ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3: เลือดและเนื้อ

ชื่อตอน : บทที่ 3: เลือดและเนื้อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2560 01:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3: เลือดและเนื้อ
แบบอักษร

ฉีจิ่งเฉินตกอยู่ในห้วงการหลับใหล และเขาก็ยังหลับเสียสนิทอีกด้วย

ผู้คนในวันสิ้นโลกนั้น ถึงแม้ว่าจะนอนหลับก็ยังต้องเผื่อใจส่วนหนึ่งไว้ระวังภัย ฉีจิ่งเฉินเองก็ด้วย ถึงเขาจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่มันก็ยังจำเป็นต้องระมัดระวังไว้ตลอดเวลา แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะนอนหลับฝันหวาน

แต่พอมาในตอนนี้ เขาเพียงแต่อยากจะปล่อยวางทุกอย่างไป ดังนั้นเขาเลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาโดยแท้จริง มันดูเหมือนว่าจะเป็นการนอนหลับที่ค่อนข้างสุขสบายไม่น้อยเลยทีเดียว แม้กระทั่งร่างกายของเขาก็ยังไม่รู้สึกถึงความทรมานใดๆ ทั้งนั้น

ฉีจิ่งเฉินคิดว่าความตายมันไม่มีอะไรน่ากลัว เขาแม้กระทั่งร้อนรนที่จะตายเร็วๆ เสียด้วยซ้ำ แต่คนอื่นๆ คงจะไม่คิดแบบนั้น อย่างน้อยก็ที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับเขา ฉีเหยาเหยาและกวนเจียหยู่ก็ไม่ได้คิดแบบนั้น

ฉีเหยาเหยาและกวนเจียหยู่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตอนเช้าตรู่เพื่อมาเผชิญหน้ากับชีวิตแสนสุขของพวกเธอที่ถูกทำลายลง และแม้กระทั่งก่อนหน้านี้ที่ต้องมาเป็นพยานรู้เห็นครอบครัวหนึ่งพร้อมเด็กน้อยวิ่งหนีไปมาอยู่ที่ด้านล่างนั่นพร้อมเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ ด้านหลังก็ยังไล่ตามมาด้วยซอมบี้ท่าทางน่าสะพรึงกลัวที่คอยไล่กัด

สิ่งเหล่านี้นั้นมันทำให้เด็กสาวทั้งสองรู้สึกหวาดกลัวมากซะจนเอ่ยบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก แต่ทำไมในตอนนี้ ที่พึ่งเพียงคนเดียวของพวกเธอ ฉีจิ่งเฉินถึงยังไม่ยอมออกจากห้องมาเสียที ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

พวกเธอทั้งพยายามร้องเรียก เล่นโทรศัพท์ โทรศัพท์หาเพื่อนๆ เข้าประชุมสาย และร้องไห้ไปด้วยกัน แลกเปลี่ยนข่าวสารต่างๆ ให้กัน

กวนเจียหยู่นั้นยังไม่เป็นอะไร เธอโทรหาครอบครัวที่บ้าน และได้รู้ว่าน้องชายคนเดียวของเธอนั้นได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว เด็กสาวไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกโศกเศร้า ทว่าหัวใจของเธอยังรู้สึกพึงพอใจอยู่ไม่น้อยเลยด้วย

และในตอนนี้ที่ความกลัวของเธอเริ่มลดน้อยลง เธอก็เริ่มคิดวางแผนเกี่ยวกับเรื่องต่อๆ ไปอย่างเป็นเหตุเป็นผล ในขณะที่ฉีเหยาเหยานั้นแทบจะล้มลงไปแล้ว ยังคงร้องไห้อยู่ต่อไปอย่างไร้สิ้นสุด

ฉีเหยาเหยาเป็นลูกสาวที่คลอดมาในตอนที่คู่สามีภรรยาแซ่ฉีอายุได้เลขสี่แล้ว ก่อนหน้านั้นพ่อแม่ของเธอตั้งหน้าตั้งตารอคอยลูกที่จะเกิดอยู่เกือบยี่สิบปี

มันสามารถจินตนาการได้เลยว่าเธอได้รับความรักจากพวกเขามากมายขนาดไหน และสำหรับฉีเหยาเหยาเองแล้ว ระดับความสำคัญของพ่อแม่ในใจเธอนั้นก็ไม่เป็นที่กังขาเลยด้วยเช่นกัน

ทว่าตอนนี้ เมื่อเธอโทรหาพ่อแม่ของเธอ แต่มันก็ไม่มีใครรับสาย ...

