กำลังง่วงนอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทลงโทษของคนใจร้าย

ชื่อตอน : บทลงโทษของคนใจร้าย

คำค้น : ญ-ญ, หญิงรักหญิง, ยูริ, Yuri, หัวใจพาไป, ลีลาไม่ดี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2560 13:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทลงโทษของคนใจร้าย
แบบอักษร

ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น  แสงแดดอ่อนๆเปล่งประกายสดใสในยามเช้า เล็ดลอดแทรกผ่านมาทางม่านมู่ลี่สีขาวและหน้าต่างกระจกสีเขียวใสตัดแสง  ภายในห้องนอนสีฟ้ามีสองร่างนอนอยู่บนเตียงนุ่มท่ามกลางเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำสบาย ผิดกับอากาศของฤดูกาลในช่วงหน้าร้อนภายนอก

ดาราสาวขยับกายควานมือหาคนตัวเล็กและดึงเข้ามากอดกระชับอ้อมแขนตามความเคยชินในยามหลับไหล  ซุกปลายจมูกซึมซับกลิ่นหอมละมุนจากเส้นผมของคนที่นอนหันหลังให้ เข้าปอดเบาๆอย่างเคลิ้มใจ


สักพัก

เจ้าของเรือนร่างที่ยาวกว่าก็ค่อยๆรู้สึกตัว  ดวงตาคมลืมขึ้นทีละน้อยและผงะใบหน้าออกมาอย่างเชื่องช้า   เส้นคิ้วสวยคมเข้มบนใบหน้า ขมวดเข้าหากันเมื่อร่างกายรับรู้ถึงอุณหภูมิที่ผิดปรกติ  ….ทำไมร้อนอย่างงี้นะ?

ร่างสูงกะพริบตาสะลึมสะลือเพื่อปรับแสง แล้วกระเด้งลุกขึ้นมานั่งพรวดอย่างรวดเร็วจนเกิดอาการมึนหัวขึ้นมาทันที  ฝ่ามือเรียวเลื่อนขึ้นมากุมศีรษะอันหนักอึ้งและปวดหนึบจากฤทธิ์ข้ามคืนของแอลกอฮอล์ ก่อนจะหันมองคนที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มนุ่มหอมลายสีฟ้าด้วยความเป็นห่วง

“มิ้นท์…?”  เมษาธิดาเปล่งเสียงแหบแห้งแผ่วเบาขณะที่ส่งหลังมือไปแตะผิวบนแก้มใสแล้วก็ต้องรีบชักมือออกด้วยความตกใจ

“ตัวร้อน?” ร่างสูงใจเต้นตึกตักหายใจแรงออกทางปากด้วยความเป็นห่วงและวิตกกังวล ก่อนจะย้ายหลังมือไปแตะตามไหล่และลำคอของร่างเล็กใหม่อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ   แล้วประคองร่างเล็กให้หันมาเบาๆก็เห็นใบหน้าที่เคยสดใสนั้นซีดเซียวจนเห็นได้ชัด และยังมีเหงื่อซึมออกอยู่ตามไรผมบนหน้าผากอีกด้วย

“เป็นไข้!”  ร่างสูงนั่งนิ่งอึ้งตึงทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออกเหมือนสมองจะสั่งการช้าว่าควรทำอย่างไร   ก่อนจะกระโดดลงจากเตียงด้วยความรวดเร็วไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัว เพื่อลดอุณหภูมิอย่างรีบเร่งกระวนกระวายจนแทบจะอยู่ไม่เป็นสุข 

ดาราสาวเลื่อนผ้าห่มออกจากร่างเล็กก็เห็นร่องรอยบอบช้ำ จ้ำแดงไปทั่วบนเนื้อตัวเปล่าเปลือยที่กำลังค่อยๆขดตัวและออกอาการหนาวสั่น  เมื่อความเย็นของเครื่องปรับอากาศปะทะลงบนผิวขาวซีดจนต้องรีบคว้ารีโมทมาปิดแอร์ให้

