ชะโดตัวโต
facebook-icon

เชิญพบกับภาคต่อของ 'พี่คิณ - ณิริณ' 'พี่ภาคย์ - ไออุ่น' ในเรื่อง 'HATE ME: บงการรัก' เรื่องราวของภัทธิรา ลูกสาวคนเดียวของพี่คิณ - ณิริณ และเป็นน้องสาวฝาแฝดของพี่ภาคย์กับการที่จะต้องจำใจแต่งงานกับ 'คิริน' เพื่อแลกกับชีวิตของภิชญ์น้องชายของเธอ ***โหวต เม้น ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

HATE EFFECTS: 27 ฤทธิ์เมียเด็ก NC 100% รีไรท์

ชื่อตอน : HATE EFFECTS: 27 ฤทธิ์เมียเด็ก NC 100% รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.8k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2560 18:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HATE EFFECTS: 27 ฤทธิ์เมียเด็ก NC 100% รีไรท์
แบบอักษร

​HATE EFFECTS: 27


"อื้อ พี่กร" เสียงอ้อแอ้เรียกชื่อคนที่กำลังสูดดมกลิ่นกายของเธอไม่หยุด ริมฝีปากของเขาจูบวนไปทั่วใบหน้าของสาวน้อยที่ตอนนี้ขี้อ้อนเสียเหลือเกิน "ณิชาร้อน อยากถอดเสื้อ" 


ภากรเงยหน้ามองใบหน้าหยาดเยิ้มที่ส่งรอยยิ้มยั่วเขาอยู่ "หืม? อย่าไปเมาแบบนี้กับใครที่ไหนเลยนะ"


"ครายบอก ม่ายมาวสักหย่อย อิๆ"


ภากรหลุดขำออกมาเล็กน้อย วาณิชาเมาจนไม่รู้ตัวว่าพูดผิดพูดถูก "ณิชา หื้ม หอมจังเลย" กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆคละคลุ้งปนกับกลินแอลกอฮอล์ทำให้เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ภากรหยัดกายขึ้นถอดเน็คไทด์และเสื้อที่ใส่ทำงานออกด้วยความรวดเร็วเผยลอนกล้ามเรียงกันสมกับเป็นผู้ชายสุขภาพดี สองมือนวดคลึงที่ทรวงเต้าของสาวน้อยไปมาแล้วจึงปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาของเธอออกทีละเม็ด


"พี่กร...ณิชาหนัก อ๊ะ! อื้มม"

เสียงนั้นถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอ รสจูบอันแสนอ่อนหวานกำลังปลอบประโลมคนตัวเล็กที่ช่างอ่อนไหว ลิ้นชื่นเกาะเกี่ยวหยอกล้อกับคนไร้เดียงสาซึ่งเธอตอบสนองกลับมาแม้จะไม่ชำนาญแต่ก็กระตุ้นอารมณ์ชายของเขาได้เป็นอย่างมาก สองหนุ่มสาวกอดรัดคลอเคลียกันอยู่สักพักก็ปลดเปลื้องอาภรณ์ห่มกายจนหมดไม่เหลืออะไรปกปิดเอาไว้ ภากรโถมตัวทาบทับวาณิชาแล้วพรมจูบไปทั่ว


"อาาา ณิชาหายใจไม่ออก" เสียงหวานถามคนที่กำลังซุกไซ้ซอกคอขาว


"จุ๊บ! ขี้อ้อนจังนะเรา" ก็เธอเป็นคนยั่วเขาก่อนนี่นะ ใครล่ะจะอดใจไหว


"อะ...อื้อ ทำ อ๊าา ทำตัวเหมือนเด็กเลย อื้มม ซี้ดด" ร่างเล็กสั่นไหวเมื่อมือใหญ่สอดไปใต้เสื้อ เขาลูบไล้หน้าท้องแบบราบแล้วเลื่อนขึ้นไปบีบนวดเบาๆที่สองเต้าทรวงใหญ่ ภากรอ้าปากกว้างดูดกินยอดสีทับทิมคู่สวยของเธอ


"จุ๊บๆ จ๊วบบ อย่าเกร็งสิเด็กน้อย จ๊วบๆ"


จุ๊บ !


"อะ อ๊าาา" ลิ้นชื่นตวัดเลียชิมรสชาติหอมหวาน...วาณิชาบิดกายเร่าๆรับสัมผัสซาบซ่านจากเขา สองมือจิกเล็บลงบนไหล่กว้างเธอเริ่มหายใจไม่ทันเสียแล้ว "อื้อ...อื้อ พี่กรขา อาส์"


แฮ่กๆ


เสียงหายใจหอบกระเส่าดังผสาน ร่างสูงละความสนใจจากหน้าอกของเธอแล้วโอบรัดกายสาวแนบชิด ในหัวคิดอย่างเดียวว่าวันนี้สาวน้อยตัวแสบจะต้องเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว


ภากรจูบไต่ลงมาตามผิวเนียนลื่นมาเรื่อยๆ ผกางามแรกแย้มกำลังส่งกลิ่นยั่วยวนให้ผึ้งหนุ่มมาลิ้มรสเกษร "แผล็บๆ จ๊วบบ" ทุกสัมผัสของเขานั้นกระตุ้นเธอได้มาก ทันทีที่ลิ้นอุ่นแตะเข้าที่จุดอ่อนไหววาณิชาก็สะดุ้งเฮือกมาเป็นระรอก ไม่ไหวแล้ว...เธอจะขาดใจอยู่แล้ว "จุ๊บๆ จ๊วบบ แผล็บ จ๊วบ"


"อ๊าาา"


อาวุธนั้นสภาพพร้อมใช้งานแล้ว...


