ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 6: เนี่ยอี่มาถึง

ชื่อตอน : บทที่ 6: เนี่ยอี่มาถึง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2560 00:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6: เนี่ยอี่มาถึง
แบบอักษร

​         

ถึงฉีจิ่งเฉินจะดูเหมือนว่ากำลัง “นอนตาย” อยู่ แต่ความเคลื่อนไหวด้านนอกนั้นเขาก็ยังสามารถ “มองเห็น” ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเลยทีเดียว         

การกระทำของกวนเจียหยู่ไม่ต่างไปจากการคาดการณ์ของเขา ส่วนการกระทำของฉีเหยาเหยาเอง.....เขาก็คาดเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน         

กวนเจียหยู่นั้นเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก เป็นคนที่รู้ว่าควรจะเลือกทางไหนเพื่อหาสิ่งที่ดีกว่าให้ตัวเอง คนแบบเธอนั้นมีแนวโน้มที่จะเอาตัวรอดในวันสิ้นโลกได้ดีและรู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้         

แต่ว่าคนแบบนี้นั้นไม่อาจคบเป็นมิตรสหาย เพราะในวินาทีนี้เธออาจจะยังคงทักทายคุณอยู่ แต่ในวินาทีถัดมาเธอก็ทรยศคุณแล้ว         

ฉีจิ่งเฉินเมื่อชาติที่แล้วนั้นถูกเธอทรยศไป แต่แน่นอนว่ากวนเจียหยู่เองก็มีจุดจบที่ไม่ดีเหมือนกัน – เธอถูกฆ่าตายในขณะที่เธอกำลังเพ้อฝันว่าเธอได้จะได้เสบียงและทรัพยากรมากมายและก็ได้เข้าไปในฐานหลบภัยขนาดใหญ่หลังจากขายเขา         

ทำไมคนพวกนั้นจะต้องยอมมอบของสิ่งต่างๆ ให้เธอตั้งมากมายขนาดนั้นจริงๆ ด้วยล่ะ? แค่ฆ่าเธอซะสำหรับคนพวกนั้นต่างหากจึงจะเป็นหนทางที่คุ้มค่าที่สุด         

สำหรับน้องสาวของเขานั้น......         

ฉีจิ่งเฉินนั้นมักจะคิดเสมอว่าไม่ว่าน้องสาวของเขาจะเป็นยังไงเขาก็จะดีกับเธอเพื่อตอบแทนพระคุณของพ่อแม่บุญธรรม         

มองดูน้องสาวของเขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรัก เขายินดีมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอไปนับแสน หากพ่อแม่บุญธรรมยังให้ความรักต่อลูกสาวแท้ๆ ของพวกเขาอีกมากกว่าล้าน.....         

ผลสุดท้ายแล้ว ความรักมากมายเหล่านั้นที่เธอได้รับกลับทำให้ฉีเหยาเหยาเติบโตขึ้นมาเป็น “เจ้าหญิงน้อย” หรือก็คือพวกป่วยเป็นโรคเจ้าหญิง         

เธอมักจะรู้สึกว่าทั้งพ่อแม่และพี่ชายของเธอนั้นควรแล้วที่จะต้องดีต่อเธอที่สุด เธอจะโมโหเอาแต่ใจกับทั้งพ่อแม่และพี่ชายของเธอไปซะทุกเรื่อง         

ก่อนหน้านี้เพราะพ่อแม่บุญธรรมบอกเธอแค่ไม่กี่คำว่าให้เลียนเอาอย่างฉีจิ่งเฉินบ้าง เธอก็จะไม่ยอมกินข้าวกินปลา จากนั้นทั้งครอบครัวก็จะต้องมาคอยโอ๋คอยเอาใจจนกระทั่งเธอยอมยิ้มได้อีกครั้ง         

เธอเคยชินกับการที่จะเป็นคุณหนูอยู่ที่บ้าน และกลายเป็นน้ำใจงามต่อคนภายนอก.....ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นแบบนี้ กวนเจียหยู่เองก็คงไม่กลายมาเป็นเพื่อนกับเธอ         

เท่าทีฉีจิ่งเฉินรู้มาจากพ่อแม่บุญธรรมมานั้น ฉีเหยาเหยาสงสารกวนเจียหยู่เพราะว่าเธอถูกพ่อแม่ของเธอ “ทำร้าย” พอรู้แบบนั้นฉีเหยาเหยาไม่ว่าอะไรก็ตามก็จะให้กวนเจียหยู่ แม้แต่เงินของเธอก็จะให้กวนเจียหยู่เอาไปกินไปใช้         

จากภาพรวมทั้งหมดแล้วนั้น น้องสาวของเขาเป็นเด็กสาวที่ถูกตามใจจนเสียคน         

ฉีจิ่งเฉินรู้สึกผิดหวังกับน้องสาวของเขา แต่เขาก็รู้ดีว่าจริงๆ แล้วเธอไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ไม่เคยคิดอะไรไม่ดีต่อใคร อย่างน้อยเขาก็อยากให้น้องสาวของเขาเป็นพวกป่วยเป็นเจ้าหญิง แต่ไม่อยากให้เธอกลายเป็นคนแบบกวนเจียหยู่         

ให้พูดก็คือ ถ้ามันไม่ใช่เพราะตอนนี้เป็นวันสิ้นโลก เธอจะค่อยๆ โตขึ้นและได้รู้จักกับสังคมมากขึ้น แต่ตอนนี้เกรงว่ามันคงจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว......         