ด้านล่างนั้นมีซอมบี้เดินเพ่นพ่านไปมา ในอินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อความและรูปภาพน่ากลัวมากมาย พวกเรากรีดร้องกันว่านี่มันคือวันสิ้นโลก .... ...

ถ้าไม่ใช่เพราะว่าโทรศัพท์และวิทยุต่างก็เอ่ยบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ผู้รอดชีวิตต้องห้ามเข้าใกล้ซอมบี้โดยเด็ดขาด และให้ผู้รอดชีวิตอยู่ที่บ้านรอการช่วยเหลือล่ะก็ เธออาจจะเป็นลมล้มไปแล้วจริงๆ

“เจียหยู่ พวกเราจะไม่เป็นไรใช่มั้ย? พ่อและแม่ของฉันเองก็คงจะแค่ลืมโทรศัพท์ไว้ พวกเขาจะต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ ... ... และพี่ชายของฉันนั้น เขาก็จะต้องแค่นอนหลับอยู่เฉยๆ แน่ๆ ... ...”

ฉีเหยาเหยาน้ำตาท่วมขณะเอ่ยพูดไปด้วย และทันใดนั้นก็เอ่ยออกว่า “ฉันจะไปลองดูพี่ชายดู”

ตั้งแต่ที่ฉีจิ่งเฉินเริ่มเรียนมหาลัย ฉีเหยาเหยาก็เริ่มปฏิเสธที่จะเรียกเขาว่าพี่ชาย เอาแต่เรียกชื่อเขาตรงๆ มาตลอด แต่ในตอนนี้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่จนเธอรู้สึกกลัวขึ้นมา ดังนั้นเธอเลยเรียกเขาว่า “พี่”

“เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ ถ้าหากว่าเขากลายเป็นซอมบี้ไปแล้วล่ะ?”

“ไม่ใช่ว่าคนที่กลายเป็นซอมบี้จะต้องบ้าคลั่งไล่ตามกัดคนอื่นหรือไง? พ่อแม่ของเธอเองก็บอกว่าหลังจากน้องชายเธอกลายเป็นซอมบี้ไปเขาก็จดจำทุกคนไม่ได้ และเริ่มไล่ทำร้ายคนอื่นในบ้าน ...... ห้องของพี่เงียบขนาดนั้น บางทีเขาอาจจะแค่นอนอยู่ก็ได้”

ฉีเหยาเหยาเอ่ยพูดอย่างขวัญกล้า ไม่ใช่ว่าเธอไม่กลัว แต่ถ้าหากว่าพี่ชายของเธอไม่อยู่อีกแล้วล่ะก็ เธอจะทำยังไงได้กัน? ขอความช่วยเหลือจากกวนเจียหยู่งั้นเหรอ?

กวนเจียหยู่น่ะแค่ถูกแกล้งยังไม่กล้าเอ่ยพูดอะไร ยังจะคาดหวังจากเธอได้อีกเหรอ?

ม่านตาของกวนเจียหยู่ขยายออก

“เธอลองไปดูเอาก็ได้ ฉันจะรออยู่ที่นี่ และถ้ามันไม่โอเคเธอก็รีบวิ่งหนีมา” เอ่ยแบบนั้น ขณะยืนนิ่งอยู่ในห้องนอนที่เธอกับฉีเหยาเหยาใช้พักผ่อน

ฉีจิ่งเฉินล็อคประตูเอาไว้ แต่กุญแจสำรองทุกห้องของบ้านนั้นถูกเก็บไว้ในตู้เก็บของที่ห้องนั่งเล่น ฉีเหยาเหยาหยิบเอากุญแจออกมา ใช้มือสั่นๆ ของเธอค่อยๆ เปิดประตูออกช้าๆ ......

ฉีเหยาเหยาตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีไปได้ตลอดเวลา แต่หลังจากประตูเปิดออก มันก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยในห้อง.....

เธอทำใจกล้ามองเข้าไปด้านในห้อง เพียงเพื่อที่จะเห็นว่าฉีจิ่งเฉินนั้นเป็นแบบที่เธอเอ่ยพูดไปงั้นๆ จริงๆ ด้วย

เขากำลังนอนหลับอยู่

ซอมบี้หน้าตาเป็นแบบไหนนั้นฉีเหยาเหยาแค่มองลงไปจากหน้าต่างก็มองเห็น และพี่ชายของเธอนั้น ถึงแม้ว่าสีหน้าของเขาจะซีดเซียวอยู่บ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนกันกับซอมบี้พวกนั้น ... ...

ฉีเหยาเหยาใจเย็นขึ้นในทันที “ฉีจิ่งเฉิน ฉีจิ่งเฉิน นายยังจะมานอนอยู่ตอนนี้ได้ยังไงกัน!”

พูดออกไปแบบนั้นแล้ว ฉีเหยาเหยาพลันรู้สึกแย่มาก น้ำตาเอ่อไหลทะลักออกมา

ฉีจิ่งเฉินเองก็ตื่นขึ้นแล้ว

เขารู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก ร่างกายเองก็ยังคงรู้สึกอึดอัดทรมานเป็นที่สุด ไม่อยากจะขยับแม้เพียงนิดและก็ไม่มีแรงเลยด้วย

ดังนั้นถึงแม้ว่าฉีเหยาเหยาจะยังร้องห่มร้องไห้อย่างหนักแค่ไหน เขาก็เพียงแค่ขมวดคิ้ว แต่ไม่คิดอยากจะตื่นขึ้นมา ไม่แม้กระทั่งอยากจะเอ่ยพูดอะไรแม้ครึ่งคำ

อาจจะเป็นเพราะพลังความมืดของเขานั้นแข็งแกร่งเกินไป ดังนั้นก่อนที่พลังจะตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์นั้นเขาจึงต้องคอยฝืนทนกับความรู้สึกทรมานกายในทุกๆ วัน และเมื่อชาติที่แล้วนั้น ก็เพื่อที่จะคอยดูแลฉีเหยาเหยา เขาเลยพยายามที่จะต่อสู้กับความเจ็บปวดเหล่านี้

แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจะทนมันอีกต่อไป และยังรู้สึกเกียจคร้านเหลือทน ดังนั้นเขาจึงเมินเฉยฉีเหยาเหยาเสีย

ชาติที่แล้วที่เขาถูกจับตัวไปโดยคนพวกนั้น และจากนั้นก็ต้องเผชิญหน้ากับการถูกทรมานอย่างแสนสาหัสแบบนั้น ต้นเหตุของมันเองก็เกี่ยวข้องกับฉีเหยาเหยาด้วยเช่นกัน

บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นผู้มีพลังพิเศษธาตุความมืดก็ได้ พวกซอมบี้เลยไม่ได้ “รัก” เขามากแบบคนธรรมดาคนอื่นๆ และแม้กระทั่งบ่อยครั้งที่พวกมันจะมองข้ามการคงอยู่ของเขาไป

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในชาติที่แล้วของเขา แม้ว่าร่างกายเขาจะอ่อนแอขนาดนั้น แต่ก็ยังสามารถหาแก๊สโซลีนเจอเป็นจำนวนมาก และจากนั้นก็ถือโอกาสนั้นหนีกลับบ้านไปด้วยกันกับคนในหมู่บ้านคนอื่นๆ

