ข้าวฟ่าง เฌอมาลย์

ขอบคุณนักอ่านที่น่ารัก สำหรับการอุดหนุน - เหรียญ - กุญแจ - คอมเม้นท์ และทุกการติดตาม ขอให้สนุกและมีความสุขในการอ่านนะคะ

บทที่ 4 ข้อตกลง

ชื่อตอน : บทที่ 4 ข้อตกลง

คำค้น : ข้าวฟ่าง ปลายฟ้าอสงไขย

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2556 06:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 ข้อตกลง
แบบอักษร

บทที่ 4 ข้อตกลง  

 

 

 

 

 

“อะไรนะ! ไม่เอานะคะ! ” เสียงหวานร้องลั่นตาโตแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองทั้งๆ ที่คนยื่นข้อเสนอยังนั่งยืนยันอยู่ตรงหน้า “ไม่เอานะคะพี่เอก เรื่องแบบนี้มัน...” เพ่งมองพี่เอกด้วยความลำบากใจก่อนจะกระถดถอยห่างไปอีกเล็กน้อย

ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนสีเข้มดูทะมัดทะแมงนั่งนิ่งตาค้างอยู่บนโซฟานุ่มกับภาระกิจใหม่ที่เธอถูกขอร้องอีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้ไม่ถึงวัน ลูกพี่ลูกน้องที่เธอรักสุดชีวิตก็มาต้อนรับเธอด้วยการขอความช่วยเหลือที่ดูเหมือนจะเหนือบ่ากว่าแรงยิ่งนักสำหรับเธอ

“ไม่อะไรแล้วล่ะลูกพีช พี่ไม่มีทางเลือกจริงๆ ช่วยพี่หน่อยเถอะ...นะ...พี่ขอร้องล่ะ ถ้าลูกพีชไม่ช่วยพี่ก็ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งใครที่ไหนได้ ช่วยพี่หน่อยเถอะ ถือว่าพี่ขอร้องล่ะนะ นะครับน้องสาวสุดที่รักของพี่เอก ให้พี่ทำอะไรเป็นการชดเชย ตอบแทน หรืออะไรก็ได้ พี่ยอมทั้งนั้น ถ้าลูกพีชไม่ช่วยพี่คราวนี้พี่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว” เอกรัตน์ว่าพลางส่งสายตาอ้อนสุดฤทธิ์ สองมือแทบจะยกขึ้นไหว้ปลกๆ ติดที่ถูกหญิงสาวรั้งเอาไว้เท่านั้น

“แต่ว่า...” ใบหน้าหวานยังอ้ำอึ้งลำบากใจ

“ไม่มีแต่แล้วนะครับลูกพีช งานนี้พี่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไม่ได้ล้อน้องสาวสุดที่รักของพี่เล่นอย่างครั้งก่อนๆ ครั้งนี้พี่จริงจัง ถ้าหากว่าไม่ได้พี่ต้องตายแน่ๆ ช่วยพี่หน่อยเถอะนะ” ร่างสูงในชุดแฟชั่นโทนสีสว่างย่อกายลงกลายเป็นคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาวที่ตอนนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับคำขอร้องของผู้เป็นพี่ หากไม่ใช่เพราะนับถือดุจพี่ชายแถมยังเป็นผู้มีพระคุณด้วยแล้วล่ะก็คงจะปฏิเสธได้ง่ายกว่านี้

ดวงตาสีดำกลมโตเขม่นมองคนที่เกือบจะกองอยู่แทบเท้าด้วยสายตาขุ่นเคือง...มิน่าล่ะ ให้เธอไปช่วยดูแลคุณหนูญาญ่า ดาราบังเกิดเกล้าของตัวเองถึงญี่ปุ่น เพราะมีเรื่องสำคัญ แล้วตอนนี้เรื่องสำคัญนั่นก็กำลังจะทำให้เธอลำบากใจ

...จะงานเข้าอีกแล้วไหมล่ะลูกพีชเอ๊ย...

“ทำไมพี่เอกไม่ไปขอร้องคนอื่นล่ะคะ ดาราสาวๆ สวยๆ ในสังกัดพี่มีออกมากมายหลายคน จะให้น้องญาญ่านั่นมาเป็นแฟนกำมะลอของพี่ก็ได้ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไรเลย ช่วงนี้เขายิ่งขยันสร้างข่าวพี่ก็ใช้บริการจากเขาพร้อมกับช่วยสร้างข่าวสร้างกระแสไปด้วยในตัว ลูกพีชว่าดีออกนะคะ”

พิริยาวดีเสนอทางรอดของทุกฝ่ายแต่ดูเหมือนพี่ชายจะไม่ชอบใจนัก

“ไม่เอาล่ะ น้องญ่าข่าวเยอะพอแล้ว อย่ามาดังทางนี้เลยเดี๋ยวกระแสจะตกเพราะพี่ซะเปล่าๆ อีกอย่างแม่ของพี่ก็ไม่ค่อยชอบน้องญ่า หากรู้ว่าเขามาเป็นแฟนมีหวังแผนอยากล้มงานแต่งงานของพี่คงล้มไม่เป็นท่า”

