email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สามีภรรยาย่อมเหมือนกัน

ชื่อตอน : สามีภรรยาย่อมเหมือนกัน

คำค้น : จิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์ # 4

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2563 11:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สามีภรรยาย่อมเหมือนกัน
แบบอักษร

 

สามีภรรยาย่อมเหมือนกัน 

จิ้งเจิ้งหลี่นั่งจามอยู่หลายครั้งในใจรู้สึกหงุดหงิดเสียทุกครั้งที่นึกถึงสาเหตุการไม่สบายในครั้งนี้  ยัยจิ้งจอกน้อยเฟยหลินทำเขาได้แสบมิน้อย  งานนี้หากเขามิได้เอาคืนนางอย่าเรียกเขาว่านายท่านจิ้ง!!! 

เฟยหลินนั่งอ่านบัญชีของร้านเครื่องประดับสกุลจิ้งอยู่นานในครึ่งเล่มแรกก็ให้รู้สึกอิจฉาเจ้าของกิจการนี้ยิ่งนักเมื่อหลายปีก่อนรายได้ของร้านเครื่องประดับนี้สูงเสียจนน่าทึ่งหากแต่ปีหลังๆมานี้น่าแปลกที่รายได้ตกต่ำเสียจนไม่น่าจะยังคงดำเนินกิจการได้  เฟยหลินดูยอดการสั่งซื้อสินค้าเพื่อใช้ในการผลิตก็คล้ายแบบเก่า แต่สินค้าที่ขายออกกับลดลงอย่างน่าประหลาดใจ เหตุใดกิจการที่ดูเฟื่องฟูมาตลอดจึงซบเซาเช่นนี้ แล้วนายท่านจิ้งผู้เก่งกาจเรื่องการค้ามิกระทำสิ่งใดเลยหรือไร  ช่างน่าแปลกนัก 

เฟยหลินวางสมุดบัญชีในมือลงหากเป็นคนอื่นคงใช้เวลาในการศึกษาตีความอยู่หลายวันแต่สำหรับเฟยหลินที่เคยเป็นปัณณิตาที่จบเอกการบัญชีมาก่อนนี้  เพียงสองวันก็สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างง่ายได้ ไม่ให้ได้เสียชื่อเกรียตินิยมอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยแน่นอน นางปิดสมุดบัญชีเล่มหนาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายอย่างเมื่อยล้า  นิสัยที่เวลาทำสิ่งใดจะต้องทำจนกว่าจะถึงที่สุด แบบปัณณิตากลับมาอีกครั้ง ดังนั้นสองวันมานี่นางจึงอ่อนล้าเป็นพิเศษ  โชคดีที่จิ้งเจิ้งหลี่เดินทางไปดูกิจการที่ทางหัวเมืองใต้นางจึงมิต้องคอยระแวดระวังตัวเป็นพิเศษเช่นทุกครั้ง   แขนเรียวยกขึ้นกอดอกทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างพลันริมฝีปากบางก็ยกยิ้ม  นั่งเครียดกับตัวเลขมาหลายวันขอหาอะไรทำแก้เบื่อสักหน่อยละกัน 

เวรยามหน้าประตูสกุลจิ้งถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นสาวใช้ของฮูหยินหก  อ่า...ขนาดสาวใช้ยังงามขนาดนี้ตัวฮูหยินเองจะงดงามเพียงใดกัน 

“ขอบคุณพี่ชายทั้งสองที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้  นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยที่ฮูหยินฝากมาให้เจ้าค่ะ” 

ถุงสีน้ำตาลอ่อนสองถุงถูกส่งให้คนเฝ้าประตูจวน  ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มกว้างรีบรับไว้อย่างว่องไว  ก่อนหลีกทางให้สาวใช้คนงาม 

