สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๔ [ ปลัด & เพียว ]

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๔ [ ปลัด & เพียว ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2560 15:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๔ [ ปลัด & เพียว ]
แบบอักษร

ผมกลับมาที่ชุมชนโนนยางนาอีกครั้งตอนย่ำค่ำ อาศัยฝากท้องที่บ้านกำนันแล้วเดินทางไปที่วัดเพื่อฟังสวดพร้อมทีมงาน

รู้สึกว่าหมู่นี้ไม่ค่อยเห็นดำเกิงสักเท่าไหร่ พอถามถึง น้าพิกุลก็เล่าว่าเขาวุ่นอยู่กับการเตรียมงานวัด ผู้เป็นพ่อเสริมขึ้นด้วยว่ามันเอาจริงครับปลัด

ไม่อยากจะเชื่อว่าคนไม่เอาไหนอย่างนั้นจะจริงจังเป็นด้วย แต่ก็ชื่นใจแทนบุพการีล่ะนะ ที่ลูกชายไม่ทำตัวลอยไปลอยมาพักใหญ่ ๆ เลย

ผมกับผู้นำชุมชนไปนั่งฟังพระสวดบนศาลาการเปรียญ แต่ก่อนหน้าที่จะขึ้นบันได ผมหันมองไปที่ซุ้มสาวน้อยตกน้ำของเพียวด้วย เห็นเธอก้ม ๆ เงย ๆ ผูกเชือกอะไรสักอย่าง ดูหน้าบึ้งชอบกล แต่ช่างเถอะ ปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน รับรองว่าต้องมีเคลียร์กันยาว

เมื่อพระสวดมนต์จบ กำนันก็ขอให้ผมกล่าวอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ กับพี่น้องชาวบ้านโนนยางนาที่อยู่บนศาลา รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่เดินเที่ยวอยู่ในบริเวณงาน เพื่อเป็นการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธ ชอบนักเรื่องจับไมค์ ยิ่งถ้าเป็นการร้องคาราโอเกะยิ่งเข้าทางเลย ถ้าไฟไม่ดับผมไม่วางไมค์อ้ะ เอาสิ

เมื่อกล่าวอวยพรจบผมก็ส่งไมค์คืนให้กำนัน ซึ่งต่อมากำนันตุ้ยก็พูดเรื่องขอความร่วมมือจากชาวบ้านในด้านการรักษาความปลอดภัย ให้ช่วยสอดส่องดูแล ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ชุมชนที่ประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ โดยไว

ส่วนผมนี้ขอตัวไปเดินเล่นข้างล่างก็แล้วกัน ระหว่างที่เดินลงบันไดก็แว่วเสียงเฮฮาดังมาจากซุ้มต่าง ๆ โดยเฉพาะซุ้มรำวงนี่ ดังยิ่งกว่าใคร หนุ่ม ๆ ต่อคิวกันยาวเหยียดเพื่อที่จะได้รำกับสาวที่ใคร ๆ ก็โฆษณาว่าสวยสุดในชุมชน

แต่ผมไม่สนใจหรอก ขอไปที่ซุ้มสาวน้อยตกน้ำก่อนก็แล้วกัน...

“โคตรสะใจเลยว่ะ ป้ะ พวกเราลองกลับไปที่ซุ้มรำวงกันเถอะ เผื่อน้องลำไยจะว่างแล้ว” ผมสวนทางกับกลุ่มวัยรุ่นชายที่เดินออกมาจากซุ้ม ฟังจากคำว่าสะใจแล้ว เดาได้ว่าคงจะสอยสาวน้อยร่วงลงไปได้ตามเป้าเป็นแน่

ผมไม่อยากเดาว่าใครเป็นคนนั่งเป็นสาวน้อยจึงรีบก้าวขาเข้าไปซื้อตั๋ว แล้วก็พบว่าสาวน้อยคนนั้นก็คือ...เพียวนั่นเอง

“แม่ง ๕ ลูก เข้าเป้าไป ๔ กูเปียกหมดเลย หนาวก็หนาว ไอ้เวรเอ๊ย!” เธอบ่นในขณะที่ก้มหน้าก้มตาบิดน้ำออกจากเสื้อตัวเล็กจิ๋ว

เพียวยังไม่รู้ว่าผมมาถึงแล้วและกำลังยืนกอดอกมองเธออยู่ที่นอกรั้วกั้น

ผมไล่สายตามองเครื่องแต่งกายของเธออย่างไม่ชอบใจ เสื้อขาว บางและตัวเล็กเกินไป กางเกงขาสั้นนี่ก็ด้วย ใครกันที่ช่างหามาให้ใส่ ผมไม่เชื่อหรอกว่าเป็นของเพียว เธอไม่มีทางแต่งกายอย่างนี้แน่

“ขอ ๒ ตะกร้าครับน้องสาว” ผมหันไปบอกคนขายตั๋วร่างอวบพร้อมชูมือสองนิ้ว ซึ่งเมื่อเธอเห็นว่าเป็นผม มือที่หยิบขนมกินอยู่ตลอดเวลาก็รีบกลับมาทำงานทันที

“อุ๊ย ปลัดใจดีจังเลย” เธอส่งตั๋วให้ผมแล้วรับเงินไปจากมือ “นี่ค่ะ เงินทอน” เธอส่งเงินย่อยคืนให้ แต่ผมบอกปัด ทำให้คนขายยิ้มระริกระรี้ก่อนจะพูดต่อ “ออมมือหน่อยนะคะ เดี๋ยวเจ๊เพียวจะไม่แห้งสักที”

“แหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ พอดีผมปาอะไรไม่ค่อยแม่น แต่อยากจะทำสาวน้อยตกน้ำบ้างก็เท่านั้นเอง”

“ถ้าอย่างนั้นก็...สู้ ๆ นะคะ กระถินเอาใจช่วย” เธอกำมือทั้งสองข้างหันเข้าหาตัวเป็นการให้กำลังใจ

“ขอบคุณครับผม”

ผมยิ้มให้กระถินก่อนจะมายืนตรงกึ่งกลางรั้วกั้น ปาอะไรไม่ค่อยแม่นอย่างนั้นหรือ ผมล้อเล่นหรอกน่า สมัยอบรมการใช้อาวุธ ผมเกือบได้คะแนนเต็มร้อยเชียวนะ แถมเป้าก็อยู่ไกลมากด้วย นับประสาอะไรกับแต่ตอนนี้ที่เพียวอยู่ใกล้ ๆ รับรองได้เลยว่าไม่พลาดแน่

ผมทำเป็นเล็งแป้นรูปหัวใจสีหวาน แต่ตอนปา ผมกลับเบนมือไปยังหน้าผากมน ๆ ของเพียวที่นั่งหน้าบูดอยู่เหนือถังน้ำ

ก๊อง !

“โอ๊ย!” เพียวร้องลั่นด้วยความตกใจ แม้แป้นจะไม่ขยับ แต่เธอก็หงายท้องลงไปในถังน้ำจนได้

“โอ๊ะ...ขอโทษครับเพียว เป็นไงบ้าง?” ผมชะเง้อมองไปที่ถัง ไม่ได้ตั้งใจให้เธอตกจริง ๆ นะ

ผมร้องถามอยู่อย่างนั้น ก็ไม่มีเสียงตอบ แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อบอลลูกเมื่อครู่ลอยกลับขึ้นมา อัดเข้าที่ใบหน้าของผมเต็มแรง

“คิดจะแกล้งกันรึยังไงวะ” เพียวส่งเสียงโวยวายก่อนจะปีนออกจากถังมากระชากคอเสื้อของผม “บอกว่าอย่ามาให้เห็นหน้า แล้วจู่ ๆ โผล่มาทำไม ไอ้คุณปลัด!”

“ผ...ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจครับ ผมแค่อยากมาอุดหนุนซุ้มของเพียวเท่านั้นเอง” ผมตีหน้าลนลาน แต่ความจริงนั้นกำลังกลั้นขำสุดชีวิต

“อยากอุดหนุนก็ไปจ่ายเงินเซ่ จะมาปาฉันทำห่าอะไร” เธอโวยวายใหญ่เลย อย่างกับจะกินผมเข้าไปทั้งตัว

“ครับ ๆ ไม่ปาแล้วก็ได้ครับ” ผมวางตะกร้าแล้วเผ่นออกมาจากซุ้มทันที ดุชะมัด...


***


ผมเตร่ไปทั่วงานวัดเพื่อหาอะไรทำระหว่างที่รอให้เพียวเสร็จธุระ เดินเข้าซุ้มนั้นออกซุ้มนี้ ได้ของกินและของรางวัลมามากมาย

เที่ยวเล่นอยู่ครู่ใหญ่ก็มีสัญญาณความเคลื่อนไหวจากซุ้มสาวน้อยตกน้ำ พวกเขาเริ่มเก็บของกันแล้ว

ผมเลิกสนใจสิ่งใด เปลี่ยนมายืนซุ่มมองเพียวจากที่ไกลตา เห็นเธอกำลังเก็บของรางวัลลงกล่องลังเพื่อนำไปคืนให้กองอำนวยการ จากนั้นก็เดินทำนั่นทำนี่ จนในที่สุดพวกเด็ก ๆ ก็ขอตัวกลับ เหลือเพียงเพียวกับเพื่อนที่ยังตรวจตราความเรียบร้อย 

ผมเฝ้ารออย่างใจเย็น มองเธอทำนั่นทำนี่อีกครู่ใหญ่ และแล้วโชคก็เข้าข้างเมื่อคนที่ขอตัวกลับบ้านรายต่อไปคือเพียว

เพียวสวมเสื้อกันหนาวกับกางเกงวอร์มทับเสื้อผ้าที่เปียกน้ำ จากนั้นก็เดินไปจูงจักรยานแม่บ้านออกจากหลังซุ้มแล้วปั่นมุ่งหน้ามาทางประตูวัด ผมเองก็ไม่รอช้า พอสวมฮู้ดเสื้อเพื่ออำพรางตัวได้แล้วก็รีบกอดตุ๊กตาหมีตัวใหญ่เดินจ้ำออกจากบริเวณงานเพื่อดักรอเธอระหว่างทางกลับบ้าน

ผมเดินกอดตุ๊กตามาตามไหล่ทาง ออกห่างจากวัดทุกที ๆ ตามองเงาของตัวที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า ใจก็ลุ้นให้เงาของเพียวใกล้เข้ามาไว ๆ

ในที่สุดเธอก็มาถึง...

เพียวปั่นจักรยานผ่านผมไปโดยไม่เอะใจอะไร เธอดูเร่งรีบอย่างเห็นได้ชัด ผมไม่รีรอ รีบกระโจนไปนั่งซ้อนที่เบาะหลังพร้อมตุ๊กตาในอ้อมกอด 

เหมือนถ่ายทอดด้วยภาพช้า เพียวหยุดรถกระทันหัน นิ่งงันคล้ายตกใจ และแล้ว...

พัวะ !

