ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4: กักเก็บน้ำ

ชื่อตอน : บทที่ 4: กักเก็บน้ำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2560 18:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4: กักเก็บน้ำ
แบบอักษร

ฉีจิ่งเฉินหลับอยู่ในห้อง ขณะที่ด้านนอกนั้นสองสาวนำขวด กระป๋อง หรือแม้กระทั่งกะละมังที่มีอยู่ในบ้านทั้งหมดมาใส่น้ำกักเก็บไว้ กวนเจียหยู่เองยังฉลาดพอที่จะประยุกต์เอาถุงพลาสติกมาใส่น้ำและจากนั้นก็ค่อยแขวนไว้อีกด้วย

“เจียหยู่ ทำไมเธอถึงต้องกักตุนน้ำไว้เยอะขนาดนั้นด้วยล่ะ?”

ฉีเหยาเหยาคิดว่าเรื่องกักเก็บน้ำมันเป็นเพียงแค่เรื่องที่ให้เธอทำเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ใส่ใจอะไรมันเป็นจริงเป็นจัง ดังนั้นเธอเลยไม่ได้คิดตั้งใจทำมันเท่าไหร่ จนกระทั่งเห็นการกระทำของกวนเจียหยู่

“น้ำน่ะไม่เคยมีคำว่ามากเกินไปหรอกนะ”

กวนเจียหยู่กรอกตาของเธอ ไม่ว่าจะเป็นล้างตัวหรือกดชักโครกเองก็ต้องใช้น้ำทั้งนั้น และถ้าหากว่าการประปาจะถูกตัดจริงๆ ล่ะก็ ไม่ว่าจะกักเก็บน้ำเอาไว้มากแค่ไหน มันก็ไม่มีทางที่จะมากเกินอยู่ดี

“จริงด้วย......” ฉีเหยาเหยาพูดขณะมองไปที่หน้าจอโทรทัศน์

“ในทีวีเองก็บอกให้กักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยเหมือนกัน ... ... อ๊า!” เธอเอ่ยพูดแล้วก็กรีดร้องออกมา มันเป็นเพราะว่าทหารที่ด้านหลังพิธีกรซึ่งกำลังสอนวิธีการเอาตัวรอดอยู่นั้นอยู่ๆ ก็ชักปืนออกมาแล้วก็ยิงกระสุนออกไป!

พวกเธอมองเห็นแค่เพียงพิธีกรซึ่งไม่สามารถปิดบังความหวาดกลัวได้เท่านั้นแต่ไม่เห็นอะไรอย่างอื่น แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“กรุณากักเก็บตุนน้ำไว้อย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงที่จะออกไปข้างนอก และอย่าเข้าไปใกล้ซอมบี้โดยเด็ดขาด ....... ” เสียงของพิธีกรสั่นไหว แต่ก็ยังคงพยายามเอ่ยต่อไปอย่างเชื่องช้า

จริงๆ แล้วในตอนนี้นั้นซอมบี้ยังไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ความเสี่ยงที่ด้านนอกนั้นก็ไม่ได้มากมายอะไรด้วยเช่นกัน  หากแต่คนธรรมดาทั่วๆ ไปนั้นแม้กระทั่งไก่ยังไม่เคยฆ่า จะให้ไปฆ่าซอมบี้แน่นอนอยู่แล้วว่ามันคงเป็นไปไม่ได้

อีกอย่างถ้าหากว่าประชาชนทั่วไปวิ่งหนีออกไปข้างนอกกันหมดเพราะว่าตื่นตระหนก บางทีมันอาจจะเป็นเพียงแค่การเพิ่มจำนวนซอมบี้แทนก็ได้

แต่ในตอนนี้ ในบางพื้นที่มันเริ่มมีการลักขโมยและการฆาตรกรรมหรืออะไรพวกนั้นเกิดขึ้นบ้างแล้ว

ถึงแม้ว่าพวกผู้นำประเทศเองก็ยังไม่เข้าใจนักว่าทำไมอยู่ๆ มันถึงมีซอมบี้เกิดขึ้นมาได้ แต่พวกเขาก็ยังไม่อยากให้กฎระเบียบของสังคมมนุษย์ต้องมาพังทลายลงเอาตอนนี้เช่นกัน

“เหยาเหยา แล้วตอนนี้พวกเราจะทำยังไงดีล่ะ?” กวนเจียหยู่กัดริมฝีปากของเธอและเอ่ยถาม เดิมทีคิดว่าพวกเธอทั้งคู่จะสามารถพึ่งพาฉีจิ่งเฉินได้ แต่ใครจะไปคิดว่าฉีจิ่งเฉินจะมาป่วยเอาตอนนี้ซะได้!

