ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 11: ช่วยเหลือผู้คน

ชื่อตอน : บทที่ 11: ช่วยเหลือผู้คน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2560 04:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11: ช่วยเหลือผู้คน
แบบอักษร

​          

พอเห็นฉีจิ่งเฉินล้มตัวนอนไปแล้ว บรรยากาศรอบตัวของเนี่ยอี่ก็พลันเปลี่ยนไปในทันใด ครั้งนี้เขาไม่ได้คิดจะออกไปคนเดียว หากแต่มองไปยังเชาเจิงหลานและเจียงหวย “ฉันจะออกไปช่วยคนอื่นๆ พวกนายจะไปหรือไม่ไป?”

เชาเจิงหลานแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รีบเอ่ยตอบทันที “ฉันจะไป”

เจียงหวยไม่ได้เอ่ยพูดอะไร แต่ว่าในมือของเขาก็ถือมีดเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

หลังจากเอ่ยสั่งให้สองบอดี้การ์ดและปิงเฉิงเชาคอยดูแลฉีจิ่งเฉินดีๆ แล้วนั้น เนี่ยอี่ก็พาเชาเจิงหลานและเจียงหวยจากไป

บนอาคารชั้นนี้นั้นได้ทำการเก็บกวาดซอมบี้ไปจนหมดแล้ว ดังนั้นคนทั้งสามจึงต้องลงบันไดไปยังชั้นล่าง ในตอนนั้น เชาเจิงหลานก็อดทนไว้ไม่ไหว

“เนี่ยอี่ จะให้ช่วยคนออกมาน่ะไม่เป็นไร แต่ถ้าคนรักของนายยังจะร้องเอาเรื่องอย่างอื่นอีกล่ะก็ฉันไม่โอเคด้วยนะ! ฉันต้องรีบกลับไปที่เมือง B ไม่ว่างพอจะมาเป็นพี่เลี้ยงของคนพวกนี้ที่รู้จักแต่นั่งรออยู่ที่บ้านรอการช่วยเหลือจากคนอื่นหรอกนะ!”

พวกเขาไม่ใช่คนเลือดเย็น ระหว่างเส้นทางที่เดินทางขึ้นเหนือมานั้นหากเจอใครกำลังลำบากหรือมีปัญหาอยู่ก็ให้ความช่วยเหลือตลอด ทว่าพวกเขาแค่ช่วย แต่ไม่ได้ยอมให้คนพวกนั้นติดตามมาด้วย

แต่ตอนนี้.......ใครจะไปรู้กันล่ะเนี่ยอี่จะไม่เพื่อเอาใจหมอนั่นจนยอมกลายเป็นนักบุญไป?

เนี่ยอี่มีสีหน้าเย็นชามองตอบไป

“อะไร? ฉันพูดอะไรผิดหรือไง? นายรักหมอนั่นจะเอาใจหมอนั่นมันก็เรื่องของนาย แต่ว่าฉันน่ะไม่มีความจำเป็นอะไรด้วยที่จะต้องไปโอ๋คนที่ไม่รู้เรื่องสถานการณ์อะไรอย่างนั้นเป็นเพื่อนนายหรอกนะ!” เชาเจิงหลานเอ่ย

“เธอจะจากไปก็ได้นะถ้าเธอรู้สึกไม่ชอบใจอะไร แต่ว่าถ้าเธออยากจะติดตามฉัน เธอก็ต้องเชื่อฟังฉัน!” เนี่ยอี่เอ่ยขึ้น จากนั้นก็คว้าหมับเอาที่แขนของเชาเจิงหลานโดยไม่เอ่ยเตือน แล้วโยนเธอออกไปในทันที

“ประธานเนี่ย!” เจียงหวยตื่นตะลึง

“เจียงหวย นายก็เหมือนกัน อยากจะไปก็ไป แต่ถ้ายังอยากอยู่ ก็เชื่อฟังที่ฉันพูดซะ!” เนี่ยอี่เอ่ยประกาศอย่างตรงไปตรงมา

สองบอดี้การ์ดของเขานั้นเป็นคนที่ปู่หามาให้เขา ไม่ใช่แค่จงรักภักดีเท่านั้น แต่ก็ยังไม่มีครอบครัวให้ผูกพันธ์อีกด้วย ปิงเฉิงเชาเองก็ไม่ต้องพูดถึง ถ้าเขาบอกให้ไปตะวันตก ปิงเฉิงเชาไม่มีทางไปตะวันออกเด็ดขาด

