ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 11

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11
แบบอักษร

บทที่ 11

หลายสัปดาห์มานี้ จิ้นหยางมักจะมาขลุกอยู่ที่ตำหนักเยว่ซินแทบจะตลอดเวลา จนบางครั้งอิงฮวาก็นึกสงสัยว่าตำหนักหยางเกายังจำเป็นต้องมีอยู่อีกหรือไม่ ช่วงหลังมานี้นางจึงสนิทกับเขามากขึ้นเป็นพิเศษและได้เห็นจิ้นหยางในอีกหลายๆมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่มีทั้งเอาแต่ใจทั้งเผด็จการ แต่ในบางครั้งก็อ่อนโยนและอบอุ่นยิ่งนัก หลังจากว่าราชกิจเสร็จเขามักจะมากินข้าวเป็นเพื่อนนาง เล่นหมากรุก และหาเรื่องสนุกๆมาเล่าให้นางฟัง เวลาอ่านฎีกาก็ให้เฟิงจูไปขนมาให้อ่านที่ตำหนัก  เยว่ซิน ห้องหนังสือของนางจึงกลายเป็นที่ทำงานของเขาไปโดยปริยาย

“อิงเอ๋อร์ เจ้าหิวหรือยัง” จิ้นหยางเอ่ยถามหลังจากที่เดินออกมาจากห้องหนังสือ วันนี้เขาต้องนั่งอ่านฎีกาปวดหัวอยู่เกือบ 2 ชั่วยาม แต่เพียงแค่ได้ยินเสียงของอิงฮวาที่ดังแว่วเข้ามาก็ทำให้เขาอดทนอ่านมันจนเสร็จเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับนางให้มาก

“ตรัสแบบนี้ หิวแล้วใช่ไหมเพคะ” อิงฮวายิ้มหวานส่งให้จิ้นหยาง นางหมุนตัวไปหยิบถ้วยน้ำแกงที่วางอยู่บนถาดในมือของเสี่ยวซื่อยื่นมาตรงหน้าของชายหนุ่ม กินหอมของน้ำแกงทำให้   จิ้นหยางอดน้ำลายสอไม่ได้ ช่วงนี้เขากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าติดใจฝีมือการทำอาหารของนางไปเสียแล้ว ทุกครั้งที่เหนื่อยหรือเพลียจากการอ่านฎีกานางก็จะเคี่ยวน้ำแกงบำรุงให้เขาเช่นนี้เสมอ นับวันที่ได้อยู่ใกล้ นางจะยิ่งน่ารักขึ้นจนเป็นเขาเองที่ตามใจนางเสียทุกอย่าง

“กลิ่นหอมเชียว”

“องค์หญิงลงมือเองเลยนะเพคะ นั่งอยู่หน้าเตาไฟตั้งครึ่งชั่วยาม” เสี่ยวซื่อที่ตอนนี้เริ่มคุ้นกับกฎในวังหลวง ซ้ำยังลดความหวาดกลัวที่มีต่อฮ่องเต้ลงไปมากรีบแทรกขึ้น จิ้นหยางได้ยินเช่นนั้นก็เอื้อมมือหนาไปเช็ดเม็ดเหงื่อที่ชื้นอยู่ที่ไรผมของอิงฮวาให้อย่างเบามือ

“ลำบากเจ้าแล้ว”

“ขอเพียงฝ่าบาทพอพระทัย หม่อมฉันยินดีเพคะ”

“แล้วของเจ้าล่ะ” จิ้นหยางมองไปรอบๆเห็นเพียงน้ำแกงถ้วยเดียวก็นึกแปลกใจ ไม่ใช่ว่ามัวแต่ทำให้เขาจนลืมทำให้ตัวเองไปเสียหรอกหรือ

“หม่อมฉันทำไปชิมไปจนอิ่มแล้วเพคะ” อิงฮวาตอบพลางลูบท้องตัวเองเบาๆ

เสี่ยวซื่อก็แอบก้มหน้าขำนายของตน เมื่อชั่วยามก่อนห้องครัววุ่นวายกันยกใหญ่ เมื่อองค์หญิงของนางอยากลองทำน้ำแกงสูตรใหม่ ทำเอาพ่อครัวแม่ครัวในวังหลวงวิ่งหาวัตถุดิบกันให้วุ่นวาย องค์หญิงทำไปชิมไปก็ไม่ได้รสที่ถูกใจสักที กว่าจะได้น้ำแกงที่อยู่ในมือวัตถุดิบมีค่าที่มีจำกัดในวังก็แทบจะหมดครัว

