ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 10

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.6k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10
แบบอักษร

บทที่ 10

หลังจากกินข้าวเสร็จอิงฮวาก็สั่งให้เสี่ยวจูและเสี่ยวผิง พร้อมด้วยเสี่ยวซู่และเสี่ยวซุ่น นำทางนางกับเสี่ยวซื่อไปยังบึงเหลียนฮวาที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักเยว่ซิน จัดแจงให้ทหารยามหาเรือมาให้ตนสองลำ เสี่ยวซู่เป็นคนพายเรือลำหนึ่งโดยบนเรือมีนางและเสี่ยวซื่อ ส่วนอีกลำให้เสี่ยวซุ่นเป็นคนพาย บนเรือมีเสี่ยวจูและเสี่ยวผิง

“องค์หญิงเพคะ พระวรกายยังไม่แข็งแรงดีไม่ควรออกมาตากแดดตากลมเช่นนี้นะเพคะ” เสี่ยวจูที่วันนี้ใจตกไปอยู่ใต้ฝ่าเท้าไม่รู้ตั้งกี่ครั้งเอ่ยด้วยความกังวล ใบหน้านวลของนางเริ่มมีรอยยับจากการขมวดคิ้วเป็นปมแทบจะตลอดเวลา

“เจ้านี่ขี้บ่นเสียจริง ข้าแค่ออกมาหาเรื่องสนุกๆทำเท่านั้น ให้นอนอยู่เฉยๆจะไปหายได้อย่างไร ต้องออกกำลังสิถึงจะดี” มีหรือที่อิงฮวาจะยอมอยู่นิ่งๆบนเตียง นางแค่ป่วยเป็นไข้ มิได้บาดเจ็บสาหัสเสียหน่อยเรี่ยวแรงก็พอมีจะอุดอู้อยู่ในตำหนักทำไมกัน ในเมื่อด้านนอกมีของให้นางเล่นอยู่ตั้งมากมาย

“โธ่! องค์หญิง” เหล่านางกำนันได้แต่ถอนหายใจ ลุ้นระทึกว่าวันนี้พวกนางยังมีหัวอยู่บนบ่าหรือไม่

“เอาล่ะ พวกเจ้าช่วยกันหาสายดอกเหลียนฮวาให้ข้า เข้าใจหรือไม่” ไม่สนใจท่าทางเหมือนปลาขาดน้ำของเหล่าคนสนิท อิงฮวาหันหน้าเข้าหาบึงบัว ชะเง้อคอมองไปสุดตาก่อนจะยิ้มกว้างรีบออกคำสั่ง

“เพคะๆ แต่องค์หญิงประทับรอบนฝั่งไม่ดีกว่าหรือเพคะ ให้พวกหม่อมฉันเป็นคนทำเองดีกว่า” เสี่ยวผิงยังคงขอร้องอ้อนวอนนายของตนต่อไปแม้จะไม่เห็นทีท่าโอนอ่อนขององค์หญิงเลยก็ตามที กลับกันใบหน้าตื่นเต้นขององค์หญิงยามนี้ก็ช่างงดงามยิ่งนัก พวกบ่าวไพร่ก็ได้แต่มองดูนายตนสนุกสนานเท่านั้น

“เรื่องอะไรข้าจะให้พวกเจ้าสนุกกันเพียงฝ่ายเดียว ข้าก็จะหาด้วย อย่าพูดมากนักเลย     รีบออกเรือเถอะเสี่ยวซู่" ร่างบอบบางก้าวลงไปในเรือลำน้อยทันทีตามด้วยเสี่ยวซื่อนางกำนันคนสนิท

“พะย่ะค่ะ องค์หญิง” เสี่ยวซู่รับคำ ตั้งอกตั้งใจบังคับเรืออย่างระมัดระวังสุดชีวิต นางกำนันที่เหลือจึงรีบลงเรืออีกลำให้เสี่ยวซุ่นรีบพายตามเรือขององค์หญิงให้ทัน ลุ้นกันแทบเหงื่อตกว่าจะเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้นหรือไม่

“องค์หญิงจะให้หาสายดอกเหลียนฮวาไปทำอะไรเพคะ” เสี่ยวซื่อที่ตื่นตาตื่นใจกับบึงเหลียนฮวาหลากสีสันก็อดสอดปากถามไม่ได้

