junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER 58 : FATED (50%UPLOAD) NEW UPLOAD

ชื่อตอน : CHAPTER 58 : FATED (50%UPLOAD) NEW UPLOAD

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.3k

ความคิดเห็น : 195

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.พ. 2561 02:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER 58 : FATED (50%UPLOAD) NEW UPLOAD
แบบอักษร

Chapter58:FATED



ฉันโอบกอดความรู้สึกของเราที่เจือจางบางเบาราวกับลมหายใจในชั้นบรรยากาศ

ราวกับว่าไออุ่นนั้นจะช่วยปลอบประโลมและปกป้องฉันไว้จากทุกสิ่ง

ความรู้สึกสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ฉันหวงแหน

ฉันกลัวว่ามันจะหายไป

ฉันไม่รู้ว่า ความคิดถึงที่มีต่อเธอ ต่อเรื่องราวของเรา จะยืนยาวผ่านพ้นข้ามคืนและวันไปอีกนานแค่ไหน

แต่ฉันอยากให้มันเป็นนิจนิรันดร์....

การัณย์หลบออกมาจากวงสนทนาของเหล่าญาติๆ เขากำลังรอข้อมูลบางอย่างจากอลัน ไม่กี่นาทีหลังจากที่วางสาย เขาก็ได้รับสิ่งที่กำลังรอคอย

“ใช่จริงๆด้วย”การัณย์พึมพำกับตัวเอง เมื่อเขาขยายรูปภาพที่อลันส่งมาทางแอพลิเคชั่นไลน์ มันคือรูปของณฉัตร และเขามั่นใจว่าผู้หญิงที่เดินชนกันเมื่อตอนบ่ายก็คือเธอ สมาร์ทโฟนสั่นเตือนสายโทรเข้า การัณย์กดรับสายสำคัญ เสียงตื่นเต้นของคนปลายสายโดดเด้ออกมาอย่างเก็บซ่อนไม่มิด

“ใช่เธอรึเปล่า”

“ชัวร์ว่ะ กูจำไม่ผิดแน่ เห็นหน้าในระยะประชิด ถ้ากูไม่มัวลังเลเรื่องที่เธอมองไม่เห็น กูคงทักไปแล้ว”การัณย์กรอกเสียงไปตามสาย เขาได้ยินอลันพร่ำเอ่ยคำขอบคุณพระเจ้าราวกับคนที่สมหวังในความปราถนา

“แล้วตอนนี้เธออยู่ไหน”

“นั่นแหละปัญหา กูเจอเธอที่ไร่ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเธอหายไปไหนแล้ว”

“การัณย์ มึงต้องหาณฉัตรให้เจอนะ กูกำลังไป”

“เฮ้ย แอล ไอ้แอล”อลันวางสายไปอีกครั้ง การัณย์คิดหาทางเพื่อจะตามหาตัวณฉัตร เขามั่นใจว่าหญิงสาวต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากไร่มาลีวัลย์แน่ ตอนนี้เขามีรูปณฉัตรอยู่ คงจะพอถามหาเอาจากคนในไร่ได้

“คุณรัณย์อยู่นี่เอง ตะกี้คุณนายถามหาอยู่เลยค่ะ กำลังตั้งวงจะทานเข้าเย็นกันแล้ว”นุชรีซึ่งออกมาสั่งการคนงาน เห็นการัณย์ยืนหลบมุมอยู่ข้างสำนักงานรีบเข้าไปเรียก

“คุณนุชมาพอดี ช่วยอะไรผมอย่างสิ”

“มีอะไรให้นุชช่วยค่ะ”

“ช่วยดูนี่หน่อยครับ ผมกำลังตามหาคนอยู่ เมื่อกี้ผมมั่นใจว่าเจอเธอที่นี่ ผมอยากให้คุณนุชช่วยดูว่าเคยเห็นเธอบ้างรึเปล่า”การรัณย์ยื่นรูปที่อยู่ในสมาร์ทโฟนให้กับผู้ช่วยผู้จัดการไร่ เห็นแว่บแรกไม่ต้องเสียเวลาคิดก็รู้ว่าใคร

“อ้าว นี่มันเปานี่”

“คุณรู้จักคนในรูปเหรอครับ”การรัณย์ถามอย่างตื่นเต้น นุชรีพยักหน้ารัว

“รู้จักค่ะ ชื่อเปา เพิ่งมาอยู่แถวนี้ได้สักเดือนสองเดือน มาขอทำงานที่ไร่ด้วย แต่ว่าคนเต็ม ก็เลยไปทำงานร้อยดอกไม้ขายกับคนแถวนี้แทน เมื่อตะกี้ก็อยู่ที่ไร่ แต่ว่ากลับไปแล้ว”

“คุณนุชบอกว่าเธอชื่อเปาเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ ชื่อจริงไม่รู้จักหรอก แต่ว่าคนนี้เปาแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่ก็แฝดแล้วล่ะค่ะ”นุชรีบอกอย่างมั่นใจ การัณย์ฉีกยิ้มกว้างดีใจ แม้จะชื่อไม่เหมือนกันแต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นคนเดียวกัน

“คุณนุชรู้มั้ยครับ ว่าเธออยู่ที่ไหน”

“รู้สิค่ะ ว่าแต่คุณการัณย์ตามหาตัวเธอทำไมคะ”

“พาผมไปดูให้แน่ใจก่อนว่าเธออยู่ที่ไหน แล้วผมจะบอก”

พวงมาลัยดอกไม้สดถูกลำเลียงขึ้นรถดั่งเช่นปกติ พ่อค้าคนกลางจะเข้ามารับของในช่วงค่ำเพื่อนำไปขายต่อในตลาดเช้า เล็กจัดการเก็บกวาดสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อย

“น้องเปาพี่เก็บกวาดเสร็จแล้วนะ พี่แบ่งดอกมะลิไว้หน่อยหนึ่ง เห็นว่าจะร้อยถวายพระ”เล็กร้องบอก สวมรองเท้าแตะเตรียมตัวกลับบ้าน

“จ้าพี่เล็ก ขอบคุณนะคะ”

“คืนนี้ก่อนเข้านอนก็ปิดบ้านช่องดีๆล่ะ ป้าวรรณก็ไม่อยู่”เล็กบอกอย่างเป็นห่วง นางวรรณไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาลในเมืองและจะนอนค้างที่บ้านญาติ จะกลับเข้ามาตอนเช้าเพื่อร่วมงานบวชของลูกชายคุณนายมาลี

“พี่เล็กก็กลับบ้านดีๆนะคะ เดี๋ยวเปาจะเข้าบ้านแล้ว”

“จ้าพี่ไปล่ะ เจอกันตอนเย็นเลยนะ”เล็กโบกมือลา แล้วเดินออกไปจากบ้าน ณฉัตรรอปิดประตูรั้ว ก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในบ้าน เล็กวางกระจาดใส่ดอกมะลิพร้อมทั้งอุปกรณ์ร้อยมาลัยไว้กลางบ้าน ณฉัตรทำท่าจะนั่งลงเพื่อร้อยพวงมาลัยสักสองพวงเอาไว้ไหว้พระในตอนเช้า แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมกระจาดดอกดาวเรืองไว้นอกบ้าน จึงย้อนกลับออกไปข้างนอกอีกครั้ง

“อยู่นี่เอง”

“ณฉัตร”

กระจาดดอกดาวเรืองในมือณฉัตรร่วงหล่น ร่างกายแข็งทื่อกับสิ่งตรงหน้า เมื่อคนที่ไม่คาดคิดปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้า ความตื่นตะลึงปะปนกับความรู้สึกหลากหลาย ไม่รู้ว่าความรู้สึกใดมีอำนาจเหนือมากกว่ากัน หากแต่จิตใต้สำนึกบอกว่าต้องถอย ในขณะที่อีกคนสืบเท้าเข้ามาใกล้ในระยะประชิด

“ฉัตร”

“คุณอลัน ว้าย!”

คนท้องไม่ระวังก้าวถอยหลังทำให้สะดุด อลันว่องไวพุ่งเข้าไปคว้าร่างคนที่กำลังเสียหลักจะล้ม ณฉัตรคว้าท่อนแขนแกร่งแน่น แต่คงไม่แน่นหนาเท่ากับแรงโอบล้อมจากอีกคน

“ระวัง”อลันกอดร่างในอ้อมแขนแน่น สายตาของคนทั้งสองสบประสานกัน แววตาที่ต่างสะท้อนภาพของกันและกันทำให้หลงลืมทุกอย่างไปชั่วขณะ เหมือนนานมากแล้วที่ไม่ได้จ้องมองกันในแบบนี้ และเป็นณฉัตรที่ดึงสติตัวเองกลับมาก่อน คนตัวเล็กผลักร่างคนตัวโตให้ออกห่าง ณฉัตรยังคงตกใจและงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธออยากตั้งหลักให้กับตัวเองก่อนที่จะเผชิญกับคนตรงหน้า ยังไม่พร้อมที่จะรับกับสถานการณ์ใดๆต่อจากนี้

“ฉัตร ฉัตร!”อลันพุ่งไปกอดรัดร่างเล็กจากทางด้านหลัง กอดรอบเอวแน่นไม่ยอมให้ณฉัตรได้หนีเขาอีกแล้ว

“คุณอลันปล่อยฉัตรก่อนค่ะ”

“จะไปไหนอีก อย่าไปไหนเลยนะ ได้โปรด”น่าแปลกที่ร่างกายใหญ่โตนั้นกลับสั่นเทิ้มเหมือนคนที่กำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง อ้อมกอดที่เขามั่นใจว่าแน่นหนาอาจไม่เพียงพอที่จะกักขังผู้หญิงคนนี้ไว้ได้ และปฎิกิริยาที่แสดงออกมาก็ทำให้เขาหวาดกลัวจับใจ ถ้าเธอหนีเขาไปอีก ถ้าเธอปฏิเสธอ้อมกอดของเขา เขาคงตายลงตรงนี้

“คุณอลันค่ะ”

“ฉัตรหนีพี่ทำไมครับ พี่ทำอะไรผิด”นั่นเป็นคำถามที่อลันอยากได้คำตอบมากที่สุด จริงอยู่ที่ณฉัตรไม่ได้เลือกที่จะอยู่กับเขา แต่เธอไม่มีเหตุผลที่ต้องหนีเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะถ้าผู้หญิงในอ้อมกอดจะได้รู้อะไรในใจของเขาบ้าง เธอคงจะเมตตาและสงสารมากกว่าที่จะหนีหน้ากัน

“….”