เห็นคนสนิทของตนแอบขำ อิงฮวาจึงหันไปมองด้วยสายตาดุๆ เสี่ยวซื่อจึงรีบกลั้นยิ้มแล้วย่อตัวลงถวายความเคารพแล้วรีบออกไปนอกห้อง ปล่อยให้องค์หญิงของนางและฮ่องเต้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังอย่างรู้งาน

จิ้นหยางพยักหน้าเข้าใจ รับถ้วยน้ำแกงจากอิงฮวาค่อยๆนั่งกินอย่างพอใจ อิงฮวายิ้มกว้าง รู้สึกหายเหนื่อยที่เขาพอใจน้ำแกงที่นางทำ หากไม่มีเรื่องก่อนหน้านี้มาคอยรบกวนจิตใจ ป่านนี้นางอาจจะกล้าที่จะรักเขาจากใจก็เป็นได้  ถึงเวลานี้จิ้นหยางจะให้เกียรตินางและเอาใจใส่นางดีแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะยังเป็นเช่นทุกวันนี้ ไทเฮาก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจในตัวนาง บ่อยครั้งที่เรียกนางไปชงชาให้แต่ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าเรียกนางไปเรียนมารยาทกับแม่นมจิ้น และทุกครั้งนางก็จะทำไทเฮากริ้วอยู่เสมอ ยังดีที่จิ้นหยางคอยออกโรงปกป้องให้ นางจึงรอดจากการทำโทษของไทเฮามาได้เสมอ แต่ต่อไปก็ใช่ว่าจะรอดตัวแบบที่ผ่านมาได้ง่ายๆ

“เจ้าคิดอะไรอยู่ คิ้วจะชนกันอยู่แล้ว” จิ้นหยางเห็นหญิงสาวตรงหน้ายืนทำหน้าครุ่นคิด สีหน้าเป็นกังวลก็วางถ้วยน้ำแกงลงบนโต๊ะไม้ใกล้ๆมือ มือแกร่งเอื้อมคว้าข้อมือบางออกแรงให้ร่างของนางมาอยู่บนตักของตน นิ้วมือเรียวจิ้มไประหว่างคิ้วงาม นวดคลึงเบาๆ ให้นางเลิกทำหน้านิ้วคิ้วชนกันสักที

“ฝ่าบาทเพคะ!” อิงฮวาที่ยังตกใจกับการกระทำของจิ้นหยาง หันซ้ายหันขวาอย่างระแวงระวัง ครั้งก่อนเขาทำเช่นนี้กับนางที่อุทยานหลวง วันต่อมาไทเฮาก็เรียกนางไปอบรมมารยาทเสียยกใหญ่ นางต้องคุกเข่าอยู่ตั้ง 1 ชั่วยามจนเข่าระบม วันนี้เขาจะหาเรื่องให้นางอีกหรือ

“ที่นี่ตำหนักเยว่ซิน หูตาเสด็จแม่มาไม่ถึงหรอก เจ้าอย่าได้กังวล” จิ้นหยางอมยิ้มในแววตา มองอิงฮวาที่ทำหน้าเลิ่กลั่กก็ให้นึกเห็นใจนางอยู่บ้าง ดูท่าเขาคงต้องวางแผนทำให้ไทเฮาโปรดอิงฮวาเสียแล้ว

“ไม่กังวลได้หรือเพคะ แค่ฝ่าบาทมาประทับอยู่ที่ตำหนักหม่อมฉันทุกวันเช่นนี้ ไทเฮาก็ไม่พอพระทัยมากแล้ว” เห็นจิ้นหยางทำท่าไม่กังวลซ้ำยังแกล้งโอบนางให้แน่นขึ้นอีกก็ทำให้นางรู้สึกขุ่นข้องในใจ ทั้งหมดเป็นเพราะเขาทำให้เกิดเรื่องทั้งนั้น ทำไมเวลารับผลกรรมนางจึงต้องมาโดนเพียงคนเดียว สวรรค์ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย

“เจ้ากลัวเสด็จแม่จะว่าเจ้า ว่าไม่มีความเป็นกุลสตรีหรือ”

นางอยากบอกใจจะขาดว่านางโดนว่าไปแล้ว ทั้งเรื่องของนางกับเขาที่ร่วมหอกันก่อนวันอภิเษกก็เป็นที่รับรู้กันทั่ววังหลวง นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ไทเฮาไม่พอใจนางมากที่ผิดประเพณี นางนึกอยากจะเถียงใจจะขาดว่าคนที่ทำให้ผิดประเพณีนั่นคือ ‘เขา’ ไม่ใช่นาง แต่ก็พูดออกไปไม่ได้ หลักฐานมันเห็นอยู่ชัดเจนว่านางเป็นฝ่ายเดินไปหาเขาถึงตำหนัก ทั้งไทเฮายังเข้าใจไปว่านางไปยั่วยวนฝ่าบาทด้วยการเต้นรำ แล้วนางจะพูดอะไรได้ ได้แต่น้ำท่วมปากอยู่เช่นนี้

“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ หากเจ้าไม่สบายใจที่จะให้ข้ามาค้างที่ตำหนักเยว่ซิน เจ้าก็ไม่ค้างที่ตำหนักหยางเกาแทน” คนเจ้าเล่ห์แสดงความคิดเห็น แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์เต็มเปี่ยม

“ไม่ดีเพคะ แบบนั้นยิ่งไม่ดี หม่อมฉันว่า ฝ่าบาทควรกลับไปตำหนักหยางเกา หม่อมฉันก็อยู่ตำหนักเยว่ซิน แบนี้ดีกว่าเพคะ” อิงฮวาเอียงหัว กรอกตาไปมาไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะเจ้าเล่ห์ คิดเอาเปรียบนางตลอดเวลาเช่นนี้ ช่างน่าหนักใจยิ่งนัก นี่นางมีสามีเป็นพวกบ้าเตียงหรือนี่

“ดีตรงไหน ทำแบบที่เจ้าว่า ข้าก็คิดถึงเจ้าแย่น่ะสิ ถ้าเจ้าไม่ไปตำหนักหยางเกา ข้าก็จะมาค้างตำหนักเยว่ซินนี่แหละ” เมื่อไม่เป็นไปตามที่ใจคิด จิ้นหยางก็ทำหน้าเข้มทันที น้ำตาลใกล้มดใครจะอดใจไหว ให้มดอย่างเขาอยู่ไกลน้ำตาลยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ใครจะทำกัน

อิงฮวาได้แต่ส่ายหัวไปกับอาการเอาแต่ใจของคนผู้นี้ ทั้งหน้าหนาทั้งเอาแต่ใจ ทั้งยังชอบเอาเปรียบนาง นี่ขนาดนางบ่นว่าเหนื่อยเขายังไม่ยอมรามือให้นางสักครั้ง กลืนกินนางจนไม่มีตารางนิ้วไหนในร่างกายของนางที่เขาไม่เคยสัมผัส สมเป็นจิ้งจอกจอมตะกละเสียจริง

“ปล่อยหม่อมฉันได้แล้วเพคะ ฝ่าบาทยังมีฎีกาที่ต้องอ่านอยู่อีก” อิงฮวาพยายามหาทางรอดออกจากตักอุ่นๆของเขา ลองจิ้นหยางได้ดึงนางมากอดไว้บนตักเช่นนี้ ไม่มีครั้งไหนที่เขาจะไม่อุ้มนางไปที่เตียงสักครั้ง

“วันนี้อ่านหมดแล้วล่ะ ข้ามีเวลาอยู่กับเจ้าทั้งวันทั้งคืนเลย” จิ้นหยางยิ้มกรุ้มกริ่ม มองอิงฮวาไม่วางตา