สามคนนั้นเมื่อชาติที่แล้วก็เพราะว่าเพื่อเขาถึงได้ตายไปตั้งแต่ตอนแรกๆ ดังนั้นเขาจึงเชื่อในตัวพวกนั้นมากพอ แต่กับเชาเจิงหลานและเจียงหวยนั้นต่างกันไปออก เชาเจิงหลานมักจะเอาตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกันกับเขาอยู่เสมอๆ

ส่วนเจียงหวย เจียงหวยนั้นเป็นลูกน้องของเขาก็จริง แต่หมอนี่ชอบเชาเจิงหลาน

ชาติที่แล้วนั้นหลังจากที่เชาเจิงหลานตายไป เจียงหวยก็เริ่มที่จะไม่เอาการเอางานทำตัวไร้จุดหมาย ปล่อยปละละเลยไปในหลายๆ เรื่อง.....

เมื่อตอนที่เขาคิดว่าจะตายและส่งต่อทีมให้กับเจียงหวยและเหยียนเฉอนั้น มันก็เป็นเพราะว่าเจียงหวยไม่ยอมสนใจงานอะไร ทำให้สุดท้ายแล้วทั้งทีมก็ตกลงไปอยู่ในมือของเหยียนเฉอ ดังนั้นเหยียนเฉอก็เลยดำเนินแผนการฆ่าเขาได้ง่ายขึ้นเยอะเลยทีเดียว

เนี่ยอี่นั้นจะไม่คิดอคติกับเจียงหวยเพราะเรื่องนี้ แต่ว่าเขาจำเป็นที่จะต้องคิดประเมินคุณค่าและความสามารถของเจียงหวยใหม่อีกครั้ง

“ประธานเนี่ย ผมจะไม่ไป” เจียงหวยรีบเอ่ยตอบทันที เนี่ยอี่เคยช่วยเหลือเขา เขานั้นตัดสินใจไปแล้วว่าจะติดตามเนี่ยอี่

“เนี่ยอี่ นายประสาทกลับไปแล้วหรือไงหา!” หากทว่าเชาเจิงหลานนั้นลุกยืนขึ้นมาจากพื้นอย่างโมโห และร้องตะโกนใส่หน้าเนี่ยอี่ไปเต็มๆ

“คนในทีมของฉันนั้นจะต้องห้ามเอ่ยอะไรสวนทางกันกับฉันทั้งนั้น”

เนี่ยอี่เอ่ย เขาปล่อยพลังพิเศษไปยังพื้นหน้าประตู วินาทีถัดมาประตูก็ถูกทำลายทิ้งอย่างสมบูรณ์ ซอมบี้สามตัวเองพลันรีบอ้าปากกว้างพุ่งตัวออกมา

เชาเจิงหลานสะดุ้งผวาตื่นตะลึงก่อนเตรียมที่จะโจมตีใส่ ทันใดนั้นลูกบอลไฟสามลูกก็ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือของเนี่ยอี่ พุ่งทยานไปลงบนหน้าของซอมบี้ทั้งสาม

ลูกบอลไฟพวกนั้นมันเล็กมาก กระทั่งขนาดแค่ราวเล็บมือเองเท่านั้น แต่ว่าลูกบอลไฟพวกนี้ก็ยังสามารถฆ่าซอมบี้ทั้งสามตัวนั้นตายคาที่ไปได้อย่างง่ายดาย

สีหน้าของเชาเจิงหลานแปรเปลี่ยนไปในทันที ถึงแม้ว่าเธอจะมีพลังพิเศษ แต่ความจริงแล้วผู้ใช้พลังพิเศษเองก็ไม่ได้ทำอะไรได้มากขนาดนั้น และในบางครั้งก็ยังพลาดท่าเผลอใช้พลังพิเศษของตัวเองไปจนหมดอย่างไม่ระวัง

ระหว่างทางที่พวกเขาเดินทางมานี้ ความจริงแล้วก็อาศัยพึ่งพาอาวุธต่างๆ เป็นส่วนใหญ่มากกว่าที่จะใช้พลังพิเศษ แต่ว่าตอนนี้นั้น.......