ณฉัตรรู้ว่าตัวเองจนด้วยคำตอบ การหนีอลันมันแตกต่างจากการหนีชานนท์ เธอหนีชานนท์ด้วยความหวาดกลัว แต่กับอลันมันเป็นการหนีเพื่อปกป้องความรู้สึกและความสุขของเขา อลันไม่ควรเข้ามาเกี่ยวพันกับความวุ่นวายในความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงนี้อีก เขาไม่ควรเจ็บปวดซ้ำๆกับเรื่องราวเดิมๆและสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนในอดีต ณฉัตรรู้ดีว่าเธอกลายเป็นปมของปัญหาและมันเหนื่อยเต็มทีสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“คุณอลันต้องปล่อยฉัตรก่อนค่ะ ปล่อยสิค่ะ”พยายามแกะมือใหญ่โตด้วยมือเล็กๆ อลันไม่ยอมปล่อย เขาจะดื้อด้านถ้ามันทำให้ไม่ต้องสูญเสียณฉัตรไปอีก

“ไม่ครับ พี่ไม่ปล่อย”

“ฉัตรอึดอัดนะคะ”

ประโยคนั้น ทำให้อลันนึกขึ้นได้ เขาไม่ได้กำลังรวบกอดผู้หญิงตัวเล็กบอบบาง แต่เขากำลังกอดคนท้อง อ้อมกอดของเขาคงทำให้เธอรู้สึกอึดอัดไม่น้อย เขายินยอมคลายอ้อมกอดตัวเองในทันที เมื่อเป็นอิสระ ณฉัตรรีบถอยออกห่างเพื่อเป็นการรักษาระยะ ไม่ได้คิดจะวิ่งหนีเพราะรู้ว่าคงเป็นวิธีที่โง่เต็มที ในสถานการณ์อย่างนี้ เธอคงหนีไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น

“พี่ขอโทษ พี่ลืมไปว่าฉัตรกำลังมีเด็ก”

ณฉัตรจ้องมองอลันด้วยสายตาเหลือเชื่อ อลันรู้เรื่องที่เธอกำลังตั้งท้องได้ยังไง ในเมื่อก่อนจะหนีมามีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่รู้ สายตาที่มองกันนั้นอลันเดาออกว่าคนตัวเล็กกำลังคิดอะไรอยู่ เธอคงกำลังสงสัยว่าเขารู้เรื่องนี้ได้ยังไง

“คุณอลันรู้”

“ใช่ พี่รู้ ไอ้ชานนท์มันบอกพี่”

“ชะ ชานนท์รู้”ความหวาดกลัวที่สุดเกิดขึ้นในตอนนี้ ชานนท์รู้ว่าเธอกำลังตั้งท้อง ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงไม่ยอมรามือจากเธอ นั่นเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเขาพร้อมจะใช้เธอและลูกเป็นเครื่องมือเพือทำร้ายอลันอีกแน่ อลันฉงนในท่าทีนั้น ณฉัตรทำราวกับว่าเรื่องที่เธอตั้งท้องเป็นความลับไม่มีใครล่วงรู้ สีหน้าท่าทีแปลกๆและท่าทางสับสนที่เกิดขึ้นพลอยทำให้เขาวิตกกังวลไปด้วย คนตัวเล็กคล้ายกับสติล่องลอย แววตามีความหวาดกลัวและบ่งบอกถึงความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส

“เขา บอกอะไรคุณอีกค่ะ”

เป็นคำถามที่อลันไม่อยากตอบ ยิ่งเห็นณฉัตรทำท่าเหมือนหวาดกลัวเขาจะรู้ ยิ่งเหมือนเป็นการตอกย้ำตัวเขาเอง

“มันไม่สำคัญหรอก”

“ชานนท์บอกอะไรกับคุณอลันอีกค่ะ”ณฉัตรถามย้ำ อลันนิ่งเงียบไป

“มันบอกว่าเด็กในท้องเป็นลูกของมัน”

นั่นล่ะ นั่นคือกับดักที่ชั่วร้ายที่สุดของชานนท์ ผู้ชายคนนั้นรู้วิธีที่จะทำให้คนอื่นเจ็บปวด โดยที่เขาเองไม่ต้องลงแรงอะไรเสียด้วยซ้ำ ทั้งเธอและอลันต่างตกเป็นเหยื่อให้กับความชิงชังของเขา

“มันเป็นความจริงเหรอ”น้ำเสียงบางเบาทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกอย่างเต็มเปี่ยม ถ้าบอกความจริงกับเขาไปมันจะเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรได้บ้างไหมนะ อลันจะติดอยู่ในความคลางแคลงใจหรือทนยอมรับกับสภาพของเธอได้รึเปล่า นั่นดูจะเป็นเหตุผลแรกๆที่ผุดวาบขึ้นในสมอง ยิ่งเห็นสีหน้าของเขาที่รอคอยคำตอบยิ่งบีบคั้นหัวใจอย่างที่สุด

บอกความจริง

หรือปล่อยให้เขารับรู้ไปอย่างนั้น เพื่อที่จะตัดเขาออกจากเรื่องราวบ้าบออันแสนวุ่นวายนี้ ไม่ได้อยากให้เขารับรู้เรื่องลูกตั้งแต่แรก ต้องการเพียงแค่ชีวิตเรียบง่ายตามประสาแม่ลูก

“คุณอลันกลับไปเถอะค่ะ”

นั่นไม่ใช่สิ่งที่อลันอยากได้ยิน การที่ณฉัตรไม่ตอบเท่ากับเป็นการยืนยันว่าเป็นความจริง แต่ความจริงนั้นไม่ได้ส่งผลอะไรต่อหัวใจเขามากนัก ใช่ เขาคาดหวังว่าณฉัตรจะตอบว่า ไม่ แต่ถึงเธอจะตอบว่าใช่ ไม่ว่าจะเป็นคำตอบใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของเขา

ณฉัตรก็ยังคงเป็นณฉัตร ผู้หญิงที่เขาเลือกจะรักและปกป้องดูแลต่อจากนี้

“พี่ไม่ได้ตามหาตัวเธอเพื่อจะยอมแพ้แล้วกลับไปง่ายๆนะ”

“คุณอลันต้องกลับไปค่ะ”

“ฉัตร”

ณฉัตรทำท่าจะเดินหนี แต่จู่ๆเกิดหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน ร่างเล็กเซไปข้างหน้าเหมือนจะล้ม อลันเข้าไปประคองไว้อีกครั้ง

“เป็นอะไร หน้ามืดเหรอ”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“ไม่เป็นได้ไงก็เห็นอยู่ว่าเป็น”คราวนี้เสียงแข็งขึ้นมานิดหน่อย เขารู้ดีว่าณฉัตรเป็นคนดื้อ บางทีต้องงัดเอาวิธีบังคับกันเล็กๆออกมาใช้ เขาช้อนร่างณฉัตรขึ้นอุ้ม คนตัวเล็กถลึงตาโตด้วยความตกใจ เขาควรจะกลับไปแทนที่จะมาสนใจกับเธอ

“คุณอลันปล่อยฉัตรลงนะคะ”คราวนี้ณฉัตรเป็นฝ่ายโวยวายแต่ดูเหมือนว่าอลันจะทำเป็นหูทวนลม เขาอุ้มร่างเล็กเดินดุ่มๆเข้าไปในบ้านโดยที่ฟังเสียงทัดทานของคนในอ้อมแขน จนกระทั่งวางร่างเธอลงตรงโซฟาที่วางอยู่มุมห้อง

“นั่งพักก่อน”อลันย่อตัวลงตรงหน้า เอมมือไปเกี่ยวผมยาวทัดหูแล้วใช้หลังมือสัมผัสแก้มเบาๆอย่างทะนุถนอม ใบหน้าคนท้องดูซีดเซียว แม้ร่างกายจะดูมีน้ำมีนวลขึ้น แต่ท้องก็ไม่ได้ป่องออกมาอย่างชัดเจน ไม่บอกก็ไม่รู้ว่ากำลังตั้งท้อง

“คุณอลันจะเข้ามาบ้าคนอื่นตามอำเภอใจอย่างนี้ไม่ได้นะคะ”