ระหว่างทางกลับบ้าน เมื่อตอนที่อยู่บนรถนั้นเขารู้สึกมึนหัวอย่างมาก แต่ก็ยังต้องออกไปค้นหาสิ่งของจำเป็นต่างๆ ไม่ว่ามันจะยากลำบากขนาดไหนเขาก็ต้องยืนขึ้นและหาของกินมาให้ได้ เพียงเพื่อจะมาเลี้ยงดูเด็กสาวทั้งสอง

แต่ว่าซอมบี้พวกนั้น ถึงแม้ว่าพวกมันจะเมินเฉยเขาไปในระดับหนึ่ง แต่พลังของเขาก็ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมาอยู่ดี ดังนั้นพวกมันจะโจมตีเขาหากว่าเข้าไปใกล้

ในวันที่สิบห้านับจากเริ่มต้นวันสิ้นโลก เขาก็ถูกข่วนโดยซอมบี้.... ...

เขาคิดว่าเขาจะกลายเป็นซอมบี้ ดังนั้นเลยรีบนำอาหารกลับมาให้น้องสาวของเขา และจากนั้นก็ใช้ข้ออ้างว่าไปเข้าห้องน้ำเพื่อจะจากไป

ผลสุดท้าย ... เขากลับพบว่าบาดแผลของเขานั้นกำลังรักษาตัว และนอกจากอาการคันหน่อยๆ รู้สึกแย่เป็นอย่างมากแล้ว มันก็ไม่มีความรู้สึกอื่นๆ อยู่อีก

แต่แน่นอนว่าตอนนั้นเขารู้สึกว่ามันช่างน่าสะอิดสะเอียนอย่างมาก

เพราะว่าเขานั้นเป็นผู้ใช้พลังพิเศษธาตุความมืด ดังนั้นพลังงานความมืดในร่างของเขาจึงน่าจะบริสุทธิ์กว่าของพวกซอมบี้ระดับต่ำพวกนั้น หากถูกลุกล้ำเข้ามาในร่างจากพลังงานความมืดระดับต่ำแบบนั้นแล้วยังสามารถกลายพันธ์ได้อีกนั้นมันก็ประหลาดแล้ว!

ตัวเขาในตอนนั้นไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้ แต่ว่าเขาก็ยังรู้สึกสุขใจมากเพราะว่าเขามีหนทางช่วยชีวิตตัวเองเพิ่มมาอีกหนึ่งเส้นทาง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากนั้นแค่ไม่กี่วัน น้องสาวของเขาเองก็ถูกซอมบี้ข่วนด้วยเช่นกัน!

น้องสาวของเขาตื่นตกใจมาก หวาดกลัว และก็ร้องไห้ แน่นอนว่าเขาไม่อาจสามารถมองเห็นคนในครอบครัวของเขากลายเป็นซอมบี้ ต้องมาตายไปเหมือนกับสัตว์ประหลาดพวกนั้น

ดังนั้นเขาจึงกรีดฝ่ามือของเขาเพื่อให้เธอดื่มเลือดของเขาซะ

ผลก็คือน้องสาวของเขาปลอดภัยดี

พลังงานความมืดในร่างเขานั้นบริสุทธิ์กว่าพลังงานความมืดจากซอมบี้อยู่มาก มันสามารถยับยั้งพลังงานความมืดพวกนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นคนที่ถูกซอมบี้กัดหรือว่าข่วน เพียงแค่ดื่มกินเลือดเนื้อของเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ อีกต่อไปว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นซอมบี้

นอกจากนั้น มันไม่ใช่แค่ว่าคนที่กินเลือดเนื้อของเขาสามารถรักษาแผลจากซอมบี้ได้ แต่มันยังตกค้างเป็นภูมิคุ้มกันที่ช่วยต่อต้านพลังงานความมืดจากซอมบี้ได้เป็นเวลานานอีกด้วย แม้ว่าพวกเขาจะถูกกัดหรือข่วนหลังจากนั้นมันก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพียงแค่สองผลประโยชน์นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คนบ้าคลั่ง แต่ในภายหลังยังได้ค้นพบอีกว่าเหล่าผู้มีพลังพิเศษที่ได้กินเลือดเนื้อของเขานั้นจะได้ผลกระทบพิเศษเพิ่มเติม ...