"ณิชาจ๋า พี่ขอเข้าไปข้างในหน่อยนะ" เสียงสั่นกระเส่าพร่ำบอกเพราะความปวดหนึบอยากจะระบาย ลำกายขยายถูไถอยู่ปากเถ้าก่อนจะรีบร้อนเข้าไป โดยที่ภากรเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องการป้องกันและลืมไปว่านี่...คือครั้งแรกของเธอ


"อาส์"


"กรี๊ดดดด เจ็บ อะ ณิ...ณิชาเจ็บ อึก ฮืออ" ภากรยึดสะโพกกลมของเธอเอาไว้ไม่ให้ขยับหนี เข้าแช่ความเป็นชายไว้สักพักให้เธอคุ้นชินก่อนจะเริ่มขยับตัวช้า วาณิชารู้สึกเจ็บแสบปานร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ น้ำหูน้ำตาไหลออกมาภากรจึงมอบรสจูบอีกครั้งเป็นการปลอบใจ ชายหนุ่มใช้เวลาปรับตัวให้เธอสักพักใหญ่ๆจากความปวดแสบปวดร้อนกลับกลายเป็นความเสียดเสียวเข้ามาแทนที่ 


"อ๊ะ อื้ออ"


"อ่าส์ ซี้ดดด" ร่างสูงฉกวูบจูบซับร่างกายของวาณิชท เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองโหยหาสาวน้อยจอมแก่นอยู่ตลอดเวลาจนไม่คิดมองผู้หญิงคนอื่นเลยแม้แต่น้อย...เธอกำลังทำให้เขาคลั่งแทบบ้า


เฮือกกก


ร่างงอนงามสั่นระริก เสียงครวญครางดังกว่าเก่าเมื่อเขาใช้นิ้วบนขยี้เกษรงามพร้อมเร่งจังหวะเข้าออก วาณิชายกมือป่ายปัดไปทั่วจนที่นอนยับยู่นี่ไม่เหลือเค้าเดิม


"กรี้ดดด อ๊าา อึก พี่ พี่กร อ๊ายยย"


"หึ! ฮึ่มม หายเจ็บแล้วหรอ? อาาาา เด็กน้อย อื้ม ของพี่กร"


ปั่บ ปั่บ ปั่บ !!


อาห์ ~


ฟึ่บ !!


เขาพลิกตัวจับร่างบางขึ้นนั่นควบบนกาย วาณิชาทำหน้างุนงงเล็กน้อย...มือเล็กท้าวบนที่แผงอกแกร่งแล้วนิ่งไม่ไหวติง ภากรรับหน้าที่สอนงานให้สาวน้อยไร้เดียงสาให้รู้เสียก่อน เขาจับสะโพกกลมกลึงขยับขึ้นลงช้าๆไปสักพักจึงปล่อยให้เธอจัดการด้วยตนเอง


"อ๊ะๆ เสียวจัง อื้มมม ซี้ดดด"


มือหนายกขึ้นบีบเคล้นสองเต้าที่กระเพื่อมขึ้นลงตามแรกขย่ม "อาาา ขย่มพี่อีกสิ โอว ซี้ดด ณิชาของพี่"


ปึก ปึก ปึก!


"อะๆ อ๊าาาา"


ร่างสูงเด้งสะโพกสวนขึ้นถี่ๆ เขาจับสะโพกกลมกลึงไว้มั่นให้จังหวะไม่ขาดตอน ใบหน้าสวยเหยเกด้วยความวาบหวามไม่นานนักก็ถึงปลายฝั่งแห่งความสุขสม วาณิชาฟุบลงหายใจหอบบนร่างกายหนักแน่น ได้พักหายใจแป็บๆก็ถูกจับอยู่ในท่ายืนเข่า หน้าขาของเขากระทบกับบั้นท้ายได้รูปจนเกิดเสียงดังหยาบโลน ภากรบีบขยำเนื้อนวลขึ้นเป็นรอยนิ้วเมือเพื่อระบายความหวิววาบในทรวง


"อ๋าาา จุกอ่ะ ซี้ดด โอ๊ยย"


พั่บ พั่บ พั่บ!


"อย่าเกร็งสิ อาาา แบบนั้นแหละณิชา ซี้ดดด"


"อ๊าส์ ตรงนั้น อ๊ะๆ" ความคับแน่นในกายของสาวน้อยที่แสนจะบริสุทธิ์กำลังจะทำให้เขาแทบคลั่ง แรงตอดรัดนั้นทำให้รู้สึกดีอย่างที่สุด บทเพลงรักหวานยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ความสุขถูกเติมเต็มให้กันจนท่วมท้น ทั้งสองแรกเปลี่ยนจังหวะรักเร่าร้อนกันอย่างไม่มีใครยอมใครทั้งสิ้น


ตุบ !!