เนี่ยอี่มองไปยังเชาเจิงหลานอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนนี้เธอเป็นฝ่ายต้องการฉัน ไม่ใช่ฉันเป็นฝ่ายต้องการเธอ”

สบตากันกับเนี่ยอี่แล้วนั้น อยู่ๆ เชาเจิงหลานก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา เธออยากจะถามว่าทำไมวันนี้เนี่ยอี่ใช้พลังพิเศษไปมากขนาดนั้นแล้วถึงยังสามารถใช้พลังพิเศษต่อไปได้อีก และก็ยังอยากจะถามว่าทำไมเนี่ยอี่ถึงได้ควบคุมพลังพิเศษได้แม่นยำขนาดนั้น แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามอะไรออกไปทั้งนั้น

เธออยากจะทำดื้อรั้น บอกว่าถ้าไม่อยากให้อยู่เธอก็จะจากไป แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็อดกลั้นมันเอาไว้

เชาเจิงหลานนั้นจริงๆ แล้วก็รู้ดี ไม่มีเนี่ยอี่ แค่เธอคนเดียวนั้นมันเป็นไปได้ยากที่จะไปถึงเมือง B — ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นผู้มีพลังพิเศษ แต่ให้พูดกันจริงๆ แล้วถ้าปะทะกันเกรงว่าเธอจะยังไม่ดีเท่ากับบอดี้การ์ดของเนี่ยอี่เลยด้วยซ้ำ ไม่ว่ายังไง สองคนนั้นก็ชำนาญอาวุธปืนล่ะนะ

“ระหว่างอยู่ในขบวนของทีม ฉันจะเชื่อฟังนาย” สุดท้ายเชาเจิงหลานก็พูดตอบแบบนั้น

“ดี แต่มันมีอย่างหนึ่งที่ฉันอยากจะให้พวกนายเข้าใจ **ทุกคนในทีมนั้นต้องเชื่อฟังฉัน แต่ว่าคนที่สำคัญที่สุดในทีมนั้นก็คือฉีจิ่งเฉิน”** เนี่ยอี่เอ่ย

“นี่นายใช่เนี่ยอี่จริงๆ น่ะเหรอ?”

สีหน้าของเชาเจิงหลานฉายชัดว่าไม่อยากจะเชื่อ เนี่ยอี่แต่เล็กนั้นเติบโตมาแบบไหนไม่ต้องพูดถึง จิตใจของเขาเองก็ไม่ธรรมดา จะเป็นไปได้ยังไงกันที่เขาจะเห็นคนอื่นมีน้ำหนักสำคัญไปกว่าตัวของเขาเอง?

“ในปิดเทอมฤดูร้อนเมื่อตอนเธออายุเจ็ดขวบ เพราะว่าพ่อแม่ของเธอไม่อนุญาติให้เธอออกไปว่ายน้ำคนเดียว และก็ยังไม่มีเวลาว่างพอจะไปกับเธอ ดังนั้นเธอก็เลยแอบหนีไปว่ายน้ำเองคนเดียว และเพื่อที่จะไม่ให้คนอื่นรู้แล้วนั้นก็เธอยัง........”

**“โอเค! นายคือเนี่ยอี่!”** เชาเจิงหลานรีบเอ่ยขัดคำพูดของเนี่ยอี่ขึ้นทันที

นั่นมันเป็นอดีตอันดำมืดของเธอเลยชัดๆ ตอนนั้นเธอแอบหนีออกไป ไม่ต้องพูดถึงชุดว่ายน้ำเลย เธอน่ะไม่มีกระทั่งกางเกงในสำรองเลยด้วยซ้ำ และเพื่อที่จะไม่ให้พ่อแม่รู้ว่าเธอแอบมาว่ายน้ำแล้วนั้น

เธอก็เลย......ถอดออกหมดเลย......

ผลสุดท้ายแล้ว ระหว่างที่เธอกำลังกระโดดเด้งอยู่ในน้ำอย่างมีความสุข เนี่ยอี่ก็โผล่ออกมา........

เนี่ยอี่มองดูเธอ แล้วค่อยมุ่งตรงไปยังบันได

หลังจากนั้น มันก็แทบจะเป็นการแสดงโชว์เดี่ยวของเนี่ยอี่เองคนเดียวล้วนๆ เขาพาเชาเจิงหลานและเจียงหวยไปช่วยผู้รอดชีวิตออกมาหมดทั้งอาคารหมู่บ้าน

เนี่ยอี่ในช่วงยุคเริ่มต้นวันสิ้นโลกนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งมากๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแข็งแกร่งที่สุด พลังพิเศษที่เขามีนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีมากมายไปกว่าคนอื่นๆ อะไรนัก เพียงแต่ว่าเขารู้วิธีฝึกฝนพลังพิเศษ ทำให้สามารถที่จะฟื้นฟูพลังพิเศษได้อย่างรวดเร็วก็เท่านั้น

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องพลังจิตวิญญาณ.....