เมื่อพ้นประตูจวนจูเฟยหลินก็ยิ้มกว้าง  นางปลอมตัวเป็นเหลียนฮวาทำทีเป็นออกมาซื้อของให้เจ้านายของตน  แน่นอนเวรยามเหล่านั้นย่อมต้องไม่เคยเห็นหน้านางเพราะความที่เหล่าฮูหยินต่างแยกย้ายกันอยู่ในที่ของตนไม่วุ่นวายหรือออกไปนอกเรือนถ้าไม่จำเป็น   อีกทั้งวันแต่งงานนางก็ถูกปิดใบหน้าเสียมิดชิดขนาดนั้น ไม่มีทางที่เหล่าคนรับใช้นอกเรือนของนางจะได้เห็นหน้านางแน่นอน  ร่างบางเดินเข้าไปที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเปิดห้องเพื่อทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าแม้จะมั่นใจว่าไม่มีใครรู้จักตนแต่ก็ไม่ควรประมาท ชุดผู้ชายถูกสวมลงบนร่างบอบบางด้วยตัวนางนั้นมิได้สูงใหญ่ทำให้มองเผินๆคล้ายเด็กชายวัย 13-14 ปีผู้บอบบาง 

1ชั่วยามหลังจากออกจากจวนมา  จูเฟยหลินก็มายืนที่หน้าร้านเครื่องเขียนสกุลจู  นางแจ้งแก่ผู้ดูแลขอเข้าพบคุณชายจูโดยส่งป้ายประจำตัวให้  แม้จะเป็นเพียงลูกที่เกิดจากสาวใช้แต่บิดาก็ยังคงให้ป้ายประจำตัวบุตรสกุลจูแก่นาง  และนั่นทำให้เวลานี้นางได้เข้ามาพบพี่ชายได้อย่างสะดวกยิ่ง 

“น้องสี่….เจ้ามาได้อย่างไรกัน  ข้ายังเข้าใจว่าชาตินี้คงมิได้พบเจ้าอีกแล้ว” 

จูลู่จิว เอ่ยกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  เมื่อก่อนเพราะเขาต้องเดินทางไปดูแลกิจการต่างๆช่วยบิดาทำให้มิค่อยได้สนิทสนมกับบรรดาน้องสาวทั้งห้าเท่าใดนัก  แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกประทับใจในตัวน้องสาวตรงหน้าจนเกิดเป็นความรักและนับถือในใจ 

“แม้ข้าจะแต่งออกมาแล้วแต่ก็มิเคยลืมว่าตนเองเป็นคนสกุลจู  เติบใหญ่มาได้เพราะข้าวและน้ำของสกุลจู” 

“อย่าได้คิดมากเลย  สตรีออกเรือนก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้ว ข้าและท่านพ่อมิตำหนิเจ้าหรอกหากเจ้าจะมิได้มาเยี่ยมเยือนบ้าง  แค่ที่เจ้าเสียสละนี่ก็นับว่าได้ทดแทนบุญคุณแล้ว 

**”** 

จูเฟยหลินยิ้มหวาน  ฟังจากที่พี่ชายของนางพูดแล้วเวลานี้น้ำหนักในใจของนางที่มีต่อครอบครัวคงมิน้อยเช่นกัน 

“ข้าเพียงแวะมาเยี่ยมเยือน  กิจการเราเป็นอย่างไรบ้างเงินที่นำไปหมุนได้ทุนคืนมาบ้างหรือยัง” 

จูลู่จิวถอนหายใจยาวใบหน้าแฝงแววกังวล  มิกล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด  จูเฟยหลินมองพี่ชายตรงหน้าอย่างเห็นใจ  เห็นทีสกุลจูคงลำบากเสียแล้ว 

“ท่านพ่อเองก็กังวลมิน้อย จนตอนนี้ล้มป่วยไปเสียแล้ว” 

ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วแต่จูเฟยหลินยังคงนั่งนิ่งอ่านสมุดบัญชีของตระกูลอย่างตั้งใจ  มือบางหยิบพู่กันเขียนรายละเอียดบางอย่างลงบนแผ่นกระดาษเป็นบางครั้ง  เหลียนฮวานั่งฝนหมึกพลางสับปงกด้วยความง่วงงุนนางจะแก้นิสัยที่เวลาทำอะไรสักอย่างจะต้องทำจนถึงที่สุดของนายหญิงได้อย่างไรกันนะ 