รางวัลของคนพิเรนทร์ได้รับก็คือศอกคม ๆ ของหญิงสาวที่เขารัก

เพียวตกใจแต่ไม่หวีดร้อง เธอตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยการกระทำ กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ผมก็ถูกสับศอกจนหน้าแทบยับ

“​ปลัด!?”​​ เพียวจอดรถแล้วหันกลับมาดูผลงาน “​เจ็บมากไหม?”​​​ เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือก็แตะที่ใบหน้าของผมอย่างแผ่วเบา แต่ชั่วพริบตาที่เธอนึกได้ว่าเรามีประเด็นกันอยู่ นิ้วที่เคยลูบที่แผลอย่างถนอมก็กดจึ๊ก ๆ ซ้ำไปมา จนผมร้องโอดโอย สมน้ำหน้า เธอบอกก่อนจะหันกลับไปมองทาง

เพียวไล่ผมลงจากรถ แต่ผมบอกว่าไม่ คำเดียวสั้น ๆ แต่แน่นหนัก นั่นทำให้เพียวงอแงหาว่าผมรังแกเธอ

“​คุณทำผมเจ็บ คุณต้องรับผิดชอบ”​​ ผมบอกพร้อมตีมือเข้าที่สะโพกอวบของเพียว เธอทำเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จำต้องปั่นจักรยานกลับบ้านโดยมีแฟนหนุ่มตัวน้อย ๆ เกาะหลังไปด้วย

เมื่อมาถึงร้านกาแฟ เพียวไขกุญแจสำรองเปิดประตูบ้าน มีการลอบมองหาพ่อเพื่อดูว่าท่านยังรออยู่ไหม ครั้นพบว่าเจ๊กอู่นอนหลับอยู่ตรงเก้าอี้โยกตัวโปรด เพียวก็กวักมือเป็นสัญญาณว่าให้เดินตามเธอเข้าไป

เราแอบขึ้นบันไดมาที่ชั้นสองของบ้าน ห้องนอนของเพียวอยู่บนนี้ เธอเปิดประตูอย่างคล่องมือก่อนจะเดินนำผมเข้าไป

“​รออยู่นี่ เดี๋ยวจะไปอาบน้ำก่อน”​​ เพียวบอกพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดตัวเดินออกไป ทิ้งให้ผมมีโอกาสได้สำรวจข้าวของภายในห้องของเธอ “​ห้ามออกไปเพ่นพ่านที่ไหนเป็นอันขาด”​​​ เพียวเปิดประตูกลับมาย้ำ โดยที่เราทั้งสองไม่รู้เลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในหูในตาของเจ๊กอู่ที่แกล้งนอนหลับเสมอมา...

ผมล้มตัวนอนบนเตียงของเพียว กลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มฟุ้งกระจายขึ้นมาเตะจมูก ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่ดูห้าวเป้งอย่างเพียวจะชอบกลิ่นหวานชวนฝันแบบนี้

ผมควานมือหาหมอนมากอดพร้อมตะแคงนอนหลับตา รู้สึกวิงเวียนหน่อย ๆ สงสัยจะเพราะถูกสาดด้วยน้ำเย็นเมื่อช่วงกลางวัน

ผมหลับไปนานเท่าใดก็มิทราบ จู่ ๆ ก็มีเสียงกุกกักดังขึ้นที่หน้าห้อง ครั้นพอปรือตามองก็พบว่าเป็นเพียวที่เดินเช็ดผมเข้ามาในห้อง เธอตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง ไม่พูดไม่จาสักคำ ทิ้งให้ผมมองตามเหมือนหมามองเจ้าของไม่มีผิด

“นอนอยู่ตรงนั้นแหละ” เพียวบอกพร้อมปรายตามองผมผ่านกระจก เธอคงเห็นว่าผมกำลังฝืนลุกและเตรียมจะคืบคลานเข้าไปใกล้เธอกระมัง แต่ผมไม่ฟังหรอก การยอมนิ่งทันทีที่ผู้หญิงสั่ง มันทำให้ความเป็นผู้นำหดหายไปกว่าครึ่ง ยิ่งในยามที่มีข้อพิพาทกันด้วยแล้วยิ่งยอมไม่ได้เลยเชียว

ผมก้าวขาลงจากเตียง ตรงไปประชิดร่างของเพียวซึ่งอยู่ในชุดนอนลายโดราเอม่อน จับไหล่เล็กไว้อย่างถนอม ก่อนจะหยิบหวีที่อยู่ในมือน้อยมาสางผมให้เธอ

“ผมขอโทษที่ไม่ได้แนะนำให้คุณรู้จักพราว...” ผมเปิดประเด็นในขณะที่มือก็แปรงผมสลวยอย่างระวัง เพียวมองภาพสะท้อนของผมในกระจก ส่วนสายตาของผมนั้นสนใจเรือนผมสลวยที่วางพาดอยู่ในมือ “นั่นพราว เป็นเพื่อน...เอ่อ เป็นแฟนเก่าของผมเอง”

คำว่าแฟนเก่าทำให้เพียวที่กำลังคล้อยตามคำสารภาพชักสีหน้า เธอมองกระจกด้วยสายตาดุดันดุจนางมารร้าย นั่นทำให้ผมต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระชับและชัดเจนที่สุด...

แค่แฟนเก่า เลิกกันนานแล้ว ไม่มีสัญญาณรีเทิร์น ชัวร์ !

ผมบอกด้วยความลุ้นระทึก หวังว่าเพียวจะเข้าใจและยอมคืนดี ซึ่งมันน่าหวั่นตรงที่เธอเงียบและชั่งใจอยู่นาน แต่แล้วในที่สุดเจ้าหล่อนก็บอกออกมาว่า...แล้วไป

เพียวเงยหน้าขึ้นมาสบตา แย้มยิ้มน้อย ๆ แล้วเอนตัวพิงหน้าท้อง บอกผมว่าขอโทษที่สาดน้ำใส่หน้าเมื่อช่วงกลางวัน แม้จะไม่มีคนในชุมชนเห็น แต่มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ....ใช่ไหม?

