ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 9

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9
แบบอักษร

บทที่ 9

ยามจื่อ (23.00 - 01.00)

อิงฮวาปรือตาขึ้นมาหลังจากได้หลับไประยะหนึ่ง อาการปวดหัวเหมือนจะทุเลาลงแล้ว ร่างกายที่เหมือนจะร้าวไปหมดทั้งร่างก็ผ่อนคลายขึ้น ซ้ำอาการเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวก็ไม่มีอีก รู้สึกดีขึ้นมากจึงคิดจะลุกขึ้นไปดื่มน้ำดับกระหายเมื่อรู้สึกว่าลำคอตนแห้งผากเหลือเกิน เพียงขยับตัวก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างตัว ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังสิ่งแปลกปลอมที่ตนสัมผัสโดน     ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเป็นตัวช่วยอย่างดีทำให้นางพอจะมองเห็นเค้าใบหน้าของบุรุษที่ทำตัวเป็นแมวจรจัดปีนขึ้นมาบนเตียงของนางได้ไม่ยากนัก

‘จิ้นหยาง บุรุษน่าตายผู้นี้มานอนอยู่บนเตียงข้าได้อย่างไร ซ้ำยังฉวยโอกาสตอนข้าหลับกอดข้าเสียแน่นอีก ช่างไร้ยางอายนัก’ อิงฮวาได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตนเอง ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงอย่างไม่สบอารมณ์ มือเล็กค่อยๆจับที่มือหนาหมายจะดึงให้ออกห่างจากตัว เพียงสัมผัสแผ่วเบา ชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด จ้องใบหน้าหวานที่เพ่งไปที่มือของตนโดยไม่สังเกตว่า    จิ้นหยางได้ตื่นเสียแล้ว

จิ้นหยางแอบอมยิ้มยอมให้อิงฮวาบังคับมือของเขาให้ออกห่างจากเอวคอดของนาง แต่ทันทีที่อิงฮวาเผลอยิ้มอย่างชอบใจในความสำเร็จแสนสั้นของตน วงแขนที่นางยกให้ห่างตัวเมื่อครู่ก็วาดมากอดนางอีกครั้งและครั้งนี้ดูจะแน่นมากกว่าเดิมเสียด้วย จิ้นหยางจงใจดึงร่างบางของอิงฮวาเข้ามาแนบชิดกับอกแกร่งมากขึ้น จนนางแทบจะจมเข้าไปในร่างหนาของเขา จิ้นหยางได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ของนางเท่านั้น เห็นท่าทางสิ้นฤทธิ์ของอิงฮวาที่ยอมนอนนิ่งๆให้เขากอด จิ้นหยางก็คลายอ้อมกอดลง อิงฮวาที่รอจังหวะนี้อยู่ก่อนแล้วก็งับเข้าที่ต้นคอแกร่งของจิ้นหยางจมเขี้ยว

“โอ๊ย!” แรงกัดส่งผลให้ร่างสูงที่ไม่ทันตั้งตัวกระเด้งจากที่นอนมานั่งกุมคอของตนอย่างเสียท่า กระต่ายน้อยของเขาร้ายกาจยิ่ง

“ท่านไม่ได้หลับจริงด้วย! ท่านคิดจะทำอะไรข้าอีกบอกมานะ” อิงฮวาที่เป็นฝ่ายหลอกกัดจิ้นหยางได้สำเร็จก็ลุกขึ้นนั่ง ถอยหลังไปชิดกับพนังด้านในของเตียง มือบางคว้าผ้านวมมาคุมตัวไว้แทบทั้งตัว โผล่ออกมาเพียงใบหน้าหวานที่ยังแดงระเรื่อเพราะพิษไข้ จ้องตรงมายังจิ้นหยางด้วยสายตาไม่เป็นมิตรหลงลืมไปชั่วคราวว่าเขาเป็นถึงฮ่องเต้แคว้นชาง

“สามีนอนกอดภรรยาผิดตรงไหน เจ้าก็อย่าเอาแต่โมโหนักเลย ไข้เจ้าเพิ่งลดเดี๋ยวอาการจะยิ่งทรุดเข้าไปอีก รีบนอนเถอะ”

จิ้นหยางแปลกใจคำเรียกที่อิงฮวาใช้เรียกตนแต่ก็อดพอใจไม่ได้ แบบนี้ดูเหมือนช่องว่างระหว่างเขากับนางดูลดลงมากเลยทีเดียว ชายหนุ่มไม่ถือสาที่กระต่ายตัวน้อยของเขาทำร้ายร่างกายตน เพียงเอนกายลงบนเตียงหนุนหมอนแล้วตบไปที่ว่างข้างๆตนเพื่อเรียกให้อิงฮวาล้มตัวลงนอน

“อย่ามาตีเนียนนะ ถ้าท่านยังไม่ออกไปจากห้องข้าอย่าหาว่าข้าใจร้าย” แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง แต่อิงฮวาก็อดที่จะพูดขู่ไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนที่นางหลับ เขาจะทำอะไรนางบ้าง  แค่คิดถึงตอนร่วมอภิรมย์กับเขา แม้จะรู้สึกรัญจวนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ก็เจ็บปวดราวกับเพิ่งเสียพรหมจรรย์ครั้งแรก เอ๊ะ! ครั้งแรกงั้นเหรอ

เหมือนระฆังถูกเคาะกังวานในสมองของหญิงสาว ใบหน้าแดงก้ำแยกไม่ออกว่าเพราะพิษไข้หรือแรงอารมณ์โกรธของนางกันแน่ ใบหน้าหวานถมึงทึงจ้องไปยังจิ้นหยางที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงสบายใจเฉิบไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสิ่งรอบข้าง แม้จะหันตะแคงข้างมาจ้องร่างบางที่ตั้งหน้าตั้งตาขู่เขาราวกับแมวน้อยพองขนใส่ศัตรูแต่ก็ไม่ได้ทำให้จิ้นหยางรู้สึกหวาดหวั่นแม้แต่น้อย กลับกันเขายังรู้สึกดีที่ได้เห็นอิงฮวามีท่าทางเช่นนี้กับเขา ดีกว่าสายตาเย็นชาที่จ้องมองมาที่เขาตอนอยู่ตำหนักเจียวเหมยเป็นไหนๆ

“เดี๋ยวก่อนนะ! มีบางอย่างแปลกๆ ท่านบอกว่า ข้ากับท่านมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันไปแล้วก่อนเข้าวัง แล้วเหตุใดเมื่อคืนข้าถึง...ข้าถึง” อิงฮวาเอาผ้านวมที่คลุมออกจากตัวชี้นิ้วมือไปตรงหน้าของจิ้นหยางอย่างเอาเรื่อง เห็นท่าทางแทบระเบิดของหญิงสาว จิ้นหยางก็แทบอยากหลุดขำเขาลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง ยังผลให้อิงฮวาถอยห่างเขาออกไปจนแทบเป็นเนื้อเดียวกับผนังห้องที่อยู่ด้านในเตียง

“ไม่ผิด ครั้งนั้นข้าเป็นของเจ้า ส่วนเมื่อคืนเจ้าก็เป็นของข้า ตอนนี้เราเป็นของกันและกันแล้วไม่ดีหรือ”

