junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : CHAPTER59: FATED (100%) UP LOAD

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.8k

ความคิดเห็น : 135

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.พ. 2561 02:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER59: FATED (100%) UP LOAD
แบบอักษร

 CHAPTER59: FATED (100%)



โชคชะตาก็เหมือน เปลวเทียนนั่นแหละ

วูบวาบ วับวาม และพร้อมจะดับวูบในทุกขณะ

ถึงอย่างนั้น เทียนก็ยังคงเป็นเทียน

ตราบใดที่เปลวเทียนไม่มีวันดับลง

มันก็จะนำมาซึ่งแสงสว่าง

แม้จะเป็นเพียงวูบเดียว เพียงเสี้ยวหนึ่งที่ทำให้เกิดเงาพาดผ่าน

แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว…

“เดี๋ยว หมอแพรค่ะ คะ เคส”พยาบาลสาวร้องเรียกแพทย์หญิงที่ผุนผลันวิ่งออกไปจากห้องฉุกเฉิน ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อานนท์มองตามร่างบางที่วิ่งตัวปลิวออกไปด้วยความสงสัย แพทย์หญิงบอกว่า ปวันจะต้องรู้เรื่องที่คริสาตั้งท้อง หรือว่า…

“อย่าเพิ่งไปนะไอ้หมอบ้า ฉันไม่ได้ยอมเลิกกะนายเพื่อให้นายเลือกทางเดินแบบนี้นะ”

ยังคงมีบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจของแพรพลอย ความสัมพันธ์ของเธอกับปวันมันเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว เขาไมได้เรียกมันว่าความรัก มันเป็นเพียงความสัมพันธ์ในช่วงเวลาอ้างว้าง และเธอคือคนที่อยู่ตรงนั้นในตอนนั้น รู้มาตลอด รู้ดีกว่าใครว่าหัวใจของเขามีใคร นั่นทำให้ยอมรับได้ว่าสักวันหนึ่งความสัมพันธ์นั้นจะจบลง ไม่เคยโทษเขาเลย ได้เพียงแต่หวัง ให้ผู้ชายแสนดีคนนั้นมีความสุขจริงๆสักครั้งก็พอ

แพรพลอยไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองวิ่งได้รวดเร็วพอๆกับนักวิ่งลมกรด ลิฟต์ดูจะเชื่องช้าไปก็เลยพาร่างที่เหนื่อยจนแทบสลาย สับเท้ารัวเร็วก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นดาดฟ้า

ตึง!

ประตูเหล็กชั้นดาดฟ้าถูกผลักให้เปิดออก ใบพัดเฮลิคอปเตอร์หมุนเร็วพร้อมจะบินขึ้น แพรพลอยโบกมือพร้อมตะโกนสุดเสียง

“รอก่อนค่ะ อย่าเพิ่งไป”

แพทย์หญิงวิ่งเข้าไปยังเฮลิคอปเตอร์ นายทหารสองนายกำลังจะขึ้นไปบนเครื่อง หันมามองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยกมือทำความเคารพตามวินัยปฏิบัติ

"คุณหมอไม่ควรขึ้นมาบนนี้ในขณะที่ทหารกำลังเอาเครื่องขึ้นนะครับ"ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้น

“ขอโทษค่ะ ฉันแค่มีเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกหมอที่มากับพวกคุณ”แพรพลอยพูดด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ รู้สึกจุกจนแทบเอ่ยไม่เป็นคำพูด

“หมายถึงหมอปวันเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ เค้านั่นแหละ ขอฉันคุยกับเค้าหน่อย”

นายทหารสองคนมองหน้ากัน แพรพลอยสงสัยในสีหน้านั้น

“หมอปวันไม่ได้อยู่บนเครื่องกับเราครับ”

“อะ อ้าว แล้วเขาอยู่ที่ไหนค่ะ”

ร่างสูงที่ยืนคาอยู่ตรงประตูแผนกฉุกเฉินตัวแข็งทื่อกับสิ่งตรงหน้า เขาย้อนกลับมายังแผนกนี้อีกครั้งเพียงเพราะแพรพลอยทำบัตรประจำตัวแพทย์ตกหล่นลงบริเวณที่พวกเขาสองพูดคุยกัน เขากำป้ายคล้องคอเส้นสีเขียวสดในมือแน่น ร่างกายไม่ยอมขยับเขยื้อนในขณะที่หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด

“คุณท่าน”

“ปวัน”

อานนท์เองก็ไม่ต่างกัน เขาตกใจระคนแปลกใจกับการปรากฏตัวของปวัน ทันทีที่แพรพลอยวิ่งให้หลังไป ปวันก็สวนกลับเข้ามา ดูจากสีหน้า ปวันคงไม่คาดคิดว่าจะเจอกับเขา

“ปัน นั่นปันใช่มั้ย”ปานวาดวิ่งเข้าไปหาปวัน สองมืออันสั่นเทายื่นไปประคองใบหน้าหลานชาย พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา ปวันงุนงงไปหมด จริงอยู่ที่ปรีชาเวชย์เป็นสถานที่ที่สามารถจะพบเจอคนในตระกูลปรีชาไวยกิจได้ง่ายที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่ได้เตรียมใจไว้สำหรับเหตุการณ์นี้ มันกะทันหันเสียจนเขาตั้งสติไม่ถูก

“ฮือ ปัน”ปานวาดสวมกอดหลานรักด้วยความคิดถึง ปวันค่อยๆยกมือขึ้นมาลูบแผ่นหลังเบาๆเป็นการปลอบประโลม เขารู้ว่าเขาใจร้ายกับคนเป็นน้าขนาดไหน หายไปโดยไม่ร่ำลาและไม่เคยติดต่อกลับมาสักครั้ง ทั้งที่เขาคือญาติแท้ๆเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่บนโลกใบนี้

“ปันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าปันจะกลับมาหาทุกคน”ปานวาดเอ่ยด้วยความหวัง ปวันยังคงนิ่งเงียบ สายตาของเขากำลังประสานกับสายตาของคนสูงวัยที่ยืนอยู่เบื้องหลังปานวาด

“ทำไมทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่ มีใครเป็นอะไร”นั่นคือสิ่งที่ปวันหวาดกลัว หากอานนท์ยืนอยู่ตรงนี้และปานวาดก็ดูสบายดี แล้วจะมีใครอื่นอีก

“ปัน คุณ..”

“ปานวาด”อานนท์เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงกดต่ำเป็นเชิงเตือน ปานวาดชะงักไป ก่อนจะถอยออกห่างปวัน นั่นยิ่งทำให้ปวันสงสัยเป็นที่สุด

“ท่านครับ มีใครเป็นอะไร”

ปวันถามด้วยน้ำเสียงสั่น เขาหวาดกลัวเหลือเกิน หวาดกลัวกว่าอะไรทั้งหมด หมอหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆห้องฉุกเฉิน ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เขา พวกเขาเหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่างแต่ไม่สามารถทำได้

“….”คนถูกถามนิ่งเงียบอย่างคนที่ต้องใช้ความคิด เขาไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ตัดสินใจ คริสาห้ามบอกปวันเรื่องที่ตนเองกำลังตั้งท้อง แต่ถึงอย่างนั้นปวันคือพ่อของเด็ก เขาควรมีโอกาสจะได้รู้พอๆกับทุกคน

“ท่านบอกเขาไปเถอะค่ะ เขาควรจะได้รู้”เสียงของแพรพลอยดังขึ้นจากทางข้างหลัง แพทย์หญิงก้าวเข้าไปยืนใกล้กับปวัน ทั้งสองคนมองกัน

“แพร เกิดอะไรขึ้น บอกผมหน่อยได้มั้ย”

“ท่านค่ะ”ปานวาดเอามือขึ้นไปแตะแขนสามี เหมือนเป็นการอ้อนวอน ในฐานะคนเป็นพ่อ เขาไม่สามารถทนเห็นลูกสาวต้องกลายเป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกโดยลำพัง เธอต้องการคู่ชีวิตเช่นเดียวกับที่หลานของเขาต้องการพ่อ

“คริสอยู่ที่นี่”

เหมือนเป็นการยินยอมเปิดเผย แพรพลอยรีบดึงแขนปวันให้ตามตัวเองไป ทั้งสองคนหยุดอยู่หลังผ้าม่านที่รูดปิด

“เธออยู่เตียงนี้”

แพรพลอยบอก เจ้าหน้าที่ทุกคนถอยห่าง ปวันรีบรูดเปิดม่านออก ภาพคริสานอนอยู่บนเตียงพ่วงด้วยยาและเครื่องมือทางการแพทย์ระโยงระยางค์นั่นทำให้ขาเขาแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ปวันพุ่งตัวเข้าไปข้างเตียงในวินาทีนั้น

“คริส!”มืออันสั่นเทา ยื่นไปจับใบหน้าซีดเผือด เขาเห็นร่องรอยของคราบน้ำตาที่ปริ่มรื้นอยู่ตรงหางตา ริมฝีปากแห้งผากนั้นแตกลอกราวกับคนขาดน้ำ สภาพไม่ต่างจากคนป่วยหนัก หมอหนุ่มสัมผัสเนื้อตัวคนบนเตียงด้วยหัวใจที่ปวดบีบ การได้เห็นคนที่รักตกอยู่ในสภาพนี้ สู้ขอเป็นแทนเสียดีกว่า

“คริส พี่อยู่นี่นะครับ คริสเป็นอะไร”ปวันจูบลงไปบนมือที่เย็นเฉียบ เขาใจร้าวไปหมด ก่อนหน้านี้

คริสายังดูแข็งแรงดี จู่ๆทำไมถึงตกอยู่ในสภาพนี้

“คริสได้ยินพี่มั้ย”ก้มลงไปกระซิบถามใกล้ๆหู แต่ไม่มีการตอบรับจากคนป่วย คริสานอนนิ่งเหมือนคนที่กำลังดำดิ่งในความฝัน

“ร่างกายคุณคริสาอ่อนเพลียมาก ตอนนี้เธอคงกำลังหลับ มีไข้ต่ำๆด้วย แต่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรนะคะ เดี๋ยวจะย้ายขึ้นไปพักผ่อนบนวอร์ด”แพทย์เจ้าของไข้เอ่ยขึ้นเพื่อคลายความวิตกกังวลของปวัน หมอหนุ่มหันไปตามเสียง แพทย์เจ้าของไข้คริสาเป็นคนที่เขารู้จักดี แต่เธอเป็นสูตินารีแพทย์ นั่นสร้างความประหลาดใจให้เขาเป็นอย่างมาก

“ทำไมหมอเจี๊ยบถึงเป็นแพทย์เจ้าของไข้ของเธอครับ”คำถามนั้นมีคำตอบอยู่ในตัว แพรพลอยยื่นชาร์ทประวัติของคริสาให้กับปวัน เขารับไปเปิดอย่างรวดเร็ว

 การวินิจฉัย ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรง (Hyperemesis gravidarum)

เขาคงไม่เลอะเลือนหรือเสียสติจนกระทั่งไม่เข้าใจว่าภาวะของโรคดังกล่าวมันเกิดขึ้นกับคนประเภทไหน ชาร์ทในมือเขาสั่น ความรู้สึกตื่นเต้นอันแสนแปลกประหลาดแล่นปราดไปทั่วร่าง เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่คิดว่าชีวิตนี้คนอย่างเขาจะมีโอกาสได้รู้สึกในแบบที่กำลังรู้สึกอยู่ บอกเขาทีว่ามันไม่ใช่ความฝัน และถ้ามันใช่ ได้โปรดให้เขาจมอยู่ในวังวนของความฝันนี้ตลอดไป

“คริสท้อง”น้ำเสียงนั้นแทบจะจมหายไปกับมวลความรู้สึกที่ล้นออกมา ดวงตาคู่คมพร่าไปด้วยบางอย่าง ขอบตาร้อนผ่าวในขณะที่หัวใจอาจหยุดเต้นไปแล้ว

“ผมกำลังจะมีลูก”เขาเหมือนคนมีภาวะวิกฤติทางอารมณ์ ทุกอย่างผสมปนเปกันไปหมด

ตื่นเต้น ดีใจ แต่ก็อยากร้องไห้ในคราวเดียวกัน ทุกคนมองมาที่เขาและต่างเข้าใจดีว่าเขากำลังรู้สึกยังไง

“ผม ผมกำลังจะเป็น…”เขาพูดไม่ออก ความรู้สึกตื้นตันนั้นมันแน่นอยู่ในอก ปวันค่อยๆนั่งลงบนเตียงด้วยกลัวว่าจะทำคริสาตื่น เขาจ้องมองเธอด้วยสายตาอบอุ่นที่สุดเท่าที่คนมีหัวใจรักคนหนึ่งจะมองผู้หญิงซึ่งเป็นดั่งหัวใจของเขา

“ทำไมถึงไม่บอกพี่”เขายื่นมือไปเกลี่ยไรผมที่ปรกอยู่ตรงใบหน้าอย่างแผ่วเบา เจ็บใจตัวเองที่สุด เจ็บใจที่ไม่เคยแม้แต่จะเอะใจหรือคาดหวังกับสถานการณ์แบบนี้ เขาควรอยู่ข้างคริสาในวันที่เธออ่อนแอ ตลอดระยะเวลาที่ห่างกัน เธอต้องอดทนและโดดเดี่ยวมากมายขนาดไหน

“ขอโทษนะคนดี พี่ขอโทษ ขอโทษ”ปวันก้มลงไปประทับรอยจูบบนหน้าผาก เขาอยากรวบกอดคริสาด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ แต่คงจะทำเธอตื่น ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย เขารอได้ หากเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา นี่เป็นการรอคอยที่ง่ายดายที่สุด