ร่างบาวถูกวางราบหงายอีกครั้ง ขาเรียวถูกจับแยกแล้วร่างสูงจึงแทรกเข้าตรงกลาง "อึก อ๊าาา"


วาณิชาเปรยตามองก่อนจะยกสองแขนโอบรัดต้นคอแกร่ง สาวน้อยสูดปากส่งเสียงครางระงม...เธอทั้งเจ็บและเสียวไปในเวลาเดียวกัน


พั่บ พั่บ พั่บ !


"อ๊ะๆๆ ณิชาไม่ไหวแล้ว..อื้อ"


"ฮึ่มมม ซี้ดด จะเสร็จแล้ว อีก อื้อ อีกนิดนะสาวน้อย อาห์"


"อะๆ อ๊ายย กรี๊ดดด"


"ณิ โอ้ววว ณิชา"


ปั่บ ปั่บ ปั่บ


"กรี้ดดด / อึก อาส์"


"ณิ...ชา... อาาาห์" ภากรปลดปล่อยเข้าไปภายในร่างกายของสาวน้อยทุกหยาดหยดแต่นี่ยังไม่เพียงพอสำหรับเขา วาณิชายังไม่สร่างเมากลับเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกไปเสียอย่างนั้น กว่ายัยตัวแสบจะหมดฤทธิ์และกว่าเขาจะรู้สึกอิ่มก็พากันไปแตะปลายฝั่งฝันไม่รู้ต่อกี่รอบ


ด้วยความอ่อนเพลียวาณิชาก็ค่อยๆหลับลงไปจนสนิท...


ภากรหายใจหอบๆก่อนจะถอนกลางกายออกแล้วจุมพิตเบาๆที่หน้าผากของเธอ เขาเดินตัวเปลือยไปหยิบกะละมังใบน้อยรองน้ำอุ่นในห้องน้ำและหาผ้าสะอาดมาชุดหมาดก่อนจะเช็ดตัวให้เธอ เสียงถอนหายใจดังออกมาเรื่อยๆเมื่อนึกถึงเรื่องที่ทำพลาดไปหลายๆอย่าง


"เวรละ!! ลืมใส่ถุง สร่างเมาตื่นมาพรุ่งนี้หวังว่าเมียเด็กของพี่จะไม่อาละวาดจนคอนโดพังซะก่อนล่ะนะ" แม้จะพูดแบบนั้นแต่ภากรก็ยังยิ้มมีความสุข จัดการเช็ดตัวให้วาณิชาเสร็จสรรพเขาก็ขึ้นเตียงมานอนข้างๆ จัดแจงห่มผ้าหนาๆและสวมกอดเธอเอาไว้แนบกาย


#####



ช่วงสายของวันต่อมา....


วาณิชาตื่นมาด้วยความมึน...แสงแดดสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามากระทบม่านตาเธอจึงตาสว่างขึ้น แต่แล้วก็รู้สึกผิดสังเกตตรงที่รู้สึกเจ็บขัดที่ช่วงล่างและตัวเองก็เปลือยกายอยู่ภายใต้ผ้าห่ม สาวน้อยจำได้ว่าเธอแค่ไปนั่งฟังเพลงให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นและรับแก้วน้ำส้มจากคนที่มานั่งข้างๆดื่มไปหลายแก้ว แม้จะรสชาติแปลกๆแต่เธอก็รู้สึกว่ามันอร่อยจึงดื่มโดยไม่ทันคิด


แต่ทว่าเมื่อหันไปเห็นผู้ชายที่ชอบทำให้เธอหงุดหงิดในใจมานอนเปลือยกายและใช้ท่อนแขนโอบกอดเธออยู่นั้น...


กรี๊ดดดด !!!!!


"เห้ย !!" 


ผลัก! ตุบ!!


ร่างของภากรกลิ้งไวๆจนตกเตียงตามแรงถีบของเท้าเล็ก วาณิชาตาโตโดยที่สองมือกอบโกยผ้าห่มผืนหนามาปกปิดกายเอาไว้ "ไอ้ทุเรศ! ไอ้คนฉวยโอกาส!! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!!"


"เดี๋ยวณิชา ฟังก่อน โอย!!!"


ตุบ!! ตุบ!!! 


โครม !!!


หยิบจับสิ่งใดได้วาณิชาก็ขว้างปาใส่ภากรด้วยอารมณ์โกรธ แม้กระทั่งโคมไฟขนาดใหญ่ที่อยู่บนเคาท์เตอร์เล็กด้านขวามือที่มีน้ำหนักมากก็สมารถจับทุ่มใส่ได้เพียงใช้มือข้างเดียว นอกจากจะชอบเข้าข้างคนอื่นโดยที่ไม่เคยเชื่อเธอแล้วยังจะมารังแกกันแบบนี้อีก!


"ฟังก่อนณิชา !!"