“ข้าจะเอาไปทำขนม เจ้าก็เคยกินขนมเหลียนฮวาที่เสด็จแม่ทำ ข้านึกอยากกินขึ้นมาน่ะสิ”

“อ๋อ เช่นนั้นเสี่ยวซื่อจะช่วยหาเต็มที่เลยเพคะ” ได้ฟังคำตอบขององค์หญิงเสี่ยวซื่อก็ตาเป็นประกายทันที ทั่วทั้งวังหลวงแคว้นเฉิงไม่มีใครไม่พูดถึงฝีมือการทำขนมขององค์หญิง นางเป็นคนสนิทขององค์หญิงจึงเป็นที่อิจฉาของนางกำนันคนอื่นๆอย่างมากที่มักได้กินขนมอร่อยๆฝีมือองค์หญิงบ่อยๆ

“ข้าชักสงสัยเสียแล้วสิว่าที่เจ้าตั้งใจช่วยองค์หญิงเป็นเพราะกลัวองค์หญิงเหนื่อย หรืออยากจะกินขนมที่องค์หญิงจะทำกันแน่”  เสี่ยวผิงเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเสี่ยวซื่อก็อดออกปากหยอกเสียมิได้

“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ ลองพวกเจ้าได้กินก็จะติดใจเช่นข้า” คำตอบของเสี่ยวซื่อทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี แม้แต่อิงฮวาก็หัวเราะเสียงใสตามไปด้วย

ทั้งนายบ่าวตำหนักเยว่ซินต่างสนุกสนานกับการเก็บสายดอกเหลียนฮวาเสียเต็มประดา   ทั้งวักน้ำใส่กัน พอให้ดับร้อน ทั้งแข่งกันเก็บสายดอกเหลียนฮวาว่าใครจะได้เยอะกว่า พลางหัวเราะต่อกระซิกกันไปมา อิงฮวาเล่าเรื่องตอนที่ตนชอบแอบปลอมตัวเป็นชายออกไปเที่ยวนอกวังให้เหล่าคนสนิททั้งหลายคน แรกๆเสี่ยวจู เสี่ยวผิง ทั้งเสี่ยวซู่และเสี่ยวซุ่นก็ไม่กล้าจะสนิทหรือพูดเล่นกับองค์หญิงมากนักเพราะยังไม่คุ้นชิน แต่พอได้พูดคุยและใกล้ชิดกลับพบว่าองค์หญิงของพวกตนเป็นผู้ที่ไม่เหมือนใครยิ่งนัก แต่ละวันมีแต่เรื่องสนุกๆ มีชีวิตอย่างอิสรเสรี น่าตื่นเต้นและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยได้ยินมา

“ตอนที่ข้าเข้าไปในหอนางโลมครั้งแรกนะ ก็เกิดเรื่องขึ้นเลย พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าหญิงสาวในหอนางโลมต่างรุมทึ้งข้ากับพี่หลินหมินอย่างกับฝูงผีเสื้อตอมน้ำผึ้ง ทำเอาเหล่าบุรุษที่หมายปองนางคณิกาเขม้นใส่ข้ากันยกใหญ่ นี่ถ้าสายตาพวกนั้นเป็นคมมีดมันคงบาดตัวข้าจนยับเยินเลยทีเดียว” อิงฮวาเล่าเรื่องเด็ดของตนให้เหล่าคนสนิทฟัง ทุกคนวางมือจากการเก็บเหลียนฮวาตั้งใจฟังนายของตนเล่าอย่างลุ้นระทึก

“แล้วองค์หญิงทำเช่นไรเพคะ” เสี่ยวจูรีบถามทันที นางลุ้นจนตัวโก่งจนจะตกเรืออยู่รอมร่อ องค์หญิงก็ช่างเล่าให้นางลุ้นเสียนี่กระไร

“ข้าน่ะหรือ..ให้เจ้าเดาดูสิ ว่าข้าจะทำเช่นไร” เห็นคนสนิททั้งหลายตั้งใจฟังก็นึกอยากแกล้ง จึงหยุดเล่าเสียดื้อๆ ปล่อยให้พวกนางกำนันขันทีได้ลุ้นอีกยก