เช้าของอีกวัน นั่นคือตอนที่ร่างบนเตียงนุ่มค่อยๆลืมตา ไม่แปลกใจเลยที่ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาล แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือการได้หลับสนิทไม่ลุกตื่นขึ้นมาอาเจียนจนปวดแน่นอกเหมือนอย่างหลายๆคืนที่ผ่านมา คริสากะพริบตาไล่แสงพร่าออกไปจากม่านตา ตื่นดีแล้วแต่ไม่มีความรู้สึกอยากลุกไปไหน อยากเอาใบหน้าตัวเองแนบหมอนใบอุ่นและซึมซับกับความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ค่ำคืนที่ผ่านมาช่างน่าแปลกประหลาด เธอฝันถึงปวัน ในความฝัน เขามอบจุมพิตอันอบอุ่นและสวมกอดเธอไว้ทั้งคืน มันเหมือนจริงเสียจนไม่อยากลืมตาตื่น และความรู้สึกดีที่หลงเหลืออยู่ก็ทำให้หัวใจพองโตเสียเหลือเกิน คนป่วยยกมือขึ้นมาสวมกอดตัวเองทดแทนอ้อมกอดที่เธอสามารถสัมผัสได้เพียงในความฝัน และไม่มีอยู่จริง

คิดถึงเขาอีกแล้ว

คิดถึงเขาเหลือเกิน

มันเป็นความคิดถึงที่ทำให้ทรมานและมีความสุขไปพร้อมๆกัน

“ตื่นแล้วเหรอคะ”เสียงที่ถามเป็นของปานวาด คริสารีบเช็ดน้ำตาตรงแก้มออกแล้วพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะพลิกร่างไปสนทนาตอบ

“คริสหลับไปนานเลยค่ะ”

“ดีแล้วค่ะที่คุณคริสหลับสนิท”ปานวาดลุกขึ้นจากโซฟาพลางรินน้ำใส่แก้วแล้วยื่นให้คริสา คนป่วยรับไปดื่มจมหมดแก้ว ปกติเวลาเช้าเป็นเวลาที่แพ้ท้องอย่างสาหัสที่สุด น่าแปลกที่ตื่นมาแล้วกลับไม่มีอาการนั้นหลงเหลืออยู่

“เดือดร้อนคนทั้งบ้านเลยทีนี้”เอ่ยอย่างรู้สึกผิด ปานวาดส่ายหน้าน้อยๆ

“ไม่เลยค่ะ ทุกคนเต็มใจดูแลคุนหนู คุณท่านก็อยู่เฝ้า”

“คุณพ่ออยู่เฝ้าด้วยเหรอคะ”

“ให้ไปนอนที่ห้องรับรองก็ไม่ยอมค่ะ”

“แล้วคุณพ่อไปไหนแล้วค่ะ”คริสากวาดสายตามองหาทั่วห้อง แต่ไร้เงาของอานนท์

“ท่านออกไปจากห้องเมื่อครู่นี้เองค่ะ”

“คุณพ่อไปไหนค่ะ”คริสาถามขึ้น เสียงเคาะประตูขัดจังหวะบาทสนทนา คนทั้งสองหันไปหาผู้ที่เข้ามาใหม่ พยาบาลสาวพร้อมผู้ช่วยพยาบาลเดินเข้ามาภายในห้อง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณคริสา เมื่อคืนหลับสบายมั้ยคะ”พยายาบาลถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผู้ช่วยพยาบาลเข้าไปตรวจวัดสัญญาณชีพตามเวลา

“หลับสบายค่ะ”

“เช้านี้คุณหมอให้ลงไปตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูพัฒนาการของเด็กในครรภ์นะคะ ถ้าคุณคริสาพร้อมดิฉันจะเรียกเจ้าหน้าที่มารับค่ะ”

“อัลตราซาวด์เหรอคะ พร้อมค่ะ ไปตอนนี้เลยก็ได้”คริสาเอ่ยอย่างตื่นเต้น สิ่งที่มีความสุขที่สุดระหว่างการตั้งครรภ์คือการได้รับรู้ถึงพัฒนาการของลูกในท้อง

“งั้นรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะมาพาไปตรวจ”

            หลังจากพยาบาลแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวขณะทำอัลตราซาวด์เสร็จ คริสาถูกส่งตัวไปยังแผนกสูตินารีเวชเพื่อทำการอัลตราซาวด์ทันที โดยมีปานวาดตามไปดูแลไม่ห่าง เช้านี้คนป่วยหน้าเริ่มขึ้นสีเลือดฝาด ไม่มีท่าทางอิดโรยเหมือนตอนที่เพิ่งมาถึง แม้จะต้องห้อยสายน้ำเกลือระโยงระยางค์ แต่นั่นเป็นสารน้ำที่ทดแทนในส่วนที่ร่างกายสูญเสียไป เพราะคริสายังคงรับประทานอาหารได้น้อยเหลือเกิน เช้านี้ก็เช่นกัน เมื่อถูกส่งตัวมาถึงแผนก เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับด้วยรอยยิ้ม สูตินารีแพทย์ที่คริสาฝากท้องด้วยมายืนรอท่าเพื่อต้อนรับ ทั้งหมอและคนไข้ทักทายกันอย่างสนิทสนม

“เมื่อคืนหลับสบายเลยใช่มั้ยคะ เช้านี้หน้าตาดูสดชื่นดีทีเดียว”แพทย์หญิงเริ่มต้นบทสนทนา คริสายกมือไหว้ขอบคุณที่ช่วยดูแลอาการ

“ขอบคุณหมอเจี๊ยบมากนะคะ ที่ช่วยดูแล นี่ก็ยังรบกวนแต่เช้าอีก”คริสาเอ่ยอย่างเกรงใจ แพทย์หญิงยิ้มละมุนพร้อมกับยื่นมือไปสัมผัสมือคริสาเบาๆ

“เป็นหน้าที่ของหมอที่ต้องดูแลคนไข้อยู่แล้วค่ะ แล้วอาการแพ้ท้องขั้นรุนแรงในไตรมาสต์แรก มีน้อยเคสจริงๆ จากสถิติมีเพียงหนึ่งในห้าร้อยราย เหตุผลหลักๆมาจากฮอร์โมนจากรกหรือที่เรียกกันว่า hcg มีค่าสูงนั่นแหละค่ะ จองคุณคริสาเองหมอตรวจแล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ค่าสูงมากทีเดียว แต่ไม่ต้องวิตกกังวลไปนะคะ มีวิธีดูแลตัวเองหลายวิธีให้ผ่านพ้นจากภาวะแพ้ท้องรุนแรง”แพทย์หญิงอธิบายทำความเข้าใจ คริสาพยักหน้าตอบรับกับข้อมูลที่เพิ่งรู้

“เดี๋ยววันนี้เราจะมาอัลตราซาวด์ดู เคยทำไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมนะคะ เดี๋ยวให้น้องพยาบาลพาไปนอนบนเตียงนะคะ”

คริสาถูกพาขึ้นไปนอนบนเตียง แม้จะเคยทำอัลตราซาวด์มาแล้วแต่ความตื่นเต้นไม่ได้ลดน้อยลงสักนิด นี่จะเป็นอีกวันที่เธอสามารถเห็นลูกน้อยที่อยู่ในท้อง บอกไม่ถูกว่ามันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นปนสุขขนาดไหน คนท้องนอนราบลงบนเตียง พยาบาลช่วยเตรียมคุณแม่ให้พร้อมสำหรับรับการตรวจ เสื้อที่สวมอยู่ถูกถลกขึ้นไปกอง เผยให้เห็นหน้าท้องที่เริ่มมีก้อนนูนๆขึ้นมา

“เดี๋ยวหมอขอตรวจหน้าท้องนิดนึงก่อนนะคะ”