มองจากในมุมตรงกันข้ามมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นความรับผิดชอบของคนในครอบครัว และที่ฉีเหยาเหยาได้ทำลงไปในชาติที่แล้วนั้น มันก็ตัดความรับผิดชอบและความเกี่ยวข้องไปจากเขาไม่ได้เหมือนกัน         

ฉีจิ่งเฉินถอนหายใจ แต่ก็ยังคงไม่ได้พูดอะไรไปกับฉีเหยาเหยา         

ส่วนฉีเหยาเหยานั้นยังคงตกอยู่ในความสับสน         

เธอมองไปยังกวนเจียหยู่และชายผู้ใช้ไฟหยิบสิ่งของต่างๆ ในบ้านจากไป แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยห้าม         

ตอนที่กวนเจียหยู่นั้นเห็นชายคนนี้ใช้ลูกบอลไฟฆ่าซอมบี้ เธอก็เพียงแต่คิดว่าชายคนนี้แข็งแกร่งมาก ดังนั้นเธออยากจะอาศัยพึ่งพาชายคนนี้ แต่ตอนที่ฉีเหยาเหยาเห็นชายคนนี้ฆ่าซอมบี้ด้วยลูกบอลไฟนั้น เธอเพียงแต่รู้สึกหวาดกลัว         

เธอหวาดกลัวชายคนนี้เป็นอย่างมาก ไม่กล้าที่จะปฏิเสธข้อเรียกร้องใดๆ ของเขา แม้แต่กวนเจียหยู่ที่แสดงท่าทีร้ายกาจออกมาก่อนหน้านี้ เธอก็เริ่มที่จะรู้สึกหวาดกลัวด้วยเหมือนกัน และก็เริ่มรู้สึกเหม่อลอย ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ กวนเจียหยู่ก็ทำกับเธอแบบนี้         

ก่อนหน้านี้เวลาที่เธออยู่ด้วยกันกับกวนเจียหยู่ ฉีเหยาเหยามักจะรู้สึกว่าเธอต้องคอยปกป้องกวนเจียหยู่ ช่วยเหลือกวนเจียหยู่ ถ้าหากว่ามันไม่ใช่เพราะมีเธออยู่ข้างๆ ล่ะก็ กวนเจียหยู่คงจะมีชีวิตที่น่าสงสารมาก         

แต่จนกระทั่งเธอได้เห็นกวนเจียหยู่หลอกลวงและขอติดตามผู้ใช้พลังไฟได้อย่างง่ายดาย เธอถึงเพิ่งจะเข้าใจว่าเรื่องที่เธอคิดไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ แล้วมันตรงกันข้ามกับความจริงเอาทั้งหมด         

หลังจากกวนเจียหยู่จากไป ฉีเหยาเหยามองไปยังซอมบี้ที่นอนตายอยู่หน้าห้อง ดวงตาแดงก่ำ ชั่วขณะหนึ่งที่เธอถึงขนาดคิดที่จะตาย 

พ่อแม่ของเธอเองก็คงจะตายไปแล้ว ข้างนอกนั้นยังเต็มไปด้วยซอมบี้ วันใดวันหนึ่งถ้าไม่ระวังให้ดีเธอเองก็คงจะถูกกินไปโดยซอมบี้....

...แต่ว่าพี่ชายของเธอยังป่วยอยู่เลย.......         

ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉีเหยาเหยาถูกเอาใจจากทั้งพ่อแม่และพี่ชายของเธอ เธอไม่เคยคิดที่จะดูแลห่วงใยพ่อแม่และพี่ชายตอบแทนใดๆ กลับไป แต่ในตอนนี้ที่ไม่รู้ข่าวของพ่อแม่ แม้แต่พี่เองก็นอนป่วยอยู่กับเตียง เธอก็เริ่มจะคิดถึงพี่ชายของเธอ

ขณะที่เธอพยายามลุกขึ้นและก็ปิดประตู ฉีเหยาเหยาพยายามที่จะลากเอาสิ่งของด้านหน้าพวกนั้นกลับไปยันปิดประตูไว้อีกครั้ง หลังจากทำพวกนี้เสร็จทั้งหมด เธอก็เริ่มตรวจนับดูของในบ้านที่สามารถใช้กินได้