เอกรัตน์บุ้ยหน้าบุ้ยปากเมื่อคิดถึงแผนการณ์ที่น้องสาวต่างไส้นำเสนอ ก่อนจะสรุปเรื่องราวต่างๆ อีกครั้งด้วยตนเอง

“เอาน่า คงไม่นานหรอก ลูกพีชนี่ล่ะเป็นตัวเลือกเดียว ตัวเลือกที่ดีที่สุด ตัวเลือกสุดท้ายที่จะช่วยพี่ได้ แม่ชอบลูกพีชชนิดที่ใครเห็นก็ดูออก หากได้รู้ว่า ‘ว่าที่ลูกสะใภ้’ ที่ตัวเองปรารถนาจะมาเป็นคนรักของลูกชายจริงๆ แม่คงเลิกพูดเรื่องจับพี่แต่งงานเสียที”

เอกรัตน์ยิ้มให้กับความคิดของตนเองด้วยความภาคภูมิใจประหนึ่งว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการยุติปัญหาที่กำลังจะพังโลกอิสระทั้งใบของเขาให้พังทลาย

“ก็ได้ค่ะ ให้เวลาแค่สองเดือนนะคะ ลูกพีชไม่อยากกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะนานกว่านี้”

เมื่อจนต่อคำขอร้อง จนต่อข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนจะหนีไม่พ้น พิริยาวดีก็จำต้องยอมร่วมมือ

“ขอบใจมาก น้องลูกพีชของพี่น่ารักที่สุดเลย” ว่าพลางก็โผเข้ากระชากร่างน้องสาวเข้ามากอดพร้อมกับหอมแก้มซ้ายขวาไปสองฟอดใหญ่ๆ คนโดนกอดถึงกับตาโตตัวแข็งเมื่อพี่ชายจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะโทรมานัดอีกทีนะครับว่าเราจะไปหาแม่กันเมื่อไหร่ดี ตอนนี้ขอตัวไปเคลียร์งานก่อนนะครับ แล้วตอนเที่ยงพี่จะมารับไปทานข้าว...เตรียมตัวเอาไว้ล่ะว่าที่ลูกสะใภ้”

เอกรัตน์ได้สมใจแล้วก็ขอตัวกลับก่อนจะก้าวพ้นประตูไปยังไม่วายหันกลับมาส่งสายตาพร้อมประโยคล้อเลียนน้องสาวอีกยก

พิริยาวดีถึงกับนั่งถอนใจอีกพักใหญ่ อันที่จริงเธอรู้จักมารดาของเอกรัตน์มานานแล้ว ตั้งแต่บิดาและมารดาเสียชีวิตเธอก็มีรัตนาและเอกรัตน์คอยดูแลให้ความช่วยเหลือจนตอนนี้เปรียบเสมือนว่าคนทั้งสองเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ของเธอไปแล้ว และคำขอร้องของพี่ชายต่างไส้ที่บอกให้เธอช่วยเล่นละครโกหกคำโตในครั้งนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย

และหากเธอได้มีโอกาสรู้ล่วงหน้าว่าละครบังหน้าฉากนี้จะทำให้ความลำบากใจครั้งใหญ่มาเยือน หญิงสาวคงเลือกที่จะให้พี่ชายต่างไส้ของเธอโกรธเกรี้ยวเสียดีกว่าเป็นแน่

แต่เมื่อรับปากไปแล้วถึงแม้จะเป็นการจำยอมเธอก็คงทำได้เพียงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จะอย่างไรผลสุดท้ายพี่ชายก็ทำเพื่อให้ป้ารัตนามีความสุข...

คิดเท่านี้ พิริยาวดีก็ทอดถอนใจอีกหนก่อนจะลุกจากโซฟาเนื้อนุ่มตัวกลางเก่ากลางใหม่ที่ถูกจัดวางเอาไว้ไม่ไกลจากประตูทางเข้าออกมากเท่าไรนัก โซฟามือสองชุดนี้พิริยาวดีได้รับมาจากป้ารัตนา เป็นห้องรับแขกขนาดย่อมในห้องสี่เหลี่ยมของเธอที่ไม่ใคร่จะได้รับแขกแปลกหน้าที่ไหนเลยนอกจากคนที่สนิทชิดเชื้อกันจริงๆ เท่านั้น

ห้องชุดแถบชานเมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนบ้านแสนอบอุ่นในอดีตที่ส่งผ่านความรักความอบอุ่นมาจนถึงปัจจุบัน และจะนำความสุขมาให้ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย บรรยากาศเก่าก่อนยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายครอบครัวที่มีบิดามารดาและลูกพีชน้อยตอน 2 ขวบตอนไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน

กรอบสี่เหลี่ยมหรูแขวนติดผนังห้องอยู่ตรงทางเดินเข้าห้องนอนที่หญิงสาวต้องหยุดมองทุกครั้งก่อนจะเข้านอนด้วยความสุข ความอบอุ่นโอบล้อมรอบยังแจ่มชัดประหนึ่งว่าบิดาและมารดายังคอยดูแลเคียงข้างไม่เคยห่างหายตายจากไปไหน รอยยิ้มและแววตาในภาพนั้นเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เธอยังยิ้มสู้กับชีวิตได้ทุกครั้งที่มองเห็น

“คุณพ่อกับคุณแม่คงทราบแล้วนะคะว่าลูกพีชต้องช่วยพี่เอก เป็นกำลังใจให้ลูกพีชด้วยนะคะคุณพ่อคุณแม่ขา”

พิริยาวดียืนเต็มความสูง ส่งยิ้มให้กับภาพถ่ายตรงหน้าด้วยรอยสดใสก่อนจะเดินผละเข้าห้องนอนของตนเองไปด้วยความรู้สึกที่ไม่หนักอึ้งเหมือนตอนที่เอกรัตน์เพิ่งจากไปใหม่ๆ

“เฮ้อ...เหนื่อยจังเลยค่ะ คุณแม่ขา คุณพ่อขา ไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกลูกพีชเจอแผ่นดินไหวด้วยนะคะ ตื่นเต้นแล้วก็...”

ตั้งใจจะเล่าเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ไปเจอมาครั้งแรกในชีวิต พิริยาวดีพลันหน้าแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว กลีบปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันก่อนจะเลียริมฝีปากของตน

ใบหน้าของใครบางคนผุดขึ้นมาให้ได้นึกเคือง ความใกล้ชิดกับบุรุษเพศมากกว่าที่เคยสัมผัสทำให้หัวใจเต้นกระหน่ำไม่เลิก กลิ่นกายชายหนุ่มยังติดตรึงก่อกวนให้พิริยาวดีเกลียดตัวเองที่เผลอคิดถึงหนุ่มญี่ปุ่นคนนั้น

“อะไรกันยัยลูกพีช ทำตัวเป็นผู้หญิงใจแตกได้ไงกันนะ เสียชื่อหมด...ขอโทษนะคะคุณพ่อ หนูไม่ได้ตั้งใจจะคิดถึงเขา ก็แค่...แค่มีต้นไม้สวยๆ กับดอกมะลิที่คุณแม่เคยสอนให้ลูกพีชปลูกไงล่ะคะ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น...ไม่มีจริงๆ ค่ะ...ไม่มี” พูดไปก็เหมือนคนกำลังสารภาพบาป คำบอกกล่าวเหมือนต้องการบอกใจตัวเองให้คิดเพียงแค่นั้น

“ฟุ้งซ่านอะไรเนี่ย!”

คนไม่อยากคิดว่าตนเองกำลังคิดถึงคนญี่ปุ่นสะบัดหน้าก่อนจะเดินเข้าห้องนอนตนเองไป

ห้องนอนเล็กๆ ถูกจัดแบ่งอย่างเป็นระเบียบด้วยฝีมือเจ้าของห้อง มุมในสุดเป็นเตียงนอนขนาดสองคนปูด้วยผ้าลายการ์ตูนสีหวานน่ารัก เข้าชุดกับโต๊ะเครื่องแป้งที่วางอยู่ติดกับหัวเตียง เคียงข้างกันเป็นตู้เสื้อผ้าสีพื้นเรียบสวย ใกล้กันมีตู้ไม้แกะสลักทรงสวยกรุด้วยกระจกใสทำให้เห็นว่าของที่วางอยู่ภายในนั้นมีค่าเพียงใด

มือเรียวเอื้อมไปเปิดบ้านกระจก หวังยลโฉมคุณค่าความงามของสิ่งที่อยู่ภายใน...ภาพถ่ายคุณพ่อและคุณแม่ในวันแต่งงาน ชุดแต่งงานแสนสวยและแหวนแทนใจที่คุณพ่อและคุณแม่มอบให้แก่กัน...

พิริยาวดียิ้มน้อยๆ ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาจนลำคอตีบตัน ขอบตาร้อนผ่าวพร้อมกับภาพตรงหน้าที่พร่ามัวจนเริ่มมองไม่ชัดเจนนัก

“หนูจะแต่งงานกับคนที่หนูรักเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นคนอื่นหนูจะไม่แต่งงานค่ะ ไม่ว่าจะด้วยเหตุจำยอมใดก็ตาม หนูจะแต่งงานกับคนที่หนูรักและรักหนู เหมือนอย่างที่คุณพ่อกับคุณแม่รักกันอย่างไรล่ะคะ...หนูรักคุณพ่อคุณแม่นะคะ”

บุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลเลิศตระกูลไกลพร่ำเพ้อเมื่อหัวใจยังสัมผัสได้ถึงความรักที่บิดาและมารดามีให้ต่อกัน...หากแต่ความรักช่างมีเวลาอันน้อยนิด...

ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความอ่อนไหวที่เกิดขึ้น เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกก็ร้องเรียกเจ้าของเสียก่อน พิริยาวดียกมือปาดน้ำใสๆ ที่รดรินบนผิวแก้มอย่างไม่ตั้งใจนั้นจดแห้งหาย ปรับสีหน้าและความรู้สึก ผ่อนลมหายใจจนเป็นปกติขณะเดินไปหาเจ้าโทรศัพท์ผู้ภักดี

“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานเอ่ยทักทายหลังจากมองดูหมายเลขโทรเข้าที่ไม่คุ้นตา

“สวัสดีค่ะ ขอสายคุณพิริยาวดีค่ะ” เสียงปลายสายทักทายด้วยภาษาไทยชัดแจ๋ว

“กำลังพูดค่ะ จากที่ไหนคะ”

ร่างเล็กหย่อนกายลงนั่งบนโซฟา ใบหน้าสวยมีแววสงสัยก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุขหลังจากปลายสายเอื้อนเอ่ยข้อความที่รอคอยมานาน

“ดิฉันชื่อฟาร์บี้ค่ะ โทรจากแกลลอรี่ที่คุณเคยส่งกรอกใบสมัครงานเอาไว้...” ปลายสายทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรพร้อมกับชี้แจงข้อตกลงให้กับคนที่เพิ่งได้งานแสนรักได้ทราบ

“ทางแกลอรี่จะเปิดตัวในอีกสามเดือนข้างหน้าตามที่ได้แจ้งไว้ในเอกสารการสมัครนะคะ ช่วงหนึ่งเดือนก่อนทำงานจริงทางเราจะเชิญคุณพิริยาวดีมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจอีกครั้งที่แกลอรี่นะคะ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”

“ได้ค่ะ ทางฉันไม่มีปัญหาค่ะ” คนที่นั่งตัวเกร็งตื่นเต้นไม่น้อย

“ดีค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะติดต่อมาหาคุณอีกครั้งเมื่อถึงเวลา หรือถ้าหากคุณมีข้อสงสัยอย่างไรติดต่อกลับมาที่เบอร์นี้ได้เลยนะคะ ทางเรายินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะที่จะได้ร่วมงานกัน”

“เช่นกันค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” เสียงหวานตอบรับด้วยน้ำเสียงยินดี    

พิริยาวดียิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อวางสายจากฟาร์บี้เรียบร้อยแล้ว ทั้งอึ้งทั้งดีใจที่ช่างภาพมือสมัครเล่นจะได้รับเลือกให้เข้าไปทำหน้าที่สำคัญนี้ โดยเฉพาะการทำงานในแกลอรี่ที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกสมหวังไปแล้วครึ่งหนึ่งกับความฝันที่คิดอยากมีแกลอรี่เป็นของตัวเอง

คนที่ฉีกยิ้มจนไม่รู้ว่ากว้างถึงใบหูหรือยังมองกลับไปที่โทรศัพท์อีกครั้งด้วยหัวใจพองโต...วันนี้อาจจะเป็นวันดีของเธอก็ได้ หลังจากที่ต้องเจออะไรขัดใจมาหลายวันหลายหน...

หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนจะยิ้มชื่นมื่นกับข่าวดีที่สุดนี้อีกครั้ง สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างโล่งอกเมื่อกำลังจะได้งานแสนรักมาครอง จะได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน จะได้สานฝันที่ห่างไกลให้ใกล้เข้ามาอีกหน่อย ฝันที่ยากเย็นแต่กำลังจะใกล้ความจริงทุกขณะ สองมือประสานกันเอาไว้ที่หน้าอกนึกขอบคุณโอกาสดีๆ ที่มีเข้ามาในชีวิตก่อนจะลุกไปเตรียมอาหารกลางวันสำหรับทานคนเดียว แต่ยังไม่ทันจะได้ห่างไปจากโซฟาเสียงโทรศัพท์นำโชคก็ร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง

“สวัสดีค่ะ พิริยาวดีพูดค่ะ”

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มากดรับสายโดยไม่คิดจะหย่อนกายลงบนโซฟาอีก

“พี่เองนะครับลูกพีช พอดีพี่นัดคุณแม่เรียบร้อยแล้ว เย็นนี้มีดินเนอร์ที่บ้านพี่นะครับ แล้วจะไปรับ” เอกรัตน์ตอบกลับมาพร้อมข้อความที่เรียกความหนักใจให้พิริยาวดีอีกชุดใหญ่

“อะไรกันคะพี่เอก ยังไม่ถามลูกพีชสักคำว่าว่างหรือเปล่า”

เสียงหวานท้วงกลับไปเพราะยังไม่พร้อม คนยังไม่ได้ทำใจยังไม่อยากตีหน้าซื่อตาใส เล่นละครฉากใหญ่ที่ร่วมมือกับเอกรัตน์เพื่อโกหกผู้ที่เธอนับถือดั่งญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง

“ก็พี่รู้ว่าเราว่างนะสิ”

เสียงตอบกลับมาเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไรนัก กลับเจือแววรื่นรมณ์จนคนฟังชักหมั่นไส้

“แต่อีกสามเดือนไม่ว่างแล้วนะคะ เพราะว่าลูกพีชได้งานแล้ว” คนหมั่นไส้อดไม่ได้เลยขู่ไปเสียหน่อย แต่ดูเหมือนจะเข้าทางคนอารมณ์ดีเสียนี่ 

“ข่าวดีจริงๆ ด้วย ถ้างั้นวันนี้ดินเนอร์แล้วฉลองด้วยเลย คุณแม่คงดีใจมากๆ เลยล่ะไม่ได้เจอหน้าลูกพีชมานานแล้ว บ่นคิดถึงให้ได้ยินตลอด...ตกลงเย็นนี้พี่ไปรับนะครับ”

เอกรัตน์เหมารวมหน้าตาเฉย พูดเองเออเองสรุปเองเสร็จสรรพ คนฟังได้แต่ทอดถอนใจก่อนจะตกปากรับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ก็ได้ค่ะ” คนตัดรำคาญรับปากไปก่อนจะวางสายเมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ

...ในเมื่อตัดสินใจรับปากช่วยเหลือไปแล้ว จะเมื่อไหร่ก็คงต้องโกหกเหมือนกัน ไม่พ้นเธอก็คงต้องบาปอยู่ดีนั่นล่ะ...พี่เอกนะพี่เอก หาเรื่องให้น้องให้นุ่งตลอด...

 

พิริยาวดีใช้เวลาในการเลือกเสื้อผ้าไม่นานนักสำหรับการรับประทานอาหารมื้อพิเศษในวันนี้ มือเรียวเลือกหยิบชุดแซกสีหวานเผยไหล่เนียนนุ่มน่าสัมผัส ผมยาวสลวยปล่อยยาวลงมาเกลี่ยถึงกลางหลัง ดูเรียบร้อยเจือความน่ารักเข้ากับปากจิ้มลิ้มสีชมพูเรื่อที่ทาทาบด้วยลิปมันเท่านั้น เน้นให้ดูอวบอิ่มมีน้ำมีนวลได้อย่างไม่น่าเชื่อ ปากเรียวเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นก่อนจะมองใบหน้าซ้ายขวาในกระจกตู้แป้งตรงหน้าอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

สายหนังของกระเป๋าสะพายพาดผ่านลำตัวก่อนจะรั้งตัวกระเป๋ามาไว้ด้านหน้า ขับให้หญิงสาวที่มีใบหน้าสวยหวานน่ารักมากขึ้นไปอีก ตรวจความเรียบร้อยอีกนิดหน่อยก็ยืนส่งยิ้มให้ตนเองอยู่หน้ากระจก จู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนลอยมาให้คิดถึงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหลังจากห่างหายไปนานจนเกือบจะลบลืมไปเสียแล้ว หัวใจดวงน้อยเร่งจังหวะเมื่อคิดไปถึงคนไกลที่ยังมีรอยไออุ่นอบอวลไม่รู้หาย

เอกรัตน์มารับพิริยาวดีตามเวลาที่ได้โทรนัดแนะกันเอาไว้และบอกเรื่องที่เปลี่ยนสถานที่ตามใจมารดานิดหน่อย หญิงสูงวัยอย่างป้ารัตนาดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อคนที่คิดถึงและไม่ได้เจอกันนานกำลังจะกลายมาเป็นลูกสะใภ้ งานนี้ธรรมดาไม่ได้จึงสั่งจองร้านอาหารเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

นางฟ้าคนสวยตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าฐานะที่แท้จริงของตนเป็นแค่สะใภ้กำมะลอ จะปัญหาเล็กใหญ่ร้ายแรงเพียงใดก็ไม่เคยที่จะต้องโกหกนางรัตนามาก่อน แต่ครั้งนี้เธอกลับร่วมมือกับเอกรัตน์เพื่อช่วยให้ครอบครัวสมานฉันท์ไปอีกระยะหนึ่ง

ลมเย็นๆ พัดเอื่อยมาปะทะผิวเนียนนุ่มเมื่อร่างบางก้าวลงจากรถ พี่เอกช่างเลือกเสมอ ร้านอาหารริมบึงตกแต่งด้วยโคมไฟหลากสี สะท้อนแสงนวลตาอยู่บนผืนน้ำที่เจ้าของสรรสร้างขึ้นมาเพื่อให้บรรยากาศถูกใจผู้มาเยือน มุมหนึ่งมีบริการจักรยานน้ำสำหรับผู้ที่อยากออกกำลังกายในยามเย็น กินลมชมวิวพร้อมครอบครัวอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ไกลนักมีสวนหย่อมผสมผสานกับสนามเด็กเล่นเอาใจคอแฟนพันธุ์เด็กที่เบื่อจะอยู่เฉยที่โต๊ะอาหาร

