ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2: กลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

ชื่อตอน : บทที่ 2: กลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2560 01:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2: กลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง
แบบอักษร

​ ฉีจิ่งเฉินตื่นขึ้นมาเพราะเสียงกรีดร้อง และจากนั้นเขาก็แทบจะมึนเมาไปกับการฟังเสียงกรีดร้องโวยวายไร้สิ้นสุดและเสียงจิปาถะอื่นