประคองเขาด้วยความระแวดระวัง จิ้นหยางก็เอ่ยขึ้นหนักแน่น ใบหน้าคมหันมาจ้องใบหน้าของนางนิ่งราวกับกำลังจับจ้องจำเลยเพื่อหาพิรุธ

“ยังจะมาพูดอีก” อิงฮวาแสร้งก้มหน้ามองที่แผลของเขา แล้วพยายามกลบเกลื่อนใบหน้าที่เริ่มแดงซ่านของตน เวลาเช่นนี้ยังมาจ้องนางด้วยสายตากรุ่มกริ่มอีกหรือ สมเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์โดยแท้

“งั้นเจ้าก็ยอมรับมาสิว่าเป็นห่วงข้า” จิ้นหยางยังคงขืนตัวไม่ยอมขยับ หมายจะคาดคั้นให้อิงฮวาพูดคำที่เขาอยากฟังให้ได้

“ใช่! ข้าห่วงท่าน พอใจหรือยัง” เห็นท่าทางดื้อดึงของอีกฝ่าย อิงฮวาจึงได้แต่เอ่ยความในใจออกไป ก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่นกลบเกลื่อนความเขินอายของตน

“พอใจมาก” จิ้นหยางมีความสุขยิ่งจนลืมเจ็บแผลไปในทันที

“เดี๋ยวก่อน แล้วศพพวกนี้ล่ะ มีบางส่วนที่หนีไปได้ด้วยนะ” อิงฮวานึกขึ้นได้ และคิดว่าหากปล่อยไปแบบนี้อาจไม่ดีเท่าไหร่นัก การลอบสังหารครั้งนี้แม้นางจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่กลับพอเข้าใจว่าเกี่ยวกับแม่ทัพฟูเหิง หากเกี่ยวกับฟูเหิง พี่จิงหลานของนางไม่พลอยลำบากไปด้วยหรอกหรือ ยิ่งคิดให้ยิ่งกังวลยิ่งนัก

“พวกองครักษ์เงาตามไปแล้ว ศพพวกนี้ก็ให้พวกเขาจัดการ เรารีบกลับวังกันเถอะ อีกอย่างเมื่อถึงวังแล้วเจ้าต้องเป็นคนทำแผลให้ข้าก่อน หากเราตามหมอหลวงเข้าวังในยามวิกาลเช่นนี้เกรงว่าไทเฮาจะทรงรู้เอาได้ว่าข้ากับเจ้าพากันออกนอกวังเช่นนี้” จิ้นหยางมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เพียงแค่วันนี้เขายกเลิกงานเลี้ยงในวังขัดคำสั่ง  ไทเฮา ไทเฮาก็กริ้วน่าดูแล้วหากรู้ว่าเขาหนีออกไปนอกวังกับอิงฮวาคงได้เป็นเรื่องใหญ่โต กับตัวเขาเองไทเฮาคงทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่กับอิงฮวานางอาจจะโดนไทเฮาลงโทษได้ ทางที่ดีเรื่องนี้ปิดไทเฮาไว้จะดีกว่า

“แต่ว่า....” อิงฮวามีสีหน้าไม่เห็นด้วย นางเคยทำแผลให้นก ให้กระต่าย แต่นางไม่เคยทำแผลให้คนมาก่อน แล้วนางจะทำได้ดีหรือไม่ เรื่องนี้ช่างน่าหวาดวิตกยิ่ง

“ไม่มีแต่ทำตามที่ข้าบอกเถอะ”

แม้ในใจจะเป็นห่วงเขามากแต่ก็จนใจจะพูดอะไรต่อ นางจึงได้แต่พยักหน้าและประคองร่างสูงให้ค่อยๆเดินตามทางที่เขาบอก ไม่นานนักทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่ทางลับซึ่งเป็นทางที่ใช้ลอบเข้าออกนอกวังของจิ้นหยาง มีเพียงชายหนุ่มกับฟู่เหิงเท่านั้นที่รู้ทางนี้

“มีทางแบบนี้ด้วยเหรอ แล้วเหตุใดตอนแรกถึงไม่พาข้าออกไปทางนี้”   อิงฮวาที่ค่อยๆประคองร่างจิ้นหยางเดินตามทางมาเรื่อยๆ อดตื่นตะลึงไปกับช่องทางลับเสียไม่ได้ ใครจะไปนึกว่าจะมีช่องทางเช่นนี้แอบซ่อนอยู่ใต้ดิน

“เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าแอบหนีข้าออกไปทางนี้น่ะสิ”

“ไม่ไว้ใจข้าขนาดนั้นเลยหรือ ท่านนี่มัน...”