ใบหน้าคมสลดลงทันทีด้วยความรู้สึกผิดและไม่รู้จะสู้หน้ายังไงจึงหลบสายตาไปทางอื่น  ทำไมถึงไม่ยับยั้งห้ามใจให้มากกว่านี้ จะโทษแอลกอฮอล์อย่างเดียวก็คงเป็นเหตุผลของคนมักง่าย เพราะเธอรู้การกระทำของตัวเองตลอดแต่ก็ยังข่มเหงรังแก  เก็บเกี่ยวความสุขอย่างเห็นแก่ตัวที่สุดโดยไม่คำนึงนึกถึงจิตใจผู้อื่น 

“ฮึก..อย่า…” เสียงเล็กผวาละเมอออกมาอย่างแผ่วเบาราวกับกำลังตกอยู่ในห้วงของฝันร้าย ขยับหน้าหนีสัมผัสบางอย่างที่กำลังแตะๆแต้มๆจากใบหน้าเลื่อนลงไปตามตัวจึงใช้มือปัดอย่างอ่อนแรง

“มิ้นท์พี่ขอโทษ ขอโทษนะคะ” เมษาธิดาเอ่ยออกมาเสียงสั่นเมื่อเห็นอาการหวาดผวาเกรงกลัวดูน่าสงสาร ความเจ็บหน่วงในใจบีบแน่นเพราะรู้ตัวว่าทำผิดอย่างมหันต์  โน้มตัวลงไปกอดปลอบโยนคนที่กำลังนอนละเมอจากพิษไข้ที่รุมเร้า เช็ดซับน้ำตาที่ไหลซึมออกมาจนขนตาเปียกชุ่ม  ขณะที่ในใจกำลังนึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของคนในอ้อมแขน ซึ่งอาจจะบอบช้ำไม่แพ้ร่างกายที่เคยบริสุทธิ์ผุดผ่อง  นี่เราทำอะไรลงไป… 

ฝ่ามือเรียวลูบเส้นผมนุ่มอย่างอ่อนโยนทะนุถนอมและจูบหอมหน้าผากขาวซีดซ้ำๆเพื่อปลอบขวัญจนร่างเล็กเริ่มสงบลง จึงจัดการเช็ดตัวให้อยู่หลายรอบจนตัวเย็นลง  นำปรอทมาวัดอุณหภูมิให้มั่นใจว่าดีขึ้นแล้วจริงๆจึงนำเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้เรียบร้อย 

“มิ้นท์ ดื่มน้ำทานยาหน่อยนะคะ”  มือเรียวค่อยๆประคองศีรษะคนรักขึ้นมาด้วยความทะนุถนอมเบามือ

“ฮือ…” ใบหน้าหวานหันหนียกมือขึ้นต่อต้านด้วยสติอันน้อยนิดพร้อมเปล่งเสียงฮึดฮัดขัดใจที่ถูกรบกวน 

“อย่าดื้อสิ”  ใบหน้าคมพยายามปลุกแต่ก็ไม่เป็นผลจึงยกแก้วมากระดกน้ำไว้ในปาก อมเม็ดยา แล้วประกบริมฝีปากบางป้อนน้ำพร้อมยาในปากตนให้คนตัวเล็กได้กลืนลงไปอย่างว่าง่าย และระวังไม่ให้สำลัก   ทำแบบนี้อยู่หลายรอบเพื่อให้แน่ใจว่าร่างเล็กได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จึงค่อยๆว่างศีรษะลงอย่างเบามือและห่มผ้าให้มิดชิด 

“ต่อไปนี้พี่จะดูแลมิ้นท์เองนะคะ เสร็จงานแล้วพี่จะตามไปทันทีและพี่สัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก ให้โอกาสพี่นะคะ”  เมื่อสิ้นเสียงริมฝีปากสวยก็จุมพิตหน้าผากมนย้ำอีกครั้งด้วยหัวใจที่หนักแน่นและปฏิญาณตน เธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่ายังไงก็จะตามไปดูแลให้ดีที่สุด  ถึงจะรู้ดีว่าไม่สมควรแต่เธอก็รู้หัวใจตัวเองว่าต้องการอะไรและปักใจเชื่อมาตลอดว่าร่างเล็กนั้นมีใจให้ตนเช่นกัน  แม้ความรักนี้จะต้องไม่มีเรื่องเซ็กส์มาเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่รู้สึกว่ามันสำคัญหรือจำเป็นอะไรเลยสักนิด 