"ไม่ฟัง!! ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ แล้วอย่ามาให้เห็นหน้าอีก ไอ้คนเฮงซวย!!" คนกำลังโกรธไม่คิดจะฟังคำอธิบายอะไรทั้งนั้น


ภากรหมดความอดทนจึงก้าวฝ่าสิ่งกีดขวางเข้าไปประชิดตัว สาวน้อยดิ้นขัดขืนแล้วกัดเข้าที่ไหล่ขวาของเขาจนเลือดซึมออกมา...ภากรกัดฟันแน่นทนเจ็บปวด เมื่อเห็นว่าเธอพยศจนเหนื่อยแล้วจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม "ฟังดีๆ เมื่อคืนณิชาเป็นเริ่มเองทั้งหมดนะ จะให้เอาหลักฐานให้ดูไหมว่าเมาแล้วยั่วขนาดไหน?"


วาณิชาหยุดทุกการกระทำแล้วหันควับมาทันที "ใครบอก ณิชากินแค่น้ำส้มจะเมาได้ไง เอะ? หรือว่า..."


"หึ! ถ้าพี่ไม่อยู่คงเสร็จไอ้เวรนั้นไปแล้ว แล้วคิดหรอว่าตื่นมาแล้วจะมีคนนอนรอรับผิดชอบอยู่ข้างๆแบบนี้ ทีนี้นึกออกหรือยัง?"


ยัยตัวแสบนิ่งทำฟอร์ม เธอหน้ามุ่ยแล้วพยายามดันตัวของเขาให้ออกห่าง...แต่ว่าไม่ได้ผล ซ้ำร้ายภากรยังกอดเธอแน่นกว่าเดิมเสียอีก "ระ รู้แล้ว ถือซะว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน แล้ว...เมื่อคืนป้องกันหรือเปล่าคะ?"


ภากรยิ้มกวนพร้อมส่ายหัว "เปล่า โอ๊ยยย! เมียจ๋าพี่เจ็บ อั่ก"


วาณิชาใช้ท่อนแขนน้อยๆทุบตีเขาอีกครั้ง ตอนนี้เนื้อตัวของภากรมีแต่รอยฟกช้ำไปทั้งร่างกายและก็ยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งเขาก็เต็มใจและเตรียมใจไว้นานแล้ว "แล้วทำไมไม่ป้องกัน ณิชายังฝึกงานไม่จบนะถ้าท้องขึ้นมาแล้วจะบอกพ่อกับแม่ยังไง โว้ยยย ไม่ได้เรื่อง!!!"


"ท้องก็แต่งง่ายจะตายไป อ้ากกก"ภากรยังพูดไม่จบ...ยัยตัวแสบได้ยินประโยคแรกก็หูผึ่งขึ้นมาทันที เธอใช้สองมือบีบคอคนที่ยัดเยียดคำว่าเมียให้ด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองจนหน้าดำหน้าแดงก่อนจะปล่อยและเดินหอบร่างอันอ่อนเพลียของตัวเองหายเข้าไปในห้องน้ำ


ภากรนอนหายใจหอบๆมองตามร่างเล็กตาไม่กระพริบ "ตายก่อนอายุสี่สิบแน่เลยว่ะเรา"


ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าชุดเดิมของเมื่อวานลงไปร้ายขายยาเพื่อซื้อยาคุมฉุกเฉินมาให้เพราะหากถ้าให้เธอไปซื้อเองคงจะดูไม่ดีสักเท่าไหร่ พอกลับขึ้นมาก็เห็นสาวน้อยสวมชุดลำลองเดินกระเผกอยู่ในโซนครัวเนื่องจากยังรู้สึกเจ็บขัดที่ช่วงล่าง ภากรมองแล้วก็ยิ้มก่อนจะเข้าไปหาพร้อมส่งถุงยาที่เพิ่งซื้อมาส่งให้


"อะไร !!?"


"ยาคุมฉุกเฉิน รีบกินซะก่อนที่ป่องขึ้นมาจริงๆ แต่เอ...เท่าที่พี่นึกได้นอกจากจะไม่ได้ใส่ถุงยางแล้วยังปล่อยข้างในด้วย อุก!!" ภากรงอตัวด้วยความจุกด้วยแรงต่อยจากกำปั้นน้อยๆ กับคนอื่นไม่เคยยอมแต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะวาณิชาแค่คนเดียว


วาณิชารีบคว้าถุงยานั้นมาแล้วแกะกล่องอ่านฉลากก่อนจะรีบกินเข้าไปทันทีตามที่ฉลกบอก สาวน้อยตวัดสายตาขุ่นเคืองกลับมาอีกครั้ง "รีบๆกลับได้แล้วและอย่าบอกเรื่องนี้กับใครด้วย"


ระหว่างที่เธอกำลังจะเดินหนีภากรก็วาดแขนและรวบคนคนเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง วาณิชาเองก็พยศใช่ย่อยพยายามหาทางสลัดอ้อมแขนของเขาให้หลุด "ทำไมหะ มีผัวแก่กว่ามันน่าอายหรือไง? หรือว่าจะต้องให้ย้ำอีกทีว่าตอนนี้อยู่ในสถานะอะไร?"


ฟอด !!!