“ได้ค่ะคุณหมอ”

แพทย์หญิงใช้มือตรวจคลำและกดหน้าท้องเบาๆ เป็นการประเมินตามลักษณะทางกายภาพภายนอกที่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าใช้เวลาเพียงชั่วครู่ จากนั้นพยาบาลบีบเจลเนื้อใสลงบนหน้าท้องเพื่อเตรียมสำหรับการทำอัลตราซาวด์

“เดี๋ยวหมอจะตรวจแล้วนะคะ คุณแม่สามารถมองภาพในจอได้เลย หมอจะอธิบายไปด้วย”แพทย์หญิงวางอุปกรณ์สำหรับตรวจลงบนผนังหน้าท้อง ภาพปรากฏขึ้นบนจอเป็นเงาขาวดำ

“คุณคริสาเห็นบนจอมั้ยคะ ตรงกลางจอนั่นที่กำลังขยับอยู่ จุดนี้ค่ะ”แพทย์หญิงชี้ไปยังจุดขนาดเท่าผลองุ่นที่อยู่บนกลางจอ สิ่งนั้นขยับเคลื่อนไหว คริสาพยักหน้ารัวเร็วอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น

“เห็นค่ะ เห็น”

“ดูตามที่หมอชี้นะคะ นี่คือส่วนหัวจะขนาดพอๆกับอกตอนนี้เนื้อสมองถูกสร้างแล้ว คุณแม่อาจจะยังแยกไม่ออก แล้วส่วนที่ยื่นออกมา ซ้ายขวา นี่คือแขนนะคะ มีปลายมือ แสดงว่าส่วนมือไม่มีกุด แล้วตรงนั้นก็ส่วนของเท้า เห็นมั้ยคะ ยื่นออกมามีส่วนของปลายเท้า มีแขนขาครบ นั่นก็สายสะดือ”แพทย์หญิงชี้ไปยังภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ การได้เห็นชีวิตหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างมีตัวตนอยู่ในร่างกายเป็นความรู้สึกที่วิเศษสุด มันคือความมหัศจรรย์ในแบบที่คริสาไม่สามารถจินตนาการได้มาก่อนว่าจะได้รู้สึก จนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่เธอมีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้อง

“เห็นตรงนั้นมั้ยคะ”แพทย์หญิงชี้ไปยังจุดเล็กๆที่แทบมองไม่ออก คริสาพยายามเพ่งดู

“ที่เต้นอยู่นั้น มันคือหัวใจของเค้าค่ะ”

วินาที่ที่รับรู้ว่านั่นคือหัวใจของลูกน้อย คริสาไม่สามารถกลั้นความรู้สึกความสุขที่เกิดขึ้นได้ น้ำตาแห่งความปิติไหลออกมาอัตโนมัติ

เป็นความสุขที่ไม่สามารถหาคำไหนมาบรรยายได้

เป็นความรักที่เกิดขึ้นในวินาทีแรกที่รู้ว่ามีเขาอยู่

ถ้าตอนนี้เพียงแต่จะมีปวันอยู่ด้วย ถ้าเขาได้เห็นและรับรู้ในสิ่งเดียวกับเธอ เขาจะรู้สึกในแบบเดียวกันรึเปล่า หัวใจเขาจะพองโตคับแน่นด้วยความสุขอย่างที่เธอเป็นหรือไม่ เขาจะรู้สึกถึงความเป็นพ่อเหมือนที่เธอรู้สึกถึงความเป็นแม่ เขาจะรักเจ้าตัวเล็กจนหมดหัวใจโดยไม่มีเงื่อนไขตั้งแต่วินาทีแรกไหม

“นั่นหัวใจของเค้าเหรอครับ”

เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้น คริสานึกว่าตัวเองคิดถึงเขาจนหูฝาดและสติเลอะเลือน แต่ภาพของผู้ชายที่เธอคิดถึงที่สุดกลับชัดเจน และนี่ไม่ใช่ความฝัน ปวันกำลังเดินเข้ามาหาเธอ สายตาของเขาจับจ้องที่หน้าจอแสดงผลอัลตร้าซาวด์ และวินาทีที่เขาหันมาสบสายตา คริสาก็ได้รู้ว่าตัวเองอ่อนแอและโหยหาเขาขนาดไหน

“พะ พี่ปัน”เสียงเรียกชื่อเขาแทบจะกลายเป็นเสียงสะอื้น ปวันคว้ามือของคริสาขึ้นมาแล้วบรรจงจูบอย่างแผ่วเบา เขาก้มลงไปจูบซับหน้าผาก เลื่อนลงมาที่แก้ม มืออันอบอุ่นปาดเกลี่ยน้ำตาจากพวงแก้ม

“พี่อยู่นี่แล้วครับ”ปวันกระซิบบอกเสียงพร่า คริสายกมืออันสั่นเทาขึ้นไปประคองใบหน้าของเขา จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดว่าตัวเองอยู่ในความฝัน แม้จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ถูกส่งผ่านมา แต่มันเหลือเชื่อเกินไป

“โกหกใช่มั้ย นี่กำลังฝันอยู่หรือเปล่า”

เพื่อเป็นการยืนยันว่าคริสาไม่ได้ฝัน ปวันโน้มตัวลงไปมอบจุมพิตบนริมฝีปากอย่างแผ่วเบา คนท้องร้องไห้จนเสียงสั่น คนตัวโตปลอบประโลมด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนอย่างที่สุด เขาเช็ดคราบน้ำตาและนั่งลงข้างๆกัน ก่อนจะหันไปทางจออัลตราซาวด์

“นั่นคือแกใช่มั้ย”ปวันถามเสียงสั่นเครือ จ้องมองสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา

“ใช่ค่ะ นี่คือลูกของหมอปัน ดูสิแกขยับใหญ่เลย คงกำลังทักทายกับคุณพ่ออยู่แน่ๆ”แพทย์หญิงบอกพลางยิ้ม ได้เห็นครอบครัวพร้อมหน้าพลอยมีความสุขไปด้วย

“ตอนนี้อายุครรภ์ประมาณสิบสัปดาห์นะคะ จากการตรวจท้องและก็ทำอัลตราซาวด์ เด็กในท้องเจริญเติบโตตามเกณฑ์ แข็งแรงดี เดี๋ยวหมอจะวัดขนาดให้นะคะ”แพทย์หญิงสรุปผลการอัลตราซาวด์

ปวันค่อยๆยื่นมือไปสัมผัสหน้าจอตรงตำแหน่งทารก เขาลูบไล้เบาด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

“นั่นหัวใจของแก กำลังเต้น”ปวันเอ่ยเสียงเบา ดวงตาของเขาจับจ้องทุกจังหวะการเคลือนไหวของทารกในจอ

“ดูแกสิ แข็งแรงมากเลย”

ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่น้ำตาของปวันไหลพรั่งพรูออกมา เขาไม่อาจวิงวอนขอพรวิเศษอันใดกับพระเจ้าได้อีกแล้ว เพราะท่านได้ประทานสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา

“พี่ปันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”คริสาเอ่ยถาม ยังคงคิดว่าตัวเองฝันไป