เพราะไม่มีก็มีความสุขได้ 

ขอเพียงแค่ได้กอดได้หอมใกล้ชิดกันเช่นเคย ได้ปกป้องดูแล รักและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน และอยู่เคียงข้างกันตลอดไปเท่านี้ก็สุขใจแล้ว

“พี่ออกไปซื้อโจ๊กให้ก่อนนะคะ เดี๋ยวมานะ ฟอด..”  หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเมษาธิดาก็กลับเข้ามาในห้องสีฟ้า นั่งลงข้างๆคนรักและเอ่ยเสียงแผ่วเบาพร้อมก้มลงหอมแก้มใสของคนหลับใหล ดวงตาคมจ้องมองสีหน้าที่ดูดีขึ้นมาหน่อยเมื่อได้เช็ดตัวและทานยา  ริมฝีปากสวยยกยิ้มอ่อนเมื่อนึกเข้าข้างตัวเองว่าทุกอย่างจะต้องดีดั่งใจหมาย ก่อนจะรีบออกไปซื้อโจ๊กร้านอร่อยที่ร่างเล็กนั้นชอบทานบ่อยๆด้วยความรีบเร่งกลัวร้านจะขายหมดเสียก่อน


สักพักผ่านไป

ร่างเล็กเริ่มตื่นลืมตาขึ้นเชื่องช้าและกะพริบตาเบาๆเพื่อปรับแสง มือบางค่อยๆหยัดกายที่ปวดเมื่อยไปทั้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเนือยๆ  เส้นคิ้วกดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อยังรู้สึกปวดหัวและกระหายน้ำจนริมฝีปากแห้ง จึงเอื้อมมือคว้าแก้วน้ำบนหัวเตียงมาดื่มทีละนิดให้หายคอแห้ง   ผ้าห่มผืนหนาไหลลงไปอยู่ที่ช่วงเอวทำให้ขนลุกไปตามแขนด้วยความรู้สึกหนาว

มือบางลูบแขนตัวเองแล้วคว้าผ้าห่มมาคลุมตัว ตามด้วยการห้อยขาลงจากเตียงนอน ค่อยๆหย่อนปลายเท้าแตะลงสู่พื้นก้าวเท้าอยากเข้าห้องน้ำ   แต่เพียงไม่กี่ก้าว แข้งขาก็เริ่มสั่นอ่อนยวบเหมือนไม่มีแรงและล้มลงไปนั่งกองที่พื้นทันที

“โอะ..”  ใบหน้าหวานเหยเกคิ้วขมวดจนเป็นปม ย้ายมือมากุมใจกลางความเจ็บปวดที่อยู่เบื้องล่างพร้อมเสียงอุทานเล็ดลอดออกมาจากลำคอโดยอัตโนมัติ  ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงสิ่งที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ครั้งแรกไม่ได้สวยงามดังใจและเต็มไปด้วยความไม่พร้อม ไร้ซึ่งความรักความเข้าใจเพราะคงเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบจากฤทธิ์เหล้าเท่านั้น   น้ำในตาเอ่อล้นขึ้นเรื่อยๆเสียใจที่สุดที่เขาทำกับราวกับเธอไม่มีค่า อีกทั้งคำพูดดูถูกทิ่มแทงต่างๆนาๆจนน่าน้อยใจ 

ริมฝีปากบางกัดฟันแน่นแล้วลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง นำพาตัวเองเข้าไปในห้องของมารดา ทิ้งตัวลงนอนขดบนเตียงนุ่ม คว้าหมอนมากอดและซุกใบหน้าซึมซับกลิ่นอายของผู้เป็นแม่เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ 

“คุณแม่...มิ้นท์คิดถึงคุณแม่ ฮึก..” มีนาเรศปล่อยเสียงสะอึกร้องไห้ทันทีเมื่อต้องการอ้อมกอดที่อบอุ่นและปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้  หยดน้ำตาไหลรินอาบแก้มปลดปล่อยอารมณ์ความอ่อนแอด้วยหัวใจที่บอบช้ำเจ็บปวด น้อยอกน้อยใจกับโชคชะตาของตัวเองเป็นหนักหนา  ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นด้วย เขาไม่รักไม่แคร์เราบ้างเลยหรือถึงได้ทำแบบนั้นได้  ทำไมเราต้องไปรักคนที่รักไม่ได้ ทำไม? ทำไม? 