“คุณแม่จองโต๊ะเอาไว้เรียบร้อยแล้ว...เชิญครับ ว่าที่ลูกสะใภ้”

เอกรัตน์ปิดประตูรถเรียบร้อยก็เอ่ยบอกน้องสาวต่างไส้ที่กำลังสวมบทว่าที่ภรรยาในอนาคต บอกพลางส่งยิ้มอบอุ่นอย่างเคยไปให้แถมในท้ายประโยคไม่วายปั้นเสียงล้อเลียนสถานะใหม่ที่ร่วมกันปั้นแต่งขึ้นมา

“ไม่เอาล่ะ พี่เอกอย่าล้อเลียนแบบนี้สิคะ ฟังแล้ว มัน...จักจี้อย่างไรก็ไม่รู้สิคะ...ลูกพีชว่าเราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ”

พิริยาวดียิ้มไม่ออก สองมือรวบกระเป๋าสะพายเอาไว้ด้านหน้าลำตัวอย่างเตรียมพร้อม

“อย่าทำหน้าเหมือนกำลังจะกินยาขมๆ อย่างนั้นสิน้องลูกพีช พี่ก็แค่แซวเล่นเท่านั้นเองครับ ป่านนี้คุณแม่คงรออยู่แล้วล่ะ ไปเถอะเราเข้าไปเลยดีกว่า...ไม่ต้องพูดอะไรมาก ทำตัวตามธรรมชาติเหมือนที่เคยเจอกันทุกครั้งนั่นล่ะ ส่วนเรื่องอื่นพี่บอกคุณแม่เอาไว้แล้ว ท่านออกจะดีใจ ยิ่งรู้ว่าจะได้เจอน้องลูกพีชวันนี้คุณแม่ถึงกับสั่งให้พี่จองร้านอาหารเอาไว้รอเลยเชียวนะ”

เอกรัตน์ยิ้มร่าเมื่อพูดถึงความเป็นไปของแผนการทั้งหลาย หากแต่คนฟังก็ยังคงปั้นหน้ายากไม่ต่างจากคนกำลังจำใจทำอะไรบางอย่างที่สุดจะฝืนเสียเต็มประดา

“เอ้า! ยิ้มหน่อยสิครับน้องลูกพีช ถือว่าวันนี้มาเยี่ยมคุณแม่อย่างเคยก็แล้วกันนะครับ” เอกรัตน์พยายามเรียกรอยยิ้ม

พิริยาวดีสบตาพี่ชายต่างไส้แล้วต้องสูดหายใจเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะปล่อยรอยยิ้มยากเย็นออกมาโชว์ แทนที่จะเป็นรอยยิ้มแสนหวานหญิงสาวรู้สึกว่ามันฝืดเฝื่อนจนยากจะปั้นหน้าอีกต่อไป

“เฮ้อ! ยากจังค่ะพี่เอก ให้ลูกพีชโกหกคุณป้าแบบนี้...ถ้าเกิดคุณป้าจับได้ มีหวังโดนดุแย่เลยนะคะ” เด็กน้อยกลัวความผิดเริ่มหวาดๆ

มารดาของเอกรัตน์เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เพิ่งจะเข้าสู่วัยเกษียณอายุเมื่อไม่นานมานี้ นางรับอุปการะพิริยาวดีหลังจากที่เด็กสาวสูญเสียบิดามารดาซึ่งทั้งสองก็เป็นเพื่อนรักของท่านและญาติพี่น้องของทุกฝ่ายต่างก็เห็นดีด้วย

หลายครั้งที่เรียกใช้ให้ไปช่วยงาน หลายคราที่พาออกงานและให้เรียนรู้จักการวางตัวในสังคมชั้นสูง ประสบการณ์ที่ได้รับการสั่งสอนมาถูกสั่งสมจนทำให้พิริยาวดีไม่ต่างจากนางฟ้าไฮโซคนสวย เป็นที่หมายตาหมายใจของคนในวงสังคมไม่น้อยทีเดียว

แม้จะไม่เป็นตัวของตัวเองนัก แต่ความเอาใจใส่ที่ไม่ต่างจากลูกหลานแท้ๆ ของตน ความรักและความอบอุ่นที่ป้ารัตนามอบให้มานั้นพิริยาวดียังจำได้ไม่เคยลืม

...ป้ารัตนามักจะสอนนักสอนหนาว่าห้ามเป็นเด็กโกหก เด็กดีต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ จะได้ไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวัง แม้ท่านจากไปแล้วแต่ท่านก็ยังเฝ้ามองเราจากที่ใดที่หนึ่งด้วยหัวใจที่ห่วงใยและรักเราไม่เปลี่ยนแปลง...