“ทำไมจะไม่ได้ ก็ฉัตรไม่สบาย พี่แค่อุ้มเข้ามาพัก”อลันไม่สนใจ เขาหยิบหมอนอิงใบเล็กที่วางอยู่บนโซฟา เอาไปหนุนหลังให้ณฉัตร แล้วก้มลงถอดรองเท้าแตะให้กับเธอ

“อุ้ย ฉัตรทำเองค่ะ”

“ฉัตรนั่งเฉยๆได้มั้ย ขอร้องล่ะ”เหมือนเป็นการออกคำสั่ง แต่แววตาและน้ำเสียงนั้นอ่อนละมุนเสียจนใจอ่อนยวบ

“พี่รู้มาว่าฉัตรไมได้อยู่คนเดียว แล้วคนอื่นไปไหนกันหมด”อลันกวาดตามองไปรอบๆ ไม่มีใครอื่นนอกจากณฉัตร

“เดี๋ยวป้าเจ้าของบ้านก็กลับมาแล้วค่ะคุณอลันกลับไปเถอะ ถ้าป้าแกรู้ว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาวุ่นวายในบ้าน แกจะโกรธเอา”ณฉัตรโกหก อยากจะไล่อลันไป จึงเอาเจ้าของบ้านมาอ้าง

“บอกแล้วไง ว่าฉัตรไล่พี่ไปง่ายๆไม่ได้หรอก”อลันยังคงยืนกรานหนักแน่น เขาเหยียดตัวขึ้นเต็มความสูง มองสำรวจภายในบ้านอย่างละเอียด บ้านสองชั้นไม่ได้มีพื้นที่โอ่โถง แต่ก็ดูโล่งสบายตา กลางบ้านมีอุปกรณ์และข้าวของที่ใช้ร้อยพวงมาลัยวางอยู่เต็มไปหมด เขาได้ข้อมูลทุกอย่างมาจากการัณย์ หลังจากที่เขาส่งรูปณฉัตรให้เพื่อนรัก การัณย์ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงในการสืบหาตัว มีคนที่ไร่มาลีวัลย์รู้จักณฉัตรในชื่อเปา การัณย์ถูกพามาที่บ้านแห่งนี้เพื่อยืนยันตัว ทันทีเขามาถึงไร่ จึงถูกพามายังบ้านหลังนี้ และเขาก็เจอคนที่เฝ้าตามหามาเป็นแรมเดือน

“แต่คุณอลันอยู่ที่นี่ไม่ได้นะคะ”

อลันทำเป็นหูทวนลม ไม่ได้ยินสิ่งที่ณฉัตรพูด เขาเดินสำรวจไปทั่วบ้าน ชั้นล่างมีห้องนอนหนึ่งห้อง ห้องน้ำติดกับบันได และห้องครัวที่อยู่ส่วนในสุด อลันมองท่าทีแบบนั้นอย่างไม่สบายใจ เขาดูไม่รามือง่ายๆ และเธอรู้ดีว่าไม่มีปัญญาออกคำสั่งคนอย่างเขา

“ฉัตรทานอะไรรึยัง”เขาหันมาถาม ตอนนี้เวลาสองทุ่มตรง มันดึกเกินไปสำหรับเวลารับประทานอาหารของคนท้อง

“ฉัตรทานแล้วค่ะ คุณอลันอย่าเที่ยวเดินไปทั่วบ้านแบบนั้นสิค่ะ”เป็นอีกครั้งที่ถูกเพิกเฉย อลันสำรวจกลอนประตูหน้าต่าง ทำราวกับเป็นเจ้าของที่กำลังระแวดระวังความปลอดภัย

“จะทำอะไรต่ออีกมั้ย อาบน้ำหรือเข้านอนเลยรึเปล่า”อลันยังคงตีเนียน เขาเข้าใจว่าเรื่องเกลี้ยกล่อมให้ณฉัตรกลับไปกับเขาไม่ใช่เรื่องง่ายแบบม้วนเดียวจบ ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เขาและเธอต้องพูดคุยทำความเข้าใจกัน แตไม่ใช่ในตอนนี้ การได้พบเจอตัวณฉัตรและเห็นว่าเธอยังสบายดีนั่นก็มากเกินพอสำหรับเขา เพราะฉะนั้นเขาจะระมัดระวังและไม่ทำให้ทุกอย่างมันพังลงอีก

“คุณอลันค่ะ!”

“พี่ไม่กลับครับ พี่จะรอจนกว่าจะมีคนกลับมาอยู่เป็นเพื่อนฉัตร และถ้าไม่มีใครมา พี่ก็จะอยู่ที่นี่ คืนนี้”อลันบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแน่วแน่ ณฉัตรจนด้วยคำพูด หญิงสาวถอนหายใจ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเขา

“ตามใจค่ะ อยากทำอะไรก็ทำ”ณฉัตรกระแทกน้ำเสียง สีหน้าเง้างอนบ่งบอกว่าไม่พอใจ อลันลอบยิ้มเมื่อรู้ว่าณฉัตรคงจะเบื่อกับการขับไล่เขาเต็มที หญิงสาวลุกขึ้นจากโซฟา อลันจับตาดูไม่ห่างเผื่อว่าเธอจะหน้ามืดขึ้นมาอีก ณฉัตรนั่งลงกลางห้องหยิบอุปกรณ์ร้อยพวงมาลัยและดอกมะลิที่เหลืออยู่ ไม่อยากให้เสียความตั้งใจที่จะร้อยพวงมาลัยถวายพระ หยิบเข็มร้อยมาลัยขึ้นมาแล้วบรรจงหยิบดอกมะลิขึ้นมาร้อยด้วยท่าทางคล่องแคล่ว อลันไม่เคยเห็นณฉัตรในอากัปกิริยานี้มาก่อน เขาค่อยๆหย่อนตัวนั่งลงตรงข้ามกัน แล้วจ้องมองอย่างเงียบเชียบ สายตาที่จ้องมองกันรบกวนสมาธิของคนที่ใจจดจ่ออยู่กับการร้อยพวงมาลัยไม่น้อย แต่ต้องทำเป็นไม่สนใจหรือแสดงอาการสั่นไหวกับดวงตาคู่นั้น ให้เขากลายเป็นอากาศไปเลยก็ดี เวลาผ่านไปร่วมยี่สิบนาที พวงมาลัยดอกมะลิก็พร้อมสำหรับการถวายพระ ณฉัตรเก็บข้าวของ และลุกขึ้นอีกครั้ง อลันลุกตาม

“จะไปไหนครับ”อลันถามขึ้น เมื่อเห็นณฉัตรทำท่าจะเดินไปที่ไหนสักแห่ง

“จะเอาพวงมาลัยไปไหว้พระค่ะ”ณฉัตรเผลอตอบออกไป ตั้งใจจะไม่พูดจากับเขาแต่ก็ลืมตัว คนตัวเล็กทำท่าจะก้าวขาขึ้นบันได อลันรีบตามไปประกบทันที

“พี่พาขึ้นไป”

“คุณอลันห้ามขึ้นไปข้างบนค่ะ”

“ทำไมครับ”

“ไม่อนุญาตค่ะ แค่นี้ก็บุกรุกบ้านของคนอื่นเขาไปทั่วแล้ว”น้ำเสียงดุๆและสายตาแบบนั้น ยังไงก็ต้องถอย เขาว่าคนท้องจะขี้หงุดหงิดและอารมณ์แปรปรวนอยู่บ่อยครั้ง ร่างสูงถอยห่างจากขั้นบันไดทันที เขายืนรออย่างสงบเสงี่ยมเหมือนลูกแมวเชื่องๆ ณฉัตรก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน เพราะมีหิ้งพระอยู่บนนั้น หญิงสาวนำพวงมาลัยมาบูชาและสวดมนต์เพื่อให้จิตใจสงบ เสร็จแล้วจึงลงกลับมาข้างล่าง อลันยังคงรออยู่ที่ตีนบันได เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่นิดเดียว

“อย่าขวางทางคนอื่นสิค่ะ”

“อ่อ ครับ”อลันรีบหลีกทางให้กับณฉัตรที่กำลังลงบันไดมา เธอเดินผ่านหน้าเขา แล้วเลยไปเปิดประตูห้องนอนก่อนจะปิดอย่างรวดเร็ว อลันหน้าเหวอเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะถูกทิ้งให้ยืนเคว้งคว้างอย่างนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงห้านาที ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ณฉัตรเตรียมข้าวของสำหรับอาบน้ำ อลันเป่าปากอย่างโล่งอก แต่เขาก็ยังคงมีสถานะเป็นอากาศธาตุ ณฉัตรทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่างตามปกติทำเสมือนกับอีกคนไม่มีตัวตน คนตัวเล็กหายเข้าไปในห้องน้ำ อลันเปลี่ยนมาเป็นนั่งรอตรงโซฟา เวลาผ่านไปร่วมยี่สิบนาที ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก ณฉัตรดูสดชื่นในชุดนอนตัวโคร่ง เธอยกผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดผมตัวเอง พยายามไม่ให้ความสนใจกับคนที่จ้องมองมาที่เธออย่างไม่วางสายตา

“ฉัตรจะเข้านอนแล้วค่ะ”

“ครับ”เขารับคำอย่างว่าง่าย แต่ยังคงยืนทื่อทำตาใสอยู่อย่างนั้น ณฉัตรอยากให้เขายอมแพ้แล้วกลับไปเสียที

“จะยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องตากยุงทั้งคืนก็ตามใจค่ะ”ณฉัตรไม่อยากรับรู้อะไรด้วยแล้ว ปล่อยให้คนดื้อด้านทำตามใจของตัวเอง ถ้าเขาทนไม่ได้คงหาทางกลับไปเองนั่นแหละ ณฉัตรเดินผ่านหน้าเขาไปอีกครั้ง เธอเข้าไปยังห้องนอนของตัวเอง คราวนี้ลงกลอนแน่นหนา ปิดกั้นไม่ให้ใครเข้าไปได้ อลันยืนจ้องมองบานประตูที่ปิดสนิท เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งเฝ้าเธออยู่หน้าห้องจนกว่าจะเช้า

ณฉัตรพยายามสะกดจิตตัวเองไม่ให้สนใจคนที่อยู่หลังบานประตูห้องนอน เมื่อถึงพรุ่งนี้เช้าเธอจะบอกความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน อลันไม่ควรมาข้องเกี่ยวกันอีกไม่ว่าจะเป็นทางไหน และสิ่งที่เป็นกังวลมากกว่านั้นคือเรื่องของชานนท์ ผู้ชายคนนั้นรู้แล้วว่าเธอกำลังตั้งท้องลูกของอลัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังโกหกว่าเป็นลูกของตัวเอง และถ้าอลันหาเธอเจอ อีกไม่นานชานนท์ก็จะหาเจอเช่นกัน หรือมันอาจถึงเวลาที่เธอต้องระหคระเหินหลบหนีอีกครั้ง ทั้งๆที่ท้องโตขึ้นทุกวัน ความคิดมากมายตีกันยุ่งอยู่ในหัว ชีวิตสงบเรียบง่ายในแบบที่ต้องการถูกสั่นคลอนอีกครั้ง ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอเริ่มอ่อนแรงลงทุกที

เมื่อไหร่มันจะจบเสียที

ณฉัตรทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนแรง มือเล็กๆลูบท้องตัวเองเหมือนต้องการกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ ลูกในท้องเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวของเธอในตอนนี้ ถ้าไม่มีเด็กในท้อง เธออาจจบทุกอย่างด้วยวิธีที่โง่เขลาที่สุด

ล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืน ณฉัตรยังคงลืมตาโพลงในความมืด พยายามข่มตาหลับเป็นร้อยๆครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีเรื่องราวให้คิดมากเกินไป และเพราะกังวลกับใครบางคนที่อยู่ข้างนอกห้องนั่น ป่านนี้ไม่รู้ว่าเขายังจะนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องตามที่ลั่นไว้หรือเปล่า อากาศยามค่ำคืนหนาวเย็นกว่าตอนกลางวันมาก ไหนจะพวกยุงที่ชุมกว่าอะไรทั้งหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วง

แกร๊ก

ในที่สุดก็ทนไม่ได้ ต้องค่อยๆย่องออกมาแง้มเปิดประตูห้องนอนดู ข้างนอกมืดสลัว มีเพียงแสงสว่างจากไฟดวงหน้าบ้านที่ลอดผ่านเข้ามา ณฉัตรหรี่ตามองฝ่าความมืด เธอไม่เห็นหรือได้ยินเสียงอะไรข้างนอกนั่น อลันอาจกลับไปแล้ว เขาคงไม่ทนนั่งหลังขดหลังแข็งเพื่อเฝ้าเธอทั้งคืนอย่างที่บอก คนท้องค่อยๆแง้มเปิดประตูห้องนอนให้กว้างขึ้น เดินออกไปสำรวจให้ถ้วนทั่ว

อลันหายไปแล้ว

ชั่ววูบหนึ่งนึกใจหายขึ้นมา แต่ก็ดึงสติตัวเองกลับมา เธอควรจะดีใจที่เขาไปเสียได้ อย่างน้อยก็แค่ตอนนี้ ณฉัตรหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง ประตูห้องนอนถูกปิดลง เธอทิ้งร่างตัวเองลงบนเตียงอีกครั้ง คราวนี้ต้องพยายามข่มตานอนหลับให้ได้ ร่างบางพลิกตะแคงตัวเองนวนคุดคู้ซุกตัวในท่าทางที่รู้สึกปลอดภัยมากที่สุด ในตอนนั้นรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดลงบนเตียงทำให้เตียงยวบ และมีการเคลื่อนไหวอยู่ทางด้านหลัง ก่อนที่จะได้พลิกตัวมาดู ทั้งร่างก็ถูกรวบเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน ณฉัตรร้องเสียงหลงอย่างตกใจกับการสัมผัสที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว

“ว้าย!”

“ชู่ว์ พี่เอง”คนที่แอบย่องขึ้นเตียงและรวบกอดเธอไว้ตั้งตัวนั้นเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากอลัน ตอนที่ณฉัตรเปิดประตูห้องออกมาและมองหาเขา เขาใช้โอกาสนั้นในการแอบเข้ามาภายในห้อง รออยู่จนกระทั่งณฉัตรขึ้นเตียงนอนถึงย่องขึ้นเตียงตามมาติดๆ

“ไม่ต้องตกใจนะ”แนบริมฝีปากกระซิบใส่ข้างหู ทำอย่างนี้มีหน้ามาบอกให้คนอื่นอย่าตกใจ เขามันคนเจ้าเล่หืและร้ายกาจไม่เปลี่ยนแปลง

“ปล่อยฉัตรแล้วก็ลงไปจากเตียงเดี๋ยวนี้ค่ะ”ณฉัตรออกคำสั่งเสียงแข็ง ร่างเล็กดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอด อลันไม่ยอมปล่อยมิหำซ้ำยังกอดรัดแน่นกว่าเดิม

“ฉัตรอย่าไล่พี่เลยนะ พี่แค่อยากอยู่ใกล้ๆฉัตร สัญญาว่าแค่กอดเฉยๆแค่นั้น”ทำสุ้มเสียงอ้อนวอนน่าสงสาร ณฉัตรเพิ่มแรงดิ้นอยากหลุดเป็นอิสระจากอ้อมกอดของคนเอาแต่ใจ แต่ยิ่งดิ้นร่างกายก็ยิ่งถูกกอดรัดแน่น อลันเอาใบหน้าเข้ามาซุกตรงซอกคอ หนวดสากๆสัมผัสกับผิวเนื้อ ลมหายใจอุ่นรดอยู่ตรงพวงแก้ม ได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆจากตัวของเขา

“อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ฉัตรขอร้อง”ณฉัตรทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ การได้สัมผัสเขามันทำให้เธอรู้ตัวว่าโหยหาการสัมผัสจากเขามากมายขนาดไหน และไม่อยากให้ต้องรู้สึกถลำลึกไปมากกว่านี้

“พี่คิดถึงฉัตร คิดถึงทุกวินาที”

เขายอมแลกทุกอย่างที่เขามีบนโลกใบนี้กับการได้มีโอกาสกอดเธออีกครั้ง ทุกค่ำคืนเขาโหยหาจะได้รู้สึกอย่างที่รู้สึกอยู่ มันเหมือนกับสิ่งที่ขาดหายได้ถูกเติมเต็ม เพราะคิดถึงมากเหลือเกิน คิดถึงจนปวดร้าว แม้กระทั่งตอนนี้มีเธออยู่ในอ้อมกอด ความคิดถึงของเขากลับไม่ได้จางหายลงเลยแม้แต่น้อย ณฉัตรหยุดดิ้น ปล่อยร่างกายแน่นิ่งให้เขาได้กอดตามใจ ไม่ใช่เพราะใจอ่อน ทว่าตัวเธอเองก็ไม่อาจต้านทานความรู้สึกดีจากการสัมผัส

คิดถึงเหมือนกัน

คิดถึงทุกวินาที

คิดถึงเสียจนคิดว่ากำลังจะตายด้วยความรู้สึกนั้น

“ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของพรุ่งนี้จะได้ไหม คืนนี้ขอแค่เรามีกันก็พอ”

.........................................................................................................................

ความคิดถึงคือเครื่องมือสังหารที่ทรงพลานุภาพและเลือดเย็นมากที่สุด มันจะแทรกซึมอยู่ในห้วงเวลา ขโมยเอาความทรงจำที่ดีที่สุดมาฉายวนซ้ำๆอยู่ในมโนสำนึก คุณจะไม่ตายในคราวเดียวหรอก ไม่เมตตาขนาดนั้น ในทุกๆวันที่ตื่นขึ้นมา ความคิดถึงจะเป็นเหมือนดั่งน้ำผึ้งพิษที่ผสมอย่างเจือจางอยู่ในถ้วยชาใบโปรด รสหวานเจือพิษจางๆนั่นจะค่อยๆฆ่าคุณอย่างเชื่องช้า เงียบเชียบ และตายไปอย่างโดดเดี่ยวที่สุด

หมอหนุ่มกะพริบขอบตาร้อนผ่าว ไล่เอาม่านหมอกพร่ามัวที่ปกคลุมดวงตาให้สลายไป เขานั่งอยู่ตรงที่เดิม ในสมองคิดถึงแต่เรื่องเดิมๆ ราวกับถูกคุมขังอยู่ในคุกแห่งความทรงจำ ชาเก๊กฮวยในถ้วยที่ไม่ได้พร่องลงเลย มันเย็นเฉียบจนไม่ต่างจากน้ำเย็นจัด ความมืดโอบล้อมโดยรอบแต่ยังไม่มีตะเกียงดวงไหนถูกจุดขึ้นเพื่อขับไล่ความมืด ตกอยู่ในสภาพนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงตะโกนฝ่าความมวลความเงียบ