“เรื่องมันแล้วไปแล้ว” ผมบอกพลางลูบผมที่ยังชื้นของเธออย่างแผ่วเบา บางทีเพียวก็อ้อนเก่งเกินไป เก่งเสียจนผมหาจังหวะตำหนิความผิดของเธอไม่ได้เลย

“หมู่นี้มันจะขี้หงุดหงิดอยู่หน่อย ๆ” เพียวอ้อมแอ้มบอกภาวะทางอารมณ์ เธอบอกว่าเมนส์เพิ่งมาตะกี้นี้เอง ต่อให้เจอกันก็คงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการนอนกอด ซึ่งผมเองก็พอจะเข้าใจเรื่องวันนั้นของสตรีอยู่บ้าง จึงไม่ได้เก็บมาเป็นเรื่องรกสมอง

เราคุยกันที่หน้ากระจกอยู่พักใหญ่ เพียวก็ผละตัวออกห่างแล้วลุกเดินนำผมไปยังเตียงนอน จัดแจงเรียงหมอนไว้ให้พร้อมสรรพ นี่ของคุณ นี่ของฉัน หมอนข้างอยู่ตรงกลาง แบ่งเขต...

ผมไม่รอให้เพียวแบ่งเขตอะไรทั้งนั้น ไอ้หมอนข้างนี่ยิ่งไม่จำเป็น โยนมันทิ้งไปซะ

“ปลัด!” เพียวกระแทกเสียงเมื่อผมคว้าหมอนข้างโยนลงพื้นแล้วขึ้นไปนั่งบนเตียง “ฉันติดนอนกอดหมอน” เธอครวญพร้อมทำท่าว่าจะก้าวลงไปเก็บสมบัติชิ้นโปรดขึ้นมา แต่ผมไวกว่า จึงคว้าแขนเพียวไว้ได้ทัน

“คืนนี้กอดผมแทนก็ได้”

“ไม่เอา มันไม่เหมือนกัน” เพียวเริ่มงอแง แต่ผมก็รั้นพอที่จะรั้งตัวเธอในนอนลงไปด้วยกัน

“ไม่เหมือนกันตรงที่ผมกอดอุ่นกว่าใช่ไหม?”

ผมจับเพียวกดลงกับที่นอนแล้วหอมแก้มนุ่มเต็มแรง เธอนิ่งให้ผมชื่นใจอยู่ครู่เดียวก็ขยับยุกยิกพร้อมบอกว่าอย่าจับนอนหงาย มันไม่สบายใจ เดี๋ยวเลอะ

ผมยอมว่าตามโดยดี เพียวดันตัวผมให้พลิกมานอนหงาย แล้วเธอก็พาดขาข้างหนึ่งแทรกหว่างขาของผมไว้

“​แฟนเก่านี่คบกันมากี่ปี?”​ ปล่อยคำถามจู่โจมโดยไม่ให้ผมมีเวลาเตรียมตัว เอ ผมเคยบอกว่ากี่ปีนะ จำไม่ค่อยได้... “​กี่ปี!”​ เพียวทุบอกผมอย่างคาดคั้น เป็นผลให้สมองประมวลระยะเวลาออกมาได้อย่างแม่นยำ

“​ปีกว่าครับ...ปีกับอีกสองเดือน”​ ผมตอบออกไป นึกครึ้มใจกับความดุร้ายของแม่เสือสาวที่ทาบทับผมไว้กว่าครึ่งตัว นี่ถ้าไม่ติดว่าเธอมีรอบเดือน มันน่าจะได้จัดหนักแบบโหด ๆ กันสักหน่อย

“​แล้วเคย...”​​ เพียวถามต่อแบบไม่จบความ จากนั้นก็ปล่อยให้สายตาสื่อสารแทนคำพูด ซึ่งถ้าเป็นภาษากายแล้วล่ะก็ ผมตอบได้ง่ายดายมาก

เคย

ผมอมยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่งคำตอบผ่านดวงตาไปยังเพียว เธอหาว่าผมแก่แดดแล้วก็ทุบอกผมอีกครั้ง

“​จากนี้ไป...ไม่ให้ใครอีกแล้วนะ”​​ เธอพูดพร้อมซบหน้าหนุนอก ผมยกมือลูบผมของเธอ ทำให้เพียวเงยหน้ามาสบตา จากนั้นคนขี้อ้อนก็หยัดตัวขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบาที่ริมฝีปาก ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะสนองกลับอย่างดุดัน

เราดื่มด่ำความรักกันอย่างถึงใจ กระทั่งเสียงเอี๊ยด ๆ คล้ายมีคนเดินเหยียบพื้นบ้านไม้ดังขึ้นที่หน้าประตู เพียวชะงักแล้วหันไปมองอย่างวิตก มือก็โกยผ้าห่มมาทับตัวผมไว้คล้ายกับจะซ่อนของ แต่ขอโทษเถอะ ผมไม่ใช่สิ่งของนะ

ผมปัดผ้าออกจากตัว ในขณะที่เพียวยังคงไม่รู้ตัวว่าผมกำลังจะเปิดประเด็นเดิม ๆ ที่เคยคุยกันมาแล้วหลายครั้ง

“​​พ่อแน่เลย”​​ เธอหันกลับมาบอกอย่างกังวล แต่เมื่อพบว่าผมทำหน้าบูดรออยู่ ความกังวลเรื่องพ่อของเธอก็เล็กจ้อยลงทันที