3 วันต่อมาจูเฟยหลินก็มาเยือนร้านเครื่องเขียนสกุลจูอีกครั้ง  คราวนี้ผู้ดูแลร้านให้นางเข้าไปพบจูลู่จิวได้ในทันทีโดยมิต้องไปแจ้งให้นายน้อยทราบเช่นความก่อน 

“น้องสี่…มาหาพี่่เช่นนี้อย่าบอกว่าเจ้าอ่านบัญชีทั้งหมดนั่นจบแล้ว” 

“ย่อมเป็นเช่นนั้น” 

จูลู่จิวมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะยิ้มกว้าง  น้องสาวผู้นี้มีเรื่องให้เขาแปลกใจได้ตลอดเสียจริง 

“เช่นนั้นน้องสี่มีสิ่งใดจะชี้แนะพี่ชายผู้นี้บ้างกัน” 

จูลู่จิวเอ่ยเสียงอ่อนแสดงท่าทางนอบน้อมราวเด็กน้อยรอคำปรึกษาจากผู้อาวุโส  จูเฟยหลินตีที่ต้นแขนพี่ชายเบาๆอย่างหมั่นไส้  ท่าทางของนางทำเอาพี่ชายอย่างจูลู่จิวหัวเราะเสียงดัง 

“หากยังล้อเลียนข้าเช่นนี้ข้าจะไม่มาหาท่านแล้ว” 

จูลู่จิวหุบยิ้มในทันที  รีบเดินอ้อมโต๊ะมาโอบไหล่น้องสาวอย่างเอาใจ 

“โธ่เฟยหลินคนงาม  พี่ชายผู้นี้เพียงล้อเล่นเท่านั้น เจ้าอย่าโกรธไปเลย” 

จูเฟยหลินมองหน้าพี่ชายที่นางหลงคิดมาตลอดว่าเป็นคนเคร่งขรึมแล้วถอนหายใจยาว  ก่อนส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา 

“นี่คือสิ่งใด” 

จูลู่จิวอ่านข้อความที่นางเขียนแล้วมิค่อยเข้าใจนัก   จูเฟยหลินเองก็ลืมไปว่าภาษาบางอย่างนั้นคนในยุคนี้ยังไม่เข้าใจ 

“นี่เรียกว่าแผนจิ้งจอกเดินตามรอยเท้าเสือ” 

หลังจากฟังเรื่องราวและขั้นตอนต่างๆของแผนการนี้จูลู่จิวก็อดที่จะหัวเราะเสียงดังไม่ได้  เขาพึ่งรู้ว่าตนเองมีน้องสาวที่เจ้าเล่ห์เพียงนี้ สมแล้วที่นายท่านจิ้งมอบฉายาให้นางว่านางจิ้งจอกน้อย 

7 วันหลังจากที่จิ้งเจิ้งหลี่เดินทางไปดูกิจการที่ทางหัวเมืองใต้  ทันทีที่เขามาถึงฉีซือจง  ที่รับหน้าที่ดูแลสถานการณ์ทางเมืองหลวงก็เข้ามารายงาน 

“ทุกอย่างในเมืองยังคงดำเนินไปเช่นเดิมขอรับ  แต่มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่ง” 

“เรื่องอะไร” 

จิ้งเจิ้งหลี่เอ่ยถามโดยมิได้เงยหน้ามองฉีซือจง  ในมือหน้ายังคงอ่านบัญชีกิจการทางหัวเมืองตะวันออกที่ซิ่นหลี่   คัดลอกมาให้ 

“กิจการเครื่องเขียนสกุลจูอยู่ดีๆก็ดูครึกครื้นขึ้นขอรับ” 

“ให้คนไปสืบหรือยัง” 

“ขอรับ  สายเรารายงานว่าคุณชายใหญ่ได้ส่งคนไปติดต่อกับท่านอาจารย์ หวู่  เหวินชิง  หลังจากนั้นไม่นานสำนักศึกษาหยางหมิงก็ผูกขาดสินค้าเครื่องเขียนกับสกุลจูขอรับ” 