คำสอนยังค้ำคอ ความสนิทชิดเชื้อที่มีต่อกัน ความรักและเอาใจใส่จนกลายเป็นความอบอุ่นเล็กๆ ในใจแทนที่ความว้าเหว่ที่เคยสูญเสียบิดามารดาอันเป็นที่รักไป ทุกความรู้สึกยังตีรวนขึ้นมาย้ำว่าเธอไม่ควรจะทำให้ท่านผิดหวัง

“เอาน่า...ถ้าหากว่ามันไม่เดือดร้อนอะไรนักพี่ก็ไม่ถึงกับต้องขอร้องน้องสาวคนดีของพี่อย่างนี้หรอก อีกอย่างคุณแม่ก็อยากเจอน้องลูกพีช วันนี้ก็มาเพื่อทำให้ท่านสบายใจ...นะครับ ไม่ต้องคิดมาก” เอกรัตน์สรุปง่าย

 

มือหนาคว้ามือเรียวก่อนจะพาเดินเข้าไปภายในร้านโดยที่พิริยาวดียังไม่ทันจะทำใจให้ยิ้มได้ จนกระทั่งสองร่างมาหยุดยืนบริเวณระเบียงริมน้ำนั่นล่ะ คนที่ยิ้มยากเหลือเกินถึงกับยิ้มร่าเมื่อคนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วส่งยิ้มอบอุ่นแสนคุ้นเคยมาให้

พิริยาวดีผละจากพี่ชายตรงไปหาป้ารัตนาด้วยรอยยิ้มแสนคิดถึงที่ไม่ทันได้ปั้นแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ความคิดถึงผู้มีพระคุณที่เธอนับถือไม่ต่างจากผู้ปกครองทำให้รอยยิ้มที่ไม่คิดว่าจะเผยโฉมได้มาปรากฏฉาบฉายอยู่บนใบหน้าหวานเรียบร้อยแล้ว สองสาวต่างวัยโผเข้ากอดกันปล่อยให้ชายหนุ่มที่กำลังก้าวตามมามองภาพตรงหน้าแล้วอดที่จะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้

“สวัสดีค่ะคุณป้า”   

พิริยาวดีผละจากอ้อมกอดมากระพุ่มมือไหว้ ทำความเคารพคนที่เธอนับถืออย่างที่ควรปฏิบัติก่อนจะใช้สองมือโอบร่างท้วมเล็กน้อยให้นั่งลงที่เดิม

“ลูกพีช...สบายดีหรือเปล่าลูก ไม่ได้เจอกันนานเท่าไหร่แล้วนะเรา ดูสิ ซูบลงไปนะ ตาเอกใช้งานหนูไม่ให้พักเลยหรือไงกันจ๊ะ” ผู้สูงวัยเอ่ยถามด้วยแววตาที่เจือความคิดถึงยิ่งนัก เพ่งมองพิริยาวดีที่นั่งตามลงไปบนเก้าอี้ตัวที่อยู่ติดกับนาง

“สบายดีค่ะ คุณป้ายังดูสดใสแสนสวยและน่ารักเหมือนเดิมเลยนะคะ” ว่าที่ลูกสะใภ้เอาใจคนแก่ด้วยปากหวานๆ อย่างเคย ทำเอาคนถูกชมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“แหม ยังปากหวานเหมือนเดิมเลยนะจ๊ะ...เด็กๆ ยกอาหารที่สั่งเอาไว้มาได้เลยจ๊ะ” นางรัตนายังบีบมือเรียวกระชับด้วยความคิดถึงก่อนจะหันไปสั่งเด็กในร้านให้เสิร์ฟอาหารได้

ไม่นานนักอาหารชุดใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ก็มาวางเรียงรายอยู่ตรงหน้า แม้จะไม่แปลกตาแต่การตกแต่งและภาชนะที่ใช้ก็ช่วยเรียกน้ำลายได้ไม่ยาก

“วันนี้เมนูของโปรดของหนูลูกพีชเลยลูก ไม่รู้ว่ายังชอบทานเหมือนเดิมหรือเปล่า ถ้าหากอยากได้อะไรก็สั่งเพิ่มได้เลยนะจ๊ะ” หญิงต่างวัยยิ้มอบอุ่นยิ่งนัก ภาพวันเก่าก่อนที่เคยอยู่ด้วยกันผุดมาให้ได้คิดถึง

“ขอบพระคุณมากค่ะคุณป้า ยังจำได้ว่าลูกพีชชอบอะไรบ้าง อาหารน่าทานทั้งนั้นเลยนะคะแถมยังมีต้มยำกุ้งกับไข่เจียว ของสุดโปรดของลูกพีชอีกต่างหาก เอาไว้คราวหน้าลูกพีชขอเป็นเจ้ามือไปทำอาหารเสิร์ฟคุณป้าที่บ้านดีกว่า คุณป้าว่าดีไหมคะ” พิริยาวดียิ้มกว้าง แต่คนฟังดูจะยิ้มกว้างกว่าทั้งคนเป็นมารดาและลูกชาย