วาณิชาพยายามหดคอหนีแต่ไม่พ้น ภากรได้ทีก็หอมแก้มนิ่มทั้งซ้ายด้วยความเอาแต่ใจ "ใครจะอยากมีผัววัยแง้มฝาโลงล่ะ ปล่อยนะ กรี๊ดดดดด"


"เดี๋ยวก็รู้ว่าวัยแง้มฝาโลงมันทำอะไรได้บ้าง ฮึบ !! ไม่ดื้อนะจ้ะเมียเด็กของพี่ คงต้องพาไปรื้อฟื้นความทรงจำสักหน่อย หึๆ"


กรี๊ดดดดด


ภากรช้อนตัวแม่สาวจอมพยศขึ้นแล้วพากลับเข้าไปยังห้องนอนทันที มีหรือที่คราวนี้วาณิชาจะยอมง่ายๆเหมือนตอนเมา...การสู้รบได้เกิดขึ้นไปทั่วทั้งคอนโด แม้ว่าจะต้องโดยเมียเด็กซ้อมตายในภายหลังภายกรก็ยอมเพียงขอให้สยบความพยศของเธอลงให้ได้ ข้าวของกระจัดกระจายตกแตกไม่เหลือสภาพคอนโดหรูเลยแม้แต่น้อย สุดท้าย...ภากรก็เป็นฝ่ายชนะเขาจัดการรื้อฟื้นความทรงจำเมื่อคืนให้เธอด้วยความเร่าร้อนและหนักหน่วงกว่าเมื่อคืน วาณิชาไร้เรี่ยวแรงที่จะสู้ขัดขืนจนสุดท้ายต้องปล่อยให้เขาทำตามความต้องการ


######


ด้านคู่สามีภรรยาที่อยู่บนเรือสำราญหรู...


กัปตันเรือได้ประกาศว่าเรือลำนี้จะถึงฝั่งล่าช้าหนึ่งวันทำให้ผู้โดยสารหลายคนไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่ พวกเขาอยากจะกลับไปทำเรื่องฟ้องร้องการันต์ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย...บ่นไปก็เท่านั้นในเมื่อกลับขึ้นฝั่งเองไม่ได้


ภาคิณยืนอยู่ริมระเบียงแล้วทอดสายตาออกไปยังผืนทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล บรรยากาศแบบนี้ถ้าเป็นแต่ก่อนเขาคงจะยืนสูบบุหรี่ไปด้วย...ตั้งใจเลิกเพราะนาตยาร้องขอเอาไว้ เขาจึงไม่เห็นความสำคัญของมันอีกเอง


"พี่คิณคะ"


ชายหนุ่มหันกลับไปทางประตู "ออกมาทำไมล่ะครับ ปวดท้องอยู่ไม่ใช่หรอ?"


วาณิริณยิ้ม "ดีขึ้นมาแล้วค่ะ พี่คิณคิดอะไรอยู่หรอคะ?" เธอค่อยๆก้าวเท้าไปยืนข้างๆเขา ภาคิณรีบเดินเข้าไปโอบประคองร่างบางไม่ให้ล้ม "ช่วยเล่าหน่อยได้ไหมคะว่าทำไมพี่คิณถึงไม่ชอบญาดา ทั้งๆที่...ผู้หญิงคนนั้นดูจะรักพี่คิณมาก"


"หึ! รักเพราะเงินน่ะสิ" เขาถอนหายใจออกมา "ก่อนหน้าที่จะไปเจอกับณิริณที่ร้านอาหารพี่ไปขอความช่วยเหลือจากญาดา แต่ว่า...ผู้หญิงคนนั้นทำท่ารังเกียจพี่แถมยัสาดน้ำไล่ออกจากหน้าบ้านอีก ญาดาที่ตอนนั้นว่าพี่ตายไปแล้วก็ควงผู้ชายใหม่ไม่ซ้ำหน้าเลย และที่พี่ยังไม่ถอนหุ้นจากบริษัทนั้นก็เพราะสงสารพวกพนักงาน"


วาณิริณยกมือจับแก้มสากเบาๆ "ดีแล้วค่ะ ผิดแค่คนเดียวไม่ควรเอาคนอื่นๆมารับกรรมร่วม"


มือหนาเชยคางเธอขึ้นแล้วก้มลงจูบแผ่วเบา "ว่าแต่ที่ณิริณบอกว่ารักพี่น่ะ ไม่ได้แกล้งให้พี่ดีใจเล่นใช่ไหม?"