“หม่อมฉันเดาไม่ถูกหรอกเพคะ” เสี่ยวผิงรีบกล่าวเพื่อให้นายตนรีบเฉลยเรื่องราว

“ฮ่าๆๆ ข้าก็ดีดถ้วยชาใส่หน้าพวกนั้นน่ะสิ” อิงฮวาอดหัวเราะชอบใจเสียไม่ได้ที่ได้แกล้ง  ทุกคน เห็นใบหน้าอย่างรู้เสียเต็มประดาของพวกเขานางก็อารมณ์ดีอย่างมาก

“หา!!!!” ทุกคนทำสีหน้าตกใจ

“เท่านั้นแหละ พี่หลินหมินก็ชักดาบและเริ่มต่อสู้กันทันที”  อิงฮวาเล่าต่อทั้งยังดัดเสียงให้เป็นเสียงใหญ่เล็กตามลักษณะของคนในเรื่องราว เพิ่มสีสันให้กับการเล่าให้สนุกน่าฟังยิ่งขึ้น เป็นทักษะที่นางได้เรียนรู้จากนักเล่านิทานที่ตนชอบแอบไปนั่งฟังนั่นเอง

“ส่วนข้าก็ได้แต่มุดอยู่ใต้โต๊ะ รอจนองค์หญิงต่อสู้จนชนะนั่นแหละ วันนั้นนะข้ากลัวแทบตาย นึกว่าจะหัวขาดเสียแล้ว หากองค์หญิงเป็นอะไรไป” เสี่ยวซื่อที่จำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดีถึงกับทำหน้าขยาดขลาดกลัวขึ้นมาทันที

“เจ้าก็กลัวไม่เข้าเรื่อง ฮ่าๆๆๆ เสี่ยวซื่อคนดีก็เห็นมิใช่หรือว่าข้าปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน” อิงฮวาหัวเราะชอบใจในใบหน้าของเสี่ยวซื่อที่คล้ายจะเริ่มเบะปากร้องไห้อีกครา

“ใครไม่กลัวก็แปลกแล้วพะย่ะค่ะ กายขององค์หญิงเปรียบประดุจหยกเล่อค่า หากให้มีรอยขีดข่วนเกรงว่ากี่หัวก็ไม่พอชดใช้” เสี่ยวซุ่นเอ่ยเห็นใจเสี่ยวซื่อ หากเป็นเขาที่ติดตามไปด้วยก็คงหัวใจแทบวายไม่แพ้กัน

“หยกล้ำค่าก็คือหยกต่างอะไรกันนักเล่า ข้าแม้เป็นองค์หญิงก็เป็นคนเช่นเดียวกับพวกเจ้า ต่อไปเราก็เหมือนครอบครัวต้องดูแลกันและกัน ดีหรือไม่” อิงฮวาไม่ชอบใช้กำลังปกครองคน    นางเรียนรู้จากเสด็จแม่ที่มักใช้ความเมตตาให้เกิดความปรองดองมากกว่า หากแต่ความเมตตาก็ต้องใช้ให้พอดีต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณจึงจะสงบสุข เช่นนั้นนางจึงอยากให้ตำหนักเยว่ซินอยู่กันเช่นครอบครับ รักและห่วงใยกันด้วยใจ ไม่ใช่ทำไปเพียงเพราะเป็นหน้าที่และความขลาดกลัว

“เป็นพระเมตตาพะย่ะค่ะ เดิมทีพวกกระหม่อมกลัวแทบตายว่าองค์หญิงอิงฮวาที่ผู้คนต่างกล่าวถึงจะเป็นบุคคลเหี้ยมโหดและทารุณบ่าวไพร่ มาบัดนี้กระหม่อมดีใจยิ่งนักที่ได้เกิดเป็นบ่าวตำหนักเยว่ซิน รับใช้องค์หญิง” เสี่ยวซุ่นกล่าวด้วยความปราบปลื้ม นัยน์ตาแสดงออกถึงความเลื่อมใสในตัวองค์หญิงเป็นอย่างมาก มีนายดีเช่นนี้ให้บุกน้ำลุยไฟเขาก็ไม่กลัว เพื่อองค์หญิงแล้วเขาจะทำทุกอย่างเลยทีเดียว

“เจ้าก็พูดเกินไป เอาเถอะ สายเหลียนฮวาได้แค่นี้ก็มากพอทำแจกจ่ายทุกคนในตำหนักแล้ว เรากลับกันเถอะ”