“หมอ หมอ อยู่รึเปล่าทำไมไม่จุดตะเกียง”เสียงนั้นเอ่ยถาม จะเป็นใครเสียไม่ได้ นอกจากครูหนุ่มชาวดอย ยอดฉวยเอาตะเกียงที่ตั้งอยู่บนแคร่ขึ้นมาจุด เสร็จแล้วก็ก้าวย่างปีนขึ้นไปยังบ้านต้นไม้

“ผมว่าแล้วว่าต้องนั่งอยู่ในสภาพนี้”ยอดถอนหายใจพลางวางตะเกียงลงบนโต๊ะตัวเตี้ย ปวันทำเพียงเหลือบตามองไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย

“ผมแค่ไม่มีอะไรทำ เลยมานั่งรับลมเล่น”ปวันตอบแบบขอไปที

“นั่งรับลมเล่น ตั้งแต่บ่ายจนค่ำเนี่ยนะ ข้าวก็ไม่แตะ เพิ่งหายป่วยไม่กี่วัน เดี๋ยวก็กลับไปป่วยอีกหรอก”ยอดเอ่ยด้วยความเป็นห่วง เขารู้ว่าอาการทางใจส่งผลต่อร่างกายแต่ถึงอย่างนั้นคนเป็นหมอที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีก็ยังคงจมอยู่ในความรู้สึกของตัวเอง

“จะยังไงก็กินอะไรสักหน่อยนะ ไม่กินข้าวก็ได้ ผมมีนี่มาให้ด้วย จัดว่าเด็ด”ยอดชูกล่องข้าวในมือที่เอาติดตัวมาด้วย ภายในกล่องข้าวบรรจุอาหารที่ผ่านการปรุงสุก เขาวางกล่องนั้นลงตรงหน้าปวันแล้วเปิดออก

“หืม”

“หอมใช่มั้ย”

“ครูปิดกล่องก่อน ปิดๆ”ปวันเอามืออุดจมูก โบกกลิ่นตรงหน้าให้หายไป ทันทีที่ยอดเปิดกล่องข้าว ไม่ว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในนั้น กลิ่นของมันรุนแรงเสียจนเขาแทบจะอาเจียนออกมาเสียเดี๋ยวนี้ ครูหนุ่มทำหน้างุนงง ภายในกล่องเป็นเพียงอาหารป่าที่หมักปรุงด้วยเครื่องเทศธรรมดา กลิ่นฉุนนั้นก็เป็นกลิ่นที่ปวันคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเขาได้รับประทานอยู่บ่อยครั้ง และโปรดปรานในรสชาติเผ็ดร้อนเสียด้วยซ้ำ

“เหม็นอะไรหมอ หอมจะตาย นี่หมักแล้วก็ผัดเครื่องแกงด้วยสูตรที่หมอชอบเลยนะ ไหนบอกว่าอยากลองกินเนื้อค้างคาวดูไง”

“ผม อุ๊บ”ปวันทำท่าเหมือนจะขะย้อนอะไรออกมาเดี๋ยวนั้น ยอดรีบปิดกล่องข้าวทันที แล้วเหวี่ยงกล่องนั้นไปไกลๆตัว

“นี่ป่วยป่าวเนี่ย”

“ผมเวียนหัวผะอืดพะอมมาวันสองวันแล้ว คิดว่าเพิ่งหายป่วยเลยไม่รู้สึกอยากกินอะไร แต่ก็แปลกๆเหมือนกัน”คนเป็นหมอวินิจฉัยอาการตัวเองไม่ถูก อาจเป็นเพราะสภาพจิตใจที่ไม่เป็นปกติ ร่างกายเลยตอบสนองแบบแปลกๆ

“ได้กลิ่นอาหารถึงกับจะอ้วก นี่ถ้าเป็นผู้หญิงนึกว่าท้องไปแล้วนะเนี่ย”

“บ้าน่าครู จะเป็นอย่างนั้นได้ไง”ปวันส่ายหัวช้าๆให้ความคิดเห็นแปลกๆ

“แต่ไม่กินอะไรเลยแบบนี้ จะไม่ไหวเอาน่า อีกไม่กี่วันต้องเดินทาง ถ้าป่วยตอนนั้นจะแย่มากกว่าเดิม”ยอดอดกังวลแทนไม่ได้ เพราะอีกในไม่กี่วันข้างหน้าปวันต้องไปทำหน้าที่เป็นแพทย์อาสาในต่างแดน ซึ่งประเทศที่เขาไปก็สุ่มเสี่ยงเสียเหลือเกิน เพราะกำลังมีปัญหาความขัดแย้งภายในและค่ายที่ปวันลงประจำพื้นที่ก็เสี่ยงอันตรายไม่น้อย นี่เป็นอีกอย่างที่เขาวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

“ไปที่แบบนั้น ร่างกายไม่พร้อมจะแย่เอานะหมอ ผมว่าหมอคิดดูอีกทีดีมั้ย ทำไมไม่เลือกลงพื้นที่ที่มันไม่เสี่ยงเท่านี้ ที่ค่ายผู้อพยพนั่น ตั้งไม่ห่างกับจุดปะทะเลยนะหมอ พูดง่ายๆก็พื้นที่สีแดงนั่นแหละ จะเอาชีวิตไปทิ้งซะเปล่าๆ”ครูหนุ่มยกเรื่องนี้มาพูดเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับได้ เพียงเพราะเขาต้องการให้ปวันลองตรึกตรองและตัดสินใจใหม่อีกสักครั้ง เขารู้ง่าปวันมีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรจะรักษาชีวิตให้ยืนยาว เพราะหมออย่างปวันยังทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้อีกมากมาย

“ถ้าหมอทุกคนคิดแบบนี้ แล้วใครจะช่วยเหลือคนที่นั่น”คำพูดเพียงประโยคเดียวทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง ยอดกลืนถ้อยคำที่เหลือลงคอ เพราะรู้ว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์

“เห้อ เอาเถอะ ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีก เพราะมันคงไม่มีประโยชน์อะไร แต่เรื่องสุขภาพของหมอ ยังไงก็ต้องขอยุ่งหน่อย ไม่กินแกงนี่ก็ไม่เป็นไร แล้วหมอมีอะไรที่อยากกินมั้ย ผมจะไปหามาให้ ไม่ใช่พวกพิซซ่า สปาเกตตี้อะไรทำนองนั้นนะ เอาของที่มันมีที่นี่ มีมั้ย”

ปวันทำท่าครุ่นคิด ก็ไม่ใช่จะไม่อยากอาหารเสียทีเดียว ถ้าเป็นของที่อยากกินก็พอจะมีอยู่อย่างสองอย่าง

“อืม ก็มีนะ”

“อะไรหมอ อยากกินอะไรบอกมาผมจะไปหามาให้”

“อยากกิน…”

“แกงเห็ดเผาะ!”

บรรดาคนใคฤหาสถ์ที่ยืนเรียงกันตรงหน้าคนท้อง มองหน้ากันด้วยความงุนงง เมื่อคุณหนูของคฤหาสถ์และกำลังตั้งครรภ์ได้แปดสัปดาห์มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง เอาสิ่งใดเข้าปากเป็นอันต้องอาเจียนออกมาหมด และเกิดการเหม็นเบื่ออาหาร ไม่ว่าจะประเคนสิ่งใดให้ก็ได้รับการปฏิเสธ จนกระทั่งวันนี้เอ่ยปากอยากกินเมนูหนึ่ง ซึ่งคนในคฤหาสถ์ไม่คุ้นหูเท่าไรนัก

“เห็ดเผาะ มันคือเห็ดแบบไหนค่ะคุณหนู ที่ซุปเปอร์มาเก็ตจะมีขายมั้ย”ปานวาดหันไปถามหัวหน้าแม่บ้าน ตรงหน้าคริสามีอาหารเป็นสิบชนิด แต่คริสากินได้แค่ช้อนสองช้อนก็ส่ายหน้าหนี ทุกคนต่างงัดเมนูเด็ดมาเอาใจ แต่ก็ประสบความล้มเหลว คริสาไม่สนใจสักนิด

“คริสอยากกินค่ะ มันอร่อยมากเลยนะคะ ตอนอยู่ที่ดอยฝาด ยังเข้าป่าไปหาเอง แล้วก็เอามาทำอาหารกิน”พอนึกถึงเมนูเห็ดเผาะแล้วก็น้ำลายสอ คนท้องลอบกลืนน้ำลายตัวเอง ความอยากกินทำให้งอแงในทันที

“ป้ารู้จักค่ะเห็ดเผาะ แต่ว่านี่ไม่ใช่ฤดูมันออกดอกนะสิค่ะคุณหนู ไม่รู้ว่าจะหามาจากไหนเหมือนกัน”ป้านุ่นทำสีหน้าหนักใจ ก็อย่างที่บอก ไม่ใช่ฤดูกาลที่เห็ดเจ้ากรรมจะออกดอก ต่อให้หาถึงหมู่บ้านดอยฝาดตอนนี้ก็ใช่ว่าจะมี

“เอาเห็ดอื่นแทนได้มั้ยค่ะ เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหลินจือ เห็ดทรัฟเฟิลอะไรแบบนี้”ปานวาดออกความเห็น คริสาส่ายหน้ารัว ใช่ว่าเธอจะทำตัวเอาแต่ใจ เพียงแค่ความรู้สึกอยากกินมันรุนแรงจนไม่สามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้