“ผูกขาดสินค้าเช่นนั้นหรือ  ให้คนไปสีบรายละเอียดมา” 

หลังจากที่คนสนิทจากไปแล้ว จิ้งเจิ้งหลี่ก็มิได้อ่านบัญชีกิจการทางหัวเมืองตะวันออกต่อ  เวลานี้เขากำลังคิดทบทวนเรื่องที่ฉีซือจงรายงานเมื่อครู่  การผูกขาดสินค้ากับสำนักศึกษามิใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา  แต่กิจการสกุลจูมิได้ยิ่งใหญ่หรือทุนหนาเช่นสกุลจิ้ง เหตุใดกล้าที่จะลงทุนกักตุนสินค้าให้สำนักศึกษากัน  หากบัณฑิตเหล่านั้นเกิดเบี้ยวหรือมีร้านค้าใดให้ราคาสินค้าที่ถูกกว่า  สินค้าที่สกุลจูซื้อมาเก็บไว้ย่อมขาดทุน สิ่งใดกันที่ทำให้สกุลจูมั่นใจว่าพวกบัณฑิตเหล่านั้นจะต้องซื้อสินค้าของตนแน่นนอน 

ในโรงเตี๊ยมขนาดกลางอันเป็นอีกกิจการของสกุลจู  คุณชายผู้สง่างามท่านหนึ่งกำลังนั่งจิบน้ำชาที่ริมระเบียง ใบหน้าคมคายที่คุ้นเคยนี้มิใช่ใครอื่นคือคุณชายใหญ่สกุลจูนั่นเอง หากแต่เด็กหนุ่มที่นั่งตรงข้ามนั่นต่างหากที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คน เด็กหนุ่มตัวเล็กใบหน้าหวานผู้นั้นเป็นใครกัน นี่ล้วนเป็นคำถามทีาหลงจู๊ถูกถามตั้งแต่เช้า 

“แผนจิ้งจอกเดินตามรอยเท้าเสือ  ช่างได้ผลดีเกินขาด” 

จูลู่จิวยกชาชั้นเลิศในมือขึ้นจิบขณะที่จูเฟยหลินเองทำเพียงยกยิ้มบางหยิบขนมหวานในจานขึ้นทาน 

“ท่านได้ออร์เดอร์  เอ่อ...รายการสินค้ารอบหน้ามาแล้วใช่หรือไม่” 

“ถูกต้อง...บัณฑิตเหล่านั้นต่างยินดียิ่งที่เขาจะได้ส่วนลดกัน” 

ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนก่อน  หลังจากที่จูเฟยหลินได้อ่านบัญชีกิจการเครื่องเขียนสกุลจูแล้ว นางก็ได้พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของสกุลจูล้วนเป็นขาจรทั้งสิ้น  มิมีลูกค้ารายใหญ่ที่เป็นรายได้หลักของร้านเลยแม้แต่น้อย  เมื่อสอบถามพี่ชายของนางก็ทราบว่าที่เมืองซีอานมีสำนักศึกษาใหญ่ 2 แห่ง  ได้แก่สำนักศึกษาหยางหมิง และ สำนักศึกษาฮุ่ยหนิง    สำหรับสำนักศึกษาฮุ่ยหนิงนั้นเดิมเป็นของบิดาของซิ่นหลี่  ฮูหยินของจิ้งเจิ้งหลี่  นั่นย่อมทำให้สิทธิการซื้อขายเครื่องเขียนผูกขาดกับสกุลจิ้งไปโดยมิต้องคิด  จูเฟยหลินจึงเสนอแผนจิ้งจอกเดินตามรอยเท้าเสือให้แก่พี่ชายของนาง โดยเอาวิธีการสกุลจิ้งมาปรับใช้กับสกุลจู  เริ่มจากการสำรวจตลาดหาข้อมูลการใช้อุปกรณ์เครื่องเขียนของเหล่าบัณฑิตในสถานศึกษาหยางหมิง 