“อย่าเพิ่งโกรธสิ ข้าแค่เพียงกันไว้ก่อนเท่านั้น หากลูกกระต่ายซุกซนเช่นเจ้าแอบหนีออกไปข้าจะทำอย่างไร”

“ตอนนี้กระต่ายน้อยรู้ทางลับนี้แล้ว ระวังเถอะข้าจะกระโดดหนีท่านไป”

“ข้ามีวิธีที่เจ้าจะกระโดดหนีข้าไปไม่ได้”

“วิธี?” อิงฮวาชะงักเท้า จ้องหน้าจิ้นหยางเพียงรอฟังคำตอบของเขา แต่ก็ได้พบแต่ใบหน้สงบนิ่งและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งกลับมาเท่านั้น

“เป็นความลับ” ขอเพียงนางมีโอรสธิดาให้เขาสักคนก็เพียงพอแล้ว ถึงเวลานั้นกระต่ายน้อยก็กลายเป็นแม่กระต่ายจะยังกระโดดไปไหนได้อีก คนตัวสูงคิดอย่างกระหยิ่มใจ

“ดูท่าทางท่านจะแข็งแรงดี บาดเจ็บไม่มากนัก งั้นก็เดินเองเถอะ”

“อ๊ะ!”ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกจิ้นหยางหลอกให้อยากรู้แล้วไม่พูดต่อจึงสะบัดแขนตนออกจากการช่วยประคองหมายจะเดินหนีเขาไปก่อน แต่ยังไม่ทันที่จะได้เดินไปไหนก็ต้องรีบถลาเขามาประคองเขาอีกครั้ง สายตาหวานสั่นระริกรีบสำรวจบาดแผลอย่างตกใจทันที เมื่อครู่นางสะบัดแรงไปหรือ แผลฉีกหรือไม่

“ข..ข้าขอโทษ เจ็บมากหรือไม่” เห็นท่าทางเจ็บปวดของเขา หญิงสาวก็ทำหน้าเสียด้วยความตกใจ

“เจ็บมากจริงๆ เจ้าต้องประคองข้าไปดีๆนะ”

ไม่พูดเปล่า จิ้นหยางยังเซเบียดกายของตนเข้าใส่ร่างบางอย่างหมดแรง ตอนนี้ราวกับว่าคนทั้งสองมีร่างกายติดกันก็ไม่ปาน ใช้เวลาเดินอยู่ในทางลับเค่อครึ่ง ทั้งคู่ก็มาโผล่ที่โขดหินข้างม่านน้ำตกขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในอุทยานหลวงไม่ไกลจากตำหนักเยว่ซิน

“รีบไปกันเถอะ” จิ้นหยางกลับมายืนมั่นคง แววตาสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ ราวกับว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย อิงฮวาได้แต่ทำหน้างุนงงเมื่อครู่ตอนอยู่ในทางลับเขายังแหกปากจะเป็นจะตาย แต่พอพ้นจากทางลับออกมาเขากับทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ท่านไม่เจ็บแล้วเหรอ”

“เจ็บสิ แต่ข้าทนได้”

จิ้นหยางยกยิ้มที่มุมปากอย่างเคย เขาไม่พูดอะไรต่อแต่เลือกที่จะเดินนำร่างบางตรงไปทางตำหนักเยว่ซินอย่างไม่รีบร้อนนัก ทำเอาคนที่เดินตามมาด้านหลังอย่างนางอดร้อนใจแทนเสียไม่ได้

“รีบไปเถอะ อย่าช้าอยู่เลย” เป็นอิงฮวาที่เผลอจูงมืออีกข้างของเขาแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ตอนนี้นางสนใจแค่แผลของเขา จะมัวมานั่งระแวดระวังสายตาไทเฮาอีกคงไม่ได้