“เดี๋ยวพ่อจะให้คนไปหามาให้หนูให้ได้เลย ป้านุ่นจัดการให้ด้วยนะ”นายใหญ่ของคฤหาสถ์ออกคำสั่ง หัวหน้าแม่บ้านรับคำสั่งพร้อมกับรีบร้อนไปจัดการหา สวนกับเปาที่ถือของบางอย่างเอามาเสิร์ฟ

“คุณหนูค้า ของที่คุณหนูอยากทานมาแล้วค่ะ”เปาวางกล่องที่บรรจุรวงผึ้งสีทองหลายชิ้นลงตรงหน้า คริสาเห็นแล้วตาลุกวาว รีบหยิบขึ้นมาแล้วสูดดม

“หืม หอมจังค่ะ”เป็นครั้งแรกที่สูดกลิ่นอาหารแล้วไม่รู้สึกคลื่นไส้ คนท้องงับแผ่นรวงผึ้งในมือแบบเต็มปากเต็มคำ

“อื้ม อร่อยจัง”

ความพึงพอใจของคริสาทำให้ทุกคนเป่าปากโล่งอก อน่างน้อยก็ยังพอมีอาหารที่เธอสามารถกลืนลงท้องได้บ้าง และดูท่าจะโปรดปรานมากเสียด้วย

“พ่อให้คนไปหามาให้ นี่เป็นรวงผึ้งจากฟาร์มที่เชียงใหม่เลยนะ เลี้ยงแบบออร์แกนิค น้ำผึ้งจะหวานแบบธรรมชาติ คงใกล้เคียงกับที่หนูบอกว่าอยากกิน”อานนท์ยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นว่าคริสามีความสุขกับของกินมากแค่ไหน หลายวันมานี้เขากังวลเรื่องอาการแพ้ท้องของคริสามาโดยตลอด ลูกสาวสุดที่รักไม่ยอมแตะต้องอาหารสักนิด แค่นดื่มน้ำผลไม้และนมได้ก็แค่นั้น

“ฮึก ฮือ”จู่ๆคนที่กำลังสุขสำราญกับรวงผึ้งแสนหวานก็สะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทุกคนตกใจและมองหน้ากันอย่างงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น อานนท์รีบเข้าไปกอดปลอบลูกสาว

“เป็นอะไรคริส มีอะไรรึเปล่า”

“ฮึก หนู…”คริสาไม่อาจอธิบายความรู้สึกได้ เมื่อได้ลองกัดกินรวงผึ้งแสนหวานก็พาลทำให้นึกถึงคนที่เคยลำบากลำบนไปหามาให้ ใบหน้าปวันในตอนนั้นผุดวาบขึ้นมาและทำให้คริสาคิดถึงสุดหัวใจ

“หนูก็ไม่รู้ทำไมต้องร้องไห้”

“โถลูก”อานนท์กอดลูกสาว ฮอร์โมนคนท้องคงทำงานได้ดีเยี่ยม มันเป็นช่วงที่ทั้งคริสาเองและคนรอบข้างต้องตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอารมณ์อ่อนไหวที่เกิดขึ้นได้ง่าย

“กินซะนะ กินซะ หนูอยากกินอะไรพ่อจะหามาให้”

อานนท์ลูบหัวลูกสาวด้วยความรักใคร่ คริสาอยากได้อะไรเขาจะหามาให้เธอเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางสิ่งที่เขารู้ดีว่าไม่สามารถหามาให้เธอได้

…………………………………………………………

วันสุดท้ายของการทำงานที่หมู่บ้านดอยฝาด ปวันเก็บข้าวของตัวเองภายในโรงเรือนอนามัยอย่างอ้อยอิ่ง วันนี้ทั้งวันมีชาวบ้านมายังสถานที่แห่งนี้ไม่ขาดสาย พวกเขาไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย หากแต่มาเพื่อการร่ำลาและอวยชัยให้กับหมอหนุ่มเมืองกรุงที่กำลังจะจากหมู่บ้านแห่งนี้ไปยังดินแดนที่พวกเขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ ตลอดระยะเวลาหลายเดือน เขาช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้านดอยฝาดให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ในขณะที่ตัวเขาเองได้รับการเยียวยาจิตใจจากผู้คนและสถานที่นี้เช่นกัน ไม่แปลกนักหากจะรู้สึกผูกพันธ์และใจหาย เมื่อต้องลาจากผู้คนและหมู่บ้านแห่งนี้ นอกเหนือจากนั้น ความทรงจำที่สวยงามและช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตมันเกิดขึ้นที่นี่ เขาจะไม่มีวันลืมทุกๆช่วงเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในใจของเขาตลอดไป

“เก็บของเสร็จรึยังหมอ”ยอดร้องถาม เขาจอดรถพ่วงรอท่าอยู่ด้านหน้าโรงเรือน รอให้ปวันขนของขึ้นรถจะได้กลับพร้อมกัน ซึ่งวันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะได้มีโอกาสรับส่งหมอเมืองกรุง

“เสร็จแล้วครับ”ปวันร้องตอบ เขาหอบกล่องขนาดย่อมที่บรรจุของส่วนตัวลงในนั้น ไม่ได้มีของอะไรมากมายนัก

“รีบขึ้นรถเร็ว เดี๋ยวไปบ้านพ่อใหญ่กัน ชาวบ้านจัดงานเลี้ยงส่งหมอ ทุกคนคงรออยู่ที่นั่นแล้วล่ะ”ยอดเร่ง ปวันรีบกระโดดขึ้นรถ คืนนี้ชาวบ้านร่วมกันจัดงานเลี้ยงส่งเขา พรุ่งนี้เขาจะต้องออกเดินทางแต่เช้า อาจไม่มีเวลาร่ำลากันได้อย่างทั่วถึง

ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมมือร่วมใจกันจัดงานเลี้ยงส่งหมอหนุ่มชาวกรุงตามแบบขนบธรรมเนียมอันเรียบง่าย บ้านพ่อใหญ่บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้คน ชาวบ้านต่างมารวมตัวกัน หุงหาอาหารและนำกับข้าวกับปลามาสมทบ ผู้เฒ่าผู้แก่จัดเตรียมบายศรีและสิ่งของสำหรับทำพิธีส่งขวัญ หากมีลูกหลานหรือผู้คนในหมู่บ้านออกเดินทางไปยังต่างถิ่นหรือต่างแดนจะมีการจัดพิธีดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นการอวยพรอวยชัยให้เดินทางปลอดภัยและสำเร็จก้าวหน้าในอาชีพการงาน

“หมอมานั่นแล้ว”ชาวบ้านร้องบอก เมื่อเห็นครูยอดขับรถพาปวันมาถึง ทุกคนลุกขึ้นต้อนรับหมอหนุ่ม เชิญชวนให้เข้าไปนั่งพักบนบ้าน ปวันยกมือไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ ก่อนจะเข้าไปนั่งตรงกลางวง พ่อใหญ่ตระเตรียมเริ่มพิธีส่งขวัญ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ชาวบ้านเข้ามาผูกข้อมือพร้อมกับอวยพรให้เดินทางปลอดภัย หลังจากเสร็จพิธีก็พากันนั่งล้อมวงรับประทานอาหาร พูดคุยสัพเพเหระ บรรยากาศเรียบง่ายทว่าอบอุ่นอย่างที่สุด แม้ทุกคนจะรู้สึกใจหาย แต่ก็ยินดีและยอมรับการตัดสินใจของปวัน

“หมออย่าลืมกลับมาแวะเวียนเยี่ยมเยียนคนที่หมู่บ้านบ้างนะ”พ่อใหญ่เอ่ยขึ้นกลางวงพร้อมกับส่งจอกเหล้าน้ำผึ้งให้กับปวัน

“ผมจะกลับมาที่นี่แน่นอนครับ”ปวันรับปาก เขารับจอกเหล้าน้ำผึ้งไปดื่ม

“รีบกลับมาก่อนพวกฉันจะตายไปซะก่อนล่ะ ไม่รู้จะอยู่รอไหวรึเปล่า”ป้าคำปองเอ่ยขึ้น เกิดเสียงหัวเราะรอบวง ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความอบอุ่น จู่ๆก็เกิดเสียงดังโวยวายมาจากปากทางเข้าบ้าน ทุกคนหันเหไปให้ความสนใจกับเสียงนั้น พ่อใหญ่ลุกขึ้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น มีชาวบ้านสองคนวิ่งเข้ามาในบริเวณรั้วบ้าน ท่าทีตื่นตกใจ

“พ่อใหญ่! พ่อใหญ่!”