“​​พ่อแล้วไง ทำไมเราต้องปิดบังด้วย”​​ ผมตีหน้าเครียด จ้องตาคนที่ไร้เหตุผลอย่างเอาเรื่อง ให้รู้กันไปเลยว่าผมก็งอนเป็นเหมือนกัน

“​​ไม่เอาน่า ปลัดอย่าดึงไปดราม่าสิ”​​ เพียวเปลี่ยนมาอ้อน พยายามจะชวนผมจูบอีกรอบ แต่ผมไม่ยอมเคลิ้มตาม เพราะคิดว่าจะใช้โอกาสนี้บีบให้เธอยอมสารภาพสาเหตุที่ต้องเก็บความรักเป็นความลับออกมา

เพียวพยายามนัวเนียที่ปากผมอยู่นาน เมื่อผมไม่ยอมเล่นด้วย เธอก็เริ่มหงอ เปลี่ยนมาใช้ลูกอ้อนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อย่างน่าเอ็นดู แต่ผมก็ใจแข็งพอที่จะไม่ลูบศีรษะของเธอ

“​​ขอโทษ ก็แค่ไม่อยากให้พ่อรู้...”​​ และแล้วเธอก็เอ่ยบางอย่างออกมาคล้ายจำยอม

“​​เพราะอะไร”​​ ผมซักเพื่อให้เธอกล้าเล่า ซึ่งเพียวก็ร่ายมาตั้งแต่ต้นว่าความจริงแล้วเธอไม่ค่อยลงรอยกับเจ๊กอู่ตั้งแต่วันที่แม่เสียชีวิต ใคร ๆ ก็บอกว่าพ่อบังคับให้แม่ทำงานหนักจนแม่ตาย แม้ว่าท่านจะอธิบายว่าไม่ใช่อย่างนั้น แต่เด็กน้อยที่ถูกญาติฝ่ายมารดาลักลอบเป่าหูก็ฝังใจกับความเท็จนี้เสียจนยากจะเชื่อความจริงว่าแม่ตายเพราะโรคปัจจุบัน

เพียวไม่ฟังคำสั่งสอนของบิดามาแต่ไหนแต่ไร เจ๊กอู่เองก็ดื้อพอที่จะเลี้ยงลูกสาวจอมรั้นด้วยกำลังของตน ไม่ยอมแต่งงานใหม่ ไม่ยอมให้ญาติคนใดมาพรากลูกสาวไปจากอก ในเมื่อมันดื้อนักก็อยู่กันไปแบบดื้อ ๆ นี่แหละ

ความสัมพันธ์แปลกประหลาดดำเนินไปจนถึงวัยที่ลูกสาวหัดมีความรัก เพียวบ้ารักแบบไม่ลืมหูลืมตา ยิ่งถูกพ่อปรามก็ยิ่งทำประชด

ครั้นพออกหักจากจิ๊กโก๋ในตัวอำเภอต้องกลับมานอนร้องไห้น้ำตาเปียกหมอน พ่อก็ปลอบใจว่าในโลกยังมีผู้ชายดี ๆ อยู่อีกมาก สักวันเพียวก็จะเจอคนดีที่จะมาดูแลเพียวได้ แต่เธอก็ไม่ยอมรับฟัง ดึงดันทำตัวเสเพลประชดชีวิตไปข้าง ๆ คู ๆ แม้ในตอนนี้จะพบรักใหม่กับคนที่พอจะมั่นใจได้ว่าดีอย่างที่พ่อเคยบอก เพียวก็ยังไม่ยอมวางฟอร์ม...

“​​อย่าบอกพ่อนะปลัด”​​ เธออ้อนวอนหลังจากที่เล่าเรื่องราวจนจบ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า ไร้สาระ

ผมบอกไปอย่างนั้นจริง ๆ แล้วผมก็พลิกตะแคงไปอีกข้าง ไม่อยากฟังปมปัญหาที่เพียวมโนขึ้นมาเองอีกต่อไป

“​​ปลัด...”​​ เพียวทำเสียงอ่อนแล้วสะกิดแขนผมเหมือนที่ชอบทำตอนง้องอน แต่ครั้งนี้มันต่างกัน ผมไม่โอเคกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เลย อะไรกัน เจ๊กอู่แกออกจะเอาใจใส่ดูแลเพียวอย่างดี แต่เธอกลับเลือกที่จะไม่มอง แล้วไปฟังคำพูดของญาติพี่น้องที่ดูก็รู้ว่าไม่ประสงค์ดีกับชีวิตของเธอ...

เพียวทำได้อย่างไรกัน ?

“​​ปลัด...”​​ เพียวยังคงพยายามง้อ เธอปีนคร่อมตัวผมมานัวเนียที่ปาก แต่ผมยังคงหลับตานิ่ง

เพียวเองก็นิ่งไปเหมือนกัน เธอคงกำลังคิดหาทางง้อผมอยู่แน่ ๆ 

และไม่นานเกินรอ แผนที่ว่านั้นก็เผยออกมาเมื่อเพียวกัดแก้มของผมอย่างแรง

ผมสะดุ้งโหยง ยอมรับว่าโกรธเพียวเข้าแล้วจริง ๆ จากที่เราเคยอยู่ห่างไกลกันพอที่จะมีพื้นที่ให้ความเกรงใจทำงาน แต่ตอนนี้เรากลับใกล้ชิดกันจนก้าวล่วงคำว่าให้เกียรติ

ผมส่งสายตาตำหนิไปยังเพียว แต่เธอกลับชิงขอโทษแล้วลูบมือตามรอยกัด ปากก็อธิบายว่าทำไปเพราะอยากให้ผมกลับมาพูดกันดี ๆ เหมือนเดิม 

อา...แล้วผมก็แพ้ทางโหมดเด็กดีของเธอเข้าจนได้

ผมยกแขนไปรวบตัวเธอมากอด หอมเบา ๆ ที่ขมับแล้วจู่ ๆ เพียวก็ตั้งคำถามว่าผมเองก็มีปัญหากับครอบครัวเหมือนกันใช่ไหม?