หญิงสาวหน้าแดงแล้วพูดอ้ำๆอึ้งๆด้วยความขัดเขิน "ก็ แค่พูดให้คนใกล้ตายดีใจจะได้ไปสู่สุขคติ อื้อ...พี่คิณ อย่านะคะ" วาณิริณเอามือดันแผงอกเขาเมื่อถูกจู่โจม


ภาคิณยกยิ้มแล้วจูบเธอย้ำไปมาหลายรอบ "อื้มมม เมียพี่เดี๋ยวนี้ชักจะปากร้ายขึ้นทุกวันนะ" เขาลูบผมยาวสลวยด้วยความสิเน่หา "ถ้าไม่ได้รักพี่จริงๆ พี่คงเสียใจแย่"


"รักสิคะ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แต่ตอนที่พี่คิณถูกยิงตอนนั้นกลัวมากจริงๆค่ะ กลัวที่สุด"


ความรักที่กำลังเบ่งบาน...ตอนนี้เธอสารภาพรักกับเขาไปแล้ว ภาคิณหัวใจเต้นแรงด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุดเพราะเขาสามารถเอาชนะใจเธอได้แล้วและจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เหมือนเคราะห์กรรมของทั้งคู่จะยังไม่สิ้นสุดไปซะทีเดียว เมื่อสองสามีภรรยาเดินควงกันออกมาทานอาหารเที่ยงที่ห้องอาหารก็ต้องเจอกับญาดาที่พยายามจะเข้ามาทำร้ายวาณิริณ


ตุบ !!


กรี๊ดดด !!


ภาคิณยอมถูกโดนด่าว่าหน้าตัวเมียโดยการจับญาดาเหวี่ยงลงพื้นสุดแรง เขาข่มอารมณ์ที่โกรธจนสั่นและยกมือชี้หน้าผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้น "ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาแตะต้องเมียฉัน เพราะการกระทำของเธอ...กลับไปฉันจะตอบแทนให้สาสม"


"ฮึก พี่คิณคะ ญาดารักพี่คิณนะคะ ฮือ นังนี่มีอะไรดี ฮือๆ พี่คิณทำไมถึงเอามันมาทำเมียแทนที่จะเป็ญาดา ฮือๆ" ญาดาร้องไห้ราวกับคนเสียสติ คลานมากอดขาของเขาอย่างลนลาน


ภาคิณสลัดเธอออกแล้วโอบไหล่ภรรยาของเขาเอาไว้ "ณิริณดีกว่าเธอทุกอย่าง ผู้หญิงสกปรกอย่างเธอไม่มีวันได้เห็น ปล่อยขาฉัน!!"


"พี่คิณคะ เราไปกันดีกว่าค่ะ" วาณิริณรู้ว่าตอนนี้ภาคิณกำลังโกรธ ถ้าเซ้าซี้มากกว่านี้ญาดาอาจจะถูกทำร้ายไปมากกว่านี้อีกก็ได้ เธอไม่ต้องการให้ผู้ที่เป็นสามีต้องไปข้องแวะกับผู้หญิงคนนั้นอีกต่อไปแล้ว "นะคะ เราสั่งกลับไปทานที่ห้องดีกว่าค่ะ"


"ครับ...ที่รัก"


กรี๊ดดดดด


ที่รักอย่างนั้นหรือ? ญาดาปาดน้ำตาแล้วมองทั้งสองด้วยแววตาครุกรุ่นไปด้วยความชิงชังโดยเฉพาะกับวาณิริณ หญิงสาวหยัดกายขึ้นยืนแล้วตะเบงเสียงออกมาดังทั้งทั้งลำ "ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่นังณิริณ นังมารผจญ!!! ถ้าโลกนี้มีแกต้องไม่มีฉัน นังบ้านนอก!!" ทีมตำรวจที่ออกตามหาตัวเธอจนเจอก็เข้าล็อกตัวเอาไว้เพราะญาดากำลังอาละวาดอย่างหนัก ภาคิณกอดวาณิริณเอาไว้เป็นการปลอบขวัญกับคำขู่และคำดูถูกที่ญาดาส่งมอบให้ "ปล่อยฉัน!! ฉันบอกให้ปล่อยไงไอ้พวกกระจอก โน่น!! ไปจับอีบ้านนอกนั่นสิ  กรี๊ดดด อีณิริณ!! ยังไงฉันก็ต้องฆ่าแกให้ได้!!"


วาณิริณมองตามด้วยความเวทนา...ญาดาพยายามเรียกร้องความสนใจจากภาคิณมากเกินไปจนดูเหมือนราวกับคนเสียสติ นี่แหละที่เข้าข่ายตามสำนวนที่ว่า 'กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง' ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับญาดานั้นเป็นผลจากการกระทำของตนเองทั้งนั้น หลังจากที่ภาคิณทำการสั่งอาหารเสร็จเรียบร้อยก็พากันกลับห้องพักด้วยความเหนื่อยหน่ายหัวใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


หญิงสาวนั่งลงที่โซฟาแล้วมองสามีแล้วถอนหายใจ "ถ้าพี่คิณถอนหุ้นแล้วจะเป็นยังไงต่อคะ?"


"คง...ต้องหาตำแหน่งว่างให้พวกที่โดนลอยแพหรือไม่ก็ฝากเข้าที่โรงแรมของไอ้อ้นมัน กำลังขยายสาขาเลยต้องการพนักงานเพิ่ม"


"ก็ดีนะคะ" วาณิริณลุกขึ้นหยิบถาดอาหารไปวางไว้ที่โต๊ะอาหาร "ทานข้าวดีกว่า อ๊ะ พี่คิณ"


ร่างสูงเดินมาซ้อนตัวที่ด้านหลังแล้ววาดแขนสวมกอดภรรยาของเขาเอาไว้ "จริงๆ มื้อเที่ยงเขาบอกว่าต้อง 'เบิร์น' ก่อนแล้วค่อยทานนะ ณิริณก็ดูเพลียๆให้พี่นวดให้ดีไหม?"