“สำนักศึกษาหยางหมิงมีบัณฑิต ประมาณ 300 คน  พี่ใหญ่ท่านให้คนไปสำรวจคนจำนวน 75 คน  ว่าในแต่ละเดือนพวกเขาใช้เครื่องเขียนใดบ้าง  ซื้อจากที่ไหนในราคาเท่าไหร่” 

“บัณฑิตเหล่านั้นถือตัวยิ่งนัก คงมิยอมให้ความร่วมมือง่ายๆ” 

ใบหน้าหวานยิ้มอ่อนโยน  จูลู่จิวมองน้องสาวแล้วอดขนลุกไม่ได้  ช่างเป็นรอยยิ้มที่แผงความน่าหวาดกลัวโดยแท้ 

“บางทีเราก็ต้องลงทุนนิดหน่อยเจ้าค่ะ” 

จูเฟยหลินให้พี่ชายนำพู่กันที่ค้างอยู่ในร้านมาหลายปี  แต่สภาพใช้งานได้ดีออกมาหากบัณฑิตท่านใดให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม  จะได้พู่กัน1ด้ามเป็นการตอบแทน  แน่นอนเหล่าบัณฑิตพวกนั้นแม้จะถือตัวในทีแต่ความคลั่งไคล้ในการเรียนมีมิน้อยเพียง 1 ชั่วยามแบบสอบถาม 75 ชุดก็เสร็จตามที่จูเฟยหลินต้องการ  นางจัดการคัดแยกรายการที่เหล่าบัณฑิตเหล่านันจำเป็นต้องใช้  จากนั้นคำนวณราคาสินค้าทั้งราคาทุนและกำลัง  นั่งบวกลบคูณหารอยู่นานจนจูลู่จิวยังตาลาย สุดท้ายได้ขอสรุปรายการสิ้นค้าที่เหล่าบัณฑิตใช้  พร้อมทั้งราคารับราคาขายของสินค้า 

“ราคาสินค้าที่เราขายคำนวนโดยเฉลี่ยแล้วคิดกำไรเพิ่มจากราคารับซื้อประมาณ 30 %  ข้าจะขอลดราคาสินค้าลง 10% สำหรับเหล่าบัณฑิตที่มีการสั่งสินค้าล่วงหน้า    อ่อ...ข้าจะขอพี่ใหญ่เขียนรายการสินค้าในร้านเราพร้อมราคา สัก 500 ชุด  โดยเขียนรายการเหล่านี้ไว้ในรายการต้นๆ  จากนั้นให้เหล่าบัณฑิตเลือกใส่จำนวนที่ต้องการด้านหลัง  แล้วสรุปยอดการสั่งซื้อไว้ท้ายสุด” 

“ข้าค่อนข้างจะไม่เข้าใจเท่าไหร่” 

“เช่นนั้นในช่วงแรกข้าจะไปกับท่าน  แต่ที่สำคัญเราต้องไปพบคนผู้หนึ่งก่อน” 

คนผู้หนึ่งที่นางกล่าวถึงมิใช่ใครที่ไหน  คือ อาจารย์ หวู่  เหวินชิง  อาจารย์ผู้ดูแลสำนักศึกษาหยางหมิง นั่นเอง  ด้วยชื่อเสียงซื่อตรงและโผงผางดุดันทำให้น้อยคนนักที่จะมาขอพบเขา  การมาเยือนของคุณชายใหญ่สกุลจูและเด็กหนุ่มตรงหน้าทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย 

“พวกท่านมีธุระใดจงเร่งกล่าวมา ข้ามีเวลามิมากนัก” 

“ข้า…” 

จูลู่จิวค่อนข้างตื่นเต้น  ใบหน้าคมดุดันของอาจารย์ หวู่  เหวินชิง  ทำเอาเขาเหงื่ือแตกจนชุ่มเสื้อ  เมื่อส่งสายตาไปหาเด็กสาวข้างกายกลับพบเพียงรอยยิ้มจางๆ  นางมิกลัวอาจารย์ หวู่  เหวินชิงเลยหรือไรกัน 