จิ้นหยางลอบมองใบหน้าครึ่งเสี้ยวของอิงฮวาที่จูงมือเขากึ่งเดินกึ่งวิ่งอยู่ตามทางเดิน รอยยิ้มอบอุ่นประทับอยู่บนใบหน้าคมคาย แค่รู้ว่านางเป็นห่วงเขาหัวใจก็พลอยจะพองโตขึ้นมาจนคับอก ในระหว่างความเป็นความตายนางก็อยู่เคียงข้าง ซ้ำยังคิดปกป้องเขา เห็นถึงความตั้งใจของนางเช่นนี้เขาก็อดคิดไม่ได้ว่านางเองก็มีใจให้เขาอยู่บ้างเช่นกัน

ตำหนักเยว่ซิน

“เสี่ยวซื่อเตรียมยาให้ที” ก้าวเข้ามาในตำหนัก เหล่านางกำนันก็รีบกุรีกุจอออกมาต้อนรับกันยกใหญ่ แต่ก็ต้องแตกตื่นเมื่อเห็นองค์หญิงของพวกตนเร่งรีบเข้ามา ทั้งยังสั่งให้เตรียมยา

“เอ๋! องค์หญิงเป็นอะไรเพคะ” เสี่ยวซื่อหน้าซีดเมื่อได้ยินคำสั่ง ตาใสมองสำรวจความผิดปกติบนร่างกายของนายตน

“ไม่ต้องถามมากไปเตรียมยาให้ข้า เสี่ยวจู เสี่ยวผิง เจ้าไปเตรียมผ้าสะอาดๆกับน้ำอุ่นๆให้ข้า เสร็จแล้วพวกเจ้ายกเข้าไปในห้องบรรทม ห้ามใครรบกวนเข้าใจหรือไม่”

“เพคะ” แม้จะไม่เข้าใจแต่ทุกคนก็ปฏิบัติตามโดยทันที ต่างแยกย้ายกันทำตามคำสั่งที่ได้รับ

จิ้นหยางที่สังเกตท่าทางของหญิงสาวก็อดยกมืออีกข้างที่ไม่เจ็บกำมันหลวมๆแล้วแตะเข้าที่เหนือริมฝีปากตนเพื่อกลั้นหัวเราะไม่ได้ เขาเจ็บตัวแต่เห็นนางเป็นห่วงเขาเช่นนี้ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก

“จริงสิ ข้าต้องไปจัดการเรื่องชายชุดดำกลุ่มนั้น” จิ้นหยางนึกขึ้นได้ จึงรีบผละออกไปฟังคำรายงานจากหัวหน้าองครักษ์ที่ไปจัดการต่อ และเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก็พบว่าของทุกอย่างถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

อิงฮวาเห็นจิ้นหยางเดินเข้ามา จากที่นั่งรออยู่บนเตียงก็รีบลุกขึ้น มองหน้าเขาด้วยความเป็นห่วง สองเท้าพาร่างบางมาหยุดประจันหน้ากับร่างสูง ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด มือบาง ช่วยเขาถอดชุดที่คลุมอยู่ออก เมื่อเสื้อถูกถอดออก อิงฮวาก็หน้าถอดสี รอยแผลที่ดูลึกมากที่แขนของเขายังคงมีเลือดไหลซึมออกมาจนชุ่มผ้าเช็ดหน้าที่นางผูกเอาไว้แต่แรก อิงฮวาเม้มปากแน่น สายตาจ้องไปที่ผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือด ค่อยๆบรรจงแกะมันออกอย่างเบามือ

“ข้าไม่เป็นอะไร” จิ้นหยางที่เห็นว่าอิงฮวามีสีหน้าซีดลงถนัดใจก็เอ่ยขึ้น มืออีกข้างที่ไม่เจ็บลูบที่หัวของนางเบาๆ คล้ายๆจะปลอบโยนให้นางคลายวิตก