"อื้อ ณิริณปวดท้องอยู่นะคะ" ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร ข้ออ้างนี้จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับตอนนี้


และมันก็ได้ผลเมื่อภาคิณเผลอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท "ลืมไปได้ยังไงก็ไม่รู้"


เพียะ !!


เธอตีแขนเขาด้วยความหมั่นเขี้ยวหนึ่งทีจึงได้อิสระ มื้อเที่ยงนั้นผ่านไปด้วยความเงียบเพราะวาณิริณเองก็ยังคงรู้สึกเขินอายกับการที่สารภาพความรู้สึกของตัวให้เขารับรู้ไปเสียแล้ว เธอเองก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่...แต่พอรู้ตัวก็เกือบจะเสียเขาไป ตอนนั้นวาณิริณเหมือนคนกำลังใจสลายที่เห็นภาคิณถูกยิงแล้วทรุดลงตรงหน้า


"ณิริณ" เห็นเธอนั่งจ้องหน้าเขาแล้วน้ำตาเอ่อจึงเรียกสติเธอเบาๆ "ร้องไห้ทำไม หืม?" ภาคิณรวบช้อนส้อมวางไว้บนจานก่อนจะลุกมายืนข้างเก้าอี้ของเธอ มือหนาค่อยๆเช็ดน้ำตาให้ด้วยความอ่อนโยน "บอกพี่มาสิว่าเป็นอะไร?"


"ฮึก เปล่าค่ะ แค่...นึกถึงเรื่องเมื่อวานแล้วยังกลัวไม่หาย ฮึก...กลัวว่าถ้าตอนั้นพี่คิณเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆแล้วณิริณจะทำยังไงต่อ ฮือ...คิด คิดไม่ออกจริงๆค่ะ"


จุ๊บ!


ภาคิณจูบเบาๆบนหน้าผากมน สองมือคอยเช็ดน้ำตาให้เพราะยิ่งเห็นน้ำตาของเธอทีไรเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องเป็นกังวล "พี่ไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่ เลิกร้องไห้เถอะนะ...พี่บอกแล้วว่าพี่จะไม่ยอมตายเพราะคนเลวพวกนั้นและไม่ยอมให้พวกมันมาทำอะไรณิริณอีกแน่นอน"


"ค่ะ ฮึก ณิริณเชื่อ ตอนนี้รู้สึกเหมือนเด็กเลยค่ะ แค่คิดก็ร้องไห้ออกมาเฉยๆ"


ภาคิณยิ้มออกมาเล็กน้อย "ดีซะอีก...พี่จะได้รู้ว่าณิริณรักพี่ขนาดไหน"


วาณิริณก้มหน้าหลบสายตาเขาด้วยความเขินอาย จากที่มักจะโดนภาคิณหยอดคำหวานให้อยู่เสมอๆแต่ครั้งเธอรู้สึกอายมากกว่าเดิมแม้จะอยู่กันตามลำพังก็ตาม 


วันต่อมา...


ทันทีที่เรือสำราญลำใหญ่แล่นเทียบท่าทีมตำรวจที่รออยู่ก็รีบนำกองกำลังเข้ามาช่วยทีมที่ปฏิบัติภารกิจควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาขึ้นรถกลับกรุงเทพทันที สารวัตรณัฐเศรษฐ์สั่งคุมเข้มทั้งตัวการันต์และญาดา แต่เพราะตัวการในครั้งนี้ยังบาดเจ็บสาหัสและไม่มีโอกาสหนีเลยแม้แต่น้อย ในระหว่างนั้นที่ภาคิณและวาณิริณก้าวลงจากท่าเรือก็เห็นรถของผู้ต้องหาแล่นผ่านออกไป


"คุณสองคนคงต้องวุ่นวายอีกสักหน่อยนะคะ ทั้งคดีของนางสาวปาลิตาและคดีฉ้อโกงทรัพย์ รวมไปถึงเรื่องที่คุณวาณิริณถูกตามล่าเมื่อคราวนั้นด้วย" ผู้กองธีรารัตน์กล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง "ส่วนคดีของคุณภูษิตทางเราต้องขอเวลาอีกสักหน่อย ทุกอย่างค่อนข้างซับซ้อนมากจริงๆ"


"ไม่เป็นไรครับ เราสองคนยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว" ภาคิณตอบกลับ "แล้วนี่...ผู้กองไม่คิดจะบอกสารวัตรเรื่องท้องหรอครับ? บู๊ซะไม่กลัวแท้งเลยนะ"


"สามีคุณนี่เสียมารยาทนะคะ แอบฟังเราคุยกันด้วย" ผู้กองสาวทำน้ำเสียงจิกกัดเล็กน้อย "ห้ามฟ้องนะคะ ไม่เช่นนั้นฉันจะโอนคดีกลับให้ทีมชุดเดิม" พอโดนขู่ภาคิณก็นิ่งไปเล็กน้อย ผู้กองธีรารัตน์หัวเราะออกมาเพื่อบอกว่าเธอเป็นฝ่ายชนะ "ขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจอกันที่กรุงเทพฯ"


"ค่ะ ขอบคุณมากนะคะผู้กองแล้วก็...ทุกคนด้วยค่ะ" วาณิริณมีสีหน้าปรอดโปร่งที่ทุกอย่างกำลังคลี่คลายไปในทางที่ดี อย่างน้อยๆเธอหวังว่าปาลิตาจะได้รับรู้และไปสู่สุขคติ


ภาคิณและวาณิริณตัดสินกลับกรุงเทพฯในทันที....