คำถามมากมายแล่นเข้ามาในสมอง เธอเหนื่อย เหนื่อยและอึดอัดใจเหลือเกินที่ต้องคอยสู้รบกับหัวใจตัวเอง  ดวงตาที่อ่อนล้าเต็มทนหรี่ลงเลื่อยๆเพราะยิ่งร้องก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งปวดหัว ปวดช้ำระกำใจ และอึดอัดทรมานจนเหมือนร่างกายจะย่ำแย่ จึงมีความคิดบางอย่างแล่นสวนเข้ามาในใจ ...จริงสินะต่อไปก็ต้องอยู่เหมือนตัวคนเดียว ไม่มีแม่ให้กอดให้อ้อน คอยโอ๋คอยปลอบใจ  ไม่มียายให้หยอกให้แหย่เล่นพูดคุยในยามเหงา  หากไม่หัดดูแลตัวเองในตอนนี้ ต่อไปใครจะมาดูแลใส่ใจ ฟูมฟายไปก็เท่านั้น 

ใบหน้าหวานคิดได้ดังนั้นก็ลุกขึ้นปาดน้ำตาทันที ก้าวเท้าช้าๆเดินลงไปด้านล่างเพื่อหยิบหายาแก้ปวดมาทานแล้วกดโทรศัพท์หาใครบางคน  ไม่อยากทนความอึดอัดนี้เอาไว้อีกต่อไป ดวงตาคู่เดิมส่อแววมุ่งมั่นตั้งใจและจะเอาคืนคนใจร้ายให้สาสม! 

“คุณแม่คะ มิ้นท์จะขอเลื่อนวันเดินทางเป็นพรุ่งนี้เลยนะคะ”  เสียงเล็กบอกผู้เป็นแม่ผ่านโทรศัพท์มือถือ พยายามกดน้ำเสียงให้เรียบและเป็นปรกติที่สุดเพื่อปกปิดความอ่อนแอ

[“อะไรกันพรุ่งนี้เลยเหรอ ไหนบอกว่าจะไปเดือนหน้าพร้อมกันไงคะ ไปกระทันหันแบบนี้แม่ไปด้วยไม่ได้นะ แม่ติดงานอยู่”]  กันยารัฐต์ผู้เป็นแม่ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงร้อนรนเป็นห่วงลูกสาวคนเล็ก ที่จู่ๆก็มาบอกว่าจะไปก่อนกำหนดโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

“มิ้นท์เปลี่ยนใจแล้วค่ะคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ มิ้นท์ดูแลตัวเองได้” 

[“แต่แม่ว่า...”]

“แค่นี้ก่อนนะคะคุณแม่ มิ้นท์จะไปจัดกระเป๋าแล้ว สวัสดีค่ะ”  มีนาเรศรีบตัดสายทันทีอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่อยากให้มารดารู้ว่าเกิดอะไรและทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้  ก่อนจะหันไปเจอกับร่างสูงที่เธอไม่อยากจะเห็นหน้า

“มิ้นท์คะ...พี่อยากจะคุยด้วย”  ร่างสูงที่แอบมายืนอยู่นานแล้วแต่ไม่กล้าเข้าไปเผชิญหน้ากับร่างเล็กเพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง

“มิ้นท์ พี่ขอโทษนะคะ อย่าโกรธพี่เลยนะ”  หญิงสาวร่างสูงอ้อนวอนด้วยแววตาละห้อย จ้องมองร่างเล็กที่เดินผ่านหน้าเธอไปโดยไม่สนใจที่จะฟัง

“มิ้นท์คะ พี่ขอโทษ ยกโทษให้พี่นะคะ เรื่องเมื่อคืน พี่...”  ร่างสูงกระอึกกระอักพูดไม่ออก คว้าข้อมือของคนตัวเล็กที่เอาแต่จะเดินหนีไม่พูดไม่จาแต่ก็ถูกสบัดมือทิ้งอย่างไม่ไยดี มันกำลังทำให้เธอแทบจะเป็นบ้า

“มิ้นท์...ฟังพี่ก่อนได้ไหมคะ”  ร่างสูงรีบสวมกอดร่างเล็กจากข้างหลังเพื่อไม่ให้เดินหนี