“ไปนั่งที่เตียงเถอะ ข้าจะได้ทำความสะอาดแผลก่อนใส่ยา” อิงฮวายังคงก้มหน้านิ่ง เป็นเพราะนางดื้อดึงอยากออกไปข้างนอกทำให้เขาต้องมาเจ็บตัวแบบนี้ หากเกิดอะไรขึ้นนางจะทำอย่างไร นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ตอนที่เขาใช้แขนของเขารับกระบี่แทนตน เป็นครั้งแรกที่นางกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไปนางกลัวจริงๆ ยิ่งนึกใบหน้าหวานก็ยิ่งซีดเผือก ดวงตากลมโตรื่นไปด้วยหยาดน้ำตานางจึงเลือกที่จะก้มหน้าไม่มองใบหน้าของอีกฝ่ายแทน

จิ้นหยางทำตามที่อิงฮวาบอก เดินมานั่งลงบนเตียงนิ่งๆ มองแผ่นหลังของอิงฮวาที่กำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นอยู่ไม่ไกล รับรู้ได้ถึงแผ่นหลังเล็กๆที่สั่นไหวของนาง ครู่เดียวอิงฮวาก็เดินก้มหน้ามานั่งลงข้างๆเขา เอื้อมมือที่ออกจะสั่นน้อยๆของนางบรรจงเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล ทำความสะอาดมันช้าๆด้วยความระมัดระวัง

ไม่ทันรู้ตัวหยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่สวยที่บัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรงของอิงฮวาก็หยดลงที่แขนของอีกฝ่าย จิ้นหยางจึงใช้อีกมือช้อนใบหน้าของนางให้เงยขึ้นสบตากับเขา สิ่งที่เขาเห็นคือใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลลงมาราวกับไข่มุกเม็ดงาม ริมฝีปากบางที่เม้มสนิทกลั้นเสียงสะอื้นของตน เพียงแค่เห็นจิ้นหยางก็ใจสั่นตามไปด้วย ไม่ว่ายามไหนเขาก็ไม่ต้องการให้นางเสียน้ำตาเช่นนี้

“ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ เจ้าอย่าร้องเลยนะ” จิ้นหยางเอ่ยเสียงอ่อนโยนบรรจงเช็ดน้ำตาที่ไหลเป็นสายอย่างเบามือ แม้จะไม่ชอบให้นางร้องไห้ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางร้องไห้เพื่อเขา เขาทั้งรู้สึกยินดีและไม่ยินดีอยู่ในอก เท่านี้ก็เพียงพอให้เขาหายเจ็บปวดแล้ว ได้รู้ว่านางเป็นห่วงเขามากจริงๆ ท่าทางแบบนี้ของนางบอกชัดว่าเขาเป็นคนสำคัญ ความรู้สึกเต็มตื้นมันเป็นเช่นนี้นี่เอง

“ข้าขอโทษ...ข้าเป็นต้นเหตุให้ท่านต้องเจ็บตัว” อิงฮวาเอ่ยเสียงแผ่วเบา อู้อี้เพราะกำลังกลั้นอาการสะอึกของตน

“ช่างมันเถอะ เจ้าก็แค่ดื้อกับข้าให้น้อยหน่อยก็พอ” จิ้นหยางดึงนางมาไว้ในอ้อมอก ลูบหัวนางเบาๆอย่างรักใคร่

“ยังจะมาล้อเล่นอีก” อิงฮวาเสียงขุ่น ดันตัวเองออกจากอกแกร่งของเขา บรรจงเช็ดแผลต่ออย่างเบามือ ใส่ยาแล้วใช้ผ้าสะอาดพันอย่างตั้งใจ ไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย อิงฮวาแอบโล่งอกที่นางทำแผลออกมาได้ดี ทั้งยาที่เอามาจากแคว้นเฉิงก็ดียิ่ง เพียงใส่ยานี้แผลก็จะสมานตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอนเถอะ เจ้าเหนื่อยมากแล้ว” จิ้นหยางกล่าวตบเตียงเบาๆเป็นเชิงบอกให้อิงฮวาเข้านอน วันนี้เห็นเขาเดือดร้อนเพราะนาง หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จก็ปีนขึ้นเตียงแล้วล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย ตามด้วยจิ้นหยางที่นอนอยู่ข้างๆกัน เอื้อมมือที่ไม่บาดเจ็บดึงนางให้เข้ามาอยู่ในอ้อมอก จุมพิตที่หน้าผากแผ่วเบาเหมือนทุกวัน และหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความอ่อนเพลีย

ความคิดเห็น