“มันคงเป็นโชคชะตาละมั้ง พระเจ้าคงไม่อยากให้เราแยกจากกันอีกแล้ว”คริสามองปวันด้วยสายตาเหลือเชื่อ ถ้าเธอได้ยินไม่ผิด เขาบอกว่า เราจะไม่แยกจากกัน

“พะ พี่ปัน”คริสาพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า แต่การที่มีเขาเคียงข้างในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดีจนไม่อาจทำใจปล่อยมือจากเขาไปได้อีกแล้ว

 “แกน่ารักมากเลย คริสดูสิ”คริสาพยักหน้าทั้งน้ำตา เป็นครั้งแรกใช่ไหม ที่เธอทำให้เขามีความสุข

“พ่ออยู่นี่แล้วนะครับลูก อยู่กับคุณแม่”

คำว่าพ่อและแม่ ทำให้คริสาสะอื้นไห้รุนแรงกว่าเดิม ปวันก้มลงไปจูบปลอบและพร่ำขอบคุณซ้ำๆ

“ขอบคุณนะครับ ขอบคุณ ขอบคุณที่มีเค้าให้กับผม”

ผมและคริสาเราแตกต่างกันมาก

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน

เราต่างเติบโตมาในครอบครัวที่บิดเบี้ยว

เธอขาดแม่ ในขณะที่ผมแทบจำความรู้สึกของการมีครอบครัวไม่ได้

เราไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกที่ได้ถูกเติมเต็ม

เราโหยหาความรัก

เราขาดสิ่งที่เป็นที่พึ่งทางใจ

นั่นทำให้เราต่างสร้างเกราะกำแพงขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากทุกความเจ็บปวด

ผมมีบาดแผล เธอมีบาดแผล เราสิ้นหวังและไม่ศรัทธาว่าจะมีสิ่งนั้นอยู่จริงๆ

จนกระทั่งในวันนี้ วันที่เราร่วมกันสร้างบางอย่างขึ้นมา

มนุษย์ที่มีหัวใจเว้าแหว่งสองคน ถูกเติมให้เต็มด้วยสิ่งที่พวกเขาขาดมาทั้งชีวิต

สิ่งนั้นมันคือความรัก ความรักที่จะเยียวยาทุกๆบาดแผล

และสำหรับผม คริสาคือความรัก เธอคือคนที่ผมจะพักพิงและหลับตาลงอย่างสงบ

เธอคือบ้าน สำหรับผม

…………………………………………………………………….

          ค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่อลันสามารถหลับตาลงได้สนิท อ้อมกอดที่ว่างเปล่า ความเหน็บหนาวค่ำคืนแล้วค่ำคืนเล่าที่เขาได้รับ ถูกเติมเต็มอย่างอบอุ่นด้วยคนในอ้อมกอด เข้าสู่ช่วงสายของวันคนที่ดำดิ่งในห้วงนิทราทำเพียงแค่ขยับตัวไปมาช้าๆบนเตียงเล็กๆ แสงแดดอ่อนๆที่ลอดส่องผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามานั้นไม่ได้ปลุกให้เขาตื่นเสียทีเดียว สิ่งที่ทำให้ลืมตาตื่นขึ้นมาจริงๆก็คือความว่างเปล่าจากพื้นที่ข้างๆ

อลันพาตัวเองออกมาจากห้องนอน เขากวาดตามองหาณฉัตร แล้วเริ่มออกเดินไปทั่วบ้าน

“ฉัตร อยู่ไหนครับ”

ภายในบ้านก็ว่างเปล่า เขามองหาเธอในห้องน้ำ ห้องครัวไม่พบแม้แต่เงาของณฉัตร เธออาจจะอยู่บนชั้นสองของบ้าน ทำได้เพีนฃยงชะเง้อมองจากขั้นบันไดแล้วร้องเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากเธอแม้แต่น้อย อลันทำท่าจะขึ้นไปหาบนชั้นสองของบ้าน แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าตะกุกตะกักดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขาหันไปหาอย่างดีใจ ด้วยคิดว่าคงเป็นณฉัตร

“ว้าย!ตาเถร โจรขึ้นบ้าน”

นางวรรณที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านร้องดังลั่น เมื่อเห็นชายแปลกหน้าท่าทางด้อมๆมองๆอยู่ภายในบ้าน อลันตกใจยืนตัวแข็งทื่อ เขาพยายามจะบอกว่าไม่ได้เป็นโจร แต่อีกคนก็เอาแต่แหกปากร้องไม่ได้มีสติอยู่กับตัว

“ช่วยด้วยจ้า โจรขึ้นบ้าน มีโจรขึ้นบ้านฉัน”ร้องตะโกนพลางมองหาอาวุธ มีดพร้าด้ามสั้นเหมาะมือวางพิงอยู่ตรงซอกประตู หญิงหม้ายรีบพุ่งไปคว้าเอามือไว้ในมือทำท่าขู่หมายจะเอามันเฉาะกะบาลโจรที่หาญกล้าเหยียบขึ้นบ้านเธอ

“ใจเย็นก่อนครับ ผมไม่ใช่โจรครับ”

“โจรมันก็บอกว่าไม่ใช่โจรทั้งนั้นแหละ”เอามีดพร้าชี้หน้า อลันพยายามถอยห่าง วินาทีนี้ต่อให้ห้าวหาญขนาดไหนก็คงต้องยอมแพ้ในกับอาวุธในมือ

“แต่ผมไม่ใช่โจรจริงๆนะครับ”

“ไม่ใช่โจรแล้วเข้ามาด้อมๆมองๆในบ้านคนอื่นแบบนี้ได้ไง หน็อย เห็นว่าข้าไม่อยู่บ้านวันเดียวคิดจะยกเค้า อย่างนี้มันต้องเพ่งกะบาลให้แหก”

“ป้าค่ะ อย่าค่ะ!”

ณฉัตรที่ยืนคาอยู่ตรงประตู ทิ้งกระจาดดอกดาวเรืองในมือจนหล่นกระจัดกระจาย แล้วพุ่งเอาตัวไปขวางนางวรรณไม่ให้ทำร้ายอลัน เจ้าของบ้านหยุดชะงักทันที

“ถอยไปเปา นั่นมันโจร”

“เค้าไม่ใช่โจรค่ะป้า อย่าทำร้ายเค้า”

การที่ณฉัตรออกตัวปกป้องเขา นั่นทำให้คนตัวโตที่ยืนอยู่ด้านหลังของคนตัวเล็กลอบยิ้ม อย่างน้อยเธอก็ยังเป็นห่วงเขา

“ไม่ใช่โจรแล้วมันเป็นใครกัน หนูรู้จักมันเหรอ”นางวรรณถามอย่างสงสัย ณฉัตรหันไปมองอลัน เธอจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ยังไงในสถานการณ์แบบนี้

“คือว่า”

“เอ้า ตกลงว่าเป็นใคร”

“ผมเป็นสามีของเธอครับ”อลันโพล่งออกมา นั่นทำให้คนตัวเล็กหันขวับไปมองด้วยสายตาเหลือเชื่อ

“คุณอลันค่ะ!”