การดื่มกินเลือดเนื้อของเขาสามารถเพิ่มพูนพลังพิเศษได้ และยังช่วยลดอาการพลังงานบ้าคลั่งของเหล่าผู้มีพลังพิเศษระดับสามในช่วงก่อนที่จะสามารถพัฒนาไปเป็นระดับสี่ได้อีกด้วย!

ในช่วงเวลานั้น ถ้าหากว่าไม่จัดการอาการพลังงานบ้าคลั่งดีๆ แล้วนั้น ผลก็คือความตาย!

เลือดเนื้อของเขามันมีผลประโยชน์มากมายขนาดนั้น มันแทบจะเหมือนบอกกันโต้งๆ เลยว่านี่คืออีลิกเซอร์

แน่นอนว่าเขาที่ในภายหลังได้กลายเป็นบิ๊กบอสหรือดาร์กลอร์ดที่ทุกคนต่างหวาดกลัวกันนั้น เหล่าผู้คนที่ดื่มกินเลือดเนื้อของเขาไป พวกมันจะสามารถอยู่สบายอยู่ต่อไปได้ยังไง?

หลังจากที่พลังของเขาตื่นขึ้น ทันใดนั้นเขาก็ค้นพบว่าใครก็ตามที่กินหากว่าได้ดื่มกินเลือดเนื้อของเขาเข้าไปแล้วนั้น เขาก็จะสามารถควบคุมความเป็นความตายของคนเหล่านั้นได้

เพียงชั่วข้ามคืนกับการกวาดล้างเหล่ามนุษย์ผู้แข็งแกร่งไปกว่าครึ่ง.....

ถึงแม้ว่าเขาเพียงคนเดียวนั้นจะไม่สามารถฆ่าเหล่ามาสเตอร์ผู้แข็งแกร่งพวกนั้นได้ทั้งหมด แต่อย่างไรซะ มันไม่มีใครสามารถหนีพ้นจากการฆ่าตัวตายของพวกเขาเอง

และถ้าหากว่าคนพวกนั้นแข็งแกร่งขึ้นได้จากการดื่มกินเลือดเนื้อของเขา แล้วเขาต้องการชีวิตของพวกนั้นเป็นสิ่งตอบแทนมันจะผิดอะไรล่ะ?

ในคืนนั้นเหล่าผู้แข็งแกร่งทั้งหลายต่างก็พากันระเบิดพลังฆ่าตัวตายจากการควบคุมของเขา เลือดเนื้อสาดกระจัดกระจาย คนอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นไม่รู้เลยว่าทำไมคนพวกนั้นถึงตาย รู้แต่เพียงการกรีดร้องหวาดกลัวและเนื้อตัวสั่นเทา

หลังจากคืนวันนั้น มนุษย์บางคนเพียงแค่มองเห็นเขาก็จะล้มลงพังทลายและวิ่งหนีไป อย่างไรก็ตาม เขาเองก็ถูกรู้จักในฐานะ “วิญญาณร้ายที่ไม่อาจคาดเดา”

ฉีเหยาเหยายังคงร้องไห้อยู่ ในขณะที่ฉีจิ่งเฉินอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวในชาติที่แล้วก่อนที่จะมาเกิดใหม่

ฉีเหยาเหยานั้นไม่ได้ทรยศหักหลังเขาโดยตรง แต่ถึงแม้ว่าเขาจะต้องการปิดบังความลับนี้ไว้มากขนาดไหน ทั้งๆ ที่เขาคิดว่าจะมีแค่พวกเราสองพี่น้องที่ล่วงรู้ความลับนี้ หากแต่ฉีเหยาเหยาก็ยังคงบอกเล่าเรื่องนี้ให้กวนเจียหยู่ฟังอย่างง่ายดาย

ฉีเหยาเหยาใจดีมากพอที่จะเอ่ยเล่าเรื่องถูกซอมบี้ข่วนและผลการรักษานี้ให้กวนเจียหยู่ฟังเพื่อเอ่ยปลอบไม่ให้เธอหวาดกลัว จากนั้นก็ใช้น้ำตาเพื่อขอให้เขายกโทษให้เธอ มันไม่ใช่แค่นั้น เธอยังบอกเล่าเรื่องอื่นๆ อีกมากมายให้กวนเจียหยู่ฟังด้วยเช่นกัน

ถึงฉีจิ่งเฉินจะอยากเกลียดน้องสาวของเขามากขนาดไหนก็ทำไม่ลง แต่ตอนนั้นเขาก็รู้สึกผิดหวังมากจริงๆ

ทว่าหลังจากที่เขาถูกจับกุมตัวไป เมื่อน้องสาวของเขาถูกฆ่าตายโดยคนพวกนั้น กระทั่งกวนเจียหยู่เองก็หนีไม่พ้น เขาก็เลยไม่อยากพาลเกลียดชังแม้กระทั่งคนที่ตายไปแล้ว

พอมาถึงตอนนี้ เขาเองก็คงจะไม่ไปเปลืองแรงเกลียดชังใครอีกอยู่ดี แต่ก็คงจะไม่ไปคอยปกป้อง......น้องสาวของเขาอีกแล้วด้วยเช่นกัน

เมืองที่เขาอาศัยอยู่นั้นเป็นเมืองใหญ่มากๆ และอยู่ถัดไปจากเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เช่นเดียวกับที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมอย่างเมือง B อีกด้วย

ดังนั้นตราบใดที่รอคอยอยู่อย่างใจเย็นที่บ้านอยู่สักพัก กองทัพเองก็จะเดินทางมากวาดล้างซอมบี้ จัดเก็บสิ่งของ พร้อมกับที่ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตไปพร้อมกัน ตอนนั้นน้องสาวของเขาก็จะสามารถเดินทางไปเขตปลอดภัยพร้อมกับคนอื่นๆ ได้

แน่นอนว่าผลประโยชน์พวกนี้นั้นโชคดีพอจะเกิดขึ้นเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น แต่แม้กระทั่งคนในเมืองใหญ่เองก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะได้เจอกับคนของกองทัพ ......แต่ฉีจิ่งเฉินก็มั่นใจมากพอ ทั้งหมดนี้นั้นเป็นเพราะว่าใกล้กันกับเขตที่อยู่หมู่บ้านของเขานั้นมันมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่อยู่

อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษา หรืออะไรพวกนี้นั้น ในยุควันสิ้นโลกแล้วถือว่าเป็นของมีค่าอย่างมาก เพราะแบบนั้นยังไงกองทัพก็จะต้องมาที่นี่ในสักวันหนึ่ง

แต่แน่นอนว่าปริมาณคนในกองทัพเองก็มีจำกัด กว่าพวกเขาจะมาถึงในเขตนี้แล้วนั้น บางทีมันก็อาจจะกว่ายี่สิบวันผ่านไปแล้ว หรืออาจจะกระทั่งหนึ่งเดือนหลังจากนี้ หลายครอบครัวเองก็คงทนไม่ได้นานขนาดนั้น

หากทว่าบ้านของเขาน่าจะทนไปได้อยู่สักพักอยู่

ฉีจิ่งเฉินนั้นมักจะกินอาหารที่ตัวเองทำเองอยู่เสมอๆ และเพราะน้องสาวมาอยู่ด้วย เขาเลยตัดสินใจซื้อกระสอบข้าวสารแบบยี่สิบจินมาเพิ่มถึงสองถุง

ฉีเหยาเหยามื้อหนึ่งกินแค่ไม่ถึงยี่สิบสองหน่วย ดังนั้นข้าวสารสี่สิบจินเพียงพอให้เธออยู่รอดไปได้อีกหลายต่อหลายวัน

ชาติที่แล้วนั้นพวกเขาหวาดกลัวเอามากๆ และร้อนรนที่จะรีบกลับบ้าน ดังนั้นเลยเลือกที่จะจากไปพร้อมกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเดียวกันมากกว่าที่จะรอความช่วยเหลืออยู่ที่บ้าน และเพราะว่าเขาขนมันไปไม่ไหว ข้าวสารสองถุงนั้นก็เลยถูกทิ้งเอาไว้.......

หลังจากนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกหิวโหยขึ้นมา ฉีจิ่งเฉินจะจดจำข้าวสารสองถุงนั้นได้ตลอด แต่แน่นอนว่าถึงเขาในตอนนี้จะรู้สึกหิว เขาก็ยังไม่สนใจที่จะลุกขึ้นไปกินข้าวอยู่ดี

“ฉีจิ่งเฉิน! ฉีจิ่งเฉิน!” ฉีเหยาเหยาเริ่มต้นร้องไห้ด้วยความเอ่ยโทษเขา คิดว่าไม่ว่ายังไงก็ตามพี่ชายของเธอก็จะคอยดูแลเธอแม้ว่าเขาจะโกรธเคืองอยู่ในตอนนั้นก็ตาม แต่เมื่อฉีจิ่งเฉินไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ เธอก็เริ่มหวาดกลัว

“ฉีจิ่งเฉิน นายเป็นอะไรหรือเปล่า?”

ฉีเหยาเหยากัดฟันเดินเข้าไปใกล้ๆ ฉีจิ่งเฉิน ปาดน้ำตาของเธอแล้วมองไปยังฉีจิ่งเฉินที่นอนอยู่ เห็นฉีจิ่งเฉินไม่ยอมตอบกลับ เธอจึงจิ้มไปที่หน้าของฉีจิ่งเฉินแล้วร้องออกมาเสียงดังในทันที “อ๊า! นายมีไข้นี่นา! ที่บ้านมียาบ้างหรือบ้างน่ะ?!”

ฉีจิ่งเฉินลืมตาขึ้นมามองน้องสาวของเขาอย่างเกียจคร้าน

ฉีเหยาเหยานั้นเป็นเจ้าหญิงน้อยๆ ในชาติที่แล้วก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึง ถ้าเธอไม่อยากจะทำอะไรก็จะเริ่มเกรี้ยวกราด แม้แต่ช่วงหลังจากวันสิ้นโลกเองก็ไม่ละเว้น

เมื่อตอนที่เขามีเวลาว่าง เพราะว่าตลอดเวลาร่างกายของเขานั้นจะทรมานเป็นอย่างมาก เขาจึงอยากจะนอนหลับพักผ่อน ผลสรุปก็คือฉีเหยาเหยาอยากให้เขาคอยคุยเป็นเพื่อนกับเธอด้วย แล้วหลังจากนั้นก็จะอยากได้นู่นได้นี่

......กระทั่งที่เขาถูกซอมบี้ข่วนเองนั้นก็เป็นเพราะฉีเหยาเหยาอยากจะดื่มน้ำต้มน้ำตาลด้วยเช่นกัน

ถ้าเป็นก่อนวันสิ้นโลกล่ะก็ ถึงฉีเหยาเหยาจะรู้สึกไม่สบายขึ้นมาในช่วงกลางดึก เธออยากจะให้เขาทำน้ำต้มน้ำตาลหรือน้ำขิงเองก็ไม่มีปัญหา

แต่หลังวันสิ้นโลกมาถึงแล้ว ฉีเหยาเหยาเองก็ยังดื้อดึงที่จะกินน้ำต้มน้ำตาลขึ้นมาเสียให้ได้อีก .......