รอยยิ้มกริ่มบนใบหน้าของคนผู้นี้คืออะไร น่าตายนัก เจ้าหมาป่าบ้ากาม เจ้าเล่ห์หลอกลวงแล้วยังบ้ากามอีก เขาทำได้เจ็บแสบนัก! อิงฮวาแต่เข่นเขี้ยวอย่างเจ็บใจ

“ดีกับผีท่านเถอะ พูดจาวกวนไปมา ท่านเป็นถึงฮ่องเต้กล้าเล่นตลกเช่นนี้หรือ ยังมีความเป็นชายชาติทหารอยู่หรือไม่ เหตุใดต้องหลอกข้า” อิงฮวาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงหยิบหมอนได้ก็ปาใส่คนตัวสูงอย่างไม่สบอารมณ์

“ข้าไม่เคยหลอกเจ้า หากจะให้ข้าอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกระท่อมคงต้องรอสักสามสี่วัน รอเจ้าหายดีข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังอย่างละเอียดเชียว” จิ้นหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบรื่น แต่ดวงตากับเป็นประกายยิ่ง มองแล้วไม่น่าไว้วางใจสักนิด

“ข้าไม่เชื่อ...ข้าจะไม่เชื่อท่านอีกแล้ว! ท่านหลอกลวงข้า! น่าตายนัก! ดูสิว่าข้าจะฆ่าท่านได้ไหม” ไม่รอช้าอิงฮวาที่กำลังโกรธจัดก็พุ่งตรงมายังจิ้นหยางที่นั่งอยู่ไม่ไกล จงใจซัดฝ่ามืออัดพลังปราณทั้งหมดเท่าที่มีใส่คนตรงหน้า แต่ก่อนที่ฝ่ามือเล็กๆจะเข้าถึงตัว จิ้นหยางก็คว้าเข้าที่ข้อมือเล็กของหญิงสาวด้วยความรวดเร็วพร้อมๆกับออกแรงดึงร่างทั้งร่างของนางให้มาอยู่ในอ้อมกอด

อิงฮวาที่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดีก็เสียท่าล้มลงไปนั่งบนตักกว้างของจิ้นหยางอย่างหมดท่า   ซ้ำยังถูกเข้ากอดไว้เสียแน่น จนไม่อาจผละออกจากตักของเขาได้ จิ้นหยางเห็นท่าทางหมดท่าของหญิงสาวก็ยกยิ้มชอบใจ จงใจยั่วโมโหอิงฮวาด้วยการเกยคางของตนไว้บนไหล่เล็กๆของนาง       หันปลายจมูกเข้าไปสูดดมกลิ่นหอมจากซอกคอขาว

“ท่าน!” ร่างบางได้แต่ดิ้นไปมา ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วแดงลามไปจนถึงใบหู ดูน่ารักยิ่งในสายตาของจิ้นหยาง

“ไม่ใช่ว่าเจ้าจงใจให้เป็นเช่นนี้อยู่แล้วหรอกหรือ เจ้าเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาหาข้าเองนะ” ยิ่งเห็นนางเขินอายเขาก็ยิ่งจงใจยั่วเย้า

“ปล่อยข้านะ ท่านมันคนเจ้าเล่ห์!”

“เอาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องความสัมพันธ์ของเรา แต่มันจะต่างอะไรกันเล่า ไม่ว่าจะเป็นวันนั้นหรือเมื่อคืนเจ้าก็เป็นของข้าไปแล้ว เจ้าอย่าได้โกรธเคืองข้าอีกเลย ข้าก็ไถ่โทษให้เจ้าไปแล้วด้วยนะ” น้ำเสียงคล้ายหยอกล้อที่ถูกส่งตรงมายังอิงฮวา ทำเอาหญิงสาวเม้มปากเป็นเส้นตรงอีกครั้ง ชายผู้นี้ทำท่าทางเช่นนี้เป็นด้วยหรือ

“ไถ่โทษอย่างไรกัน” ร่างบางขมวดคิ้วอย่างนึกฉงน

“ข้าไถ่โทษให้เจ้าด้วยการทายารักษาอาการเจ็บให้เจ้าต่างหาก ดูสิ เจ้าขยับขาได้ดีขึ้นเยอะเลยใช่หรือไม่” จิ้นหยางอมยิ้มน้อยๆให้กับท่าทางตกตะลึงของอิงฮวา นางคงเข้าใจความหมายของเขาอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ถึงได้หน้าแดงเช่นนี้ ยิ่งคิดจิ้นหยางก็ยิ่งพอใจเป็นอย่างมาก

“นี่ท่าน! ...” หมดถ้อยคำจะพูด อิงฮวารู้สึกเหมือนถูกเขารู้เห็นตัวนางจนทะลุปุโปร่งไปเสียหมดแล้ว จะเอาหน้าที่ไหนไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาได้อีก หญิงสาวจึงได้แต่เม้มปากแน่นเพื่อสะกดกั้นความเขินอายของตน

“หากเจ้าไปรีบเข้านอน ข้าคงต้องขัดคำสั่งหมอหลวงเสียแล้ว” จิ้นหยางที่ได้กอดร่างบางไว้บนตัก สูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายนาง สัมผัสผิวนุ่มลื่นที่บดเบียดอยู่บนตัวตนของเขาก็ให้รู้สึกต้องการนางเป็นอย่างมาก หากไม่รีบหักห้ามใจมีหวังคงไม่พ้นเผลอตักตวงความสุขจากนางอีกเป็นแน่

“อ๊ะ! ไม่ ข้าจะนอน ข้าจะนอนแล้ว ท่านก็กลับไปตำหนักท่านสิ”

อิงฮวาที่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ดุนดันสะโพกของนางอยู่ก็ตาโตด้วยความตกใจ ทั้งน้ำเสียงแหบพล่าของเขาที่เอื้อนเอ่ยกับนางก็ช่างเหมือนเมื่อคืนไม่ผิด ร่างบางจึงเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติดิ้นรนเพื่อหาทางออกจากตักกว้างด้วยความง่ายดายเพราะจิ้นหยางเองก็ไม่ได้รั้งนางเอาไว้

“อีกเพียง 2 ชั่วยามกับอีกเค่อเท่านั้น ฟ้าก็จะสว่างแล้ว ใจคอเจ้าจะให้ข้าเดินกลับไปตำหนักหยางเกาหรือ” จิ้นหยางทำสายตาอ้อนคล้ายขอความเห็นใจไปยังร่างบางที่นั่งอยู่บนเตียงด้านในพลางขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อจะได้เห็นใบหน้านางชัดขึ้น

“ข้าจะไว้ใจท่านได้ยังไงว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นอีก” อิงฮวาทำทีท่าไม่ไว้วางใจ