“เอาสิครับ พี่จะช่วยเป็นลูกมือให้” เอกรัตน์รีบออกตัวเมื่อเจอโอกาส สองสาวต่างวัยหันมามองสบตาส่งยิ้มให้ก่อนจะชี้ชวนกันลงมือทานอาหารตรงหน้า

งานนี้เหมือนจะง่ายกว่าที่คิดเมื่อพิริยาวดีเกือบลืมไปเสียสนิทใจว่าเธอมาในวันนี้ด้วยฐานะที่เปลี่ยนแปลงไป กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อทานอาหารคาวเสร็จเรียบร้อย คนที่อยากได้ลูกสะใภ้รอจนกระทั่งพนักงานเสิร์ฟอาหารหวานตบท้ายเรียบร้อยจึงได้ออกปากถามเรื่องการทำงาน พิริยาวดีพาซื่อเพราะยังนึกหมั่นไส้พี่ชายจอมป่วนฟ้องว่าถูกทิ้งให้ทำงานคนเดียวที่ญี่ปุ่นเมื่อครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ว่าที่แม่ผัวจึงได้ทีจัดทัวร์ต่างประเทศฉลองให้อีกยกหวังเอาใจเต็มที่

“เพื่อนแม่เขาบอกว่าซากุระกำลังออกดอกสวยเชียว คราวนี้แม่จะพาลูกพีชไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่พาไปใช้งานให้ต้องลำบากเหมือนตาเอกหรอกจ๊ะ รับรองว่าสนุกจนลืมไปเลยว่าตาเอกเคยใช้งานหนักอย่างไรบ้าง...ว่าไงจ๊ะหนูลูกพีช ตกลงตามนี้นะ” ป้ารัตนากล่าวกับลูกชายก่อนจะหันไปหาว่าที่ลูกสะใภ้ นั่งรอคำตอบด้วยแววตาที่บ่งบอกแกมบังคับว่าไม่ให้หญิงสาวปฏิเสธ

พิริยาวดีได้แต่ส่งยิ้มให้ พยักหน้าหงึกๆ รับปากอย่างจำยอมเมื่อหันไปสบตากับพี่เอกจอมยุ่งแล้วเห็นทางนั้นพยักเพยิดให้รับปากท่านไป ในใจนึกสังหรณ์อย่างไรพิกลแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าเรื่องอะไรกันนะที่จะทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ ในหัวใจได้เพียงนี้ หรือจะมีอะไรเกิดขึ้นกับการเดินทางครั้งนี้หรือเปล่านะ...

“ถ้าอย่างนั้นแม่จะจองทัวร์ญี่ปุ่น ตาเอกจัดการให้แม่ด้วยนะ ตามที่คุยกันนี่ล่ะ ช่วงนี้แม่ว่างพอดี” มารดาหันไปกำชับกับลูกชายที่นั่งฟังสองสาวพูดคุยกันเพลิน

“ได้ครับคุณแม่”

เอกรัตน์รับปากดิบดี คนสั่งจึงยิ้มสบายใจ หากแต่คนสังหรณ์ใจยังร้อนๆ หนาวๆ เมื่อมารดาของเอกรัตน์เอ่ยชื่อประเทศที่จะพาไปให้ได้ยินอีกครั้ง

หากจะรู้เสียก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้คนเข้มแข็งหัวใจอ่อนไหวเป็นขี้ผึ้งลนไฟและเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตในภายภาคหน้า พิริยาวดียังเลือกที่จะรับปากผู้มีพระคุณไปอีกหรือไม่...

ไม่มีใครรู้อนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าหากว่าการก้าวเดินต่อไปเต็มไปด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่น ต่อให้อนาคตที่คาดไม่ถึงมันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คนที่พร้อมก็จะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั่นได้ไม่ยากเย็นนัก และคนอย่างพิริยาวดีไม่มีทางยอมให้ต่อคำว่าพรุ่งนี้ที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงแน่นอน...หรือจนกว่าจะเจอกับมันนั่นล่ะ จึงจะตัดสินได้ว่าใครจะแพ้หรือชนะ

พิริยาวดีเตรียมตัวพร้อมเสมอ...แต่การเตรียมใจนี่สิจะพร้อมดีหรือไม่คงต้องดูกันเมื่อเธอได้เดินทางไปถึงญี่ปุ่นแล้วนั่นล่ะ

 

 

 

มาอีกตอนค่ะ

คิดถึงรีดเดอร์สุดหัวใจจ้า

ใครคิดถึงพี่ปลายฟ้าบ้างเอ่ย วิ๊ดวิ้วๆ 

 

ขอบคุณทุกกำลังใจทุกการเยี่ยมชม ขอบคุณทุกโหวตและทุกคอมเม้นท์ที่มอบให้ปลายฟ้าอสงไขยนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

                        

ความคิดเห็น