“เอะอะโวยวายอะไรกันว่ะพวกเอ็ง”พ่อใหญ่ร้องถามลูกบ้าน ท่าทางของทั้งสองคนเหมือนต้องการความช่วยเหลือ และดูเหมือนว่ามีคนตามหลังพวกเขามาติดๆ

“พ่อใหญ่ หมออยู่ไหน”หนึ่งในสองคนชะเง้อหาหมอชาวกรุง ปวันได้ยินคนถามหา เขาลุกจากวงแล้วเดินไปยังต้นเสียงทันที

“มีอะไรรึเปล่าครับ ใครเป็นอะไร ผมอยู่นี่”

“หมอ ทหารพวกนี้ต้องการพบหมอ”ชาวบ้านชี้ไปยังทหารสามนายที่เดินตามมา ทหารทั้งสามยกมือขึ้นทำความเคารพตามแบบทหาร ทหารนายหนึ่งก้าวเข้ามาข้างหน้าพร้อมกับเอ่ยอะไรบางอย่าง

“ผมสิบตรีวินัย พาพัน ทหารตระเวนชายแดน ขออนุญาตพบแพทย์ประจำหมู่บ้านครับ”

“ผมเองครับ ผมเป็นหมอของที่นี่ เกิดอะไรขึ้นครับ”

“ชุดลาดตระเวนของหน่วยผมออกปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่มีทหารนายหนึ่งมีอาการป่วย ทางเราเตรียมส่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งไปรักษายังโรงพยาบาล แต่ยังขาดแพทย์เฝ้าดูอาการ เกรงว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินถึงชีวิตระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาล จึงอยากขอความร่วมมือให้หมอช่วยเฝ้าดูอาการระหว่างการนำส่งด้วยครับ”ปวันกับครูยอดมองหน้ากันทันที พวกเขาคิดว่านายทหารที่ป่วยคงไม่ใช่ยศธรรมดา เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ และต้องการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

“คนป่วยอาการเป็นยังไงบ้างครับ”

“รู้สึกตัวดีครับ แต่มีอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าว และเริ่มหายใจติดขัด”

“โรคหัวใจ”ปวันวินิจฉัยได้ในทันที ยอดรีบไปหยิบกระเป๋าพยาบาลแล้วส่งให้กับหมอหนุ่ม

“งั้นเรารีบไปกันดีกว่า นำทางผมไปสิ”ปวันบอก

เป็นอย่างที่คิด นายทหารที่มีอาการป่วยคือนายทหารยศใหญ่ ซึ่งลงพื้นที่ตรวจการปฎิบัติงาน ระหว่างนั้นเกิดอาการโรคหัวใจกำเริบจำเป็นต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด ปวันตรวจอาการเบื้องต้น ระดับความดันโลหิตค่อนข้างสูงจนกลัวว่าอาจเกิดการแตกของเส้นเลือดในสมองได้

“ผมเป็นแพทย์อาสาชื่อปวัน ท่านจะอยู่ในความดูแลของผมจนกว่าจะถึงโรงพยาบาลครับ”

“ขอบคุณมากหมอ ผมอยากให้หมอส่งตัวผมไปโรงพยาบาลปรีชาเวชย์ ลูกชายผมเป็นหมออยู่ที่นั่น ผมอยากให้เขารักษา”นายทหารยศสูงเอ่ยกับปวัน

“ผมเกรงว่าจะใช้ระยะเวลานานกว่าท่านจะถึง ผมอยากให้ท่านถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของท่านเอง”

“ไม่เป็นไร ผมทนไหว ผมต้องการแบบนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับผม คุณจะไม่มีความผิดอะไรทั้งนั้น”

คฤหาสถ์ปรีชาไวยกิจ

อีกฝากหนึ่ง เกิดความวุ่นวายไม่น้อย หลายวันที่ผ่านมาคริสามีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ อีกทั้งร่างกายยังอ่อนเพลียจากการขาดสารน้ำ อานนท์เห็นท่าไม่ดี พยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกสาวไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่คริสาก็ดื้อดึงเสียเหลือเกิน ยิ่งรู้ว่าเวลากลางคืนเอาแต่ร้องไห้เพราะคิดถึงปวัน เขาเองก็คอยเจ็บปวดไปด้วย คริสาเข้มแข็งมากขึ้น อดทนมากขึ้นก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ลูกสาวของเขาพยายามทำให้คนอื่นเห็น เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง หากแต่เขารู้ดีว่าคริสาโหยหาคนเพียงคนเดียว

“หมี่รีบเอารถออกเร็วๆ”

เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทางตึกใหญ่ ผู้คนในคฤหาสถ์พากันแตกตื่นวุ่นวาย วันนี้คริสามีอาการแพ้ท้องอย่างหนัก อาเจียนจนเป็นลมล้มพับไป อานนท์ไม่สามารถจะรอช้าได้ เขาส่งตัวลูกสาวไปยังโรงพยาบาลทันที

แผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลปรีชาเวชย์

เป็นอีกวันที่แผนกฉุกเฉินมีคนไข้เข้าออกตลอดเวลา ผู้ป่วยถูกเข็นเข้ามารับการตรวจรักษาเป็นระยะและอีกหลายรายถูกส่งตัวขึ้นไปยังหอผู้ป่วย ค่ำคืนนี้แพทย์หญิงแพรพลอยแพทย์ประจำสาขาศัลยกรรมระบบประสาท รับหน้าที่เป็นหัวหน้าเวรประจำแผนกฉุกเฉิน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทางแผนกฉุกเฉินได้รับการติดต่อจากทางเชียงใหม่ ว่ากำลังส่งตัวผู้ป่วยพิเศษมารับการรักษา คนไข้คือนายทหารยศสูงและลูกชายของเขาก็เป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของปรีชาเวชย์ ในฐานะหัวหน้าเวรจึงต้องจัดเตรียมทีมให้พร้อมสำหรับรอรับเคสพิเศษดังกล่าว

“ฮอฯกำลังจะลงจอดที่ดาดฟ้าในอีกสิบนาทีค่ะ”เวรตรวจการรายงานแพรพลอย

“ทีมคาร์ดิโอพร้อมมั้ยคะ”แสตนด์บายพร้อมค่ะ รองผู้อำนวยการกำลังเดินทางมารับคุณพ่อด้วยตัวเอง

“งั้นขึ้นไปรอรับคนไข้กันเถอะค่ะ”

แพรพลอยนำทีมขึ้นไปรอรับคนไข้บนดาดฟ้าตึกฉุกเฉิน ทุกคนรอจนกระทั่งเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงจอด ผู้ป่วยถูกเคลื่อนย้ายออกมาจากเฮลิคอปเตอร์ และเมื่อเห็นว่าใครคือแพทย์ที่มากับคนไข้ต่างพากันตกใจ โดยเฉพาะแพรพลอย

“ปัน!”แพรพลอยไม่คิดว่าจะเจอปวันในสถานการณ์นี้ คนไข้ถูกส่งตัวมาจากเชียงใหม่ เธอรู้ว่าปวันอยู่ที่นั่น แต่เขาเป็นแพทย์อาสาอยู่ที่หมู่บ้านดอยฝาด เป็นมายังไงถึงได้มากับคนไข้รายนี้

“ส่งคนไข้ไปทำEKG ก่อน ทีมคาร์ดิโอพร้อมใช่มั้ย”ปวันถามแพรพลอย เขารู้ว่าเธอตกใจไม่น้อย แต่ถึงยังไงต้องทำหน้าที่แพทย์ให้สมบูรณ์เสร็จสิ้นเสียก่อน

“พร้อมค่ะ เดี๋ยวเอาคนไข้ไปห้องฉุกเฉินได้เลย”

ทั้งปวันและแพรพลอยเดินตามเตียงคนไข้ที่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังห้องฉุกเฉิน แพทย์หนุ่มส่งต่อข้อมูลการดูแลคนไข้ให้กับทีม ทันทีที่ปวันเหยียบเข้าห้องฉุกเฉิน เกิดเสียงฮือฮาจากทีมบุคลากร ทุกคนต่างเข้ามาทักทายเขาอย่างยินดี ด้วยหวังว่าเขาอาจจะกลับมาร่วมงานกับทางโรงพยาบาลอีกครั้ง

“หมอปันคิดถึงจังเลยค่ะ”

“หมอหายหน้าไปไหนมาค่ะ”

“หมอจะกลับมาร่วมงานกับทางโรงพบาบาลใช่มั้ยคะ”

คำถามมากมายจากทีมบุคลากรเข้าจู่โจมเขา ปวันทักทายทุกคน เขายินดีที่ได้เจอเพื่อนร่วมงานเก่าอีกครั้ง การได้กลับมาเยือนสถานที่คุ้นเคยและพบปะกับทีมที่เคยร่วมงานด้วยกันเรียกเอาบรรยากาศคืนวันเก่าๆกลับมา ได้เป็นอย่างดี

“ตอนนี้ผมเป็นแพทย์อาสาแล้วครับ ผมแค่มาส่งตัวคนไข้ ไม่ได้จะกลับมาร่วมงานกับทางโรงพยาบาลหรอก”คำตอบนั้นเรียกสีหน้าแห่งความผิดหวังได้รอบวง เป็นเรื่องน่าเสียดายที่โรงพยาบาลต้องสูญเสียหมอดีๆและมีฝีมือไปคนหนึ่ง ปวันเป็นที่รักใคร่ของทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คงมีทางเลือกของตัวเอง ทักทายกันพอให้หายคิดถึงก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองกันต่อ แพรพลอยส่งต่อคนไข้ให้กับแพทย์เฉพาะทาง หมดหน้าที่ของเธอจึงสามารถปลีกตัวมาพูดคุยกับปวันได้ในที่สุด ทั้งสองคนแยกมายังมุมสงบ ปวันมีเวลายี่สิบนาทีก่อนที่จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับไปยังเชียงใหม่

“ไม่คิดเลยว่าหมอที่มากับคนไข้จะเป็นปัน”แพรพลอยเปิดบนสนทนา ยอมรับว่ายังคงตกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นเขาโผล่มากับคนไข้