“หา? อะไรนะ?” ฉีเหยาเหยาสับสนไปก่อนนานแล้ว เธอเอ่ยถามซ้ำแบบไม่มีสติ

“พวกเราจะรออยู่ที่นี่เหรอ?” กวนเจียหยู่ค่อนข้างร้อนรนใจ “คนในเน็ตบอกว่าพวกเราควรจะหนีไปที่ค่ายทหารในเขตนั้น หรือออกไปหาสิ่งของมากักตุนไว้ แล้วก็เธอไม่อยากกลับไปที่บ้านหรือไง?”

ในตอนนี้ผู้คนในอินเตอร์เน็ตจำนวนมากต่างบอกว่า ไม่ช้าก็เร็วในเมืองใหญ่ๆ นั้นจะเต็มไปด้วยซอมบี้ ถ้าอยากอยู่รอดล่ะก็ต้องหนีไปที่เขตปลอดภัยไม่ก็เขตชนบท

“พวกเราจะกลับบ้านไปยังไงล่ะ? พี่ชายของฉันยังป่วยอยู่เลยนะ” ฉีเหยาเหยาเอ่ย

โทรทัศน์เองก็บอกด้วยว่า เพราะว่ามีคนจำนวนมากกลายเป็นซอมบี้ นั่นทำให้พวกเราไม่สามารถใช้งานเครื่องบินหรือว่ารถไฟได้... ... .

ก็รู้ใช่มั้ยล่ะว่าสถานีรถไฟหรือสนามบินในช่วงกลางคืนน่ะก็ยังคงมีคนอยู่ ในสถานการณ์ที่ผู้คนบางส่วนกลายเป็นซอมบี้ขึ้นมา คนอื่นๆ ส่วนใหญ่เองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวและก็ถูกกัด ตอนนี้ที่นั่นนอกจากซอมบี้ก็มีแต่ซอมบี้เท่านั้น!

 โชคยังดีที่ว่าเพื่อนบ้านของพวกเธอนั้นในช่วงกลางคืนต่างก็อาศัยอยู่ในบ้านในห้องของตัวเองกันหมด ดังนั้นข้างนอกนั้นก็เลยมีซอมบี้เพียงแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น

 กวนเจียหยู่มองไปทางห้องของฉีจิ่งเฉิน แล้วก็เปลี่ยนหัวข้อเรื่องไป “นี่ เหยาเหยา เธอหิวมั้ย? เรามาหาอะไรกินกันเถอะนะ?”

“ฉันยังไม่หิว ......” ฉีเหยาเหยาเอ่ย ทันใดนั้นอยู่ๆ โทรทัศน์ก็ดับลง

ไฟฟ้าถูกตัด!

ใบหน้าของฉีเหยาเหยาพลันเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดในทันที กวนเจียหยู่เอ่ยปลอบเธออยู่สักพัก จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องและเริ่มที่จะแกะขนมกินไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้เธอยังอาศัยจังหวะที่ฉีเหยาเหยาไม่ทันสังเกตหยิบเอาเนื้อแห้ง ช็อคโกแลต หรืออะไรพวกนั้นเก็บใส่ในกระเป๋าของตัวเองอีกด้วย

ฉีเหยาเหยานั้นไม่รู้สึกอยากอาหารเลยสักนิด ขณะที่กวนเจียหยู่กินนู่นนี่นั่นเล็กๆ น้อยๆ และดื่มน้ำกินอีกขวดจนท้องอิ่ม แต่ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะขึ้นที่หน้าประตูกระทันหัน คนที่เคาะประตูก็ยังส่งเสียงตะโกนร้องให้ “ช่วยด้วย” อีกด้วย

หลังจากไฟฟ้าถูกตัดลง มันก็ไม่มีเสียงของโทรทัศน์ใดๆ อีก ดังนั้นเสียงร้องขอความช่วยเหลือในเขตหมู่บ้านจึงกลายเป็นชัดเจนขึ้นมา