“ข้าสัญญาด้วยเกียรติของฮ่องเต้แคว้นชาง หากเจ้าไม่ยินยอม ในวันนี้ข้าจะไม่ล่วงเกินเจ้าเด็ดขาด” จิ้นหยางทำมาดเข้มเอ่ยขึ้น เขายอมสัญญากับนางเฉพาะวันนี้เท่านั้น หลังจากนางหายดีแล้ว นั่นก็ถือว่าสิ้นสุดสัญญา เพียงแต่ประโยคนี้เขาไม่ได้เอ่ยออกไปก็เท่านั้น

“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเอาหมอนข้างกั้นเอาไว้ตรงกลาง ท่านก็ห้ามเลยเข้ามาเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” อิงฮวาก็ไม่อยากสู้รบกับเขาอีก แต่ก็ไม่อาจไม่ระวังตัว

“ย่อมได้”

เพื่อความปลอดภัยนางจึงต้องออกกฎขึ้นมาซะก่อน ไหนๆเขาก็เอาตำแหน่งฮ่องเต้มาเป็นประกันเช่นนี้แล้วนางก็ควรจะไว้ไมตรีเขาเสียหน่อย คิดได้เช่นนั้นอิงฮวาก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้จิ้นหยางทันที ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้ดื่มน้ำสักจอก ช่างเถอะ ไว้ดื่มตอนเช้าก็ได้นางไม่อยากข้ามเขาออกไปเพื่อดื่มน้ำอีก ไม่เช่นนั้นคืนนี้นางอาจจะเสียเปรียบเขาอีกก็เป็นได้

ผ่านไปครึ่งเค่อ ด้วยความเพลียจากพิษไข้อิงฮวาก็หลับสนิทไปอีกครั้ง หากแต่จิ้นหยางกลับลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องอีกครั้ง เขากระตุกยิ้มให้กับตนเองลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตะไปที่ตัวของหญิงสาวเบาๆ เมื่อเห็นว่านางหลับสนิทแล้วจึงใช้วงแขนแกร่งของตน     ช้อนร่างบางขึ้นจากเตียงและวางนางลงทางฝั่งของตน

“ข้าไม่ได้ข้ามไปฝั่งเจ้า เป็นเจ้าที่มาอยู่ฝั่งข้าเองต่างหาก” จิ้นหยางพอใจในความคิดของตนเองล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ไม่ลืมที่จะดึงร่างเล็กๆของอิงฮวามาไว้ในอ้อมกอด ซุกหน้าเข้ากับเส้นผมอ่อนนุ่มสูดดมกลิ่นหอมจากเรือนผมของนางเข้าปอด แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราตามหญิงสาวไป

**ยามเหม่า (**

05.00 - 06.59)

“อิงเอ๋อร์คนดี ฟ้าสางแล้วเจ้ายังจะหลับต่ออีกหรือ” เสียงทุ้มดังอยู่ไม่ไกลนักพร้อมกับความรู้สึกหนักๆของอะไรบางอย่างที่ทาบทับอยู่บนตัวนางส่งให้ร่างบางต้องลืมตาตื่นอย่างเสียไม่ได้

“กรี๊ดด!”

พลั๊ก!

“อ๊ะ!”

“ท่าน! ไม่สิ ฝ่าบาท” ทันทีที่อิงฮวาลืมตาตื่นก็พบใบหน้าของจิ้นหยางที่อยู่ห่างจากใบหน้านางแค่ไม่กี่คืบ กำปั้นน้อยๆแต่หนักของนางจึงเผลอปล่อยตรงไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง เป็นผลให้คนที่โดนนั้นได้แต่กุมเบ้าตาของตัวเองด้วยความเจ็บปวด

“เวลาที่ตื่นมาแล้วเห็นหน้าข้า เจ้าจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเลยหรือ” จิ้นหยางอดบ่นเสียไม่ได้ ครั้งแรกที่นางตื่นมาแล้วพบเขาก็ซัดฝ่ามือใส่เขาอย่างจัง โชคยังดีที่เขามีพลังปราณแข็งแกร่งจึงไม่เป็นอะไรมาก ส่วนครั้งที่สองนางก็ถีบเขาตกเตียงอย่างหมดท่า มาครั้งนี้ยังต่อยเข้าที่เบ้าตาเขาอีก ผลงานนางครั้งนี้คงฝากรอยไว้บนหน้าเขาอีกหลายวันดีเดียว

“ใครใช้ให้ฝ่าบาทเอาพระพักตร์มาใกล้หม่อมฉันล่ะ หม่อมฉันก็ตกใจเป็นนะเพคะ”    สรรพนามที่ใช้เรียกถูกเปลี่ยนไปเป็นห่างเหินเช่นเดิม จิ้นหยางที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบใจขึ้นมาทันที

“ตอนที่เราอยู่ด้วยกันสองคนแบบนี้ เจ้าไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์กับข้าก็ได้ ข้าอยากให้เราพูดคุยกันแบบเมื่อคืนมากกว่า”

“หม่อมฉันมิบังอาจ”

“เจ้าหรือไม่กล้า” จิ้นหยางกระตุกยิ้มมองใบหน้าหวานที่เชิดขึ้นอย่างดื้อรั้น นางกล้าพูดว่าไม่กล้าหลังจากที่นางต่อยหน้าเขานี่หรือ ช่างเป็นสตรีที่เหนือความคาดหมายจริงๆ

“ท่าน!”

ไม่เพียงแต่คำพูดเท่านั้น จิ้นหยางยังขยับตัวเข้าใกล้อิงฮวามากขึ้น รวบตัวนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดแล้วฉวยโอกาสหอมแก้มนิ่มๆของนางฟอดใหญ่ คนตัวเล็กกว่าที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ได้แต่ร้องตกใจและทำตาโตใส่เท่านั้น

“เจ้ากล้าแล้วมิใช่หรือ”

“ท่านคิดจะแกล้งข้าอีกแล้วใช่หรือไม่ คนเจ้าเล่ห์ น่าตายนัก!” อิงฮวาดิ้นพล่านพยายามให้หลุดออกจากอ้อมกอดอุ่นๆของเขา

“ข้าแกล้งเจ้าที่ไหน มีแต่เจ้ามิใช่หรือที่แกล้งข้า” ใบหน้าหล่อเหลาที่หันมามองนางมีแววแง่งอนอยู่ในที อิงฮวาที่เอี้ยวตัวมองไปยังใบหน้าหล่อของเขาจึงอดกลั้นยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นเบ้าตาของเขามีรอยแดงช้ำจากกำปั้นของนาง

“ชอบใจล่ะสิ ทำข้าเจ็บตัวได้เช่นนี้” เห็นนางยิ้มเจ็บตัวแค่นี้ถือว่าคุ้มค่าแล้ว จิ้นหยางคิด

“ไม่เท่ากับที่ท่านทำให้ข้าเจ็บหรอก” เห็นอีกฝ่ายอมยิ้ม อิงฮวาก็ปรับสีหน้าของตนให้เรียบตึงอีกครั้ง แสร้งทำเป็นเย็นชาใส่ชายหนุ่ม