“อย่างนั้นหรือเพคะ เช่นนั้นฝ่าบาทก็คงมีเวลาเรียกท่านแม่ทัพเข้าเฝ้าแล้วสิเพคะ” อิงฮวารีบถามอย่างกระตือรือร้นใบหน้าหวานฉายแววตื้นเต้นอย่างเห็นได้ชัด จิ้นหยางมีหรือจะไม่รู้ว่าที่นางรบเร้าให้เขาเรียกฟู่เหิงเข้าวังเป็นเพราะอะไร นางคงอยากได้ยินข่าวชายผู้นั้นเป็นแน่ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาก็ผลัดวันมาโดยตลอด จนเมื่อหลายวันก่อนดูเหมือนนางจะเลิกถามเรื่องนี้กับเขาไป เขาก็นึกดีใจคิดว่านางคงลืมไปแล้ว ที่ไหนได้นางกำลังรอเวลาอยู่นี่เอง

“ฟู่เหิงในตอนนี้ออกไปทำภารกิจลับอยู่ ข้าคงเรียกเขาเข้าวังไม่ได้” จิ้นหยางเกยคางของตนลงบนไหล่เล็กของอิงฮวา โยกตัวไปมาอย่างหยอกล้อในใจนึกหาวิธีเปลี่ยนเรื่องพูดคุย

“เช่นนั้นเราก็ไปจวนของเขาสิเพคะ พี่หลินหมินอาจจะยังอยู่ที่นั่น” อิงฮวาไม่ยอมแพ้ ขืนตัวของตนไม่ให้เคลื่อนไหวไปตามแรงที่เขาโยกตัว หันใบหน้าหวานสบตาเข้มแววออดอ้อน

“เจ้าของจวนไม่อยู่ เจ้าจะไปได้อย่างไร อีกอย่างข้าเป็นฮ่องเต้ เจ้าเป็นว่าที่ฮองเฮา การออกจากวังไปข้างนอกของเราสองคนเกรงว่าจะเป็นเรื่องใหญ่” จิ้นหยางยังคงยกข้ออ้างขึ้นมาเพื่อให้อิงฮวาตัดใจ ใครจะยอมพาคนรักของตนไปหาคนรักเก่ากันบ้าง เขาเป็นคนใจกว้างขนาดนั้นเชียวหรือ ไม่ซะหรอกของของเขาย่อมต้องเป็นของเขา ต่อให้เป็นแค่ใบไม้ใบเดียวหากเขาไม่อนุญาตใครก็อย่าหวังจะหยิบไป

“หม่อมฉันยังไม่ได้เป็นฮองเฮา ทั้งหม่อมฉันยังเป็นองค์หญิงจากต่างแคว้น ไม่มีใครรู้จักหน้าตา แค่ฝ่าบาทอนุญาตให้หม่อมฉันปลอมตัวออกจากวังไปบ้านท่านแม่ทัพเท่านั้นเองเพคะ” อิงฮวาเห็นใบหน้าของจิ้นหยางเริ่มเคร่งเครียดขึ้น ออกจะตึงๆใส่นางอยู่ไม่น้อย ก็ยิ่งทำเสียงอ่อนเสียงหวานชักแม่น้ำขึ้นมาให้เขาใจอ่อน มือเรียวโอบรอบคอแกร่งของเขาไว้ ซบหน้าลงบนแผงอกอุ่นอย่างเอาใจ

“ไม่ได้! ข้าไม่อนุญาต” ทันทีที่สิ้นคำขอของอิงฮวา จิ้นหยางก็อารมณ์เสียอย่างเต็มรูปแบบ เขาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ มือทั้งสองข้างลดจากเอวคอดของหญิงสาว วางราบลงบนที่วางแขนด้วยความคุกรุ่น

“ฝ่าบาทเพคะ” เห็นท่าทีไม่สบอารมณ์ อิงฮวาก็ได้แต่หน้าถอดสี นางอุตส่าห์ทำดีกับเขาสารพัด ทั้งยอมตามใจเขาไปเสียหมด ไม่ว่าเขาจะให้นางทำอะไร ไม่มีครั้งไหนที่นางไม่ยินยอม นางเพียงอยากเจอพี่หลินหมินเหตุใดเขาต้องขัดขวางกันถึงเพียงนี้ด้วย อิงฮวาเริ่มหน้างอลุกขึ้นจากตักแกร่งพลางกอดอกยืนหันหลังให้ร่างสูงด้วยความไม่พอใจเช่นกัน

“เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ ออกไปพายเรือกันไหม เจ้าชอบพายเรือเล่นในทะเลสาบนี่” จิ้นหยางเห็นอิงฮวาเริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจ ก็รีบเปลี่ยนเรื่องหาเรื่องสนุกมาเอาใจนางทันที

“ไม่เพคะ ข้างนอกแดดแรงนัก หม่อมฉันไม่อยากออกไป” อิงฮวายังคงหันหลังให้ ไม่ยอมหันหน้ามาเจรจาดีๆแม้แต่น้อย

“เช่นนั้นเดินหมากดีหรือไม่ ครั้งก่อนเจ้าแพ้ ครั้งนี้ข้าจะให้เจ้าแก้มือ” จิ้นหยางก็ยังไม่ลดละความพยายาม ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมาใกล้ร่างบางให้แผ่นอกกว้างของตนแนบชิดแผ่นหลังเล็กของนาง ทำท่าจะโอบกอดจากด้านหลัง

“เล่นไปหม่อนฉันก็แพ้ฝ่าบาทอยู่ดี คงไม่พ้นถูกฝ่าบาทอุ้มขึ้นตียงอีกกระมัง” อิงฮวาที่รู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว ก็เบี่ยงตัวหลบได้ทันท่วงที แสร้งเป็นเดินไปจัดแจกันดอกไม้แทน ทั้งๆที่แจกันนั้นก็ถูกจัดเอาไว้สวยงามอยู่แล้ว

“งั้นเราไปที่สวน ข้าจะเล่นพิณให้เจ้าร่ายรำ ดีหรือไม่” จิ้นหยางแอบถอนหายใจ การง้อผู้หญิงตั้งแต่เกิดมาอิงฮวาเป็นคนแรก บางทีเขาก็นึกขัดใจตัวเองอยู่มากว่าเหตุใดฮ่องเต้อย่างเขาต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่พอเห็นใบหน้านวลของนาง เขาก็ใจอ่อนยวบยาบทุกที

“หม่อมฉันไม่ได้เพิ่งบอกไปหรือเพคะ ว่าข้างนอกแดดแรง” อิงฮวายังคงทำทีท่าไม่สนใจ สายตาจับจ้องเพียงดอกไม้ในแจกัน

“อิงเอ๋อร์  เจ้ากำลังโกรธข้าอยู่ใช่หรือไม่” และแล้วจิ้นหยางก็เริ่มหมดความอดทน เอ่ยถามเสียงเข้ม

“ฮ่องเต้เป็นใหญ่เหนือผู้คน คำสั่งฝ่าบาทถือเป็นเด็ดขาด ไหนเลยหม่อมฉันจะกล้าทำให้ไม่พอพระทัยด้วยการโกรธฝ่าบาทได้ล่ะเพคะ” อิงฮวาไม่เพียงไม่กลัว ยังประชดประชันแสร้งทำเป็นหันมายิ้มอ่อนหวานให้จิ้นหยาง ก่อนจะหันหน้ากลับไปจ้องดอกไม้เช่นเดิม

“ต้องให้ข้าทำเช่นไร เจ้าจึงจะยอมเลิกเล่นแง่กับข้าเสียที” จิ้นหยางไม่ชอบใจท่าทีนี้ของนางนัก แต่ก็จนปัญญาจะใช้กำลังออกคำสั่งกับนางให้นางต้องเกลียดเขา จึงได้แต่ถามเสียงอ่อน

“ให้หม่อมฉันออกไปข้างนอกสิเพคะ หม่อมฉันสัญญาว่าเมื่อเจอพี่หลินหมิงและเห็นว่าพี่หลินหมิงปลอดภัยดี หม่อมฉันก็จะรีบกลับมาทันที” อิงฮวาได้ยินอีกฝ่ายพูดจบประโยค ก็รีบหมุนตัวมองหน้าเขาทันที นางคิดอยู่แล้วว่าเขาจะต้องแพ้ลูกไม้นี้ของนางแน่ คราวนี้นางก็จะได้ออกไปพบพี่หลินหมินสักที