“ผมเป็นสามีของเธอจริงๆครับ”

“ไม่ใช่นะคะป้า”

“ใช่ครับ ผมเป็นสามีจริงๆ”

“โอ้ย ตกลงมันยังไงกันแน่ ใช่หรือไม่ใช่”นางวรรณปวดหัวไปหมด ทำได้เพียงมองคนทั้งสองสลับกันไปมา

“หนูรู้จักผู้ชายคนนี้แต่เขาไม่ใช่สามีหนูของหนูค่ะ”

“อ้าว แล้วทำไมเขาถึงบอกว่าเป็นผัวเอ็งล่ะเปา”

“เดี๋ยวหนูเล่าให้ฟังนะคะป้า แต่ตอนนี้ป้าเก็บมีดก่อนดีกว่าค่ะ มันอันตราย”ณฉัตรมองอาวุธในมืออย่างหวาดเสียว นางวรรณค่อยๆวางมีดพร้าในมือลง

“ข้าไม่รู้นี่ เดินเข้ามาเจอผู้ชายตัวยักษ์ทำท่าลับๆล่ออยู่ในบ้าน อย่างกับโจร ขอโทษด้วยแล้วกันพ่อหนุ่ม ฉันไม่รู้ว่ารู้จักกัน”

“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ เสียมารยาทเดินไปทั่วบ้าน”

“ฉัตรบอกแล้วไงค่ะ ว่าอย่าเดินไปทั่ว”ถูกดุอีกจนได้ อลันทำสีหน้าสำนึกผิด เป็นใบหน้าในแบบที่ณฉัตรไม่เคยเห็นมาก่อน

“พี่ขอโทษ ตื่นมาไม่เจอฉัตร นึกว่าหนีไปแล้วซะอีก”อลันบอกเสียงอ่อน

“เออๆไม่ใช่โจรก็ดีแล้ว ตกลงว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันเป็นใครกัน ไม่ใช่โจรไม่ใช่ผัว แล้วมันเป็นอะไรกับเอ็ง”

นางวรรณนั่งกอดอกจ้องมองชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่ตรงข้าม พอมีสติไม่ตื่นตระหนกตกใจใช้สายตามองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาไม่มีทางเป็นโจรไปเสียได้ รูปร่างหน้าตาผิวพรรณดูการแต่งกายเหมือนคนรวยหรือผู้ดีมีเงิน

“ตกลงเรื่องมันเป็นมายังไง เปา พ่อหนุ่มคนนี้คือใครกัน ทำไมถึงเอาเข้ามาในบ้าน”นางวรรณถามเสียงดุ ณฉัตรหน้าเจื่อนลงทันที

“คุณคือเจ้าของบ้านใช่มั้ยครับ”

“ใช่ ฉันคือเจ้าของบ้าน”

“ก่อนอื่นผมต้องแนะนำตัวเองก่อน ผมชื่ออลัน เป็นสามีของณฉัตร”

“คุณอลันค่ะ!”อลันบีบมือคนที่อยู่ข้างกันแน่น เป็นสัญญาณให้เธอไม่ต้องพูดอะไรออกมา

“เดี๋ยวนะ ณฉัตรคือใคร นี่มันเปา ไม่มีคนชื่อณฉัตร”นางวรรณถามอย่างแปลกใจ เริ่มงุนงงกับชื่อที่สลับไปมา

“ณฉัตรกับเปาก็คือคนๆเดียวกันนั่นแหละครับ และเธอก็คือภรรยาของผม เรามีเรื่องไม่เข้าใจกันเธอก็เลยหนีผมมา กว่าผมจะหาเธอเจอก็หลายเดือน แต่ตอนนี้ผมเจอเธอแล้ว ผมกำลังจะพาตัวเธอกลับ”อลันอธิบายทุกอย่างอย่างรวดเร็ว คนนอกอย่างนางวรรณถึงกับเอามือทาบอกเมื่อรู้ความเป็นจริง ในขณะที่ณฉัตรตวัดสายตาโกรธเคืองมองคนที่คิดเองเออเองเสร็จสรรพ

“ตายแล้ว นี่หนีผัวมาหรอกเหรอ โกรธเคืองอะไรกันถึงกับหอบลูกหนี”

“ไม่ใช่นะคะป้า”

“เรามีเรื่องไม่เข้าใจกันครับ และฉัตรเลือกที่จะหนีผมมา”ท้ายน้ำเสียงนั้นเหมือนกับจะน้อยใจ ณฉัตรอึกอัก อธิบายอะไรไปตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์

“ถ้าเจอกันแล้ว นั้นก็พูดคุยปรับความเข้าใจกันเสียสิ ผัวเมียกันก็ต้องค่อยพูดค่อยจากัน คิดถึงลูกไว้ให้มาก เด็กเกิดมาไม่มีพ่อมันจะแย่เอานา”ออกความเห็นตามประสาคนอาบน้ำร้อนมาก่อน ทั้งอลันและณฉัตรนิ่งไป บรรยากาศนั้นชวนกระอักกระอ่วนสิ้นดี

“เอาเถอะ ยังไงก็คุยกันให้เข้าใจ ฉันไม่กวนสองคนแล้ว ขอตัวไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวต้องไปงานบวชที่ไร่ใกล้ๆ ตามสบายนะคุณ”นางวรรณรู้ตัวว่าควรปล่อยให้คนทั้งสองอยู่ตามลำพัง เจ้าบ้านลุกหายเข้าไปภายในบ้าน ทิ้งคนทั้งสองไว้เบื้องหลัง

“ฉัตร มันถึงเวลาที่เราสองคนต้องเปิดใจกันรึยัง”อลันเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน เขาไม่อยากปล่อยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปโดยที่ยังมีความครางแคลงใจหลงเหลืออยู่ เรื่องมากมายจบไม่สวยเพียงเพราะไม่ยอมเปิดปากเปิดใจพูดคุยกัน และเขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับณฉัตรเป็นแบบนั้น

“ถ้าฉัตรเปิดใจ คุณอลันจะยอมรับฟังมันรึเปล่าคะ”คำถามนั้นเหมือนจะกดดันให้เขาต้องยอมรับการตัดสินใจ

“พี่กำลังฟังอยู่ และพี่จะพยายามทำความเข้าใจกับมัน”อลันเอ่ยอย่างอดทน นิ่งเงียบกันไปเหมือนกำลังรวบรวมความคิดและกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูด ณฉัตรสูดหายใจเข้าก่อนจะเริ่มต้นเผยความรู้สึกของตัวเอง

“ฉัตรหนีมา คุณอลันอาจคิดว่ามันเป็นวิธีการโง่ๆของคนขี้ขลาด ฉัตรยอมรับค่ะว่าเป็นอย่างนั้น แต่เหตุผลที่แท้จริงมันมีมากกว่านั้น ชานนท์ไม่ได้เป็นผู้ชายในแบบที่เขาพยายามแสดงให้ทุกคนเห็น มีไม่กี่คนหรอกค่ะที่รู้ว่าภายใต้หน้ากากความเป็นสุภาพบุรุษแสนดีนั้นมันแฝงไปด้วยความอันตรายในแบบไหน ถ้าลำพังตัวคนเดียว ฉัตรจะไม่สนใจเลยว่าตัวเองจะตกอยู่ในนรกขุมไหน แต่เพราะว่าฉัตรกำลังมีเด็ก ฉัตรไม่ยอมให้เขาเกิดมาพบกับชีวิตบัดซบเหมือนกับที่ฉัตรกำลังเผชิญอยู่หรอกค่ะ”ดวงตาร้าวราน น้ำเสียงสั่นเครือ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ทำให้รู้ว่าณฉัตรหวาดหวั่นกับสิ่งที่ต้องเผชิญมากขนาดไหน ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งก็เพียงแค่หาวิธีเอาตัวรอดในแบบที่ตัวเองพอจะดิ้นรนได้ เขารู้ว่าชานนท์ชั่วร้าย และณฉัตรก็รู้ เพราะอย่างนั้นวิธีการหนี คงเป็นทางเลือกเดียวที่เธอเหลืออยู่ แต่ถึงอย่างนั้น เขาล่ะ เธอลืมไปแล้วหรือว่าเธอยังไม่เขา