เธอดูออก เพราะผมไม่เคยพูดถึงอดีตให้ฟังเลย แม้แต่ชื่อเล่นที่พราวเรียกก็ยังไม่ใช่แบบที่เธอรู้มา ตกลงว่าก่อนจะชื่อปลัดมะขวิด ใจหาญกล้าเนี่ย ผมชื่ออะไรมาก่อน

ผมยอมรับกับเพียวว่าใช่ ผมมีปัญหากับที่บ้านจนไม่อยากกลับไปอีก แต่ปัญหาของเราแตกต่างกัน ของเพียวน่ะคิดไปเองว่าพ่อไม่ดี ส่วนของผมนั้น...

“​​ปลัดแน่ใจเหรอว่าไม่ได้คิดไปเองเหมือนกัน”​​ เพียวถามก่อนที่ผมจะทันได้พูด ทำให้ผมดีดหน้าผากเธอไปหนึ่งที ฟังก่อนสิวะ

เท่านั้นแหละ เพียวถึงยอมฟังความร้อนระอุในครอบครัวของผม

ด้วยความที่เป็นลูกคนที่สามของบ้าน เป็นลูกชายที่สอง มีพี่น้องปิดหัวปิดท้าย ฐานะและเพศของผมจึงไม่ใช่สิ่งที่ป๊ากับม้าให้ความสำคัญ  เรียนดีนับว่าเสมอตัว แต่ถ้ามาตรฐานตกลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติคือความไม่ดี ต้องรีบกำจัดมันออกไป กำจัด กำจัด จนในที่สุดบุพการีทั้งสองก็ลามมากำจัดผมออกจากบ้าน...

“​​เจ๊กอู่รักคุณมากนะเพียว...แต่ของผมนั้นไม่ใช่ เราสองคนยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่ต่างกัน”​​ ผมบอกกับเพียวอย่างนี้ ซึ่งเธอก็นิ่งฟังอย่างดี

“​​ทำไมคุณไม่ลอง...”​​ เพียวเว้นวรรคเพื่อให้ผมสรุปความต่อไปด้วยตัวเอง

ไม่ ผมไม่กลับไปแน่ ที่นั่นไม่มีที่สำหรับผมหรอก

“​​ลองให้รู้ชัดกันไปเลยว่าพ่อกับแม่ของคุณไม่ห่วงลูกชายคนนี้เลยสักนิด”​​ เพียวเสนอตัวว่าจะกลับบ้านกับผม เธออ้างว่าถ้าเธอคืนดีกับเจ๊กอู่ได้ตามที่ผมชี้ทาง ตัวผมเองก็น่าจะลองทำดูบ้าง ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่ของผมจะเป็นอย่างที่ผมคิดไว้ เราก็จะได้เห็นกับตาว่าท่านเป็นอย่างนั้นจริง ไม่ใช่ว่ามานั่งคิดไปเอง...แบบนี้

ผมฟังเหตุผลของเพียวด้วยความลังเล พยายามนึกถึงเศษความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก เผื่อว่าจะได้นำเสี้ยวนั้นมาเพาะชำให้ขยายใหญ่โต แต่จนแล้วจนรอดก็นึกหาไม่เจอ บ้านผมมีแต่เงินทองเต็มไปหมด ไม่มีหรอก ความรักความอบอุ่นที่ว่า 

แต่ถึงจะรู้ดีแก่ใจ ผมก็อยากจะลองทำตามคำแนะนำของเพียวดูสักที...ลุยให้รู้กัน !ฃ


***


ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูห้อง เพียวเองก็เช่นกัน เธอผละออกจากอ้อมแขนของผมด้วยความลนลาน พยายามโกยผมห่มมาพลางตัวผมไว้อย่างลืมตัว ปากก็พร่ำแต่คำว่า พ่อแน่เลย ๆ อยู่ไม่หยุด นั่นทำให้ผมต้องจับแขนของเธอไว้แล้วบอกให้ตั้งสติ

“เราตกลงกันแล้ว” ผมบอกพร้อมจ้องเข้าไปในดวงตาตี่ที่ฉายแววตระหนก เพียวเงียบลงชั่วครู่ก็แย้งมาว่า

“แต่มันต้องไม่ใช่ตอนเช้าตรู่และเป็นการอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมแบบนี้” เธอบอกแล้วก็หันไปหยิบตุ๊กตามาวางค้างบนตัวผม

นั่นสินะ ถึงเจ๊กอู่จะใจดีกับผมมาก แต่คงไม่มีพ่อคนไหนปลื้มหรอกที่จู่ ๆ ก็พบว่ามีผู้ชายนอนร่วมเตียงกับลูกสาวของเขาทั้งคืน

ระหว่างที่นิ่งเพื่อนึกหาทางออก เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นอีกรอบ เพียวลนลานยิ่งกว่าเดิม เธอพยายามซ่อนผมไว้ด้วยหมอนและตุ๊กตา ซึ่งผมคิดว่า...มันคงจะมิดหรอกนะ