“ปล่อย!! พี่ไม่ควรทำแบบนี้”   ร่างเล็กบอกเสียงแข็ง พยายามดีดดิ้นแกะมือของร่างสูงที่โอบกอดตนไว้แน่นจนรู้สึกอึดอัด

“ก็...น้องมิ้นท์ไม่ยอมคุยกับพี่นี่คะ พี่ต้องทำยังไงมิ้นท์ถึงจะให้อภัย พี่ขอโทษนะคะ ยกโทษให้พี่นะ”  ใบหน้าสวยซบลงบนไหล่มนของร่างเล็กที่เริ่มจะสงบลงแล้ว  เธอไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย รู้สึกกังวนกลัวสาวน้อยตรงหน้าจะโกรธ จะเกลียด  จนไม่ยอมให้อภัย

“.....”

“พี่รักมิ้นท์นะคะ อย่าเงียบกับพี่แบบนี้ได้ไหม พี่ขอโทษ”  ร่างสูงอ้อนวอนกล่าวคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าหวังให้ร่างเล็กยอมให้อภัย

“เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ค่ะ เราควรจะหยุดตรงนี้”  มีนาเรศหันหน้าไปสบตาร่างสูงด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและผิดหวัง    “ไม่ พี่ไม่ยอมให้มันจบแบบนี้ พี่จะ...”  ใบหน้าคมสวยเริ่มมีน้ำตาคลอ คำพูดย้ำเตือนของคนตรงหน้าช่างบีบหัวใจของตนเหลือเกิน

“ไม่ได้ค่ะ มิ้นท์ไม่ต้องการเห็นหน้าพี่อีก ขอให้มันจบแค่นี้ มิ้นท์จะลืมมันไป เรื่องเมื่อคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”  เสียงเล็กพูดแทรกขึ้นมาทันทีโดยไม่คิดที่จะฟังอะไรอีกทั้งนั้น 

“มิ้นท์คะ...ดีกันนะคะ”  ร่างสูงเอ่ยเสียงสั่นแทบจะล้มทั้งยืน คุกเข่าพยายามส่งนิ้วก้อยง้อขอคืนดีอย่างหมดปัญญาพร้อมความหวังอันน้อยนิด 

“ถ้าพี่เมษ์ไม่ฟังมิ้นท์จะเกลียด...”  มีนาเรศแข็งใจพูดออกไปเสียงสั่น พยายามห้ามน้ำตาแล้วแต่มันก็ไหลไม่หยุด ความเจ็บปวดทางกายมันไม่เจ็บเท่ากับหัวใจของเธอในตอนนี้ 

เธอไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป ที่ๆเคยมีความทรงจำดีๆ มีแม่มียายและพี่สาวสองคน บ้านที่เธอไม่เคยคิดที่จะจากไปไหนไกล  แต่ด้วยความกลัว กลัวหัวใจตัวเองว่ามันจะไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีและหวั่นไหวไปกับคนที่นั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่ตรงหน้า 

เธอจึงตัดสินใจเอาไว้แล้วว่าจะย้ายไปเรียนเมืองนอกเพื่อตัดใจ  มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับตนและผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาวทางสายเลือด 

“มิ้นท์...ฟังพี่ก่อนได้ไหม พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว พี่จะไม่ทำแบบนี้อีก..ฮึก..ขอแค่เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะคะ ให้พี่ได้ดูแลมิ้นท์ ได้อยู่กับมิ้นท์ พี่รักมิ้นท์นะคะ...” เมษาธิดาบอกความในใจพร้อมทั้งน้ำตาและเสียงสะอึก หัวใจบีบแน่นปวดหนึบจนแทบหายใจไม่ออก เอื้อมมือสั่นๆคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ด้วยสายตาวิงวอน

“หยุดพร่ำเพ้อสักทีเถอะ มิ้นท์ไม่ต้องการ” มีนาเรศกลั้นน้ำตาให้หยุดไหลแล้วชักมือออกด้วยสายตาเย็นชา  ไม่ต้องการความรักที่ต้องรู้สึกผิดในใจ