มันมีถุงข้าวสารสองถุงอยู่ในบ้าน ถุงหนึ่งเปิดใช้แล้ว อีกถุงยังไม่เปิด กวนเจียหยู่เอาถุงข้าวสาวที่ยังไม่เปิดจากไปแล้ว แต่มันยังเหลือถุงที่เปิดแล้วอยู่         

มันยังมีน้ำอยู่ พวกเธอใช้มันไปอยู่บ้างแล้วในช่วงสองสามวันนี้ และชายผู้ใช้พลังไฟเองก็นำมันไปบางส่วน แต่มันก็ยังเหลืออยู่ไม่น้อย แต่ถ้าจะให้ใช้กดชักโครกหรืออะไรพวกนั้น แน่นอนเลยว่ามันคงไม่พอ แต่ถ้าเป็นแค่ใช้ดื่มกินล่ะก็ คงจะพอทนอยู่ไปได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง         

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็จะหมดไป......         

ฉีเหยาเหยาสะอื้นไห้เบาๆ ขึ้นมาอีกครั้ง         

ก่อนหน้านี้ยังมีกวนเจียหยู่อยู่ เธอไม่ได้ใส่ใจอะไรกับอาหารและน้ำดื่ม แต่ตอนนี้เมื่อมามองดู เธอก็ค้นพบว่าก่อนหน้านี้มันแค่ไม่กี่วัน ขนมคบเขี้ยวในบ้านมันลดน้อยลงเร็วเกินไป         

เห็นได้ชัดว่าพวกเราควรจะประหยัดอาหารเอาไว้ แต่กวนเจียหยู่ก็กินพวกมันไปจนหมด......         

ทั้งบ้านนั้นเงียบเฉียบ และฉีเหยาเหยาก็อดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายก่อนหน้านี้         

ความสัมพันธ์ตอนเด็กของเธอกับฉีจิ่งเฉินนั้นดีมากๆ ทั้งพ่อทั้งแม่ต่างก็ต้องทำงานอยู่ตลอด ไม่ว่าจะวันหยุดหรือว่าช่วงปิดเทอมต่างก็เป็นฉีจิ่งเฉินที่คอยอยู่ดูแลเธอ เธอเองก็เคยภาคภูมิใจอย่างมากที่มีพี่ชาย เปิดปากออกก็ว่า “พี่ชายของหนู” เป็นเพราะแบบนี้ ตอนที่ฉีจิ่งเฉินต้องไปเรียนมหาลัยเธอถึงได้รู้สึกเศร้าใจมาก         

และมันก็เป็นตอนนั้นเองที่เธอได้รู้จักกับกวนเจียหยู่         

พ่อแม่ของกวนเจียหยู่นั้นร้ายกาจต่อกวนเจียหยู่มาก พวกเขาสนใจก็แต่น้องชายของกวนเจียหยู่ เธอแม้กระทั่งได้เห็นแม่ของกวนเจียหยู่เอ่ยด่าว่ากวนเจียหยู่.......ทั้งหมดนี้มันทำให้เธอรู้สึกว่าคนคนนี้ช่างน่าสงสาร และเธอก็ค่อยๆ คิดเป็นห่วงกังวลถึงกวนเจียหยู่มากขึ้นเรื่อยๆ         

จากนั้น กวนเจียหยู่ก็บอกเล่าเรื่องราวหลายอย่างมากมายกับเธอ อย่างเช่นว่าพ่อแม่ของเธอรับเอาพี่ชายของเธอมาเลี้ยงนั้นก็เพื่อให้เขาหาเงินเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ในขณะที่ลูกสาวอย่างเธอนั้นพึ่งพาอะไรไม่ได้         

และก็ตัวอย่างเช่น พี่ชายของเธอนั้นไม่ได้อยากจะดีต่อเธอจริงๆ แต่มันเป็นเพียงเพราะว่าเขาต้องทำเท่านั้น  

แน่นอนว่าเธอไม่เชื่อคำพวกนั้น เธอเพียงแต่คิดว่ากวนเจียหยู่คิดมากเกินไป แต่ว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงต้องคอยเอาพี่ชายมาเป็นตัวอย่างให้เธอเอาอย่างด้วย.......         

อะไรคือพี่ชายตอนเด็กไม่เคยจะใช้เงินสักนิด อะไรคือพี่ชายก็ทำดีไปหมด อะไรคือพี่นั้นว่านอนสอนง่ายรู้จักช่วยเหลืองานบ้านครอบครัว.......         