รอจนกระทั่งช่วงยุคกลางของวันสิ้นโลก ทุกๆ คนก็จะได้เรียนรู้ว่าระหว่างผู้ใช้พลังพิเศษระดับเดียวกันนั้น ยิ่งพลังจิตวิญญาณแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเก่งกาจมากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ในตอนนี้นั้นความจริงแล้วระดับพลังพิเศษของเขากับเชาเจิงหลานก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันไปสักเท่าไหร่ เพียงแต่เชาเจิงหลานไม่สามารถควบคุมพลังพิเศษได้ จึงไร้หนทางความน่าจะเป็นใดๆ ที่จะเอาชนะเขาได้ด้วยเช่นกัน

เกือบครึ่งของคนในเขตพื้นที่นี้ได้กลายเป็นซอมบี้ และหลังจากมีคนหนีจากไป หรือกระทั่งตายไปอยู่ที่บ้าน มันก็หลงเหลือผู้รอดชีวิตอยู่แค่เพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น และทั้งร้อยคนนี้ โดยพื้นฐานแล้วก็เหมือนกันกับฉีเหยาเหยา สภาพจิตใจย่ำแย่อย่างมาก ร่างกายเองก็อ่อนแอมากเช่นกัน

ไม่ว่าจะชายหรือหญิง แก่หรือเด็ก พวกเขาทั้งหมดต่างก็เนื้อตัวสั่นเทา มองไปรอบๆ อย่างหวาดกลัว และเพียงแค่เฉพาะเวลาที่พวกเขามองไปยังเนี่ยอี่เท่านั้นที่ดวงตาของพวกเขาจะเกิดประกายสว่างขึ้นมา

เนี่ยอี่นั้นแสดงความแข็งแกร่งออกมาให้พวกเขาได้เห็นมากเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาทั้งหมดต่างก็นับถือเทิดทูนเนี่ยอี่

เนี่ยอี่มองไปยังคนพวกนี้ มุมปากหยิบยกขึ้นน้อยๆ  



หลังจากเนี่ยอี่จากไป เหยียนเฉอก็เข้าไปพูดคุยกับปิงเฉิงเชา

ปิงเฉิงเชานั้นเพราะว่าเห็นแก่เนี่ยอี่ ก็เลยทำดีกับเหยียนเฉอมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเนี่ยอี่เปลี่ยนเป็นบอกให้เขาเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเมื่อติดต่อพูดคุยกับเหยียนเฉอ

หลังจากพ่อของเขาถูกขังคุก ชีวิตของเขาก็ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และประสบการณ์เหล่านั้นก็ยังทำให้เขาถูกสาปให้ไม่ถูกกันกับการที่ต้องมาใส่หน้ากากเสแสร้งอะไรพวกนั้นอีกด้วย

เหยียนเฉอนั้นมักจะไวต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนอยู่เสมอ เพียงไม่นานก็รู้สึกได้ว่าปิงเฉิงเชาเปลี่ยนไปและยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปอีก หากแต่ก็ยังคงเลือกทำตามแผนการแต่แรกของตน

“หลังจากคนในหมู่บ้านนี้ถูกช่วยออกมาแล้ว พวกเขาจะติดตามพวกเราไปหรือเปล่าครับ? มีคนเยอะๆ มารวมกันนั้นแน่นอนเลยว่าก็จะยิ่งดึงดูดซอมบี้ออกมามากด้วยเหมือนกัน ถ้าแบบนั้นพวกเราจะไม่เป็นอันตรายเหรอ?”