หลังจากเพลิดเพลินกับการเก็บสายเหลียนฮวาเกือบ 1 ชั่วยาม อิงฮวาและคนในตำหนักเยว่ซินก็กลับมายังตำหนักด้วยสีหน้าสดใส ไม่เพียงเท่านั้นยังหัวเราะกันมาตลอดทาง

“เสี่ยวจู เสี่ยวผิง เจ้าไปช่วยกันล้างสายเหลียนฮวาเถอะ เตรียมของให้พร้อม เดี๋ยวข้าไปเปลี่ยนชุดสักครู่จะตามไป” กลับมาถึงตำหนักอิงฮวาก็สั่งการทันที นางอยากจะรีบทำให้เสร็จก่อนที่ฝ่าบาทจะเสด็จมา ไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะโปรดของหวานหรือไม่ ไม่สิ! นางไม่เห็นต้องสนใจเขาเลย นางแค่อยากทำเท่านั้นไม่ได้อยากให้เขากินสักหน่อย

“ให้พวกกระหม่อมตั้งโต๊ะที่หน้าตำหนักดีกว่าพะย่ะค่ะ องค์หญิงอย่าลำบากไปถึงโรงครัวเลย” กำลังคิดเพลินๆ เสี่ยวซู่ก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน ทำให้อิงฮวาหยุดคิดไปในบัดดล

“เช่นนั้นก็แล้วแต่พวกเจ้าเถอะ” หญิงสาวพยักหน้าแล้วจึงเดินเข้าตำหนักเยว่ซินโดยมีเสี่ยวซื่อตามมาติดๆ

เมื่อทุกคนในตำหนักเยว่ซินได้รับมอบหมายก็วิ่งกันให้จ้าละหวั่น เสี่ยวจู เสี่ยวผิงช่วยกันทำความสะอาดสายดอกเหลียนฮวาและเตรียมจัดหาวัตถุดิบ ส่วนเสี่ยวซู่และส่วนซุ่นก็เลือกเอาศาลาหน้าตำหนักเยว่ซินเป็นสถานที่ทำอาหารให้องค์หญิง ผ่านไปเค่อครึ่งทุกอย่างก็เตรียมการพร้อม

อิงฮวาในอาภรณ์สีม่วงสวมผ้ากันเปื้อนทับอยู่ดูงดงามและอ่อนโยนยิ่งนัก สองเท้าก้าวพาร่างบอบบางมายังศาลาที่ทุกคนช่วยกันจัดเตรียมสิ่งของไว้เรียบร้อย พร้อมสำหรับการทำขนมดอกเหลียนฮวาไม่นานนักทั้งหมดก็ช่วยกันทำขนมจนส่งกลิ่นหอมตลบไปทั่ว

จิ้นหยางที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการว่าราชการรีบตรงมายังตำหนักเยว่ซิน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาก็ไม่เห็นขันทีประจำตำหนักยืนรอรับอยู่แม้คนเดียว ทั้งนางกำนันที่ควรจะเดินไปเดินมาให้เห็นก็ไม่มี คิ้วเข้มขมวดขึ้นฉับพลันเมื่อจิ้นหยางใช้ความคิด ก่อนเข้าท้องพระโรงเขาสั่งให้องครักษ์พาคนของอิงฮวามาส่ง ก็น่าจะได้ยินเสียงอะไรบ้าง เหตุใดจึงเงียบเหมือนตำหนักร้างเช่นนี้

“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ ให้กระหม่อมประกาศว่าพระองค์เสด็จดีไหมพะย่ะคะ” เฟิงจูเอ่ยทักเมื่อเห็นฮ่องเต้ของตนนิ่งไป

“ไม่ต้อง” จิ้นหยางยกมือห้าม สายตากวาดไปทั่วบริเวณ นางคงเล่นซนอยู่ในตำหนักเป็นแน่ ช่างน่าตีนัก เขาสั่งให้นางพักผ่อนแต่นางกลับออกมาเดินเล่นงั้นหรือ มีนางเพียงคนเดียวกระมังที่กล้าขัดคำสั่งของเขาเช่นนี้

“เสี่ยวซื่อเจ้าเอาแต่จ้องขนมจนน้ำลายจะยืดลงไปอยู่แล้วนะ” เสียงพูดคุยของนางหญิงสาว ที่จิ้นหยางจำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงของอิงฮวา ทำให้เขานึกแปลกใจเท้ามั่นคงก้าวไปตามทิศทางของเสียงในทันที