“เพียว เปิดประตู” เสียงเจ๊กอู่ดังขึ้นแทนการเคาะห้อง นั่นทำให้ผมตัดสินใจได้ในวินาทีสุดท้าย กลัวถูกตีตายก็กลัวอยู่ แต่ที่กลัวที่สุดคือกลัวว่าจะต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนคนไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้ตลอดไป

ผมสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วลุกจากเตียง เดินตรงไปยังประตูห้อง ในขณะที่เพียวซึ่งนั่งอยู่บนเตียงได้แต่มองตาปริบ ๆ

มือจับกลอนประตูเตรียมจะเปิด แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมหันกลับไปมองเพียวอีกครั้งคล้ายจะบอกย้ำความตั้งใจว่าผมจะเปิดเผยความลับของเรา

เธอเม้มปากอย่างใช้ความคิด ในที่สุดก็ยอมพยักหน้าอนุญาต

“ทำไมเปิดช้า...” เจ๊กอู่ถามขึ้นทันทีที่บานประตูแง้มออก แกคงคิดว่าคนที่มาเปิดห้องจะเป็นลูกสาวของแกเหมือนเคย แต่เปล่า วันนี้คนที่เปิดประตูคือว่าที่ลูกเขยต่างหาก

“สวัสดีครับ เจ๊กอู่” ผมพนมมือไหว้อย่างนอบน้อมที่สุด หวังใจว่าเจ๊กอู่คงไม่หยิบอะไรมาตีกบาลเข้าให้

ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้เป็นว่าที่พ่อตา ผมจึงกลับมายืนในอาการปกติ เมื่อลอบมองชายตรงหน้าก็พบว่าดวงตาตี่เช่นเดียวกับลูกสาวกำลังมองมายังผมอยู่ก่อนแล้ว แกคงวิเคราะห์ลักษณะการแต่งกายด้วยเสื้อกล้ามและกางเกงยีนส์ขายาวที่ไม่ติดกระดุม อา...นี่หรือสภาพของคนที่มารายงานตัวกับพ่อแฟน

“อาเพียวอยู่ไหน?” คือคำแรกที่เจ๊กอู่เอ่ยกับผม ครั้นพอมองตามสายตาของแกเข้าไปในห้อง ก็ไม่พบเพียวอยู่บนเตียงเหมือนก่อนหน้า

เพียวไปไหน

เพียวหาย...

สถานการณ์ความตึงเครียดสลายไปเมื่อเจ๊กอู่เดินเข้ามาในห้อง ผมเดินตามไปติด ๆ ไม่มีวี่แววของเพียว ทำเหมือนว่าไม่เคยมีเธออยู่ในห้องนี้มาก่อน

เจ๊กอู่เดินไปดูหลังฉากกั้นห้องแล้วเดินย้อนกลับมาบอกว่าไม่พบใคร ส่วนผมไปเปิดดูในตู้เสื้อผ้า พบว่าเมื่อเลื่อนเปิดข้างหนึ่งก็จะมีเสียงกุกกักเคลื่อนไปอีกทาง ครั้นพอเปิดอีกทาง เสียงกุกกักก็ย้ายที่อีก แน่ใจแล้วว่ามีคนอยู่ข้างในนี้ และจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก...

“เพียว ออกมา” ผมโดยเปิดประตูตู้ไว้กึ่งกลาง มือก็เอื้อมไปคว้าเอาตัวคนปอดแหกออกมาจนได้

เพียวถลาออกมายืนก้มหน้างุดอยู่ข้างหลังผม เธอหดเล็กลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบิดา แม้เจ๊กอู่จะไม่ได้ตีหน้ายักษ์อย่างที่พวกเรากลัว แต่ก็ดูเหมือนว่าเด็กดื้อของแกจะยังไม่ชินกับการที่ต้องเปิดใจรับพ่อ จึงทำให้เธอดูเคอะเขินจนเกินพอดี

“ลงไปกินข้าว” เจ๊กอู่บอกกับเพียวก่อนจะหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเข้ม ๆ ว่า “ปลัดก็ด้วย” จากนั้นก็เดินลงบันไดไป ทิ้งให้เด็กทั้งสองคนยืนมองหน้ากันด้วยความงงงวย


***


บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปด้วยดีเกินกว่าที่คิดเอาไว้ ผมกับเจ๊กอู่สนทนากันด้วยเรื่องปกติทั่วไป ทั้งเรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องการแห่กองผ้าป่าไปที่วัด แม้แต่ข่าวลือเรื่องดำเกิงกับขมิ้นที่เจ๊กอู่ได้ยินชาวบ้านพูดกันในตลาดก็ยังเป็นประเด็นสนทนา

ก่อนหน้าที่เราจะมานั่งร่วมวงอาหาร เพียวขอตัวไปอาบน้ำ ส่วนผมก็ถือโอกาสพูดคุยกับเจ๊กอู่ซึ่งลงมานั่งรอที่โต๊ะรับแขกอยู่ก่อน

เราคุยกันอย่างลูกผู้ชาย ผมรับผิดที่ล่วงเกินเพียวทั้งยังปกปิดเป็นความลับไว้ตั้งนาน ซึ่งเจ๊กอู่ก็นิ่งฟังจนจบ พอบทจะพูดแกกลับบอกมาเพียงว่าแกรู้ทุกอย่าง

‘คืนนั้นอั๊วยังไม่หลับ’ ชายตรงหน้าเท้าความถึงวันที่ผมนำน้ำตาลทรายมาให้เพียว บอกว่ารู้เห็นทุกอย่างจากระเบียงบ้าน ทุกการกระทำ ทุกคำพูด