“ฉัตรลืมไปแล้วรึไง ว่าฉัตรยังมีพี่อยู่อีกคน ทำไมฉัตรไม่ยอมกลับมาหาพี่”

“คุณอลันไม่รู้จริงๆเหรอคะว่าทำไม”คำถามย้อนกลับนั้นทำให้อลันพูดไม่ออก ระหว่างเธอกับเขาเหมือนคนที่ยืนอยู่ละฝั่งของหุบเหวที่ไม่มีสะพานเชื่อมต่อและเบื้องล่างคือสายน้ำอันเชี่ยวกราก ต่อให้ใครคนใดคนนึงพยายามที่จะก้าวผ่านไปยังอีกฝั่ง ก็ไม่รู้เลยว่าจะพลัดตกดิ่งลงไปตอนไหน

“ชานนท์ไม่ได้ต้องการตัวฉัตร เพราะเขารักฉัตรหรอกค่ะ เขาแค่อยากครอบครองในสิ่งที่คุณอลันต้องการ เขาอยากเป็นเจ้าของในสิ่งที่คุณเป็นเจ้าของ และถ้าฉัตรเลือกจะอยู่กับคุณ เรื่องวุ่นวายทุกอย่างมันก็จะไม่มีวันจบสิ้นสักที”

“แล้วมันเป็นบ้าอะไร ทำไมถึงต้องพยายามเอาชนะกันด้วย”อลันสบถอย่างหัวเสีย เขาไม่เข้าใจชานนท์เลยในจุดนี้ เขาไปทำอะไรให้ถึงต้องคอยไล่ตามฟาดฟันเอาชนะกัน ณฉัตรไม่สามารถบอกถึงเหตุผลที่เป็นปมภายในใจของชานนท์ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเฌอร์มาลกับชานนท์จะต้องถูกปิดเป็นความลับไปตลอดกาล

“ให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้นั่นแหละค่ะ ฉัตรไม่ต้องอยู่ระหว่างการแย่งชิงหรือเอาชนะของใครอีกแล้ว พวกคุณจะทำเหมือนฉัตรเป็นสิ่งของแย่งโยนกันไปมา โดยที่ไม่เคยนึกถึงจิตใจของฉัตร ฉัตรทนได้ แต่ตอนนี้ฉัตรมีลูก ฉัตรไม่อยากให้เขาต้องเกิดมาท่ามกลางกองขี้เถ้าแห่งศักดิ์ศรีของคนเป็นแม่ที่ป่นปี้จนไม่เหลือชิ้นดีหรอกค่ะ”ณฉัตรเอ่ยอย่างเจ็บปวด อลันเข้าใจความเจ็บปวดนั้นดี

“ฉัตร”อลันยื่นมือไปกอบกุมมือของณฉัตร เขากำมือนั้นแน่นคล้ายกับจะทำให้เธอมั่นใจ

“ฉัตรฟังพี่นะ ที่ผ่านมาพี่รู้ตัวดีว่าเคยทำร้ายฉัตรมากมายขนาดไหน และเราต่างก็ปล่อยให้เรื่องราวในอดีตมันย้อนกลับมาทำร้ายเราซ้ำๆ ทั้งที่เรารู้ว่าไม่มีทางที่จะกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว แต่ฉัตรรู้อะไรมั้ย ตอนนี้พี่ไม่สนอะไรทั้งนั้น พี่จะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังและทำทุกวิธีเพื่อให้คนที่อยู่ตรงหน้าพี่ตอนนี้เชื่อใจและมั่นใจ ว่าคนๆนี้สามารถปกป้องและดูแลเธอกับลูกได้”

แววตาไม่โกหก คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งหินผา แต่สัมผัสจากมือที่กอบกุมอยู่ทำให้รู้สึกวางใจและอบอุ่นหัวใจอย่างที่สุด คนทั้งสองประสานสายตากัน อลันอยากให้ณฉัตรมั่นใจในตัวเขา อยากให้เธอเชื่อใจว่าเขาสามารถปกป้องเธอจากคนอย่างชานนท์ได้

“คุณจะปกป้องเด็กในท้อง แม้ว่าเด็กคนนั้นจะไม่ใช่ลูกของคุณเหรอคะ”

“ใช่ พี่จะปกป้องเขา”อลันตอบคำถามนั้นอย่างไม่ลังเล ณฉัตรบอกไม่ถูกว่ารู้สึกซาบซึ้งใจมากขนาดไหน เธอวิตกกังวลมาตลอดว่าเขาจะรับสภาพผู้หญิงอย่างเธอได้หรือเปล่า แต่คำตอบของเขาเป็นการยืนยันว่าได้ก้าวพ้นผ่านความคลางแคลงใจทั้งหมด

เขายอมรับในทุกๆอย่างที่เป็นเธอ

คนทั้งสองสบตากันนิ่งอีกครั้ง น่าแปลกที่ณฉัตรรู้สึกว่าหัวใจไม่ได้หนักอึ้งอีกต่อไป ความวิตกกังวลทุกอย่างเหมือนค่อยๆจางลง แต่ปมที่แน่นหนาที่สุดในหัวใจยังคงขมวดแน่นอยู่ตรงนั้น บาดแผลที่คว้านลึกยังคงทิ้งร่องรอยไว้

ความรู้สึกผิดเกาะกินและกลายเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจ

คนอย่างฉันควรจะได้รับความสุขอย่างนั้นหรือ

ฉันทำให้เฌอร์มาลตาย และยังบังอาจรักกับผู้ชายของเธอ

ฉันมัน…

อลันรู้สึกได้ถึงแววตาที่ไหววูบด้วยความลังเล เขาพอจะเข้าใจว่ามันไม่ง่ายสำหรับณฉัตร เขารู้ดีนั่นเพราะมีบาดแผลไม่ต่างกัน แต่ทั้งเขาและณฉัตรทรมานกับเรื่องราวในอดีตมามากพอแล้ว มันจบไปแล้วและเงามืดดำนั้นควรจะจางหายไปสักที

เขาและเธอควรให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง

“ฉัตร ครั้งนี้พี่อยากให้ฉัตรตัดสินใจจากความรู้สึกที่แท้จริง ไม่มีใครสามารถหนีได้ตลอดไป”