ในบ้านของพวกเธอถึงจะไม่มีใครกลายเป็นซอมบี้ไป แต่ในหมู่บ้านของพวกเขานั้นมันก็มีอยู่หลายครอบครัวที่มีใครสักคนได้กลายเป็นซอมบี้

คู่สามีภรรยาเมื่อคนหนึ่งกลายเป็นซอมบี้ อีกคนถูกจู่โจมขึ้นมาขณะนอนหลับ มันยังมีคนที่ได้ยินเสียงแถวหน้าประตูห้องในตอนเช้า และเมื่อเปิดประตูห้องของพ่อแม่หรือว่าลูกของพวกเขาเข้าไป ซอมบี้ก็พุ่งตัวออกมา.......

ถึงแม้ว่าผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ จะไม่ได้เจอกับเรื่องแบบนั้น แต่พวกเขาหลายต่อหลายคนก็ถูกขังอยู่ในห้องนอน และไม่สามารถเปิดประตูออกไปได้ และมันก็ไม่มีอาหารอยู่ในนั้น ดังนั้นพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดผวา

แค่เสียงร้องขอความช่วยเหลือพวกนี้ก็ทำให้ฉีเหยาเหยาและกวนเจียหยู่หวาดกลัวมากพอแล้ว ตอนนี้ยังมามีเสียงเคาะที่ประตูอีก มันทำให้ขนของพวกเธอลุกชัน

ฉีเหยาเหยาเติบโตมาโดยถูกสั่งสอนให้รู้จัก “ช่วยเหลือคนอื่น” และอะไรคล้ายๆ แบบนั้น ด้วยการชักนำจากจิตใต้สำนึก เธอเลยเดินไปส่องตาแมวที่หน้าประตู ก่อนจะล้มลงในทันทีและกรีดร้องเสียงดังขึ้นอีกครั้ง

กวนเจียหยู่ที่ตามมาด้วยมองไปที่ตาแมว ก่อนจะกุมที่หน้าอก และแล้วของที่กินไปก่อนหน้านี้ทั้งหมดต่างก็ถูกขย้อนออกมา

ก่อนหน้านี้กวนเจียหยู่และฉีเหยาเหยาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านของคนในชนบทนั้นก็จะดีเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน

ดังนั้นหลังจากตามฉีจิ่งเฉินมาเที่ยวเล่นในเมืองแล้วพวกเธอก็ยังเคยชินกับการสนิทสนมกันกับเพื่อนบ้านในระแวกใกล้เคียง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครมาจากไหน มันก็เป็นความเคยชินของพวกเธอที่จะเอ่ยทักทายกันและกัน ดังนั้นพวกเธอก็เลยได้รู้จักครอบครัวสี่คนครอบครัวหนึ่ง

ครอบครัวนั้นเป็นคู่สามีภรรยาและก็แม่ของตัวภรรยากับลูกสาววัยหนึ่งขวบ  กับคู่สามีภรรยานั้นพวกเธอไม่ค่อยสนิท แต่เด็กน้อยน่ารักคนนั้นแล้วก็คุณยายใจดีคนนั้นพวกเธอยังเคยคุยเล่นกันอยู่ไม่น้อยเลย

และตอนนี้ที่หน้าประตูนั่น คุณยายผู้ที่สุดแสนจะรักเอ็นดูลูกสาวและหลานสาวของเธอคนนั้นก็กำลังกัดกินลูกสาวของเธอทั้งเป็น!

ลำคอเธอถูกกัดกินไปครึ่งหนึ่ง และจากห้องฝั่งตรงข้ามนั้นก็ยังมีซอมบี้หน้าดำตัวเล็กตะเกียดตะกายออกมาอีกด้วย........

หญิงสาวนั้นหลังจากถูกมารดาโยนทิ้งลงไม่นานนักก็เสียชีวิต ก่อนจะยืนขึ้น ใบหน้าของเธอกลายเป็นสีดำเทา คอครึ่งหนึ่งถูกกัดออกไปและถูกคลุมด้วยแผ่นหนังสีดำ ที่มือของเธอนั้นมีเล็บมือยาวแหลมสีดำสนิท.........

หญิงสาวคนนี้ได้กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว!