“ครั้งต่อไปก็ไม่เจ็บแล้ว” จิ้นหยางกระซิบที่ใบหูเล็กๆเสียงแผ่วอย่างเอาใจ

“ยังจะหวังให้มีครั้งต่อไปอีกหรือ ข้าไม่ยอมท่านอีกแน่” เพียงริมฝีปากของอีกฝ่ายแตะที่ใบหูของนางก็ทำเอาขนอ่อนทั้งร่างกายพาลลุกซู่ขึ้นมาทันที ใบหน้าหวานแดงฉานไปด้วยเลือดฝาดที่ถูกหัวใจดวงน้อยๆสูบฉีดเลือดอย่างรุนแรง มันเต้นแรงเสียจนเจ้าของเช่นนางรู้สึกได้ชัดเจนทีเดียว

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอย่างให้ชายผู้นั้นมีชีวิตต่อไปหรือไม่นั่นแหละ” เห็นท่าทีไม่ยินยอม ทั้งน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นของหญิงสาว จิ้นหยางจึงใช้ชายผู้ที่นางต้องการปกป้องมาเป็นเหยื่อล่อ หากนางไม่ยินดีในชีวิตของชายผู้นั้นก็ดีสำหรับเขา แต่หากนางคิดอยากปกป้องให้ถึงที่สุดนางย่อมไม่มีทางปฏิเสธเขาแน่

“ท่านขู่ข้างั้นหรือ ไหนท่านบอกว่าหากข้าทำให้ท่านพอใจได้แล้ว ท่านจะปล่อยพี่หลินหมินไปไง ท่านผิดคำพูด!” ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น อิงฮวาก็ชักสีหน้าไม่พอใจทันที บุรุษหน้าตายผู้นี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก เดิมทีที่นางยินยอมเขาเหตุผลอยู่สองประการ ประการแรกมาจากการอยากช่วยพี่จิงหลาน อีกประการคือ ไหนๆนางก็เป็นของเขาไปแล้วอีกครั้งเดียวจะเป็นไรไป ที่ไหนได้เขากลับหลอกลวงนาง หนำซ้ำเขายังคิดจะเอาชีวิตของพี่จิงหลานมาต่อรองนางเสียอีก เขามันปีศาจจิ้งจอกชัดๆ

“ข้าหรือผิดคำพูด เจ้าต่างหากที่ยังไม่สามารถทำให้ข้าพอใจได้” จิ้นหยางกระชับอ้อมกอดของตนให้แน่นขึ้นไม่สนท่าทางขัดขืนของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

“ยังไม่พอใจ! ท่านเป็นจิ้งจอกคลั่งราคะหรือไร สูบเรี่ยวแรงข้าไปจนหมดเช่นนั้นยังไม่อิ่มหนำอีกหรือ” อิงฮวาขมวดคิ้วสวยแน่น พยายามหาช่องทางออกจากอ้อมแขนแกร่งของเขาให้จงได้ แต่จนแล้วจนรอดนางก็หาจุดอ่อนของเขาไม่เจอ นางใช้ศอกกระทุ้งเข้าสีข้างเขาแรงๆก็แล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้เขาปล่อยนางอยู่ดี

“จิ้งจอกเช่นข้า แค่คืนเดียวจะไปพออะไรเล่า” จิ้นหยางจงใจใช้ลิ้นสากของตนเลียที่ใบหูเล็กๆของอิงฮวาเพื่อหยอกล้อ แน่นอนว่านางต้องพยายามหนีและทำสีหน้าไม่พอใจเป็นที่สุด นี่แหละที่เขาต้องการเห็น ใบหน้าแดงระเรื่อและท่าทีขัดขืนแต่ไม่อาจหนีพ้นของนางนี่แหละที่เขาชอบใจที่สุด

“ต้องเท่าไหร่ท่านถึงจะพอใจ ฮ่ะ!” อิงฮวาพ่นลมหายใจแรงๆอย่างเหลืออด บุรุษผู้นี้ นอกจากเจ้าเล่ห์แล้วยังหน้าหนาเป็นที่สุด ทำไมถึงชอบทำให้นางสิ้นท่าเช่นนี้นักนะ หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจที่ตนเป็นรองเขาทุกหนทางซ้ำยังไม่พอใจหัวใจตนเองที่เผลอเต้นแรงไปกับเขาไม่รู้กี่ครั้ง       น่าหงุดหงิดยิ่งนัก!

“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เจ้ามีหน้าที่ทำให้ข้าพอใจก็พอ”

“ท่านมัน!...”

“ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ พวกขุนนางมารอเข้าเฝ้ากันแน่นท้องพระโรงแล้วนะพะย่ะค่ะ” ยังไม่ทันที่อิงฮวาจะได้พูดให้จบประโยค เสียงของมหาขันทีคนสนิทของจิ้นหยางก็ดังขึ้นมาหลังฉากกั้น เสมือนระฆังพักยกให้จิ้นหยางพอดิบพอดี

“ข้ารู้แล้ว! เฟิงจูเจ้าไปบอกให้นางกำนันนำยาขององค์หญิงมาให้ข้าที”

“พะย่ะค่ะ”

จิ้นหยางตอบเสียงนิ่งขรึมเหมือนทุกครั้ง แต่เฟิงจูที่อยู่กับฮ่องเต้มานานมีหรือจะไม่รู้ว่า ฮ่องเต้ของตนกำลังทำเป็นเคร่งขรึมไปอย่างนั้นเอง ตั้งแต่อยู่รับใช้ฝ่าบาทมา เขาเองยังไม่ค่อยจะได้เห็นพระองค์เป็นแบบนี้สักครั้ง เป็นบุญตา เป็นบุญตาโดยแท้

“ยาอะไร ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง” คล้อยหลังเฟิงจูที่เดินออกไปจากห้อง อิงฮวาก็มีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาทันที หลังจากกลับมาจากตำหนักเจียวเหมยนางจำได้ว่านางหลับไป ซ้ำยังไม่ให้เสี่ยวจู   เสี่ยวผิงตามหมอด้วย แล้วยาที่จิ้นหยางพูดถึงมาได้อย่างไรกัน

“เมื่อวานหลังจากที่เจ้าหลับไปเพราะพิษไข้ ข้าจึงตามหมอหลวงมาดูอาการเจ้า จำได้หรือไม่”

จิ้นหยางค่อยๆลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง อิงฮวาจึงได้แต่นิ่งฟังเข้าพูดไม่แสดงท่าทางใดๆ เห็นหญิงสาวนิ่งเงียบตั้งใจฟัง จิ้นหยางจึงพูดต่อ

“หมอหลวงเขียนเทียบยาเอาไว้ กำชับให้เจ้ากินอย่าได้ขาด แค่ไม่กี่วันก็จะหายดี ดูสิ! เจ้าเพิ่งกินไปได้เพียงครั้งเดียวก็มีแรงมาทำร้ายข้าได้เสียแล้ว”

“ข้าน่ะหรือกินยา ข้ากินเมื่อไหร่กัน” คนที่เกลียดการกินยายิ่งชีวิตอย่างนางน่ะหรือจะกลืนยาขมๆพวกนั้นลงคอ ฝันไปแล้วแน่ๆ