ฉีจิ่งเฉินคิดมาตลอดว่าฉีเหยาเหยาไม่เคยคิดจะมาเข้าอกเข้าใจอะไรเขา คิดแม้กระทั่งว่าถ้าหากเขาล้มหมอนนอนเสื่อไปนั้น ฉีเหยาเหยาเองก็คงไม่คิดจะมาสนใจใยดีอะไรเขาด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่เคยคิดคาดฝันเลยว่าฉีเหยาเหยาจะคิดตั้งใจที่จะหายามาให้เขาด้วย

“ไปกักตุนน้ำเพิ่มซะ”

ฉีจิ่งเฉินเอ่ยเตือนเธอเมื่อจำได้ว่าเขาเหลืออาหารไว้ให้ฉีเหยาเหยาเพียงพอแล้ว แต่น้ำที่บ้านนั้นยังมีไม่พอ ฉีเหยาเหยานั้นจะต้องกักตุนน้ำเพิ่มถ้าหากว่าเธอยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

จากนั้น ฉีจิ่งเฉินก็ค่อยปิดเปลือกตาของเขาลงอีกครั้ง – เขารู้สึกทรมานมากจริงๆ จนไม่อยากที่จะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

ฉีเหยาเหยารีบวิ่งออกไปทันที และเอ่ยพูดกับกวนเจียหยู่ เพื่อนสนิทของเธอ “ไปเร็ว ไปเก็บตุนน้ำเพิ่มกัน!”

“กักเก็บตุนน้ำเหรอ?” กวนเจียหยู่ประหลาดใจชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหยิบภาชนะออกมาใส่น้ำ และเอ่ยถาม “พวกเราจะไม่หนีไปจากที่นี่หรอกเหรอ? พี่ชายของเธอเป็นยังไงบ้างน่ะ?”

“พี่ชายฉันมีไข้น่ะสิ.......” ฉีเหยาเหยาขยี้ตา คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบเอาผ้าขนหนูออกมาจากตู้ข้างๆ เสร็จแล้วทำให้เปียกน้ำ แล้วสุดท้ายก็วิ่งเข้าไปในห้องนอนของฉีจิ่งเฉิน วางผ้าขนหนูเปียกแฉะลงกับหน้าผากของฉีจิ่งเฉิน

“ฉีจิ่งเฉิน ที่บ้านมียาบ้างมั้ย? นายมีไข้อยู่นะ!”

“ไม่มี” ฉีจิ่งเฉินเอ่ยตอบเอาลวกๆ ไม่มีแต่จะเปิดตาของเขา รู้สึกทรมาน แต่เขาก็ไม่คิดว่าอาการไข้จากระยะตื่นขึ้นของพลังพิเศษนั้นจะใช้ยาช่วยรักษาอะไรได้

ผ้าขนหนูนั้นเปียกเกินไป น้ำบางส่วนไหลออกมาชโลมเส้นผมของฉีจิ่งเฉิน แล้วไหลลงไปตามผิวเนื้อหยดไปยังหมอน กระทั่งทั้งศรีษะของฉีจิ่งเฉินก็พลันกลายเป็นเปียกแฉะ

ถึงแม้ว่ามันจะไม่สบายตัวอยู่บ้าง แต่ก็ต้องบอกว่ามันมอบความเย็นให้กับเขาไม่น้อย มันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นทีเดียว

ฉีจิ่งเฉินค่อยๆ กลับไปสู่การหลับใหลอีกครั้งอย่างเชื่องช้า




-------------------------

//เนี่ยอี่มาถึงตอนที่ 6 รอกันไปนานๆ แค่กๆ !! เรื่องนี้เนื้อเรื่องมันเพี้ยนๆ พิลึกๆ ดีมากเลย ถถถ นี่มันไม่ใช่การเอาตัวรอดในวันสิ้นโลก เพราะมันคือ.... "BOSS's seeking-death guide"  - คู่มือตามหาความตายของทั่นบอส! บอสแกจะตามหาความตายจนได้บทสรุปอีท่าไหนออกมาต้องติดตามชม ฮา แต่บอกเลยว่าหงายเงิบอยู่หลายทอด ถถถถถถ

ความคิดเห็น