ซอมบี้หญิงชราและซอมบี้หญิงสาวเริ่มทุบตีที่หน้าประตูของพวกเธอ หากแต่ซอมบี้เด็กน้อยนั้นเริ่มตะเกียดตะกายกลับไป.......

ฉีเหยาเหยามองไปที่ตาแมว และตอนนั้นก็พลันสบตาเข้ากันกับดวงตาคู่ที่ตาขาวกลับกลายเป็นสีดำคู่หนึ่ง เธอกรีดร้องเสียงดังขึ้นมาทันที ทำให้ซอมบี้สองตัวที่หน้าประตูเองก็ทุบตีประตูเสียงดังขึ้นด้วยเช่นกัน......

ฉีจิ่งเฉินตื่นขึ้นมาเพราะเสียงกรีดร้องของฉีเหยาเหยา

พลังจิตวิญญาณของเขาในตอนนี้นั้นถึงจะยังอ่อนแอมากเมื่อเทียบกับก่อนที่เขาจะตายจนไม่สามารถเพิ่มพูนประสาทสัมผัสต่างๆ ได้มากเหมือนเมื่อก่อน แต่มันก็ยังเพียงพอที่จะให้เขาล่วงรู้การเคลื่อนไหวภายนอกจากสถานที่ปิด อย่างเช่นการเคลื่อนไหวที่หน้าประตูนั่น

ในชีวิตชาติที่แล้วของเขานั้น เขาไม่ได้เอาแต่ล้มตัวนอนอยู่แบบนี้...

หลังจากที่รู้ว่าด้านนอกมันไม่ปกตินั้น เขาก็ปลอบน้องสาวของเขาและทำอาหารให้เธอกิน จากนั้นก็ไปเคาะประตูฝั่งตรงข้ามดูหลังจากที่เขามองดูแล้วว่าที่ระเบียงทางเดินนั้นมันไม่มีสัตว์ประหลาดอยู่

ในตอนนั้น คู่สามีภรรยากำลังทะเลาะกัน เมื่อคืนพวกเขาสามีภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันในห้อง ขณะที่หญิงชราพาเด็กน้อยไปเข้านอน หลังจากผ่านคืนเมื่อวานที่เริ่มมีการกลายพันธ์ไป คู่สามีภรรยานั้นยังปลอดภัย แต่ว่าหญิงชรากับเด็กน้อยนั้นกลับไม่ยอมตอบรับเสียงเรียก.......

พวกเขาทะเลาะกันเพราะว่าสามีไม่ยินยอมให้ภรรยาของเขาไปตรวจดูสถานการณ์ของหญิงชราและลูก แต่ว่าภรรยายังยืนกรานที่จะเปิดประตูและก็เข้าไปดูคนในห้อง

เธอโน้มน้าวให้สามีออกไปดูสถานการณ์ที่ด้านนอกนั่น ผลปรากฎคือเมื่อสามีกลับมา ไม่ว่าจะเคาะประตูยังไงก็ไม่มีใครยอมเปิดประตู......ถ้าจะมีเกิดอะไรขึ้น มันก็น่าจะเป็นภรรยานั้นเมื่อตอนที่สามีจากไปก็เปิดประตูเข้าไปในห้องของหญิงชราและลูก จากนั้นก็ถูกกัด

สามีของเธอนั้นก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าเลือดเย็นหรือเด็ดขาดดีกันแน่ หลังจากคาดเดาว่าภรรยาของเขาน่าจะกลายเป็นซอมบี้ไปแล้วก็เลยล็อคประตู แล้วก็จากไป

ขณะที่พวกเขาซึ่งอยู่ห้องข้างๆ นี่นั้นก็เพราะว่ามีซอมบี้สามตัวถูกขังอยู่เลยพากันหวาดกลัวไปอยู่นานไม่น้อยเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะพูดยังไง ครั้งที่แล้วนั้นซอมบี้สามตัวถูกขังอยู่ในห้อง ไม่เหมือนตอนนี้ที่เดินเข้ามาทุบตีประตูห้องของพวกเขา ดังนั้นตอนนั้นต่อให้ฉีเหยาเหยาและกวนเจียหยู่กลัวเอาแค่ไหน มันก็ไม่ได้หนักหนาย่ำแย่อะไรมากมายนัก

แต่ว่าตอนนี้นั้น.......