ยิ่งเธอได้ยินก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ เริ่มที่จะทำตัวมีปัญหา ปกติแล้วพี่ชายก็จะมาปลอบเธอแล้วมันก็คงจะไม่มีอะไร แต่ตอนนั้นพี่ชายไม่ว่าตอนไหนก็บอกว่าต้องไปทำงาน คำนวนดูแล้วจะกลับบ้านมาก็ตอนปีใหม่เท่านั้น นั่นมันนานขนาดไหนกัน.......

ฉีเหยาเหยานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเป็นเวลานาน และในที่สุดก็ลุกขึ้นยืน เธอควรจะออกไปหาอะไรมาป้อนให้พี่ชายสักหน่อย         

แต่ว่านมกล่องสุดท้ายก็ถูกกวนเจียหยู่แย่งเอาไปแล้ว เธอจะเอาอะไรให้พี่กินได้กันล่ะ? ไม่ต้องพูดเลยด้วยว่าถ้าพี่ชายนั้นกินแต่น้ำแต่นม อีกเดี๋ยวร่างกายก็จะทนไม่ไหว         

ฉีเหยาเหยาคิดและคิด ในที่สุดก็ไปหยิบข้าวเต็มอุ้งมือขึ้นมา ใช้ด้ามจับมีดทุบๆ พวกมัน แล้วก็เอาข้าวแตกๆ พวกนั้นลงไปแช่ในน้ำ         

เพียงแค่เทเศษข้าวพวกนั้นลงไป น้ำก็เริ่มออกมาเป็นสีขาวของน้ำข้าว ฉีเหยาเหยาถือถ้วยนมข้าว แล้วรีบป้อนมันให้ฉีจิ่งเฉินกิน         

ข้าวไม่สุกแช่ในน้ำเปล่าไม่ต้มเดือดสำหรับฉีจิ่งเฉินนั้นมันไม่ใช่ของดีเลยจริงๆ แถมยังค่อนข้างจะน่าสะอิดสะเอียน.......จนสุดท้ายเขาเลยต้องยอมลืมตาขึ้น         

“พี่คะ! พี่ตื่นแล้ว!” ฉีเหยาเหยาแทบจะน้ำตาไหล         

“อืม..”         

ฉีจิ่งเฉินมองไปที่น้องสาวของเขา....สุดท้ายแล้วนั้นก็ทนยอมดื่มน้ำแช่ข้าวถ้วยนั้นลงไป         

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว แต่ว่าถ้าเขามาตายเอาตรงนี้แล้วล่ะก็ ฉีเหยาเหยานั้นคงจะทนมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แน่ๆ........         

ในวันสิ้นโลกนั้นมันมีคนมากมายที่ไม่เคยเจอเรื่องอะไรเลวร้ายมาก่อนแบบฉีเหยาเหยา หลังจากต้องทนจากความเจ็บปวดและสิ้นหวังที่เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ ในแต่ละวันแล้วนั้น ....ในที่สุดก็ฆ่าตัวตาย         

น้ำแช่ข้าวรสชาตินั้นมันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่มันไม่ได้ปนเปื้อนอะไร ไม่ผสมใส่อะไรลงไปมากมาย เพราะงั้นถึงแม้ว่าน้ำรสชาติแย่นี้จะทำให้ฉีจิ่งเฉินรู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อย แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อาเจียนออกมาจริงๆ         

ฉีเหยาเหยาเห็นฉีจิ่งเฉินยอมกินลงไป อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสุขใจ         

“พี่คะ ถ้าแช่น้ำข้าวไว้สักพักนึงล่ะก็ มันคงจะนิ่มขึ้นแน่ๆ ฉันจะแช่มันไว้สักหนึ่งวัน แล้วจากนั้นฉันจะเอามันมาให้พี่กินนะ!”         

“.......” ฉีจิ่งเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกว่าหัวที่ปวดอยู่มานานหลายวันเหมือนจะยิ่งปวดหนักขึ้นไปอีก

“งี่เง่า”

อากาศแบบนี้ยังจะมาแช่ข้าวอีก......กลัวแต่ว่าหม้อน้ำแช่ข้าวมันจะได้กลายเป็นหม้อน้ำกรดไปแทนน่ะสิ         

แล้วถ้าจะให้คอยมาเปลี่ยนน้ำ......ตอนนี้พวกเขาก็มีน้ำจะให้ใช้ฟุ่มเฟือยแบบนั้นซะที่ไหน?         