“โธ่! องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันเปล่าสักหน่อย”

เสียงหยอกล้อตามด้วยเสียงหัวเราะดังมาจากทิศทางของศาลาที่มองจากมุมที่จิ้นหยางมองอยู่จะมีพุ่มไม้สูงบดบังไว้ จิ้นหยางจึงสาวเท้าก้าวเข้าไปใกล้ๆ อีกนิด เพื่อให้ได้มองเห็นก็พบว่าอิงฮวากำลังหัวเราะอย่างสนุกสนานดวงตาเป็นประกายอยู่ที่ศาลา ทั้งนางกำนันขันทีก็อยู่กับครบ ในใจนึกอิจฉาขึ้นมาตงิดๆที่นางดูมีความสุขเหลือล้นมากกว่าตอนอยู่กับเขาเสียอีก

“ท่าทางสนุกดีนะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นขัดเสียงหัวเราะใสของอิงฮวา นางกำนันขันทีทั้งหมดต่างทำสีหน้าตกใจรีบทำความเคารพและถอยหลังไปยืนอยู่ที่มุมเดียวกันอย่างรู้งาน

“ถวายบังคมเพคะ ฝ่าบาท” อิงฮวารีบหุบยิ้มแล้วย่อตัวลงเพื่อเป็นการเคารพคนตรงหน้าทันที จิ้นหยางเพียงมองด้วยสายตาขุ่นมัวเดินไปยังเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางศาลา สะบัดชายฉลองพระองค์สีดำแล้วนั่งลง ทุกการกระทำเป็นไปอย่างทรงอำนาจและสง่างาม

“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่หรือ เหตุใดไม่คอยดูแลองค์หญิงให้พักผ่อน” จิ้นหยางเบี่ยงหน้าไปยังเหล่านางกำนันขันทีที่บัดนี้ก้มหน้ามองพื้นศาลาอยู่ที่มุมศาลา เสียงเข้มกับท่าทางกดดันบุคคลรอบข้างของเขา ทำเอานางกำนันขันทีตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว

“ทูลฝ่าบาท เป็นหม่อมฉันเองที่สั่งให้พวกเขาพาหม่อมฉันไปบึงดอกเหลียนฮวาเพคะ” ด้วยกลัวว่าฝ่าบาทจะสั่งลงโทษเหล่านางกำนันขันที อิงฮวาจึงรีบแทรกพูดขึ้นเสียก่อน และได้ผลจิ้นหยางเลื่อนหน้ามองตรงมายังนางแทน สายตามีแววคุกรุ่นอยู่ในที

“บึงดอกเหลียนฮวา ? เจ้าไปที่นั่นทำไมกัน” จิ้นหยางหรี่ตามองใบหน้าหวานที่เรียบเฉยผิดจากเมื่อครู่ด้วยความสงสัย ที่บึงนั่นมีอะไรน่าสนใจ นางจึงอยากไปจนไม่สนอาการป่วยของตนเองเช่นนี้

“ หม่อมฉันนึกเบื่อที่จะอยู่เฉยๆจึงชวนพวกเขาไปเก็บสายดอกเหลียนฮวามาทำขนมเพคะ”

“เจ้าทำขนมงั้นหรือ” จิ้นหยางมีสีหน้าแปลกใจ เขายอมรับว่าพอได้เห็นใบหน้าหวานของ  อิงฮวาเขาก็สงบใจลงไปมาก แต่ที่ต้องทำขึงขังเป็นเพราะต้องการให้นางรู้ว่าเข้าไม่พอใจที่นางไม่ห่วงตนเองเช่นนี้

“ขนมกำลังได้ที่พอดี หากฝ่าบาทไม่ตำหนิในฝีมือการทำของหม่อมฉันจะลองชิมดูก็ได้    เพคะ” แม้จะรู้ว่าฝ่าบาทกำลังโกรธเคืองนางที่ขัดคำสั่งเขา แต่อิงฮวาก็ยังใจดีสู้เสือ รีบเปลี่ยนเรื่องหาทางออกให้ฝ่าบาทใจอ่อน เขาว่ากันว่าของหวานจะทำให้ผู้คนที่ได้ลิ้มลองอารมณ์ดีขึ้น ครั้งนี้เห็นทีนางจะได้ทดลองเสียแล้ว