ฉีจิ่งเฉินรู้สึกว่าหูของเขาเหมือนใกล้จะหนวกเข้าไปเต็มทนแล้ว

จริงๆ แล้วนั้นซอมบี้น่ะมีประสาทหูที่ดีมากๆ และพอเวลาผ่านไปอีกสักสองสามปี เมื่อซอมบี้พวกนี้ดูดกลืนพลังงานความมืดมากขึ้น และมากขึ้น พวกมันก็จะสามารถใช้กรงเล็บฉีกประตูหรือว่ากำแพงธรรมดาแบบนี้ไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องมางุ่มง่ามแบบนี้เลยแม้แต่น้อย

ดังนั้นฉีจิ่งเฉินถึงได้ไม่รู้สึกว่าซอมบี้ที่หน้าประตูนี้มันน่ากลัวอะไร แต่สองสาวนั้นไม่สามารถทนได้ไหวกับเสียงเคาะประตูของซอมบี้พวกนี้ พวกเธอตื่นตระหนกตกใจจนแทบจะยัดตัวเองเข้าไปในฝาตู้เย็น จากนั้นก็ขดตัวสั่น

ในวันนี้ ทั้งโลกถูกปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัว และในช่วงเย็นของวันนั้น น้ำประปาก็หยุดไหล

โชคดีที่ว่ามันยังสามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อรู้ข่าวสารจากภายนอกได้อยู่บ้าง และที่บ้านเองก็ได้กักเก็บน้ำไว้บ้างแล้ว

เพราะว่ามันมีซอมบี้ทุบตีอยู่ที่หน้าประตู ดังนั้นฉีเหยาเหยาและกวนเจียหยู่จึงกลัวที่จะอาศัยอยู่ในห้องนั่งเล่น  และพวกเธอก็หลบซ่อนตัวกันอยู่ในห้องนอน กวนเจียหยู่คิดอะไรไปเรื่อย ขณะหยิบขนมออกมากินเล่น

ฉีจิ่งเฉินซื้อขนมขบเคี้ยว ลูกอม ช็อคโกแลต ชา นม และแม้กระทั่งเต้าหู้แห้งห่อเล็กๆ คอเป็ด หรือว่าปีกไก่ และของอะไรพวกนั้น ถึงแม้ว่าของพวกนี้มันจะเป็นแค่ของเล็กๆ น้อยๆ แต่กินไปแล้วก็ยังอิ่มท้องอยู่มากเลยทีเดียว

ฉีเหยาเหยากินขนมไปพลางก็พลันนึกถึงฉากที่เห็นข้างนอกห้องนั่นตอนก่อนหน้า ทำท่าจะอาเจียนอยู่หลายครั้ง ทันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

“พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่นา”

โดยไม่ทันรู้ตัว มันก็ผ่านไปแล้วหนึ่งวัน และในวันนี้เธอยังไม่ค่อยได้กินอะไรเท่าไหร่เลย มันไม่ต้องพูดถึงฉีจิ่งเฉินเลย

“ฉีต้าเกอ*กำลังป่วยไม่ได้สติอยู่ใช่เหรอ แล้วมันยังมีอะไรกินง่ายเหมาะจะป้อนให้ฉีต้าเกอกินด้วยเหรอ?” กวนเจียหยู่เอ่ยออกมาอย่างลังเล

“มันมีนมอยู่นะ” ฉีเหยาเหยาหยิบกล่องนมออกมาและรีบวิ่งไปที่ห้องนอนของฉีจิ่งเฉิน

กวนเจียหยู่กัดปากของเธอ แล้วหยิบเอาแบตสำรองของฉีเหยาเหยามาชาร์ตแบตโทรศัทพ์มือถือของตัวเอง ขณะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต มองดูข้อความข้างใน ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็ส่องประกายวาบ

หยิบถ้วยออกมาจากในครัว และก็ใส่ถุงชาลงไปในถ้วย จากนั้นกวนเจียหยู่ก็เดินถือถ้วยเข้ามาในห้องนอนของฉีจิ่งเฉิน “เหยาเหยา เธอไม่ได้จะป้อนอาหารให้ฉีต้าเกอหรอกเหรอ ฉันจะช่วยเธอเอง!”