ฉีเหยาเหยาหน้าแดงทันที เธออายุแค่สิบสี่ ไม่เคยทำอาหารอะไรเลย และก็ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมันเลยสักนิดด้วย.......เธอคิดว่ามันไม่ได้แปลกอะไร แต่ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าพี่ชายของเธอนั้น เมื่อตอนม.ต้นดูเหมือนว่าเขาจะต้องคอยกลับบ้านมาทำข้าวให้เธอกินอยู่ทุกวัน         

พ่อกับแม่ตอนให้กำเนิดเธอนั้นก็ไม่หนุ่มไม่สาวแล้ว ตอนนั้นพวกคุณปู่คุณย่าเองก็อายุได้กว่าเจ็ดสิบปี คนแก่อายุเจ็ดสิบก็หลงๆ ลืมๆ ไม่ได้ทำอาหารอร่อยสักเท่าไหร่ ฉีเหยาเหยานั้นไม่ยอมกินข้าวที่เธอทำ ทำให้ฉีจิ่งเฉินต้องรีบกลับบ้านมาทำข้าวให้เธอตลอด         

“พี่คะ พี่จะต้องไม่เป็นอะไร” ฉีเหยาเหยาปาดน้ำตา หากทว่าสีหน้าท่าทางนั้นกลับดูมุ่งมั่นขึ้นอย่างมาก         

เมื่อตอนที่กวนเจียหยู่ยังอยู่นั้น ฉีเหยาเหยาใช้เวลาส่วนมากอยู่กับกวนเจียหยู่ ไม่ว่ายังไง ทั้งคู่ก็สบายใจกว่ามากเมื่อนั่งคุยกัน แต่ตอนนี้นั้นกวนเจียหยู่จากไปแล้ว......         

ฉีเหยาเหยาปูเสื่อนอนอยู่ข้างเตียงของฉีจิ่งเฉิน ย้ายของกินและน้ำทั้งหมดในบ้านมาเก็บไว้ที่นี้ และจากนั้นก็อาศัยอยู่ในห้องนี้ตลอด          

“พี่คะ เกี๊ยวแช่แข็งพวกนี้มันแตกหมดแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าฉันมันโง่เองแหล่ะค่ะ.......”

“พี่คะ พี่ว่าทำไมโลกมันถึงได้กลายเป็นแบบนี้กันนะ?”

“พี่คะ พี่ว่าพ่อกับแม่จะปลอดภัยมั้ย?”         

........         

คืนนั้นฉีเหยาเหยาเอ่ยพึมพำอยู่เป็นเวลานานก่อนจะขดตัวนอนหลับไปอยู่กับพื้น         

หลังจากที่ฉีจิ่งเฉินถูกปลุกตื่นขึ้นมาในกลางดึกจากความเจ็บปวด เขาก็มองไปยังเด็กสาวที่นอนขดอยู่ข้างเตียงอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยหลับตาลงอีกครั้ง         

ในเช้าวันต่อมา กลุ่มคนจากเมื่อวานนั้นจัดเตรียมข้าวของของพวกเขาอยู่ในที่พักชั่วคราว เตรียมที่จะจากไป        

เนื่องจากตอนที่คนพวกนั้นกวาดล้างซอมบี้ไปเป็นจำนวนมากเมื่อเย็นวานนี้นั้น คนในกลุ่มบางส่วนเองก็ได้งัดประตูเข้าไปเก็บเสบียงและสิ่งของมาหลายต่อหลายอย่าง ดังนั้นตอนนี้เมื่อขนย้ายสิ่งของจึงค่อนข้างวุ่นวายเอาการ         

ในขณะเดียวกัน เป็นเพราะว่าพวกเขากวาดล้างซอมบี้บริเวณนี้ไปจนหมด ทำให้ในที่สุดแล้วหลายๆ คนก็เริ่มกล้าที่จะออกจากบ้านและไปรวมตัวกันอยู่ที่ชั้นล่างของอาคาร ต่างคนต่างก็เก็บข้าวของใส่พาหนะของตน         

และเมื่อทีมแรกนั้นเดินทางจากไป พวกคนที่รวมตัวกันด้านล่างเองก็ขับรถตามจากไปเช่นกัน.......         

ฉีเหยาเหยามองทุกอย่างอยู่จากชั้นบน แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ไม่ได้หนีตามออกไป         

พื้นที่นี้นั้นเดิมเป็นพื้นที่ปิด และก่อนหน้านี้พวกคนในทีมก็ยังใช้รถบรรทุกปิดประตูหมู่บ้านเอาไว้ ทำให้ซอมบี้ไม่สามารถเข้ามาได้ แต่วันนี้พวกเขาเปิดประตูจากไป ทำให้มันมีซอมบี้จำนวนมากพากันเดินโซเซเข้ามาในหมู่บ้าน

มันยังมีคนในหมู่บ้านที่ไม่ได้จากไป เพราะว่าพวกเขาบางส่วนก็ไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง บางส่วนก็หวาดกลัวเกินกว่าจะไปเผชิญโลกภายนอก และบางส่วนก็เลือกจะรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐบาล         

แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นเหตุผลใดที่ทำให้พวกเขายังเลือกจะอยู่ที่นี่ ก่อนหน้านี้มองเห็นพื้นที่หมู่บ้านไม่มีซอมบี้อยู่ทำให้พวกเขารู้สึกโล่งใจ แต่ตอนนี้มันมีซอมบี้มาที่นี่แล้ว.......         

บางคนไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลนี้หรือเปล่าถึงได้จิตใจพังทลายลง อยู่ๆ ก็กรีดร้องขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นพวกซอมบี้ที่เดินวนไปมาอยู่อย่างไร้จุดหมายก็รีบพุ่งตรงเข้าไปยังทิศทางที่เสียงกรีดร้องนั้นดังขึ้นมาในทันที         

ฉีเหยาเหยาปิดปากของเธอแน่น ไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวแม้แต่นิด กระทั่งตอนนี้เองที่เธอเพิ่งจะรู้ว่าการกระทำก่อนหน้านั้นบางอย่างของเธอน่ะมันงี่เง่ามากแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคนที่กรี๊ดโวยวายอยู่ก่อนหน้านี้มีอยู่หลายคนแล้วล่ะก็ ป่านนี้เธอคงจะถูกล้อมไปด้วยซอมบี้แล้ว


หลายวันต่อมาหลังจากนั้น....         

ทั้งฉีเหยาเหยาและฉีจิ่งเฉิน พวกเขาทั้งคู่ต่างก็คอยดื่มน้ำแช่ข้าวทุกๆ สองหรือสามชั่วโมง ของสิ่งนี้รสชาติมันห่วยแตกเป็นที่สุด ฉีเหยาเหยาหิวก็เลยยอมกินมัน แต่ฉีจิ่งเฉินพบว่ามันยิ่งดื่มยากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนกับจะอาเจียนออกมาอยู่หลายครั้ง


ในวันที่สิบของวันสิ้นโลก....         

ไม่ว่าจะเป็นฉีเหยาเหยาหรือฉีจิ่งเฉินเองต่างก็มีกลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยว ฉีจิ่งเฉินยังคงนอนอยู่บนเตียง แต่ละวันก็ยอมกินอาหารแค่นิดๆ หน่อยๆ น้ำหนักก็เลยลดหายไปเป็นจำนวนมาก         

แต่ว่าความเปลี่ยนแปลงของฉีเหยาเหยานั้นยังมีมากยิ่งกว่า....       

ก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่าฉีเหยาเหยาจะไม่อ้วนแต่ก็ค่อนข้างอวบบวมไม่น้อย แต่ตอนนี้ใบหน้ากลมป่องแบบเด็กน้อยนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย บนหน้าของเธอยังมีขอบตาดำโหลลึก กลุ่มผมที่ไม่ได้ดูแลมานานนั้นยุ่งเหยิง เทียบกับก่อนหน้านี้แล้วเหมือนกันกับเป็นคนละคน         

ในวันนี้นั้น คนที่ไม่ได้ออกจากห้องไปเป็นเวลานาน ไม่แม้แต่จะเอ่ยพูดอะไรเสียงดังอีกอย่างฉีเหยาเหยาก็หยิบเอาเสื้อผ้าฤดูหนาวของฉีจิ่งเฉินมาสวมใส่ทับหลายต่อหลายชั้น สวมใส่รองเท้าหนาๆ แล้วจากนั้นก็เปิดประตูออกไป รีบถลาเข้าไปในห้องฝั่งตรงข้าม         

ซอมบี้ในครอบครัวนี้ถูกฆ่าตายไปแล้ว ชายคนนั้นเองก็ออกจากบ้านไปแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังทิ้งของเอาไว้อยู่หลายอย่าง

ฉีเหยาเหยากลับมาที่ห้องพร้อมกับสีหน้าตื่นเต้น ถือกระป๋องนมผงและก็ยังมีถุงพลาสติกใส่น้ำ ของกิน และก็อาหารกระป๋องสำหรับเด็กอ่อนต่างๆ อย่างเช่นข้าวต้มแป้งถั่วสำหรับฟันเด็กอ่อน......ในเวลานี้ของพวกนี้ทั้งหมดต่างก็เป็นของดีทั้งนั้น!         

ฉีจิ่งเฉินลืมตาของเขาขึ้นอีกครั้ง         

“พี่คะ พวกเขามีแกลลอนน้ำอยู่ที่บ้านด้วย มันยังเหลืออยู่ไม่น้อยเลย ดังนั้นฉันเลยเอามาล่ะ” ฉีเหยาเหยาวางของในมือลง เอ่ยบอกอย่างตื่นเต้น         

ฉีจิ่งเฉินยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขามาเกิดใหม่         

ถ้าเป็นฉีเหยาเหยาก่อนหน้านี้นั้น ถึงจะได้เข้าไปในฐานหลบภัยก็คงจะมีชีวิตอยู่ไม่รอด แต่ว่าตอนนี้......ถ้าหากว่าเธอโชคดี ฉีเหยาเหยาก็คงยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี         