จริงๆ แล้วปิงเฉิงเชาเองก็คิดไม่ต่างไปจากเหยียนเฉอ เขามองไปทางฉีจิ่งเฉินอย่างไม่ค่อยเห็นดีด้วยนัก แต่ก็ยังคงพูดว่า “ฉันจะทำตามที่บอสสั่ง”

ปิงเฉิงเชานั้นคอยเชื่อฟังเนี่ยอี่มาตลอดอยู่แล้ว สองบอดี้การ์ดเองก็ไม่ต้องพูดถึง สุดท้ายแล้วเหยียนเฉอก็ได้แต่ล้มเลิกหัวข้อนี้ไป เตรียมรอที่จะหาโอกาสใหม่

อีกอย่างต่อให้เขาไม่พูดยุยงอะไรไปเพิ่ม ฉีจิ่งเฉินในตอนนี้ก็ไม่ได้ถูกชะตากับคนอื่นๆ อยู่แล้ว เขาแค่รอชมความโชคร้ายของคนคนนี้ไปก็พอ



เนี่ยอี่ใช้เวลาไปแค่ไม่นานอะไรมากนักก็กลับมา และไม่ใช่แค่กลับมาอย่างเดียวเท่านั้น เขายังนำถุงใส่ผักสดและก็นกพิราบอีกสองตัวกลับมาให้ฉีจิ่งเฉินอีกด้วย

“ตอนนี้พวกเรายังอยู่ในเมือง ของกินมีไม่มากเท่าไหร่ รอจนกระทั่งพวกเราไปแถวชนบทแล้ว ฉันจะหาอะไรมาให้นายกินเพิ่มอีกเยอะๆ เลย” เนี่ยอี่เอ่ยเสียงอ่อนนุ่ม จากนั้นก็เริ่มชำแหละนกพิราบสองตัวนั้นอย่างชำนาญการ ชำแหละมันเสร็จก็ใส่มันลงไปหม้อน้ำร้อน และจัดการถอนขนมันอย่างรวดเร็ว

“รุ่นพี่ ให้ผมทำดีกว่า” เหยียนเฉอรีบพุ่งเข้ามาเสนอตัวช่วย

“ฉันไม่กินอาหารของหมอนี่” ทันใดนั้นฉีจิ่งเฉินก็เปิดตาของเขาขึ้น เอ่ยบอกอย่างเย็นชา พยายามอย่างสุดกำลังที่จะเพิ่มพูนระดับความเกลียดชังให้ตัวเองทันที

“โอเค หลังจากนี้ทุกอย่างที่นายกิน ฉันจะเป็นคนทำเอง” เนี่ยอี่ยิ้มปลอบเอาใจ ฉีจิ่งเฉินนั้นดีที่สุดแล้วที่จะกินแต่ของที่เขาทำเท่านั้น ดังนั้นพอสุดท้ายแล้วนั้นฉีจิ่งเฉินจะได้ทำอะไรไม่ได้เลยทั้งนั้นถ้าหากว่าไม่มีเขา.......

พูดไปแล้วนั้น มันจะดีกว่าหรือเปล่านะถ้าเขาจะไปลองดูสูตรอาหารไว้ดูบ้าง? ถึงแม้ว่าจิ่งเฉินจะกินได้แต่ของต้มเท่านั้น หากมันก็ควรจะยังมีเมนูต้มอยู่อีกตั้งหลายอย่างให้ลองฝึกทำดูนี่นะ

“ฉันอยากได้แบบที่ใช้พลังพิเศษทำอาหาร” ฉีจิ่งเฉินเอ่ย

“งั้นฉันจะใช้พลังพิเศษทำอาหารให้นายกินเอง” เนี่ยอี่เอ่ยตอบ พลังพิเศษนั้นยิ่งใช้หลากหลายบ่อยครั้งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งง่ายที่จะยกระดับมากขึ้นเท่านั้น นี่ต้องเป็นจิ่งเฉินเอ่ยเตือนให้เขาฝึกฝนใช้งานมันมากกว่านี้

“ยังไม่รีบทำอีกหรือไง?” ฉีจิ่งเฉินเลิกคิ้วของเขาขึ้น บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าได้กินผักต้มไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขาถึงได้รู้สึกดีขึ้นมากและก็ยังเจ้าอารมณ์มากขึ้นอีกด้วย

ฉีจิ่งเฉินนั้นเวลารู้สึกสดชื่นสบายอารมณ์ก็มักจะทำโทสะขึ้นมาเล็กน้อยอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นพอเห็นฉากนี้แล้ว ดวงตาของเนี่ยอี่ก็เลยส่องประกายสว่างขึ้นทันใด เขาเริ่มต้นใช้พลังพิเศษเคี่ยวน้ำซุปไปอย่างอารมณ์ดีและว่าง่าย