“เจ้าไม่ได้ตั้งใจทำให้ข้าหรอกหรือ” เห็นสีหน้าไม่แยแสเขาสักนิดของนาง จิ้นหยางก็อดถามขึ้นไม่ได้ นางตั้งใจทำขนมด้วยตนเองเช่นนี้ หากได้ยินว่านางตั้งใจทำให้เขาคงรู้สึกดีไม่น้อย

“เดิมทีไม่ใช่ แต่ตอนนี้ใช่แล้วเพคะ” อิงฮวาขยับร่างตนไปหยิบขนมที่เพิ่งนึ่งเสร็จขึ้นมาแล้วจัดตกแต่งจานใส่อย่างสวยงาม ยกมาวางตรงหน้าชายหนุ่ม เสี่ยวจูที่รู้งานจึงรีบพยักหน้าพาเสี่ยวผิงและเสี่ยวซื่อไปนำชามาถวายฮ่องเต้ ส่วนเสี่ยวซู่และเสี่ยวซุ่นก็เตรียมเก็บโต๊ะและวัตถุดิบเครื่องปรุงต่างๆออกจากศาลาทันที ทั้งศาลาจึงมีเพียงจิ้นหยางและอิงฮวาเท่านั้น ส่วนเหล่านางกำนันขันทีที่ตามเสด็จก็มีรับสั่งให้รออยู่หน้าศาลาไม่ให้เข้าไปรบกวน

“อะไรคือเดิมทีไม่ใช่” จิ้นหยางถามด้วยน้ำเสียงขุ่น

“เดิมทีหม่อมฉันเพียงอยากกินขนมของแคว้นเฉิงเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำให้พระองค์เสวยเกรงว่าจะไม่ถูกปาก แต่พอเห็นฝ่าบาทเสด็จมาในช่วงดื่มชาพอดีจึงอยากให้ฝ่าบาทได้ลองชิมเพคะ” อิงฮวากล่าวและนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างของชายหนุ่ม ใบหน้าหวานแดงระเรือขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ จิ้นหยางได้ฟังเช่นนั้นแม้รู้สึกขัดเคืองเล็กน้อยแต่ก็ยังพอใจที่นางนึกถึงเขาอยู่บ้าง

“นี่เป็นจวี๋ฮวาฉาเพคะ เพิ่งเหน็ดเหนื่อยจากการว่าราชการ ได้ดื่มจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก” อิงฮวาเอี้ยวตัวไปหยิบกาน้ำชาจากเสี่ยวจูที่เพิ่งยกเข้ามารินใส่จอกน้ำชาที่ทำจากหยกซึ่งจะช่วยให้ชาที่รินเย็นสดชื่นขึ้นส่งให้จิ้นหยาง

“ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้าใส่ใจข้าเพียงนี้”

“นั่นเพราะหม่อมฉันมีหน้าที่ทำให้พระองค์พอใจนี่เพคะ”

“ข้าจะพอใจกว่านี้ หากเจ้าจะเป็นคนป้อนขนมให้ข้า” จิ้นหยางเอื้อมมือไปคว้าเรียวแขนเล็กของร่างบางดึงให้นางลอยมาอยู่บนตักในลักษณะที่ร่างบางของอิงฮวานั้นหันข้างเข้าหาลำตัวตนอย่างพอเหมาะพอเจาะ

“ฝ่าบาท! ทำอะไรเพคะ!” อิงฮวาดิ้นไปมา นัยน์ตาสะท้อนแววดื้อดึงจ้องใบหน้าเจ้าเล่ห์ของจิ้นหยางด้วยความไม่พอใจ เสี่ยวจูที่ไม่รู้จะทำอะไรจึงได้แต่ก้มหน้าอยู่กับพื้นนิ่ง ใบหน้าแดงจัด รู้สึกขัดเขินแทนองค์หญิงของนางเสียเหลือเกิน

“เจ้าออกไปก่อน ข้าจะดื่มชากับองค์หญิง” จิ้นหยางไม่ยอมปล่อยอิงฮวา ซ้ำยังออกคำสั่งไล่นางกำนันที่ยืนเกะกะให้ออกไป อิงฮวาทำตาโตรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาทันที อยู่กับเขาทีไรมีแต่นางที่เสียเปรียบอยู่เรื่อย