“อยู่ใกล้คนไข้ตอนนั้นพอดี ทหารรู้ว่าเป็นหมอจึงขอให้ขึ้นฮอฯมาด้วย แล้วคนไข้ก็ต้องการมารักษาที่โรงพยาบาลนี้เท่านั้น เพราะว่าลูกชายเป็นหมออยู่ที่นี่”ปวันเล่า แพรพลอยพยักหน้ารับรู้

“ใช่ ลูกชายก็รองผู้อำนวยการคนใหม่”แพรพลอยยักไหล่ ปวันพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ

“แพรเป็นไงบ้างสบายดีหรือเปล่า”

“โอ้ย คนที่ต้องถามคำถามนี้คือแพรมากกว่า หนีเข้าป่าเข้าดอยไปหลายเดือน เป็นไงบ้าง สภาพก็ยังดูโอเคนะ หล่อเหมือนเดิม”แพรพลอยใช้สายตาสำรวจคนตัวสูง ปวันหัวเราะเบาๆ

“ก็ดี ดอยฝาดเป็นสถานที่ที่ดีมากๆ ขอบคุณแพรจริงๆที่แนะนำ”คำขอบคุณนั้นแพรพลอยไม่อยากรับไว้เท่าไหร่นัก ถ้าตอนนั้นเขาไม่อาการหนักเข้าขั้นโคม่าจากเรื่องของคริสา คงไม่แนะนำให้ไปเป็นแพทย์อาสาในสถานที่ห่างไกลความเจริญขนาดนั้น จนเป็นที่มาของการตัดสินใจเดินในเส้นทางแพทย์อาสา สุดท้ายก็เข้าร่วมกับองค์กรสากลย้ายไปเป็นแพทย์อาสาในพื้นที่เสี่ยงอันตราย

“ถ้าที่นั่นดีมากๆ แล้วทำไมไม่อยู่ที่นั่นต่อ จะไปเสี่ยงในพื้นที่อันตรายทำไม”เขาไม่ได้บอกแพรพลอยเรื่องย้ายไปเป็นแพทย์อาสาในต่างแดน แต่ก็ไม่แปลกใจที่แพรพลอยรู้ทุกความเป็นไป คนเก่งอย่างแพรพลอยกว้างขวางในทุกวงการ และเธอก็มีมูลนิธิทางการแพทย์เป็นของตัวเอง คงจะเข้าใจถึงเหตุผลในสิ่งที่เขาเลือกเป็นอย่างดี

“ก็…มันคงเป็นเรื่องของอุดมการณ์นั่นแหละ”

”ตอบอย่างนี้นี่ หล่อเลยนะ”แพทย์หญิงแซว ทั้งสองคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง

“จริงๆแล้วมีเรื่องที่อยากถามที่สุด แต่พอรู้ว่าตัดสินใจเข้าร่วมกับองค์กรนั้นไปแล้ว ก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะถามอีก”แพรพลอยเอ่ยขึ้น ปวันเข้าใจทันทีว่าแพทย์หญิงกำลังหมายถึงเรื่องใด

“เอาจริงๆนะปัน แพรคิดว่ามีแค่คนๆเดียวเท่านั้นที่จะดึงปันกลับมาได้ก็คือคุณคริส และแพรคิดว่าไม่ใช่ปันคนเดียวหรอกนะที่รักเธอ เธอก็รักปันเหมือนกัน เพราะอย่างนั้นถึงบอกให้เธอตามไปที่หมู่บ้านนั่น แต่ว่า…ทุกอย่างมันสายไปรึไง”คำถามของแพรพลอยทำให้ก้อนความรู้สึกจุกอยู่ตรงคอ และปวดหน่วงไปทั้งหัวใจ ปวันไม่มีคำอธิบายสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องซับซ้อนและยากจะทำความเข้าใจ

“แพรรู้ว่าคุณคริสตามไปอยู่กับปันนานเป็นเดือน คิดว่าปันจะได้มีความสุขกับผู้หญิงที่รักซะที”

“ใช่ คริสตามไปที่นั่น ช่วงเวลาตอนนั้นมันดีที่สุดเท่าที่ชีวิตคนๆนึงจะมีได้เลยนะแพร แต่ว่า…”ปวันฝืนไม่ให้ตัวเองต้องแสดงความรู้สึกอะไรออกมา แพรพลอยคงไม่เข้าใจในสิ่งที่ทั้งเขาและคริสาเลือก ความเงียบอันชวนอึดอัดทำให้แพรพลอยต้องพ่นลมหายใจออกมา แพทย์หญิงยื่นมือไปตบบ่าคนตัวสูงเป็นเชิงให้กำลังใจ

“ช่างมันเถอะ ปันไม่ต้องพูดอะไรหรอก แพรเชื่อว่าที่สุดแล้ว ทั้งปันและคุณคริสต่างมีเหตุผลของตัวเอง”

“ขอบคุณแพรที่เข้าใจ”

Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr

สมาร์ทโฟนในกระเป๋าแพรพลอยดังลั่น แพทย์หญิงหยิบขึ้นมาดู เป็นเบอร์ของแผนกฉุกเฉิน

“อีอาร์โทรตามอีกแล้ว”

“ไปตรวจคนไข้เถอะ อย่าให้คนไข้และทีมรอ”ปวันบอก เขายกมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจเช็คสภาพเฮลิคอปเตอร์ให้พร้อมสำหรับการขึ้นบินอีกครั้งและกำลังจะบินในอีกสิบนาที เขาจะโดยสารเครื่องบินกลับไปที่หมู่บ้าน

“เสียดายจัง อยากมีเวลาคุยกันให้นานกว่านี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก”แพรพลอยเอ่ยด้วยท่าทางชวนเศร้า ปวันดึงคนตัวเล็กเข้าไปกอด แม้จะเลิกรากันไปนานแล้วแต่ต่างมีมิตรภาพดีๆให้แก่กัน

“ดูแลตัวเองด้วยนะปัน กลับมาอย่างปลอดภัย”แพรพลอยอวยพร

“แพรก็เหมือนกัน อย่าโหมงานให้มากนัก หาเวลาพักผ่อนบ้าง”

“จะพยายาม”

“ไปเถอะ เดี๋ยวผมขึ้นไปบนดาดฟ้าเอง”

ทั้งสองคนเขย่ามือบอกลากันอีกครั้ง เป็นแพรพลอยที่หันหลังเดินจากไปก่อน ปวันมองตามจนสุดสายตา

“โทรมาตามมีเคสด่วนเหรอคะ”แพรพลอยวิ่งเข้ามาภายในแผนก ทันทีที่เข้ามาก็ต้องชะงัก นั่นเพราะเจอกับเจ้าของโรงพยาบาลที่กำลังยืนอยู่กลางห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“สวัสดีค่ะท่าน”แพรพลอยโค้งทักทาย อานนท์ทำเช่นเดียวกัน

“ทุกคนปฏิบัติงานกันตามปกติเลยครับ ไม่ต้องเป็นกังวลกับผม”อานนท์บอกทุกคนทำตัวปกติ แพรพลอยกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

“ท่านมารับการตรวจเองหรือมีใครเป็นอะไรค่ะ”

“ลูกสาวผมไม่สบาย เธออาเจียนรุนแรง ร่างกายอ่อนเพลียจนเป็นลมไป สูตินารีแพทย์กำลังดูอาการเธออยู่ครับ”แพรพลอยหันไปมองเตียงที่มีแพทย์และพยาบาลห้อมล้อมอยู่ คงเป็นคริสาที่นอนอยู่บนนั้น

“คอนเซ้าท์หมอสูติเหรอคะ”แพรพลอยเลิกคิ้วสูง อานนท์พยักหน้าช้าๆ เขารู้ดีว่าแพรพลอยกำลังแปลกใจเรื่องอะไร

“เธอกำลังตั้งครรภ์ได้เก้าสัปดาห์ มีภาวะแพ้ท้องระดับค่อนข้างรุนแรงครับ”

แพรพลอยนิ่งไปทันทีที่ได้รับรู้ สมองกำลังประมวลและลำดับความเข้าใจถึงเหตุการณ์ต่างๆ คริสากำลังตั้งท้องได้เก้าสัปดาห์ นั่นเป็นช่วงเวลาที่หญิงสาวใช้ชีวิตกับปวันในหมู่บ้านดอยฝาด

“ท่านค่ะ ดิฉันขอเสียมารยาทถามท่านค่ะ”แพรพลอยจำเป็นต้องถามอานนท์ แม้อาจดูเป็นการละลาบละล้วงและเสียมารยาทไปก็ตามที

“หมอจะถามอะไรครับ”

“หมอปวันรู้เรื่องที่คุณคริสาตั้งครรภ์รึเปล่าคะ”

อานนท์นิ่งเงียบไป ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ นั่นคงเป็นคำตอบว่า ไม่

“ถ้าอย่างนั้นเขาต้องรู้เรื่องนี้ค่ะ”

แพรพลอยถอยหลัง และเริ่มออกวิ่ง ท่ามกลางความแปลกใจของอานนท์ แพทย์หญิงวิ่งฝ่าผู้คนไปด้วยความรีบร้อนมุ่งตรงไปยังชั้นดาดฟ้า อีกไม่กี่นาทีปวันกำลังขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินกลับไปยังเชียงใหม่ และเธอจะไม่สามารถติดต่อเขาได้อีก ผู้ชายคนนั้นจะจากไปทั้งที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรอเขาอยู่เบื้องหลัง

“อย่าเพิ่งไปนะปัน นายกำลังจะมีลูก”

.........................................................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น