“เจ้าอยากออกไปนอกวังอย่างนั้นหรือ” จิ้นหยางมีใบหน้าเรียบตึง เอ่ยถามเสียงนิ่ง

“เพคะ” อิงฮวารีบตอบพร้อมรอยยิ้มกว้างสายตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง

“แม้ข้าจะห้ามเจ้าก็ยังยืนยันจะไปใช่หรือไม่” จิ้นหยางถามย้ำ

“เพคะ” และก็ยังได้รับคำตอบเช่นเดิมจากหญิงสาว จิ้นหยางพ่นลมหายใจหนักๆ สะบัดใบหน้าไปอีกทางสกัดกลั้นอารมณ์มาคุของตัวเองเอาไว้ด้วยไม่ต้องการทำให้นางโกรธ ได้! ในเมื่อนางอยากไปนัก เขาจะพาไปและมันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะยอมให้นางได้เจอกับชายผู้นั้น

“เช่นนั้น ข้าจะพาเจ้าไป” เสียงเข้มอาบไปด้วยความเหี้ยมเกรียมของจิ้นหยางเอ่ยขึ้น ใบหน้าเรียบตึงฉายแววเย็นชาทอดมองใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มอย่างดีอกดีใจ

“จริงหรือเพคะ” อารามดีใจทำให้อิงฮวาไม่ทันสังเกตสีหน้าของชายหนุ่ม นางคิดเพียงแค่ว่าวันนี้นางจะได้เจอพี่จิงหลานเสียที เป็นเพราะนางที่ดื้อดึงทำให้พี่จิงหลานต้องมาลำบาก หากพี่จิงหลานรู้ว่านางสบายดีย่อมต้องวางใจและสามารถกลับแคว้นเฉิงได้อย่างหมดห่วง

“อืม คงต้องรอให้ค่ำลงซะก่อน เราค่อยออกไปนอกวัง ไม่ให้คนในวังรู้” จิ้นหยางเดินมาดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมกอด สายตาคมทอดมองยาวออกไปด้านนอกหน้าต่างด้วยความคุกรุ่นที่ไม่อาจปกปิดมิด ไอสังหารของเขาพร้อมจะแผดเผาใครสักคนที่ทำให้เขาโกรธ แต่ไม่ใช่กับอิงฮวา  เขาไม่อยากให้นางรับรู้ว่าเขารู้สึกเช่นไรจึงเลือกที่จะดึงนางเขามากอดเอาไว้แน่นๆ

“ขอบพระทัยเพคะ ฝ่าบาท” อิงฮวากอดตอบ แนบใบหน้าชิดกับแผงอกที่คอยประคองกอดนางไว้ทุกคืนด้วยความรักใคร่ หากเสร็จสิ้นเรื่องพี่จิงหลานนางก็ไม่ต้องกังวลห่วงอะไรอีก อนาคตข้างหน้านางจะพยายามเป็นที่รักของเขาไปนานๆ ทำให้เขาขาดนางไม่ได้เลยทีเดียว

“ข้าจะไปตำหนักหยางเกาสักหน่อย เจ้าก็เตรียมตัวไปเถอะ” จิ้นหยางคลายอ้อมกอดจากอิงฮวา จุมพิตที่หน้าผากมนนั่นเบาๆ ก่อนจะก้าวหันหลังให้นางแล้วเดินออกไปนอกตำหนัก

“เพคะ น้อมส่งฝ่าบาท” อิงฮวาอมยิ้มก่อนจะย่อตัวส่ง แม้จะเห็นว่าเขาเดินออกไปนอกตำหนักเรียบร้อยแล้ว หวังว่าที่นางเลือกอยู่กับเขาคงไม่ผิด นางจะได้รักเขาอยากที่ใจอยากรักเสียที พี่จิงหลานข้าโง่นัก หากข้าเชื่อฟังเสด็จพ่อตั้งแต่ตอนแรก ยอมเข้าวังมาดีๆ ท่านก็คงไม่ลำบากลำบนเช่นนี้ ข้ากำลังจะไปขอขมาท่านแล้ว

ความคิดเห็น