“เจ้าออกไปเก็บดอกเหลียนฮวาวิ่งไปทั่ว ซ้ำยังอารมณ์ดีทำขนมอีก แบบนี้เท่ากับว่าหายดีแล้วใช่หรือไม่” ใบหน้าคมก้มลงมาระยะปะชิดใบหน้าหวาน ห่างกันเพียงให้อากาศผ่านเท่านั้น อิงฮวาจึงได้แต่เอี้ยวตัวหลบ มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกพันธนาการยกขึ้นดันอกแกร่งเอาไว้

“เอ่อ...หม่อมฉัน”

“อยู่กันสองคน เลิกใช้คำราชาศัพท์เถอะ”

“ตกลงท่านจะกินหรือไม่ หากขนมเย็นหมดจะเสียรสชาติเอาได้” อิงฮวาเลือกที่จะเบี่ยงประเด็น ใช่ว่านางจะรู้ไม่ทันความคิดของเขา หากนางบอกว่าหายดีเขาต้องหาเรื่องเอาเปรียบนางอีกแน่ แต่หากบอกว่ายังไม่หายเขาก็จะหาเรื่องขังนางไว้ในตำหนักอยู่ดี สู้เปลี่ยนเรื่องเสียเลยดีกว่า

“งั้นเจ้าป้อนข้าสิ”

อิงฮวามองใบหน้าคมที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม พลันแก้มนวลก็ป่องพองลมขึ้นด้วยความรู้สึกไม่พอใจอย่างคนแสนงอน ใบหน้าหวานแดงระเรือขึ้น ราวกับผลผิงกัวยามต้องแดดแรก ท่าทางเช่นนี้ของร่างบางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนจิ้นหยางไม่อาจละสายตาไปจากนางได้ นับวันร่างกายนางจะยิ่งเหมือนสุรารสล้ำเลิศ ที่ยิ่งเขามองเพียงใดก็เหมือนกับยิ่งหมักบ่มให้สุรายิ่งรสเลิศเพียงนั้น ทั้งกลิ่นกายที่หอมเย้าจนมอมเมาทั้งจิตใจชายได้ของนางยิ่งกระตุ้นให้เขาอย่างครอบครอง นึกไม่ถึงว่าชายผู้ประกาศลั่นมาโดยตลอดเช่นเขาว่าไม่สนสตรีจะถูกนางช่วงชิงความสุขุมไปได้เสียจนหมดสิ้น

“อ้าปากสิ จ้องหน้าข้าให้ได้อะไร” อิงฮวาขยับตัวนั่งบนตักเขาให้มั่นคง จิ้นหยางเองก็ยอมปล่อยมือที่จับแขนนางอยู่เลื่อนไปกอดเอวคอดของนางแทน แม้อิงฮวาจะไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้  ในเมื่อเขาไม่หนักนางก็จะนั่งอยู่บนนี้ให้เขาขาชาไปเลย คิดได้เช่นนั้นนางก็เอี่ยวตัวหยิบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้น จ่อเข้าที่ปากของจิ้นหยาง แทนที่จะอ้าปากรับ เขากลับมองนางเหมือนจะกลืนกินนางแทนเสียอย่างนั้น

“ข้ากินเจ้าแทนได้หรือไม่”

ไม่รั้งรอหรือให้คำตอบอีกฝ่าย อิงฮวาก็ทำลายคำขอของจิ้นหยางด้วยการยัดขนม   เหลียนฮวาเข้าปากเขาไปแทบทั้งชิ้น จิ้นหยางจึงได้แต่เคี้ยวขนมที่นางป้อนอย่างเสียไม่ได้ รสชาติของขนมที่นางทำนั้นหวานหอมและชวนให้อยากลิ้มลองเพิ่มขึ้นอีก เหมือนตัวนางไม่มีผิด

“ ไม่เลวทีเดียว ข้าชักติดใจเสียแล้วสิ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยหม่อมฉันสิเพคะ จะได้เสวยได้ถนัด” คำพูดถูกเปลี่ยนอีกครั้งด้วยความห่างเหิน จิ้นหยางไม่อยากให้นางโมโหจึงยอมปล่อยนางออกจากตักตนด้วยความเสียดาย เมื่อเป็นอิสระจากคนเจ้าเล่ห์ หญิงสาวก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเขาเช่นเดิม พลางเสมองออกไปนอกศาลา ทำเป็นชมดอกไม้ด้านนอกเพื่อจะได้ไม่ต้องมองหน้าของอีกฝ่ายให้หัวใจตนเต้นแรงเกินไปนัก จิ้นหยางเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้ม เขาเพียงหยิบชาที่อิงฮวารินให้เมื่อครู่ขึ้นดื่ม และหยิบขนมชิ้นต่อไปเข้าปากอย่างอารมณ์ดี