ช่วงพลบค่ำ บ้านรัตนโยธิน...


นาตยาเห็นสองสามีภรรยากลับมาถึงก็ยิ้มไม่หุบ...ตลอดทั้งวันที่หญิงวัยกลางคนต้องอยู่บ้านตามลำพังกับคนรับใช้ ไม่สิ!!! ต้องเรียกว่าตั้งแต่เมื่อวานต่างหาก ป่านนี้แล้วภากรยังไม่กลับมาเธอก็รู้ได้อย่างเดียวว่าคงจะตามเฝ้าวาณิชาอยู่แน่ๆ


"ไหนว่าไปเจ็ดวันไงคิณ แล้วทำไมพาน้องกลับมาเร็วจังล่ะ" นาตยาถาม


"มีเหตุขัดข้องน่ะครับ เอาไว้ผมค่อยพาณิริณไปฮันนีมูนทีหลังก็ได้" ภาคิณหันมองทั้งซ้ายขวาเพราะเวลาแบบนี้ภากรจะต้องมาแซวเขาหรือไม่ก็มากวนอะไรสักอย่าง "แล้วพี่กรยังไม่กลับหรอครับ?"


นาตยาถอนหายใจ "คงไปตามเฝ้าเด็กฝึกงานนั่นแหละ ปากบอกไม่ชอบเขาแต่คอยหึงหวงเขาทุกที่"


"หมายถึงณิชาหรอคะ?" วาณิริณถามอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเธอไม่สังเกต...ไม่ว่าจะวาณิชาหรือภากรต่างก็มีท่าทีที่แสดงออกมาคล้ายๆกันอยู่เสมอ


"มีคนเดียวนั่นแหละจ้ะ แม่ก็เหนื่อยใจเหมือนกันแต่ก็ดีที่เลิกไปควงคนนั้นคนนี้ แม่ล่ะหวั่นใจจริงๆว่าจะยกขบวนกันมาเรียกให้ยกขันหมากไป อ่ะ...นั่นไง พูดถึงก็มาพอดี" นาตยาชี้ไปทางลูกชายคนโตที่เดินเข้ามาด้วยสภาพที่ฟกช้ำไปทั้งตัว ที่เด่นก็คงจะเป็นรอบดวงตาที่เขียวช้ำและบวมเปล่ง 


ภาคิณเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ "ไงครับพี่ชาย ไปโดนใครกระทืบมาล่ะ?"


"ยุ่งน่ะไอ้คิณ!! แม่ครับ...ผมไม่ทานข้าวข้างล่างนะครับ" ภากรตอบกลับน้องชายแล้วสูดปากด้วยความเจ็บแสบ เขาหันไปทางป้าสมใจแม่บ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล "ผมขอวานไปซื้อโจ๊กหมูให้หน่อยนะครับ ก่อนขึ้นไปขอผ้าห่อน้ำแข็งแล้วก็อุปกรณ์ทำแผลกับยาด้วยนะครับ อ่อ...ต้มน้ำใบบัวบกให้ผมสักแก้วก็ดีนะครับ"


"ค่ะคุณกร" หญิงชรารับเงินมาแล้วจึงไปทำตามหน้าที่ ภากรรีบเดินขึ้นบันไดไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ถามไถ่เลยสักนิด


สามคนที่เหลือยืนงุนงงกันเล็กน้อยก่อนที่ภาคิณจะหัวเราะออกมาด้วยความสะใจแม้จะเห็นใจรวมอยู่ด้วยก็ตาม นาตยาตีแขนลูกชายคนแล้วแล้วก็ถอนหายใจอีกครั้ง "เดี๋ยวเถอะนะคิณไปล้อพี่เขาแบบนั้นได้ไง โตแล้วไม่รู้จักโตเจ้าลูกสองคนนี้" ดุลูกจบก็หันไปทางลูกสะใภ้ "ณิริณจ้ะไปช่วยแม่จัดโต๊ะอาหารดีกว่า มาเหนื่อยๆคงจะหิวแล้วสิ"


"ค่ะคุณแม่" หญิงสาวเดินตามไปแต่ในใจก็คิดตาม เพราะถ้านั่นคือผลงานของวาณิชาล่ะก็คงต้องมีอบรมกันอีกสักหน่อยแล้ว

_______________________________________100%___________________________________________________


รับกรรมไปนะพี่กร...

รับกรรมไปนะพี่กร....

รับกรรมไปนะพี่กร...

พี่คิณ...แกอย่าแซวพี่เขา


เจอกันตอนต่อไปค่ะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น