“พวกเรามาเจรจาขายของ” 

ใบหน้าของจูลู่จิวซีดขาวในทันทีก่อนจะเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ  นาง...นางกล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร  งานนี้เขาคงไม่ทันอ้าปากป้อยอสิ่งใดก็คงถูกอาจารย์ หวู่  เหวินชิง ให้คนมาจับไปโยนนอกสถานศึกษาอย่างแน่นอน  แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใดเสียงหัวเราะจากคนหน้าเข้มก็ทำให้เขาตระหนกอีกครั้ง 

“เยี่ยม...ข้าชอบเจ้า  เจ้าหนู  จงเจรจาการค้าเจ้ามา” 

จูเฟยหลินยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนหยิบกระดาษหนาขึ้นมา 1 ปึก  อาจารย์ หวู่  เหวินชิง มองแผ่นกระดาษตรงหน้าก่อนหยิบมาดูอย่างสนใจพลางพยักหน้าอย่างชื่นชม 

“ทำการบ้านได้ยอดเยี่ยมนัก” 

“ขอบคุณอาจารย์หวู่ที่เอ่ยชม” 

ท่าทางยอมรับคำชมโดยมิถ่อมตนของจูเฟยหลินยิ่งทำให้เขาหัวเราะอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่ 

“และนี่คือผลจากการทำการสอบถามครั้งนี้” 

จูเฟยหลินส่งกระดาษอีกใบให้อาจารย์ หวู่  เหวินชิง   ในนั้นมีรายการเครื่องเขียนที่เหล่าบัณฑิตต้องซื้อในแต่ละเดือน  สรุปยอดราคารวมทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ยเรียบร้อย  อาจารย์ หวู่  เหวินชิง  เอามือลูปเคราสีขาวขณะที่อ่านใบสรุปนั้น  ในใจนับถือคนตรงหน้ามากขึ้นไปอีก 

“ว่าต่อสิข้ากำลังฟังเจ้าอยู่  เด็กน้อย” 

“เท่าที่ข้าทราบบัณฑิตที่สถานศึกษาของท่านส่วนใหญ่เป็นเพียงประชาชนชั้นกลางที่มิได้ร่ำรวยนัก  แน่นอนเมื่อพวกเขาตัดสินใจเข้ามาศึกษาทางบ้านย่อมขาดแรงงานในการหาเลี้ยง มิพอยังต้องเสียค่าใช้จ่ายมิน้อยในการศึกษา  จะดีหรือไม่ถ้าเราจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายนั้นให้กับครอบครัวเหล่าบัณฑิต” 

อาจารย์ หวู่  เหวินชิง  พยักหน้าตามอย่างเห็นพ้อง  จูเฟยหลินยิ้มกว้างอีกครั้งก่อนอธิบายสั้นๆ 

“หากท่านยินยอม  สกุลจูของข้าจะขอรบกวนสถานศึกาาท่านเดือนละ 1 ครั้ง” 

“เพราะเหตุใด” 

“ประการที่ 1  เพื่อความสะดวกของเหล่าบัณฑิต  และไม่ทำให้พวกเขาเสียเวลา 

ประการที่ 2 รับรายการสินค้าที่เหล่าบัณฑิตต้องการ  พร้อมส่งสินค้าที่เหล่าบัณฑิตได้สั่งเอาไว้ 

สุดท้ายประการที่ 3 เพื่อนำเสนอสินค้าตัวอย่างที่มีในร้านสกุลจู  แน่นอนทางร้านของเรายังให้ส่วนลดราคาลง 1 ใน 10  ให้แก่บัณฑิตสำนักศึกษาหยางหมิง  ที่ได้สั่งสินค้าเอาไว้ล่วงหน้า” 

เพียงเข้าให้ถูกทางอาจารย์ หวู่  เหวินชิง  ก็ยินยอมและเห็นพ้องกับนางอย่างมิต้องสงสัย  นับจากนั้นสำนักศึกษาหยางหมิงจึงผูกการขายกับสกุลจู 

................................................................................................................................................................. 

ความคิดเห็น