ฉีเหยาเหยาไม่รู้ว่าจะป้อนอาหารให้ฉีจิ่งเฉินยังไงดีจริงๆ เธอนั้นถูกรักถนอมโดยพ่อแม่ของเธอ อยู่ที่บ้านไม่เคยต้องช่วยงานอะไร จะมาเคยทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง? ไม่ต้องพูดถึงว่าฉีจิ่งเฉินเองก็ไม่ยอมร่วมมือด้วยสักนิด

แน่ล่ะว่าฉีจิ่งเฉินไม่คิดจะว่าง่ายด้วยดีๆ แน่นอน มันไม่ใช่เพราะเขาจะฆ่าตัวตาย แต่เป็นเพราะว่าเขานั้นไม่อยากจะกินอะไรจริงๆ ดังนั้นเมื่อฉีเหยาเหยาเอ่ยเรียกเขาที่ข้างๆ เขาจึงไม่คิดจะเปิดตาของเขาขึ้น นั่นทำให้ฉีเหยาเหยานั้นไม่สามารถเริ่มต้นป้อนนมให้เขาได้

กวนเจียหยู่มองเห็นท่าทีไร้หนทางของฉีเหยาเหยาแล้วนั้น ในใจก็พลันรู้สึกเป็นสุข หยิบนมออกมาจากมือของฉีเหยาเหยา และก็เทมันส่วนหนึ่งลงไปในถ้วยในมือของเธอเอง

เธอชานมผงใส่ลงไปในถ้วยชานมจนเริ่มข้น จากนั้นก็คนมันด้วยช้อนและตักมันส่งไปที่ปากของฉีจิ่งเฉิน

“ฉีต้าเกอ กินอะไรสักหน่อยเถอะ ถ้าไม่กินก็จะไม่มีแรงนะ!”

กลิ่นประหลาดแล่นปราดเข้าที่โพลงจมูก ฉีจิ่งเฉินส่งเสียง “แหวะ” คายมันออกมา……

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อาเจียนอะไร แต่มันก็บอกชัดว่าฉีจิ่งเฉินไม่คิดจะกินของสิ่งนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเองก็ยังพูดบอกไปอีกหนึ่งประโยค “น่าสะอิดสะเอียดเป็นบ้า”

ไม่ใช่ว่าเป็นชานมผงหรือไง? อะไรที่มันทำให้นายสะอิดสะเอียนกันน่ะหา?! กวนเจียหยู่ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตแล้วก็พลันคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง

เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเห็นรอยยิ้มจอมปลอมนี่ ฉีจิ่งเฉินก็เริ่มอาเจียนอีกรอบ

ฉีเหยาเหยาและกวนเจียหยู่จากไปท่ามกลางเสียงอาเจียนของฉีจิ่งเฉิน และจากนั้นฉีจิ่งเฉินก็ค่อยล้มนอนลงบนเตียง ค่อยๆ ฟื้นฟูกระเพาะอาหารที่บิดเกลียวของเขาอย่างช้าๆ

เขาคิดว่าอาหารนั่นมันน่าสะอิดสะเอียดอย่างแท้จริงไม่ได้เสแสร้ง ความจริงแล้วถ้ามันเป็นแค่นมเฉยๆ น่ะก็ไม่เป็นไร แต่พอใส่ชาและอะไรอื่นๆ เพิ่มเข้ามา เขาก็รู้สึกว่ามันช่างมีกลิ่นที่เกินกว่าจะทานทนไหว

ชาติที่แล้วก่อนที่พลังของเขาจะตื่นขึ้นมันเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน นอกเหนือไปจากอาหารสดสะอาดทั่วไปที่ไม่ใส่อะไรเพิ่มเติมและน้ำสะอาดแล้วนั้น ไม่ว่าเขาจะกินอะไรมันก็รู้สึกแย่ไปหมด

ในตอนนั้นเขาไม่กล้าแสดงอาการพวกนี้ออกมา อาหารมันไม่ได้หาได้ง่ายๆ เลย เขาจะไม่เสแสร้งเกินไปหน่อยหรือไงกับอาการป่วยแบบนั้นน่ะ?

เพราะแบบนั้นทุกๆ ครั้งที่เขากินอะไรก็ตาม เขาจะต้องบีบปากของเขาเองไว้แน่น บังคับฝืนทนไม่ให้ตัวเองอาเจียนมันออกมา และสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้อาเจียน..... ...