ผมกลืนน้ำลายลำบาก จากนั้นเจ๊กอู่ก็พูดต่อ โดยเล่าถึงวันต่อ ๆ มา ที่เพียวแอบลงมาหาผมที่หน้าร้าน กระทั่งถึงวันที่ผมบอกว่าจะไปบอกความจริงกับเจ๊กอู่ แต่ถูกเพียวห้ามไว้

‘ไม่ใช่ความผิดของอาคุณปลัดหรอก’ เจ๊กอู่บอกย้ำ ‘เพราะลูกสาวของอั๊วต่างหากที่มันเอาแต่ใจ’

‘เป็นเพราะผมตามใจเพียวด้วยแหละครับ ทุกอย่างจึงเลยเถิดมาขนาดนี้’

เรานิ่งไปครู่หนึ่งก็หัวเราะพรืดออกมา คนหนึ่งบอกว่าไม่ผิด ในขณะที่อีกคนบอกว่าตัวเองผิด บางทีชีวิตมันก็ตลกเกินไป

จบจากเรื่องที่เป็นประเด็น เจ๊กอู่ก็เล่าถึงเพียวตามมุมมองของแก ซึ่งผมก็เห็นดีด้วย แกรู้เรื่องเกี่ยวกับลูกสาวมากกว่าที่ลูกสาวของแกรู้เสียอีก นี่แหละน้า หัวอกคนเป็นพ่อ

“ผมจะหาเวลาไปกรุงเทพฯ ด้วยครับ อาจจะขอตัวเพียวไปเป็นเพื่อน...สักสองสามวัน” ผมบอกความตั้งใจที่เคยเล่าให้ว่าที่พ่อตาฟังก่อนนี้ เจ๊กอู่ก็พยักหน้ารับรู้ แล้วขอให้ผมโชคดี ขอให้พ่อกับแม่ยอมรับและเข้าใจผมสักที...

ความราบรื่นนี้ทำให้เพียวแปลกใจ เธอมองพ่อสลับกับมองผมอย่างใคร่รู้ แต่เมื่อไม่มีใครเอ่ยปากบอก เพียวก็ได้แต่ยิ้มอย่างจำยอม คล้ายจะบอกกับตัวเองว่าถ้าไม่มีอะไรเลวร้าย แบบนี้ก็น่าพอใจแล้ว

“รีบกินแล้วไปแห่กองผ้าป่ากันเถอะ” ผมหันไปบอกเพียวบ้าง แต่เธอกลับยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วบอกว่าไปก็ได้ แต่ว่าห้ามใครรู้ว่าเราไปด้วยกัน !

ผมโอดครวญ ครวญต่อหน้าพ่อของเธอนั่นแหละ อะไรกัน นึกว่าเจ๊กอู่รู้แล้วความลับทุกอย่างจะจบ นี่เพียวยังจะเล่นซ่อนหากันอยู่อีก

ไม่เอา ก็ไม่อยากให้ใครรู้ เพียวบอกอย่างนั้น โดยเฉพาะตาผายที่เคยบอกว่าปลัดจีบพี่คำแพง ตอนนี้ลูกสาวแกหนีหายไปก็ช้ำใจพอแล้ว ถ้าเราเปิดตัวว่าคบกัน พ่อเฒ่าแกจะไม่ยิ่งช้ำใจกับความเสียหน้าไปกันใหญ่หรอกหรือ ?

รอให้พี่คำแพงกลับมา แล้วเราค่อยมาว่ากันอีกที โอเค้ !?

เฮ้อ โอก็โอ...ผมถอนหายใจก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า...เดี๋ยวค่อยมารับไปกินตับที่อื่นก็ได้ 


###







*** หลังจากที่อดทนรอมานาน ในที่สุดก็สมบูรณ์แล้วฮับ ส่วนเรื่องครอบครัวของปลัด ไรท์ทิ้งปลายเปิดนะเตง ตามแต่จะจินตนาการเลย อิอิ ไรท์ก็มีคำตอบของตัวเองแล้ว แต่ขอไม่เล่าแล้วกัน ><

*** ขอโทษที่ไรท์เกเรไปมาก ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไฟถึงดับ ๆ ติด ๆ ออกแนวขาดวินัย แต่พอมานั่งถามตัวเองอย่างจริงจังก็ได้รู้ว่าเป็นเพราะ...เพราะการบรรยายจากมุมมองของตัวละครค่ะ 

มุมมองของปลัดทำให้การเล่าเรื่องจำกัดลง อย่างเช่นเราไม่รู้ว่าเพียวคิดอย่างไร มีเพียงการเล่าถึงสิ่งที่ปลัดมองเห็น ปลัดคิดว่า ปลัดเดาว่า เป็นต้น นี่เป็นแค่ส่วนการเล่าเรื่องนะคะ ยังมีการใช้คำอีก จากที่แต่ก่อนมุมมองผู้เขียนจะหลากคำได้เยอะแยะมากมาย พอมาเล่าโดยปลัดแล้ว หลายอย่างก็เริ่มจำกัด ทำให้เป็นเรื่องยาก 

แต่ถึงจะยาก ไรท์ก็ยังมองว่าคุ้มค่าที่ได้ลองเขียนแบบนี้ดู ท้าทายความสามารถมากค่ะ (แต่ไม่รู้ว่านักอ่านคิดอย่างไรกันบ้างนะคะ) ใจจริงอยากเขียนจากมุมมองของตัวละครไปทั้งสี่ตอนพิเศษเลย แต่มันก็ยากเอาการ แถมเวลาว่างของไรท์เหลือน้อยลงเต็มทีแล้วด้วย ตอนหน้าจึงขอกลับมาเล่าแบบเดิม เพื่อให้เกิดความลื่นไหลเน้อเตง 

*** รักนะคะคนดีของไรท์

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น