“เมื่อคืนข้าเป็นคนป้อนยาให้เจ้าด้วยตนเอง ย่อมต้องรู้ว่าจะกินหรือไม่” จิ้นหยางยกยิ้มที่มุมปากเมื่อคิดถึงวิธีการป้อนยาของเขาที่ได้ปรนนิบัตินางเมื่อคืน นึกอยากจะใช้วิธีนั้นกับนางอีกสักครั้ง ในยามมีสตินางจะทำหน้าตาเช่นไรช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง

“งั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องเอามา ข้าไม่กิน” อิงฮวาทำหน้างอ แม้จะไม่รู้ว่าเมื่อคืนตนกินยาเข้าไปได้อย่างไร แต่ตอนนี้นางไม่มีทางกินมันเข้าไปอีกแน่ คิดถึงยามเจ็บป่วยเมื่ออยู่แคว้นเฉิง กว่านางจะกินยาได้ก็ต้องรอให้เสด็จพ่อมาป้อนนั่นแหละถึงจะยอมกิน ตอนนี้ไม่มีเสด็จพ่อมาป้อนนางไม่มีทางกินเด็ดขาด จิ้นหยางมองท่าทางฮึดฮัดของนางแล้วก็อดส่ายหัวไม่ได้ ความดื้อรั้นเอาแต่ใจแบบเด็กๆของนางทำเอาจิ้นหยางอยากจะจับนางตีก้นนัก แต่ก็ได้แต่ทำใบหน้านิ่งเฉยไว้เช่นเดิม

“ยามาแล้วเพคะ” ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ เสี่ยวผิงก็ยกถาดที่ด้านบนมีถ้วยยาตั้งอยู่เข้ามาในห้องพอดี เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้กำลังนั่งโอบกอดองค์หญิงของนางอยู่ก็หน้าแดงซ่านรีบก้มหน้าลงกับพื้นห้องทันที

“เอาออกไป ข้าไม่กิน” อิงฮวาสั่งเสียงแข็ง ได้แต่ดิ้นเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยตนออกจากอ้อมกอด แต่จิ้นหยางก็ไม่ยินยอมให้นางทำเช่นนั้นได้ง่ายๆ

“เอาเข้ามา” จิ้นหยางสั่งเสียงเข้ม

“เพคะ”

เสี่ยวผิงที่ตกใจในน้ำเสียงของฮ่องเต้จึงรีบเดินยกถาดยาไปวางไว้ที่โต๊ะใกล้เตียงนอนทันที ก่อนจะถอยออกห่างทั้งสองกลับมายืนก้มหน้าอยู่ที่เดิม ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีก

“ออกไปได้” จิ้นหยางออกคำสั่งอีกครั้ง เสี่ยวผิงจึงรีบย่อตัวลงแล้วหมุนตัวออกจากห้องทันที

“ท่าน!” อิงฮวาเริ่มขึ้นเสียงอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเสี่ยวผิงออกไปแล้ว นางไม่พอใจที่เขาทำประเจิดประเจ้อต่อหน้านางกำนัน ซ้ำยังหักหน้านางโดยการสั่งให้เสี่ยวผิงเอายาเข้ามาอีกด้วย บุรุษผู้นี้ช่างขัดใจนางยิ่งนัก

“ไม่กินยาจะหายดีได้อย่างไร รีบกินเร็วเข้า”

“ไม่ ข้าไม่กิน ตอนนี้ข้าก็ดีขึ้นมากแล้วพักอีกสักวันสองวิ่งก็กลับมาวิ่งได้เหมือนเดิม ข้าไม่ตายง่ายๆหรอกอย่างกังวลไปเลย หรือต่อให้ข้าตายไปจริง ท่านก็แค่บอกท่านพ่อข้าว่า ข้าล้มป่วยระหว่างเดินทาง ท่านก็ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไร”

จิ้นหยางมองใบหน้าหวานร่ายยาวแผนการของตน ก็ให้นึกอยากปิดปากนางยิ่งนัก มีที่ไหนวางแผนการ หาข้ออ้างให้ตนเองตายเช่นนี้

“เจ้าพูดพอหรือยัง” จิ้นหยางพ่นลมหายใจหนักๆเพื่อระบายความร้อนที่สุ่มอยู่ในอกของตน มือแกร่งคว้าถ้วยยาไว้ในมือมั่น ส่วนอีกข้างก็กระชับอ้อมแขนให้ร่างบางให้อาณัติขยับเข้ามาใกล้ตนมากยิ่งขึ้น

“อ๊ะ! ท่านจะทำอะไร” เห็นท่าทางเอาจริงของชายหนุ่มที่เหมือนจะจ่อถ้วยยาที่แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกขมคอขึ้นมาเสียแล้วมายังปากของนาง อิงฮวาก็หน้าถอดสีขึ้นมาทันที

“เลือกเอา ว่าจะกินยาหรือจะให้ข้าฆ่าชายผู้นั้น” เป็นอีกครั้งที่จิ้นหยางยกชายผู้นั้นมาขู่นาง นางดื้อรั้นเกินกว่าที่จะเชื่อฟังเขา จึงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่นางจะยอมทำตามเขาได้

“ท่านขู่ข้า!”

“ขู่หรือ ? ลองดูก็ได้” จิ้นหยางกระตุกยิ้มเย็น แววตาไม่หลงเหลือแววล้อเล่นอยู่เลยแม้แต่น้อย อิงฮวาจึงได้แต่ลังเลมองหน้าจิ้นหยางสลับกับถ้วยยาแสนขมด้วยใจที่เต้นระทึก

“หากเจ้ากินยายากเช่นนี้ ข้ามีวิธีที่ดีสำหรับเจ้าวิธีหนึ่ง”

“วิธีอะไร!”

“หลับตาของเจ้าลงก่อนสิ ข้าจะทำให้ยานี่กินง่ายขึ้น”

จิ้นหยางส่งสายตามั่นคงมายังหญิงสาว แม้อิงฮวาจะมีสีหน้าชั่งใจ แต่ก็ทำตามที่จิ้นหยางบอกอย่างว่าง่าย จิ้นหยางที่เห็นว่าอิงฮวายอมหลับตาแล้ว ริมฝีปากหยักก็คลี่ยิ้มในความไร้เดียงสาของนาง เป็นอีกครั้งที่การขู่ของเขาได้ผล ชายหนุ่มยกถ้วยยาจ่อริมฝีปากของตนแล้วอมมันไว้ในปากส่วนหนึ่ง

“ข้ายังลืมตาไม่ได้อีกหรือ” อิงฮวาที่เริ่มอยู่ไม่นิ่ง ในใจกังวลสารพัดก็ได้แต่ร้องเร่งให้อีกฝ่ายทำอะไรสักอย่างทันที ไม่ทันรู้ตัวหญิงสาวก็สัมผัสได้ถึงริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ประกบเข้ากับริมฝีปากของนางอย่างรวดเร็ว จนนางเผลออ้าปากรับริมฝีปากนั้นด้วยความตกใจ ยังไม่ทันหายตื่นตะลึงยาที่อยู่ในปากของชายหนุ่มก็ถูกส่งเข้ามาในปากของหญิงสาว บังคับให้กลืนยานั้นลงคอของไปอย่างเสียมิได้