หลังจากนั้นพอกินของน่าคลื่นไส้สะอิดสะเอียนพวกนี้เข้าไปมากๆ เข้ามันก็ชักเริ่มจะชินชา และนั่นทำให้เมื่อตอนที่หมอนั่นคอยยัดเยียดให้เขากินอาหารหมดอายุพวกนั้นเสียหลายต่อหลายชนิด เขาก็ยังไม่แม้แต่จะรู้สึกแย่แม้จะกินของน่าคลื่นเหียนพวกนั้นเข้าไป

แต่ตอนนี้นั้น.......เขาไม่ได้อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ถ้างงั้นทำไมเขาต้องทนฝืนกินของน่าอาเจียนพวกนั้นให้ตัวเองรู้สึกแย่ด้วย? มันยังดีเสียกว่าที่จะทนหิวโหย ยังไงซะ เขาเองก็ชินกับความหิวโหยแบบนี้แล้วเหมือนกัน

เขาน่ะตายเพราะขาดอาหารจนหิวตายในชาติที่แล้วด้วยซ้ำ

ฉีจิ่งเฉินคิดว่าเขาคงจะสามารถนอนหลับฝันหวานต่อไปได้อีกสักพัก แต่ผลสุดท้ายคือแค่เพียงไม่นาน ฉีเหยาเหยาก็เข้ามาอีกครั้ง และครั้งนี้เธอนำแก้วน้ำเปล่ามาป้อนให้เขาดื่ม

“ถ้าพี่ไม่กินอะไรก็ดื่มน้ำหน่อยนะ ....ฮือออ.....พี่ต้องห้ามตายเด็ดขาดนะ....”

ฉีเหยาเหยาร้องไห้ไปด้วยขณะที่เปิดปากของฉีจิ่งเฉินออกและเทน้ำลงไปข้างใน... ... ..

ฉีจิ่งเฉินไอสำลักน้ำเต็มแรง

ทักษะการป้อนน้ำของฉีเหยาหยานี่มันไม่ใช่อะไรที่ถูกคำอธิบายของคำว่า “ป้อน” แล้ว! คำบรรยายมันควรจะเป็น “ราดน้ำ” ให้เขาเลยมากกว่า!

แต่ว่าเขาเองนั้นไม่เคยคาดคิดเลยจริงๆ ว่าฉีเหยาเหยาจะมาทำอะไรแบบนี้ให้เขา ... ... ในชาติที่แล้วนั้นเขาทำดีให้เธอกว่าพันล้าน แต่ฉีเหยาเหยาก็ไม่จดจำ แม้กระทั่งน้ำลายก็ไม่เคยคิดจะเหลือไว้ให้เขา

มาถึงตอนนี้เขานั้นไม่ได้ทำอะไรให้เธอสักอย่าง แต่ฉีเหยาเหยากลับจดจำได้ว่าต้องป้อนข้าวป้อนน้ำเขาตั้งแต่ตะวันออกยันตะวันตก......

ฉีเหยาเหยาป้อนน้ำอุ่นจากในกาต้มน้ำให้กับฉีจิ่งเฉิน ก่อนหน้านี้ฉีจิ่งเฉินเคยดื่มมันโดยที่ไม่เคยรู้สึกว่ามันผิดแปลกอะไร แต่ในตอนนี้นั้นกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นแปลกๆ ยังดีที่ว่ามันไม่ดื่มยากไปกว่าถ้วยชาก่อนหน้านั่น

หลังจากป้อนน้ำบางส่วนให้กับฉีจิ่งเฉินเสร็จ ฉีเหยาเหยาก็จากไปในที่สุด ขณะที่คอของฉีจิ่งเฉินนั้นเปียกชุ่ม

แต่ฉีจิ่งเฉินก็ยังไม่คิดสนใจมัน เสื้อผ้าเปียกมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แต่ร่างกายที่เจ็บปวดทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ต่างหากที่ช่างเป็นปัญหามากเกินทน

ก่อนหน้านี้เขาแค่รู้สึกร่างกายโป่งบวมด้วยอาการโซเซมึนงงอย่างหนัก แต่เมื่อตอนกลางคืนมาถึง ร่างกายทั้งบนทั้งล่างนั้นตลอดเนื้อตัวของเขานั้นก็กลับเป็นยิ่งรู้สึกทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่อยๆ

ชาติที่แล้วนั้นไม่ใช่ว่าเขาต้องทนเจ็บปวดทรมานมานับล้านเสียจนเฉยชาแล้วหรอกเหรอ มองดูคนพวกนั้นเอามีดจิ้มแทงเข้ามาในร่างกายเขาหลายต่อหลายครั้ง ความรู้สึกของการถูกกรีดแทงและเฉือนเอาบางสิ่งออกไปจากร่าง

ดังนั้นกับอีแค่ความเจ็บปวดตอนนี้แล้วน่ะ.......