ฉีเหยาเหยาเอาแกลลอนน้ำกลับมาแล้วครึ่งหนึ่ง และตอนที่เธอต้องการจะออกไปเอาอีกรอบนั้น เธอก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้ว         

การเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ของเธอนั้นได้ดึงดูดซอมบี้เข้ามา ในตอนนี้ที่หน้าประตูบ้านของพวกเธอเลยมีซอมบี้อยู่ พวกมันทุบตีประตูเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า         

“พวกเรายังมีอาหารอยู่บ้าง ถ้ากินน้อยหน่อยก็ยังทนไปได้อีกตั้งเดือนนึง!” ฉีเหยาเหยาพยายามเอ่ยปลอบฉีจิ่งเฉินทั้งปากสั้นๆ และในที่สุดนั้นก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา         

เวลาผ่านไป เพราะว่ามันไม่มีน้ำให้ทำความสะอาดห้องน้ำหรือว่ากดชักโครก ทั้งบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นหึ่ง แต่ในเวลานี้นั้น ฉีเหยาเหยาคนที่ขึ้นชื่อเรื่องขี้บ่นเอาแต่ใจเมื่ออดีตนั้นกลับไม่ปริปากเอ่ยอะไรแม้ครึ่งคำ         

ฉีจิ่งเฉินนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกว่ากลิ่นพวกนี้มันค่อนข้างน่าสะอิดสะเอียน แต่ว่าเรื่องน่าสะอิดสะเอียนน่าขยะแขยงกว่านี้นั้นเขาก็ยังเคยเจอมาหมดแล้ว เรื่องแค่นี้เขายังทนได้     


ในพริบตาเดียว มันก็สิบห้าวันมาแล้วนับจากวันสิ้นโลก....         

คนในกองทัพที่ฉีจิ่งเฉินคาดการณ์ว่าจะมาขนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์และยาจากโรงพยาบาลข้างๆ หมู่บ้านนั้นยังไม่มาถึง ขณะที่ซอมบี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งหน้าประตูบ้านของพวกเขาก็ยังมีซอมบี้อยู่มากกว่าหนึ่งตัว มันมีอยู่สองตัว         

วันก่อนหน้านี้ ในหมู่บ้านของพวกเขามันมีคนกระโดดลงมาจากหน้าต่าง ในที่สุดก็กระจายเป็นเศษเนื้อกลายเป็นอาหารให้พวกซอมบี้........         

หลังจากตอนนั้น ฉีเหยาเหยาก็แทบจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเอ่ยพูดอยู่กับฉีจิ่งเฉิน เธอมักจะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วลุกลี้ลุกลนเข้าไปแตะๆ เข้าที่ร่างของฉีจิ่งเฉิน         

ขณะที่ฉีจิ่งเฉินนั้นใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหลับ         

ช่วงเวลาบ่ายของวันนั้น ฉีเหยาเหยาตักผงข้าวสองช้อนลงไปในน้ำเปล่า คนเข้าด้วยกัน จากนั้นไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉีจิ่งเฉิน ค่อยๆ ป้อนมันให้ฉีจิ่งเฉินกิน         

ความจริงแล้วนั้น ในความคิดของฉีเหยาเหยาแล้วนมผงน่าจะมีสารอาหารมากกว่า แต่น่าเสียดายที่ฉีจิ่งเฉินกินนมผงไปแค่ช้อนเดียวก็อาเจียนออกมาทั้งหมด แต่ว่าถ้าเป็นแป้งข้าวนั้นยังพอจะกินได้อยู่บ้าง         

ทั้งสองกินกันไปได้ครึ่งหนึ่ง ทันใดนั้นมันก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากด้านนอก         

ฉีเหยาเหยารู้สึกฉงนสงสัย ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงกระแทกประตูอย่างดุดัน!         

“พี่คะ ซอมบี้มัน....” ใบหน้าของฉีเหยาเหยากลายเป็นสีขาวสนิท         

ซอมบี้นั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะวิวัฒนาการแล้วในตอนนี้ ..... ฉีจิ่งเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยและกำลังจะลุกขึ้นนั่ง ตอนนั้นเขาก็ได้ยินเสียงที่แสนคุ้นเคยมาจากหน้าประตู         

“มีใครอยู่หรือเปล่า! ฉีจิ่งเฉิน! นายอยู่ในนั้นหรือเปล่า!”

สีหน้าของฉีจิ่งเฉินโล่งโจ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะผ่อนคลายและล้มตัวนอนลงอีกครั้ง ในขณะที่ฉีเหยาเหยานั้นก็รีบวิ่งไปที่ประตูในทันที “อยู่! พวกเราอยู่ในนี้!” เธอร้องตะโกนอยู่ไม่กี่คำ แล้วก็น้ำตาเอ่อทะลักออกมา ก่อนจะรีบผลักเอาของที่หน้าประตูออก         

แต่คนที่อยู่ด้านนอกนั้นก็ตะโกนกลับมา “คนที่อยู่หน้าประตูนั่นถอยออกไปหน่อย!”         