“ท่าน!” ทันทีที่รู้ตัวอิงฮวาก็พยายามผลักอกแกร่งของจิ้นหยางให้ห่างจากตน มองหน้าคมคายนั้นด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อพลางหอบหายใจหนักๆ

“ไม่ขมแล้วเห็นหรือไม่” ตัวการที่ทำป้อนยาสำเร็จก็ยกยิ้มอย่างพอใจในผลงานของตนเอง เขาไม่ลืมที่จะหยอกล้อร่างบางในอ้อมกอดของตนด้วยการเอาปลายจมูกแตะไปที่ปลายจมูกของหญิงสาวช้าๆ

“ท่านมันคนฉวยโอกาส!” อิงฮวาตีไปที่ไหล่กว้างของเขาแรงๆหนึ่งที เพื่อให้เขาถอยออกห่างจากตนและครั้งนี้ได้ผล จิ้นหยางยอมปล่อยนางออกจากอ้อมกอด และขยับตัวออกห่างไปหยิบถ้วยยาที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ไกลนัก ในนั้นยังเหลือยาอีกครึ่งถ้วย ก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าหญิงสาว

“ยังเหลือยาอีกครึ่งถ้วยเจ้าจะดื่มเองหรือให้ข้าป้อนเจ้าอีก”

“ข้าดื่มเองได้!” ไม่ต้องเดานางก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อคืนเขาป้อนยานางด้วยวิธีการใด คิดไม่ถึงว่าเขาจะร้ายกาจเพียงนี้ อิงฮวาหน้างอง้ำยื่นมือบางของตนรับถ้วยยามาถือไว้แล้วกลั้นใจดื่มมันเข้าไปรวดเดียวหมด จิ้นหยางมองอิงฮวาดื่มยาจนเสร็จ แม้ใบหน้าหวานของนางจะแหยเกด้วยความขมของยา แต่ก็ยังไม่วายหันมาค้อนตาใส่เขาด้วยความไม่พอใจ

“ว่าราชการเสร็จแล้ว ข้าจะรีบมา เจ้าก็เป็นเด็กดีอยู่นิ่งๆรักษาตัวให้ดี เข้าใจหรือไม่”

อิงฮวาเลือกที่จะไม่ตอบสิ่งใด นางเพียงขยับตัวควานหาผ้านวมมาคลุมร่างไว้จากนั้นจึงเอียนกายล้มตัวลงนอนหันหลังให้จิ้นหยางทันที โดยไม่สนใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

“เจ้าไม่คิดจะลุกขึ้นมาแต่งตัวให้ข้าเลยหรือ”

“ท่านก็คงใส่เสื้อผ้าเองเป็นกระมัง มือก็มิได้ขาดนี่”

เห็นท่าทางอิงฮวาที่ยังคงหันหลังให้เขาและน้ำเสียงที่ติดประชดประชันของนาง จิ้นหยางก็กระตุกยิ้มอย่างเสียไม่ได้ นางช่างดื้อรั้นยิ่งนักแต่เขากลับไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย นี่กระมังยาพิษที่เขาเต็มใจจะดื่มมันลงไปแม้จะรู้ว่าอันตรายก็ตาม สายตาอ่อนโยนที่น้อยครั้งนักจะปรากฏให้เห็นของจิ้นหยางกำลังทอดมองไปยังร่างบางที่นอนหันหลังอยู่บนเตียง

เสียงภายนอกดูเงียบลงหลังจากการที่ฮ่องเต้เสด็จออกไปจากตำหนักเยว่ซินเรียบร้อยแล้ว อิงฮวาจึงลุกขึ้นจากเตียง เสี่ยวจูก็รีบเข้ามาในห้องเพื่อปรนนิบัตินายของตนทันที

“จะไปไหนเพคะองค์หญิง” เสี่ยวจูทำหน้าซีดราวกับคนเสียขวัญ คิ้วเล็กขมวดแทบชนกัน มองนายตนด้วยความหวาดระแวง ทำเอาอิงฮวาชะงักมองด้วยความสงสัย

“ข้าเพียงอยากจะอาบน้ำเท่านั้น สีหน้าเจ้าซีดเซียวนัก ไม่สบายหรือ”

“เปล่าเพคะ” นางจะกล้าบอกได้อย่างไรกันเล่า ว่าก่อนที่ฮ่องเต้จะเสด็จออกไปได้กำชับพวกนางไว้เสียยกใหญ่ ว่าหากองค์หญิงเป็นอะไรแม้รอยข่วนทุกคนในตำหนักเยว่ซินจะถูกตัดหัว นางกลัวจนลนลานเห็นองค์หญิงขยับตัวก็กลัวว่าจะล้มให้เป็นรอย ชีวิตของพวกนางช่างเปราะบาง  ยิ่งนัก

“ช่างเถอะ เจ้าไปพักแล้วกัน เรียกเสี่ยวผิงต้มน้ำมาให้ข้าอาบเถอะ” อิงฮวาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเสี่ยวจูจึงไม่อยากซักอีก ตอนนี้นางอยากอาบน้ำล้างกลิ่นกายของบุรุษผู้นั้นจากร่างตนให้หมด  ทำอย่างนี้ใจนางจะได้สงบลงบ้าง เพียงแค่คิดถึงใบหน้าของเขาก็ทำเอานางหน้าแดงอีกเสียแล้ว

“หม่อมฉันถวายการปรนนิบัติเองดีกว่าเพคะ” พูดจบเสี่ยวจูก็รีบออกจากห้องไปเตรียมน้ำให้หญิงสาวอาบทันที อิงฮวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก้าวเท้าของตนมานั่งยังหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ หยิบหวีขึ้นมาสางผมยาวสลวยของตนอย่างเบามือ

“ไม่รู้ว่าป่านนี้เสด็จพ่อ เสด็จแม่จะเป็นเช่นไร ไหนจะเสด็จพี่ทั้งสี่อีกเล่า จะคิดถึงข้าบ้างหรือไม่” หญิงสาวมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เกิดเรื่องราวมากมายถึงเพียงนี้ ยังไม่ทันได้อภิเษกนางก็เสียท่าให้กับบุรุษผู้นั้นเสียแล้ว ถ้าเสด็จพี่รู้เข้าคงไม่พอใจเป็นแน่ ดีไม่ดีด้วยความ     ใจร้อนของเสด็จพ่ออาจก่อให้เกิดสงครามขึ้นก็ได้ ไหนจะเรื่องพี่จิงหลานที่ป่านนี้นางก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร นางเป็นห่วงแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่าง เวลานี้ก็ทำได้เพียงคล้อยตามจิ้นหยางไปก่อน รอจนเขาพอใจค่อยขอพบพี่จิงหลานก็คงไม่ลำบากนัก

“องค์หญิง! องค์หญิง! องค์หญิงเพคะ! องค์หญิงของเสี่ยวซื่อ” เสียงโหวกเหวกดังมาจากทิศของประตูห้อง อิงฮวาได้ยินเสียงจึงรีบหันหน้าไปมองยังต้นต่อของเสียงก็พบหญิงสาวคนสนิทกำลังยืนร้องไห้ฟูมฟายอยู่ที่หน้าประตู