แน่นอนว่าเพราะเวลานั้นมันมีไม่พอ เขาจึงไม่ได้เคี่ยวมันไปอย่างช้าๆ เพียงแต่เอานกพิราบสองตัวนั้นยัดใส่ไปในหม้อหุงแรงดันความร้อน

“อันนี้นายกินได้หรือเปล่า?” เนี่ยอี่เอ่ยถาม แล้วก็หยิบกล่องกระดาษแข็งออกมาจากด้านข้าง ด้านในกล่องนั้นก็คือถุงข้าวธัญพืช

ปัจจุบันมันก็มีบางคนที่ซื้อข้าวธัญพืชมาเก็บไว้ที่บ้าน ในเวลาหุ้งข้าวก็จะใส่พวกมันผสมลงไปนิดหน่อย เนี่ยอี่เองก็ไปเจอเข้ามาอยู่สองสามถุง

“ให้ฉันดมดูหน่อย” ฉีจิ่งเฉินตอบ

เนี่ยอี่รีบถุงข้าวธัญพืชพวกนั้นไปวางตรงหน้าฉีจิ่งเฉินทันที ฉีจิ่งเฉินลองดมๆ ดูก่อนจะเอ่ย “กินได้”

เนี่ยอี่หยิบเอาหม้อหุ้งแรงดันความร้อนอีกอันออกมาหุ้งข้าวอย่างอารมณ์ดี มือทั้งสองข้างต่างก็ควบคุมพลังพิเศษไปในแต่ละหม้อ

ใช้ไปทั้งพลังจิตวิญญาณและพลังพิเศษเอาพร้อมๆ กัน ถึงแม้ว่าอุณหภูมิของไฟที่ใช้จะไม่ได้สูงอะไรนัก แต่ก็ยากลำบากสำหรับเขาอยู่ไม่น้อย ในเวลาเพียงไม่นาน บนในหน้าของเนี่ยอี่นั้นก็มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมา และในเวลาเดียวกันนั้น ละอองหมอกพลังพิเศษของเขานั้นก็เริ่มหมุนวนเร็วขึ้นและเร็วขึ้น........

“รุ่นพี่!” เหยียนเฉอร้องเรียกขึ้นมาอย่างเป็นกังวลและพยายามจะช่วยเช็ดเหงื่อให้เนี่ยอี่

หากทว่าในวินาทีถัดมานั้น เนี่ยอี่ก็ลืมตาของเขาขึ้นและเอ่ยออกไปอย่างเย็นชา “ถอยออกไปไกลๆ อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”

เหยียนเฉอเบิกตากว้างขึ้นในทันใด ถ้าแม้ว่าสองสามวันมานี้เนี่ยอี่จะเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเขาไปเป็นอย่างมาก แต่ว่ามันก็ไม่ได้ไร้ความปราณีกันถึงขนาดนี้!

“ฮะฮะ” ฉีจิ่งเฉินส่งเสียงสองพยางค์นั้นออกมาด้วยสีหน้าเรียบสนิท ยังคงมุ่งมั่นที่จะเรียกความเกลียดชังเข้าหาตัวต่อไป

ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่แล้วของเหยียนเฉอก็พลันยิ่งซีดขาวมากขึ้นไปอีก

ฉีเหยาเหยามองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้อย่างเงียบงัน และก็ยังถอนหายใจหน่อยๆ ออกมาอีกด้วย พี่ชายของเธอนั้นสุดยอดแข็งแกร่งสุดๆ ไปเลย!

แต่ว่านี่......มันดูเหมือนบทของพวกตัวประกอบตายอนาถเลยนี่นา........

ซุปนกพิราบและธัญพืชต้มนั้นทำเสร็จแทบจะในเวลาเดียวกัน เนี่ยอี่เททั้งสองลงในกล่องอาหารและวางไว้ตรงหน้าของฉีจิ่งเฉิน แต่แล้วฉีจิ่งเฉินก็เอ่ยว่า “ซุปนี่มันร้อน อากาศมันก็ร้อน ฉันอยากจะออกไปผึ่งลมที่ข้างนอก ระหว่างกินไปด้วยก็ตากลมไปด้วย เย็นดี”

ตอนนี้พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว และเนื่องจากมันไม่มีลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศอีกต่อไป ดังนั้นการลงไปข้างล่างเพื่อกินลมชมวิวนั้นจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

“.........” ปิงเฉิงเชาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะพูดยังไงถึงฉีจิ่งเฉินดี นี่เขาคิดว่าเขาเป็นจักรพรรดิหรือไง ถึงได้คิดว่าจะมีคนมาเชิดชูรับใช้ได้ขนาดนั้น!