“มิ้นท์คะ..ฮึก..ให้พี่ทำอะไรก็ได้นะ  จะตบตีด่าทอพี่ยังไงก็ได้..ฮึก..พี่ยอมรับผิดหมด ฮึก! ทุกอย่าง ได้โปรดให้อภัยพี่ได้ไหม..ฮืออ..”  ดาราสาวจุกอกทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ยื่นอ้อมแขนคว้าเอวบางมากอดแน่นและซุกใบหน้าร้องไห้หนักจนแทบพูดจาไม่รู้เรื่อง   ไม่เคยเจ็บปวดในหัวใจเท่านี้มาก่อน เหมือนจะขาดใจตายหากจะต้องไม่มีคนตัวเล็กอยู่เคียงข้าง

“มิ้นท์ต้องการตั๋วเครื่องบินสำหรับพรุ่งนี้ ไปจองให้สิคะ จอง ให้ มิ้นท์ คน เดียว  พี่เมษ์ห้ามตามไปด้วยไม่งั้นพี่เมษ์จะไม่ได้เห็นหน้ามิ้นท์อีก ได้ยินไหมคะ?” ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มประคองใบหน้าคมออกมาจากหน้าท้องด้วยสายตาเยือกเย็น  เอ่ยชัดถ้อยชัดคำให้ร่างสูงฟังให้ถนัดพลางตบแก้มขาวที่เปื้อนน้ำตาเบาๆเพื่อเรียกสติอีกคน 

“ไม่..ต้องไม่ใช่แบบนี้…”  ใบหน้าคมส่ายหน้าไปมาหัวใจแทบหมดแรงเต้นราวกับกำลังโดนมีดกรีดช้าๆหลายๆแผล แววตาเศร้าสร้อยวิงวอนมองคนตรงหน้าเหมือนร้องขอชีวิต 

“ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ก็ไปซะ อย่าอยู่ให้เห็นหน้าอีก”  สิ้นเสียงแข็งกร้าว  มือบางก็ผลักไสร่างสูงออกทันทีขณะที่ในใจนึกท่องจำคำพูดของมารดาว่าห้ามใจอ่อนเด็ดขาด   เดินเลี่ยงไปหยิบถุงโจ๊กอย่างใจเย็น และนำออกไปแกะทานในครัวเพราะไม่ต้องการให้ร่างกายตัวเองทรุดไปมากกว่านี้ 

เมษาธิดาเท้าแขนก้มหน้าสะอึกสะอื้นจนตัวสั่น เจ็บปวดรวดร้าวจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด  นี่สินะบทลงโทษของความเห็นแก่ตัว ชีวิตจริงชั่งไม่เหมือนในละครที่เคยเล่นไว้ แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นและต่อว่า   กิริยาถ้อยคำและน้ำเสียงราวกับชิงชังจากอีกคนบ่งบอกอะไรมากมายถึงสถานะความเป็นจริง คงถึงเวลาก้มหน้ารับกรรมจากการกระทำที่แสนเลวทรามของตนเอง  ยิ่งฝืนก็ยิ่งเห็นความอึดอัดรำคาญที่อีกคนแสดงให้เห็นและยิ่งเจ็บเองมากกว่าเป็นทวีคูณ 

ดาราสาวค่อยๆทรงตัวขึ้นขณะที่น้ำตายังร่วงหล่นไม่หยุดไหล หยิบแล็ปท็อปมาเปิดหาข้อมูลเพื่อจองตั๋วตามคำบัญชา ยกมือขึ้นปาดน้ำตาด้วยหัวใจเจ็บจนชาไม่รู้กี่รอบจากรักครั้งนี้

สักพัก

“พี่จองเสร็จแล้ว..พรุ่งนี้ให้พี่ไปส่งนะคะ”  ร่างไร้วิญญาณเอ่ยเสียงสั่นๆหลังจากนำพาตัวเองไปเผชิญหน้ากับน้องสาวอีกครั้ง   ในหัวใจที่อ่อนล้ายังหวังเล็กๆน้อยๆว่าการเชื่อฟังอาจจะทำให้คนรักเปลี่ยนใจ และอยากจะใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ได้ใกล้อีกครึ่งของหัวใจให้นานที่สุด 