ณฉัตรตระหนักในสิ่งนั้นดี ไม่วันใดวันหนึ่งชานนท์ก็จะหาตัวเธอเจอเหมือนอย่างที่อลันเจอ เมื่อถึงเวลานั้นเขาคงทำสิ่งที่ชั่วร้ายอีกมากมายเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ถ้าไม่ยืนหยัดขึ้นมาต่อสู้กับเขา ชีวิตของเธอและลูกคงตกอยู่ในความหวาดกลัวตลอดไป

“ฉัตรจะไม่หนีอีกค่ะ แต่ฉัตรขอเวลาสำหรับทบทวนอะไรบางอย่างจะได้มั้ยคะ”

อลันระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แม้ณฉัตรจะไม่ตอบตกลงทันที แต่มีสัญญาณที่ดีว่าเธอจะยินยอมให้เขาปกป้องดูแล

“พี่รอได้ พี่เข้าใจ”อลันยื่นมือไปลูบแก้มใสเบาๆอย่างทะนุถนอม ริมฝีปากยกยิ้มเหมือนคลายกังวลไปได้เปราะหนึ่ง ในขณะนั้นเองมีใครบางคนตะโกนร้องถามอยู่ตรงหน้าบ้าน ทั้งสองคนลุกขึ้นมองทันที

“มีใครอยู่มั้ยครับ ขอผมเข้าไปได้มั้ย”เสียงตะโกนร้องนั้นของการัณย์ ชายหนุ่มชะเง้อมองหาว่าพอมีใครจะเปิดประตูรั้งให้เขาเข้าไปได้บ้าง เพราะไม่อย่างนั้นคงถือวิสาสะปีนข้ามรั้วอย่างที่อลันทำเมื่อวาน

“ไอ้รัณย์”อลันลืมไปเสียสนิท การรัณย์มาส่งเขาตั้งแต่เมื่อวานและเขาบอกว่าจะติดต่อกลับไป แต่ก็ไม่ได้ทำ

“ใครคะคุณอลัน”ณฉัตรถามอย่างสงสัย

“การัณย์ เพื่อนพี่เอง เขาเป็นคนที่เจอฉัตร”อลันตอบ ณฉัตรย่นคิ้วสงสัย

“จำเจ้าของไร่ปลายฟ้าที่พี่เคยพาฉัตรไปได้ไหม”ณฉัตรพยักหน้าช้าๆ เรื่องราวความทรงจำที่ไร่แห่งนั้นเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด เธอไม่อาจลืมได้

“นั่นล่ะเขา เขาเจอฉัตร แต่ฉัตรคงไม่รู้ว่าเป็นเขา”ณฉัตรเข้าใจทุกอย่างทันที การัณย์คงจำเธอได้ แต่เธอไม่รู้ว่าเป็นเขาเพราะไม่เคยเห็นหน้าตากัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอลันจึงหาตัวเธอเจอ โลกช่างกลมเสียนี่ประไร

“เจ้าของไร่มะลิวัลย์เป็นญาติกับการัณย์ พี่จะกลับไปรอที่นั่น รอฉัตรพร้อมพี่จะมารับ”อลันก้มลงไปประทับจูบหน้าผากมนอย่างแนบแน่น สีหน้าแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง เขาประคองใบหน้าณฉัตรไว้แล้วย้ำเตือนเธออีกครั้ง

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามหนี เผชิญหน้ากบมัน พี่จะเป็นคนที่อยู่ข้างๆฉัตรเอง”อลันทิ้งท้ายก่อนจะค่อยๆถอยห่างไปอย่างอ้อยอิ่ง ณฉัตรมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย น่าแปลกที่ไม่มีความรู้สึกอ่อนแอปะปนอยู่ในนั้นอีกแล้ว

“เป็นยังไงบ้าง ผัวเอ็งกลับไปแล้วเหรอ”นางวรรณซึ่งแอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆเข้ามาถามทันทีที่

อลันคล้อยหลัง ณฉัตรพยักหน้าตอบช้าๆ

“เอ็งไล่เขากลับไปรึ ทำไมล่ะ ข้าว่าดูเขารักเอ็งอย่างกะอะไรดี”

“หนูไม่ได้ไล่เค้าค่ะ หนูแค่ขอเวลาคิดทบทวนอะไรบางอย่าง”

“โถนังเปา เอ็งจะคิดทบทวนอะไรอีก ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดถึงตัวเอง นี่ ต้องคิดถึงไอ้เจ้าตัวที่อยู่ในท้องนี่ จะให้เขาเกิดมาเป็นลูกไม่มีพ่อรึไง”นางวรรณจิ้มไปที่ท้องของณฉัตร หญิงสาวก้มลงมองท้องตัวเองแล้วลูบเบาๆ

“ข้าจะบอกเอ็งให้นะ ชีวิตคนเรามันสั้นนักเปาเอ้ย วันนี้พรุ่งนี้ก็ตาย ไม่มีอะไรแน่นอน อย่าไปเสียเวลากับความทุกข์ ในเมื่อความสุขมันอยู่ตรงหน้า ข้าบอกเอ็งได้แค่นี้แหละ”นางวรรณตบหลังเบาๆเหมือนเป็นการให้กำลังใจ ณฉัตรนิ่งไป

“เอาเถอะๆเอ็งค่อยคิดไปละกัน เข้าไปในบ้านเถอะ ฝนตั้งเค้ามาแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปงานบวชสักหน่อย กลับมาเอ็งจะกลับไปอยู่กับผัวหรืออยู่ที่นี่ต่อยังไงค่อยว่ากัน”นางวรรณดันร่างคนท้องให้ถอยเข้าไปในบ้าน ก่อนจะปิดประตูปล่อยให้รฉัตรได้คิดอะไรเงียบๆตามลำพัง

ณฉัตรเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง นั่งลงแล้วคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ในตอนที่ยังเป็นแค่เด็กไร้เดียงสา เธอทำสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตไป เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และในตอนนี้เธอกำลังกลับไปทำในสิ่งที่เด็กผู้หญิงโง่ๆคนนั้นเคยทำอีก นั่นคือการปกปิดเรื่องลูกกับเขา

ต่อให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับอลันได้ แต่เขาควรจะได้รู้ว่าเด็กในท้องคือลูกของเขา เพราะนั่นอาจเป็นเรื่องยุติธรรมเพียงสิ่งเดียวที่เธอสามารถทำให้เขาได้

ก้อกๆ เสียงเคาะประตูห้องขัดจังหวะความคิดของณฉัตร คงเป็นนางวรรณที่ย้อนกลับเข้ามา ณฉัตรลุกขึ้นเดินไปประตูห้องนอน แต่เมื่อเปิดออกไปก้พบกับความว่างเปล่า ไม่มีใครสักคน

“แปลกจัง”ณฉัตรพึมพำกับตัวเอง ทำท่าจะปิดประตู ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งจู่โจมเข้ามาทางด้านหลัง ล็อกตัวหญิงสาวไว้

“อื้อ!!!”ณฉัตรดิ้นสุดชีวิตแต่ถูกล็อกคอพร้อมทั้งมีบางอย่างอุดที่ปากและจมูกแน่น ก่อนที่จะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น สติสัมปชัญญะเสี้ยวสุดท้ายก็ถูกพรากไปแล้ว

“เอาไปขึ้นรถ แล้วโทรบอกนายด้วยว่าเราได้ตัวแล้ว”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น