“เสี่ยวซื่อ! เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ได้กัน”

“ฮึกๆๆๆ องค์หญิง องค์หญิงหายไปไหนมาเพคะ เสี่ยวซื่อนึกว่าจะเกิดเรื่องเสียแล้ว”

แม้อิงฮวาจะเดินไปใกล้ เอื้อมมือไปปลอบโยนร่างเล็กของนางกำนันคนสนิท แต่ดูท่านางจะไม่หยุดร้องง่ายๆ นางทรุดตัวลงคุกเข่าแล้วกอดขาทั้งสองข้างของอิงฮวาไว้แน่น ปล่อยน้ำตาให้เปียกชายกระโปรงของผู้เป็นนายด้วยความยินดีที่ได้พบหน้าอีกครั้ง เสี่ยวซื่อเป็นนางกำนันที่ติดตาม   อิงฮวามาตั้งแต่ยังเด็กไม่เคยห่าง ครั้งนี้อิงฮวาต้องเดินทางมาแคว้นชางนางก็ติดตามมาด้วย แต่นึกไม่ถึงว่านายของตนจะมาหายตัวไประหว่างเดินทาง นางจึงต้องปลอมตัวเป็นองค์หญิงและนั่งอยู่ในรถม้ามาตลอดทาง ใจหายใจคว่ำจะบอกใครก็กลัวโทษอาญาด้วยรู้ว่าองค์หญิงต้องแอบหนีไปเป็นแน่ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตให้เป็นปัญหาของแคว้นนางยินยอมสละชีวิตของตน แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าวังทหารองครักษ์ก็พานางมายังตำหนักเยว่ซินและบอกกับนางว่าองค์หญิงอิงฮวาประทับอยู่ที่นี่ นางดีใจแทบแย่ ไม่นึกไม่ฝันว่าตนจะยังรักษาหัวไว้บนบ่าได้อย่างมั่นคงอีกวัน

“เอาล่ะๆ ข้าผิดเองที่ไม่พาเจ้ามาด้วย ข้าคิดว่าหากข้าหายตัวไป ขบวนอภิเษกจะต้องถูกยกเลิก ที่ไหนได้กลับทำให้เจ้าลำบากยิ่งนัก เวลานี้เราได้เจอกันแล้ว เจ้าก็หยุดร้องไห้เถอะ”

ได้ฟังน้ำเสียงอ่อนโยนของอิงฮวา เสี่ยวซื่อก็กลืนก้อนสะอึกสะอื้นของตนลงท้องไป นางลุกขึ้นจับร่างของอิงฮวาหมุนไปมาเพื่อสำรวจดูความผิดปกติ

“เหตุใดพระพักตร์ถึงได้ซีดนักเพคะ ไม่กี่วันองค์หญิงซูบลงไปหรือเปล่า ไหนจะรอยแดงตามตัวพวกนี้อีก หากองค์ชายสี่รู้เข้า หัวเสี่ยวซื่อหลุดกระเด็นแน่เลยเพคะ” ก้อนสะอื้นที่ถูกกลืนลงท้องไปเมื่อครู่คล้ายๆจะกลับขึ้นมาอีกระลอก นางเบะปากน้ำตาไหลพรากอีกครั้งอย่างตื่นกลัว

“พอแล้วๆ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าหยุดร้องเถอะ ข้าปวดหัวจะแย่แล้ว” จนใจจะปลอบประโลมอีกต่อไป ตอนนี้อิงฮวารู้สึกหน้ามืดมาซะเฉยๆ คงเพราะร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี เสี่ยวซื่อเห็นดังนั้นก็รีบปาดน้ำตาของตนออกพลางรีบประคองร่างของนายตนไปนั่งที่เก้าอี้หน้ากระจกอีกครั้ง

“ตามหมอดีไหมเพคะ” เสี่ยวซื่อถามอย่างตื่นตนก

“ไม่ต้อง แค่พักสักครู่ก็ดีขึ้นแล้ว ที่นี่ไม่ใช้แคว้นเฉิงเจ้าจะวิ่งไปทั่วได้อย่างไรกัน” เห็นท่าทีอยู่ไม่นิ่งของคนสนิท อิงฮวาก็ดุเบาๆ เสี่ยวซื่อจึงได้สงบลง หากแต่ความเป็นห่วงก็ยังคงฉายชัดบนใบหน้า

“น้ำเรียบร้อยแล้วเพคะ”

เสี่ยวจูและเสี่ยวผิงที่เข้ามาพอดีเอ่ยขึ้น เมื่อครู่องครักษ์ของฝ่าบาทนำหญิงสาวแปลกหน้ามายังตำหนักเยว่ซิน มาถึงนางก็ถามหาองค์หญิงสีหน้าร้อนใจ พอรู้แน่ชัดว่าองค์หญิงอยู่ไหนก็วิ่งเข้าไปไม่พูดไม่จา ทำเอานางกำนันขันทีทั้งตำหนักตกใจแทบแย่ ไม่ทันได้ซักถามใดๆนางสักคำ ทั้งสองจึงมองมาที่หญิงสาวแปลกหน้าที่อยู่ข้างตัวขององค์หญิงด้วยสายตาสงสัย

“เสี่ยวซื่อ พวกนางคือคนของตำหนักเยว่ซินเป็นคนคอยดูแลข้า ทางซ้ายเสี่ยวจู ทางขวาเสี่ยวผิง ต่อไปเจ้าจะต้องเชื่อฟังพวกนาง นางจะสอนเจ้าเรื่องมารยาทในวังหลวง”

“เพคะองค์หญิง” เสี่ยวซื่อยกแขนขวาของตนขึ้นมา ฝ่ามือเล็กวางทาบกับตำแหน่งหัวใจของตนพลางย่อกายรับคำสั่ง ซึ่งเป็นลักษณะของการทำความเคารพแบบแคว้นเฉิง

“ส่วนนางเป็นนางกำนันคนสนิทของข้าจากแคว้นเฉิง แม้จะขี้กลัวไปบ้างแต่นางก็ยังไร้เดียงสามากนัก ฝากพวกเจ้าด้วย”

“เพคะองค์หญิง” สองนางกำนันยิ้มรับคำแล้วประสานมือทั้งสองไว้ด้านหน้าพลางย่อกายลงเพื่อแสดงความเคารพ เพียงแค่การทำความเคารพก็แตกต่างกันเพียงนี้ เสี่ยวซื่อได้แต่หนักใจว่าตนคงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมายเลยทีเดียว

“เอาล่ะ พวกเจ้าสองคนไปเตรียมอาหารเถอะ ส่วนเรื่องอาบน้ำให้เสี่ยวซื่อทำแทน” อิงฮวาเห็นท่าทางของทั้งสามมีความเป็นมิตรให้กันก็คลายกังวล ดูท่าทางพวกนางจะสามารถเข้ากันได้ดีในอนาคตเป็นแน่

“เพคะ”