“เอ๋?” ฉีเหยาเหยาเกือบจะแทบไร้สติขณะหลบออกไป จากนั้นเธอก็เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่ช่วยยันไว้ตลอดจนประตูที่ช่วยป้องกันจากซอมบี้ด้านนอกนั่นถูกเผาทิ้งกลายเป็นรูโบ๋ แม้แต่ตู้เย็นที่ถูกผลักวางไว้ตามขวางนั่นก็ยังถูกเตะจนกระเด็นออกไปเหมือนกัน         

ชายหนุ่มในชุดวอร์มกีฬาสีดำ สูงมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรรีบพุ่งถลาเข้ามาจากประตู เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองฉีเหยาเหยา รีบร้อนเข้าไปในห้องของฉีจิ่งเฉิน         

และตอนนั้น หลังจากได้มองเห็นชายผู้ไม่ได้อาบน้ำมากว่าครึ่งเดือนในหน้าร้อน ฉีจิ่งเฉิน, ผู้ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อไคลแล้วนั้น ก็ยังแสดงท่าทีตื่นตะลึงจังงันออกมาอย่างที่ใครไม่คาดคิด.....



-------------------     

เนี่ยอี่มาถึงแล้วววววววว~ โอ้ยยยย พ่อออ     

มาอย่างหล่อ ถีบตู้เย็น 555555555     

ปล.1 นี่คือฉากเจอกันแบบงดงาม(?)ของพระนายค่ะทั่นนนนนนน แค่กกก!     

ปล.2 จริงๆ เหยาเหยานั้นได้ทำความดีมหาศาลอย่างนึงไว้นะเนี่ย--- 15วันนับจากวันสิ้นโลกเริ่มต้นขึ้น ถ้าไม่มีเหยาเหยามาคอยป้อนน้ำป้อนนมจิ่งเฉิน บางทีบอสนางอาจจะม่องเท่งเพราะหิวตายและไม่ยอมลุกขึ้นมาหาอะไรกินก่อนจะได้เจอสมุนก็เป็นได้!!?!     

----ก็ถ้าจะอนาถขนาดน้านนนนนน!


ลองวิเคราะห์คุณน้องสาวหลังอ่าน~     

เหยาเหยาน่ะก็แค่ไม่โต เป็นเด็กที่เอาแต่ใจและทำตัวมีปัญหาหลังจากเข้ามัธยมก็เท่านั้นแหล่ะ เธอห่างกับจิ่งเฉินถึง 8 ปี นั่นทำให้ตอนจิ่งเฉินไปเรียนมหาลัย เธอเพิ่งจะอายุแค่ 10 ขวบเอง     

ตอนนั้นก็เหงามาก และก็ได้เจอกับกวนเจียหยู่ ถูกเป่าหู แต่เหยาเหยารักพี่ชายมากเลยไม่ยอมเชื่อ     

ถึงแบบนั้นเธอก็น้อยใจเวลาพ่อแม่พูดเอาเธอไปเปรียบเทียบกับพี่ชาย และจิ่งเฉินนั้นก็ไม่ยอมกลับบ้านเลยเพราะไม่เรียนก็ทำงานพิเศษ เหยาเหยาเลยยิ่งน้อยใจเพราะพี่ชายไม่ยอมมาง้อเธอเหมือนทุกที "พี่ไม่ได้รักเธอจริงๆด้วย.." ก็เลยพาลโกรธพาลเกลียดพี่ชายตัวเอง     

แต่เธอน่ะก็แค่ยัยเด็กน้อยอ่ะน้า เลยไม่ทันได้มานั่งคิดจริงๆ จังๆ อะไร     

วันนี้เธออายุ 14 เป็นเด็กสาวม.ต้นที่ต้องมาเผชิญกับวันสิ้นโลก และเพราะไม่มีจิ่งเฉินคอยปกป้องแบบชาติที่แล้วจนเธอยังสามารถเป็นเจ้าหญิงอยู่ได้     

ชาติที่แล้วจิ่งเฉินเองก็ผิดจริงๆ ที่ไม่ใจแข็งกับน้องสาว น้องงอแงอยากคุย ถึงทรมานก็ยอมคุยด้วย น้องอยากกินน้ำต้มน้ำตาลกลางดึก ก็ยังออกไปหามาให้จริงๆ ....พี่น้องคู่นี่มันสุดโต่งทั้งคู่ไม่ใช่เหรอ!!?     

แต่พอชาตินี้พี่ชายเป็นบอสไปแล้ว! ทำให้เหยาเหยาได้เริ่มโตขึ้นจริงๆ จังๆ ส้ากกกกก~ที

ความคิดเห็น