ฉีจิ่งเฉินนอนอยู่บนเตียงและปล่อยให้ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างของเขา กระทั่งหัวคิ้วของเขายังไม่ขมวดเข้าหากันเลยด้วยซ้ำ

ถูกเฉือนเอาเลือดเนื้อไปในทุกๆ วันเขาก็ยังผ่านพ้นมันมาได้แล้ว ทำไมเขาจะทนกับเรื่องแค่นี้ไม่ได้กัน?

อีกอย่าง ความทรมานในตอนนี้ของเขามันก็ยังเทียบกันไม่ได้กับในชาติที่แล้วเลยด้วยซ้ำ ในตอนนั้นเขาทั้งวิ่งลุกลี้ลุกลนไปเสียทั่ว ทุกๆ ก้าวที่ย่างเดินเหมือนเหยียบอยู่บนคมมีดที่ต้องฝืนทนต่อไป

แต่ลองดูมาตอนนี้สิ เขาสามารถที่จะล้มตัวลงนอนอยู่บนเตียงตรงนี้สบายๆ เลยด้วยซ้ำ

เทียบกันแล้วมันจะไปยากเย็นอะไรไปอีก?

หลังจากความมืดยามค่ำคืนมาเยือน ไม่ใช่แค่ฉีจิ่งเฉินรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น พวกซอมบี้เหล่านั้นเองก็กระตือรือร้นมากขึ้นด้วยเช่นกัน โชคดีที่เวลานั้นผ่านไปอย่างเร็วไว มันไม่มีความตายเกิดขึ้น

ในระหว่างนั้น ฉีเหยาเหยาเข้ามาป้อนน้ำให้ฉีจิ่งเฉินอยู่สองสามครั้ง และก็ยังป้อนนมให้เขาอีกด้วย

ฉีจิ่งเฉินไม่อยากจะขยับตัวอะไรเลยในตอนนี้ และเขาก็เกียจคร้านเกินกว่าจะปฏิเสธอะไรให้มากความ ของพวกนี้นั้นไม่ขนาดว่าทำให้เขาอาเจียน ดังนั้นก็แค่กินมันซะ

ในช่วงค่ำของวันที่สอง อินเตอร์เน็ตก็ล่มลง

นี่นับว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างมากสำหรับฉีเหยาเหยาและเจียกวนหยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ที่หน้าประตูมันเต็มไปด้วยเสียงทุบตีประตูอย่างไร้ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและไร้สิ้นสุดของพวกซอมบี้ นั่นทำให้พวกเธอไม่กล้าที่จะผ่อนคลายอะไรใดๆ

มาถึงจุดๆ นี้แล้ว อย่าว่าแต่ฉีเหยาเหยาเลย แม้กระทั่งกวนเจียหยูเองก็เริ่มจะล้มลงไปแล้วเหมือนกัน




---------------

//เนี่ยอวี่ >> เนี่ยอี่ กวนเจียหยู >> กวนเจียหยู่

----------------

ฉีต้าเกอ – พี่ใหญ่ฉี

เจียหยู่บางทีก็เรียกจิ่งเฉินว่าฉีต้าเกอ ไม่ก็เรียกเป็นเกอของเหยาเหยา

ส่วนเหยาเหยานั้นเรียกจิ่งเฉินด้วยชื่อ ไม่ก็ เกอ (พี่ชาย) ไม่ได้เรียกว่าต้าเกอ (พี่ใหญ่) สมัยเด็กๆ จะเรียก เก่อเกอ (อารมณ์พี่จ๋า หรือมุ้งมิ้งกว่าพี่ชายหน่อยนึง(?))

----------------

//บทต่อไป - บทที่ 5: แยกทางกันไป ในที่สุดใครบางคนก็จะจากไป (สักที) เห้ออออ

ความคิดเห็น