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เมื่อกี้คุณแม่โทรมาบอกว่าพี่ดาวจะมารับแล้วไปส่งมิ้นท์ให้ถึงที่”  มีนาเรศตอบเสียงเรียบโดยไม่หันไปมอง ริมฝีปากยกยิ้มน้อยๆรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างที่จะมีคนไปด้วยและอาสาพาเที่ยวพาสำรวจพื้นที่ต่างแดน พี่ดาวใจดีจัง 

“อ่อ..ไปจัดกระเป๋าให้มิ้นท์ด้วย เสร็จแล้วก็เชิญไปไหนก็ไป มิ้นท์อยากพักผ่อน” ร่างเล็กเลื่อนเก้าอี้ลุกขึ้นเมื่อทานเสร็จแล้วกล่าวเสียงเรียบอีกครั้ง 

“มิ้นท์คะ…”  ดวงตาคมเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง เอื้อมมือคว้ามือบางมากุมไว้แนบอก อยากบอกอะไรหลายอย่างแต่เสียงสะอื้นในลำคอก็ทำให้พูดไม่ออก 

“กรุณาอย่าแตะต้องตัวมิ้นท์อีกค่ะ ถ้าไม่อยากให้มิ้นท์เกลียดพี่เมษ์ไปมากนี้ ปล่อย!”  มีนาเรศกัดฟันขยับปากพูดเสียงขรึมเพื่อข่มความอ่อนแอที่อยากจะพุ่งออกมา 

“มิ้นท์รักพี่บ้างไหม? เหมือนที่พี่รักมิ้นท์ไหม? ถ้ามิ้นท์บอกว่าไม่ พี่จะไม่ทำให้มิ้นท์ต้องลำบากใจอีก”  ร่างสูงยังกุมมือบางเอาไว้แน่น อย่างน้อยก็อยากได้ยินจากปากคนรักว่าตนไม่ได้คิดไปเองฝ้ายเดียว 

“มิ้นท์ ไม่ เคย รัก พี่ เมษ์ ชัดไหมคะ” 

เมษาธิดาแทบหมดแรงหายใจ มองปลายนิ้วมือที่พยายามจะยื้อค่อยๆถูกปล่อยไปอย่างไร้เยื่อใย

มีนาเรศหันหลังให้พร้อมหยดน้ำใสๆที่เอ่อล้นร่วงหล่นเป็นทางเมื่อต้องแข็งใจกล่าวคำโกหก มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดใจ  ร่างเล็กวิ่งเข้าไปในห้องของมารดาแล้วทิ้งตัวลงนอน หลับตาลงพร้อมน้ำตาและเสียงสะอื้นของหัวใจที่อยากจะตื่นจากฝันร้ายที่เจ็บปวดนี้เต็มที


~ ~ ~ ~ ~


ตึ๊ง! 

“ท่านผู้โดยสารครับ ขณะนี้เรากำลังลดระดับลงสู่อากาศยานสุวรรณภูมิ กรุณานั่งประจำที่ รัดเข็มขัดอยู่กับที่นั่ง  ปรับพนักเก้าอี้ให้อยู่ในระดับตรง เก็บโต๊ะหน้าที่นั่ง เปิดม่านหน้าต่าง และปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดด้วยครับ  เวลาที่กรุงเทพฯขณะนี้คือ…”  เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดดังขึ้นตามด้วยเสียงกัปตันเครื่องบินป่าวประกาศสถานะการตามปรกติ 

มีนาเรศสะดุ้งตื่นขึ้นมาเบาๆพร้อมรีบปาดคราบน้ำตาบนแก้มเมื่อรู้สึกตัว มือบางกระชับเข็มขัดและเลื่อนม่านหน้าต่างขึ้นมองดูบ้านเกิดเมืองนอนที่ไม่ได้มาเยือนมาหลายปี 

ใบหน้าหวานแสดงอาการตื่นเต้นปะปนวิตกราวกับแปลกที่เมื่อเครื่องบินแตะลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเปิดเครื่องมือสื่อสารแล้วกดโทรหาใครบางคน 

“พลอย มารับฉันหน่อยสิ ฉันอยู่…” 









===== 

100% ค่ะ ลงโทษเบาไปไหม พยายามเต็มที่แล้วนะออกมาเศร้าได้เท่านี้

ความคิดเห็น