แต่ทว่าเนี่ยอี่นั้นก็ยินดีจะปรนนิบัติรับใช้ฉีจิ่งเฉินอย่างเต็มใจ

“ฉันจะอุ้มนายลงไปเอง” เนี่ยอี่รีบอุ้มฉีจิ่งเฉินขึ้นมาอย่างเร็วไว จากนั้นก็หันไปเอ่ยสั่งฉีเหยาเหยาและปิงเฉิงเชา “พวกนายเอาข้าวและก็เบาะรองนั่งลงมาด้วย แล้วไปหาที่วางเบาะซะ”

ปิงเฉิงเชาหยิบเบาะรองนั่งเดินลงบันไดไปและมองหาพื้นที่สะอาดๆ สำหรับปูเบาะอยู่ตรงสนามหญ้า รออยู่เพียงแค่ไม่นานเนี่ยอี่ก็อุ้มฉีจิ่งเฉินลงบันไดมา       

“จิ่งเฉิน นายจะผอมเกินไปแล้ว ควรจะกินอะไรมากกว่านี้หน่อยนะ” เนี่ยอี่ก้าวเดินไปอย่างมั่นคง และก็ยังค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ พอเดินไปถึงที่หมายแล้วก็ยังไม่ยอมที่จะวางฉีจิ่งเฉินลง หากแต่บีบๆ ลูบๆ เอาที่ต้นขาและแผ่นหลังของฉีจิ่งเฉิน เอ่ยบอกขึ้นด้วยความห่วงใยเป็นกังวล

ฉีจิ่งเฉินเกียจคร้านเกินกว่าจะไปสนใจอะไรเนี่ยอี่



------------------------     

เนี่ยอี่: แอร้ยยยยย ได้ลูบขาได้ลูบหลังของจิ่งเฉินด้วย แฮ่กๆๆๆๆๆ      

ใครคนหนึ่งคนนั้นกำลังตะกุยขาหน้าอยู่กับกำแพง--------      

ปิงเฉิงเชา: ไม่ ไม่ ไม่! นี่มัน--! *ขยี้ตา ลืมตามอง ขยี้ตา ลืมตามอง.....* "....." ฉัน....ร้านแว่นมันยังเปิดอยู่หรือเปล่านะตอนนี้.........  

------------------------      

คนเขียน: สมกับที่เป็น BOSS ถูกกินเต้าหู้อยู่ก็ยังใจเย็นถึงขนาดนี้!      

คนแปล: เหยาเหยา เธอพูดผิดแล้ว บอสนั้นไม่ใช่ตัวประกอบตายอนาถ แต่ BOSS นั้นก็คือ BOSS!!! ส่วนเฉิงเชา! บอสนั้นไม่ใช่จักรพรรดิ แต่เป็นท่านลอร์ดยังไงล่า~า!      

ปล.1 สกิลเรียกหาความเกลียดชังของบอสก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไอ้การหัวเราะสองคำ ฮะฮะ สองคำแบบนั้นด้วยสีหน้าตายด้านมันคืออะไร!!?! เหยียนเฉอคงอกจะแตกตายแล้ว ก้ากกก <<<เป้าหมายของบอส: มาฆ่าฉันสิ      

ปล.2 บอสเวลารู้สึกเฟรชนี่จะควีนเป็นพิเศษสินะคะ.... รู้สึกประหนึ่งจะเห็นบอสอารมณ์ดีเลยหยิบแส้มาไล่ฟาดสมุน...... ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ นั่นมันแค่จินตนาการเพ้อเจ้อของฉันเองก็เท่านั้น...แค่ก! บอสเค้าควีนอย่างน่ารักและเกียจคร้านแต่พองาม------ #เหม่อ...       

ปล.3 ถูกทุกคนเข้าใจผิดว่าจะไปปลูกผักกันซะแล้ว เอ้ยยย ย๊างง ยังไม่ปลูกผัก! ฝึกแล้วไปเมือง B ก่อน!


ความคิดเห็น