“เจ้าอยากกินขนมมิใช่หรือ เหตุใดเอาแต่จ้องมองดอกไม้เช่นนั้นเล่า” จิ้นหยางเอยเมื่อเห็นอิงฮวายังคงทำแก้มป่อง ริมฝีปากขมุบขมิบไม่มีเสียง

“นั่นเพราะหม่อมฉันไม่อยากนั่งมองใบหน้าฝ่าบาทน่ะสิเพคะ” ร่างบางกำลังคิดอะไรเพลินๆก็เผลอตอบออกไปโดยไม่ทันคิด

“ใบหน้าข้าเจ้าไม่ชอบหรือ” เสียงนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วคล้ายน้อยใจ

“ชอบสิเพคะ เพราะชอบนี่แหละถึงได้ไม่อยากมอง เอ๊ะ! ไม่ใช่ๆ เมื่อครู่หม่อมฉันพูดผิด” อิงฮวาที่เผลอตัวพูดออกไปตามที่คิด เมื่อรู้สึกตัวก็รีบตาโตหันมองใบหน้าของจิ้นหยางที่มองมายังตนอยู่ก่อนแล้วด้วยใบหน้าแดงซ่าน รู้สึกขัดเขินที่ดันเผลอพูดออกไป กิริยาที่นางแสดงออกจึงกลายเป็นท่าทางเปิ่นๆที่ทำให้จิ้นหยางหัวเราะเสียงดังชอบอกชอบใจ

“หยุดนะ หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้” เห็นจิ้นหยางหัวเราะนางก็ยิ่งเขินยิ่งขึ้นไปอีก หลงลืมว่าเมื่อครู่ตนกำลังโมโหเขาอยู่ไปเสียสนิท รีบออกปากสั่งเขาอย่างเคยชิน

“ข้ามีความสุข เจ้าจะห้ามไม่ให้ข้าหัวเราะได้อย่างไร” จิ้นหยางเห็นท่าทางเขินอายจนหลงลืมเก็บกิริยาของหญิงสาวเขาก็ยิ่งชอบใจ ท่าทางไม่เสแสร้งใสซื่อของนางในยามนี้แปลกตาและน่ามองยิ่ง

“ก็ท่านกำลังหัวเราะข้า” ใบหน้าหวานเริ่มบึ้งตึง แต่ก็ยังคงดูเจ้าแง่แสนงอนมากกว่าโกรธขึง

“นั่นเพราะเจ้าคือความสุขของข้าอย่างไรเล่า”  จิ้นหยางยกยิ้มเจ้าเล่ห์

ไม่พูดเปล่า จิ้นหยางลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงมายังอิงฮวาที่ใบหน้าแดงจัด ไม่ทันให้อีกฝ่ายได้คาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น วงแขนแกร่งก็ยกร่างบางขึ้นอิงฮวาที่ตัวลอยขึ้นสูงจากพื้นก็ตกใจตาโตรีบใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบคอแกร่งของจิ้นหยางไว้เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทันที

“ท่านจะทำอะไรอีก!”

“ก็จะพาเจ้าไปพักผ่อนน่ะสิ” สิ้นเสียงตอบ จิ้นหยางก็อุ้มร่างบางเดินอาดๆไปยังตำหนักแล้วหายเข้าไปในห้องนอนด้านในทันที เหล่านางกำนันขันทีไม่มีใครกล้าติดตามเข้าไป ได้แต่ชะเง้อคอจนแทบยืดยาวเพื่อเฝ้าดูเหตุการณ์ด้านใน จนโดนเฟิงจูขันทีเฒ่าดุไปหลายรอบ หลังจากเหตุการณ์นั้นจวบจนช่วงอาหารเย็นก็ไม่มีใครเห็นองค์หญิงกับฮ่องเต้เสด็จออกมาจากห้องบรรทมเลยแม้แต่คนเดียว

ความคิดเห็น