อิงฮวาขยับตัวลุกขึ้นโดยมีเสี่ยวซื่อประคองไม่ห่างไปยังฉากกั้นอีกด้านหนึ่งซึ่งมีอ่างอาบน้ำขนาดพอดีวางอยู่ ในอ่างน้ำเหล่านางกำนันเติมน้ำอุ่นจนเต็มทั้งยังโรยกลีบเหมยกุ้ยสีแดงสดลงไปด้วย กลิ่นน้ำมันหอมละเหยที่ถูกวางอยู่ในห้องยังช่วยคลายความอ่อนล้าให้นางได้เป็นอย่างดี ทำให้ร่างบางสงบใจลงได้มากทีเดียว

เสี่ยวซื่อช่วยนายตนปลดอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ออก เพียงไร้สิ่งปกคลุมก็ปรากฏร่างบางเนียนละเอียดตลอดทั้งร่าง ตามร่างกายขาวผ่องมีรอยแต้มสีแดงๆอยู่ทั่วตัว แม้เสี่ยวซื่อจะรู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่กล้าถามให้องค์หญิงปวดหัวหนักกว่าเดิม มือน้อยๆของนางประคององค์หญิงลงไปในอ่างอาบน้ำ หยิบผ้าสำหรับขัดผิวขึ้นมาชโลมน้ำมันหอมจากสมุนไพรหายากลงบนผ้าแล้วขัดผิวให้นายของตนช้าๆ

“ มีเจ้าอยู่กับข้า ข้าค่อยรู้สึกไม่โดดเดี่ยวหน่อย ขอบใจที่เจ้ามานะ” อิงฮวาหลับตานิ่ง รับการปรนนิบัติที่คุ้นเคย ปล่อยวางความรู้สึกหนักอึ้งไปได้มากทีเดียว การมีคนที่ไว้ใจได้อย่างสนิทใจสักคนมาอยู่ใกล้ๆมันทำให้รู้สึกอบอุ่นเพียงนี้เลยหรือ

“ขอเพียงองค์หญิงอยู่ที่ไหน หม่อมฉันก็จะติดตามไปเพคะ” เสี่ยวซื่อตาเป็นประกายเมื่อได้ยินองค์หญิงที่ตนเคารพพูดเช่นนั้น นางไม่เคยแยกจากองค์หญิง เพียงแค่ไม่กี่วันที่แยกจากกันนางก็กังวลแทบแย่ จากนี้นางคงไม่อาจปล่อยให้องค์หญิงคลาดสายตาไปไหนได้อีก

เวลาล่วงเลยไปหนึ่งชั่วยาม เสี่ยวซื่อก็แต่งกายให้นายของตนเสร็จสิ้น ใบหน้าหวานที่เริ่มสดใสขึ้นของอิงฮวา ทำให้เหล่านางกำนันขันทีในตำหนักเยว่ซินยิ้มแย้มขึ้นมาได้มากโข ประการหนึ่งคือไม่ต้องกลัวอาญาจากฮ่องเต้ ประการสองคือพวกเขาดีใจที่เห็นองค์หญิงอาการดีขึ้น

โต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมอย่างดี บนโต๊ะประกอบไปด้วยอาหารบำรุงแทบทั้งสิ้น อิงฮวาที่รู้สึกไม่คุ้นตากับอาหารตรงหน้าก็คีบจานที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าปากสีหน้าเรียบเฉยทำเอานางกำนันที่ยกอาหารมาหน้าเจื่อนไปตามๆกัน

“อร่อยมาก พวกเจ้าก็มากินด้วยกันสิ” ไม่พูดเปล่า อิงฮวาส่งยิ้มให้กับทุกคน และออกเสียงเร่งให้เสี่ยวจู เสี่ยวผิง เสี่ยวซื่อ เสี่ยวซู่ และเสี่ยวซุ่นมาร่วมโต๊ะด้วย สิ้นเสียงชวนมีเพียงเสี่ยวซื่อเท่านั้นที่เดินมานั่งเก้าอี้ข้างๆองค์หญิงอย่างคุ้นเคย นางอยู่กับองค์หญิงมานานจนรู้ว่าหากองค์หญิงไม่มีเพื่อนกินอาหารด้วยนางจะกินได้น้อย เผลอๆนางก็จะไม่กินเอาเสียดื้อๆ ปกติแล้วองค์ชายทั้งสี่จะแวะเวียนกันมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย หรือไม่หากฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงว่างก็จะมาร่วมเสวยกับองค์หญิงเป็นเช่นนี้เสมอ

“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” นางกำนันขันทีตำหนักเยว่ซินมีท่าทีลังเล มองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่คนเดียว

“มีอะไรไม่กล้า” อิงฮวาย่นคิ้ว มองอาหารมากมายบนโต๊ะเสวย อาหารเยอะแยะเช่นนี้กินสิบคนยังไม่หมด ไหนเลยจะไปเพียงพอกับคนทั้งตำหนักเยว่ซิน

“พวกหม่อมฉันเป็นบ่าวจะร่วมโต๊ะเสวยเป็นการไม่เหมาะสมเพคะ” เสี่ยวจูเป็นฝ่ายให้คำตอบ ทำเอาเสี่ยวซื่อหน้าเจื่อนรีบลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้แล้วถอยหลังไปยืนข้างๆเสี่ยวผิงทันที

“กฎเกณฑ์พวกนั้น ข้าไม่ถือหรอก เจ้ามานั่งเถอะ” ได้ยินเสี่ยวจูตอบอิงฮวาก็เข้าใจได้ทันที กฎเกณฑ์ในวังหลวงแห่งนี้ช่างวางอำนาจกดขี่บ่าวไพร่เสียจริง ช่างป่าเถื่อนยิ่งนัก นางนึกไม่ชอบใจกฎเหล่านี้ขึ้นมาตงิดๆ

“หม่อมฉัน..... คือ...”

เห็นสีหน้าลำบากใจของเหล่านางกำนัน อิงฮวาก็ได้แต่ถอนหายใจ พวกนางช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง มีชีวิตอยู่แต่ในกรอบเช่นนี้ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว ไร้ชีวิตชีวายิ่งนัก

“นี่เป็นคำสั่งของข้า พวกเจ้ารีบมานั่งกินข้าวกับข้าเดี๋ยวนี้” เมื่อไม่มีใครกล้าขยับเขยือน อิงฮวาจึงใช้ไม้เด็ดออกคำสั่งเสียงแข็งทันที สิ้นเสียงคำสั่งทุกคนก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก้าวเดินช้าๆมายังโต๊ะเสวย นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้นั่งระดับเดียวกับเจ้านาย การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดกฎที่ไม่เคยมีมาก่อนของวังหลวงเลยด้วยซ้ำ ในใจให้นึกกลัวอยู่มากทีเดียว ผิดกับอิงฮวาที่มีสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนปรารถนา มือเรียวคีบอาหารใส่ถ้วยของเหล่านางกำนันขันทีอย่างสนุกสนาน เห็นใบหน้าซีดเซียวของแต่ละคนก็นึกอยากหัวเราะเสียไม่ได้ ต่อไปตำหนักเยว่ซินของนางแห่งนี้จะอยู่นอกเหนือกฎที่แสนจะน่าเบื่อของวังหลวง คอยดูไปเถอะ

....................................................................................................................................................................................

ความคิดเห็น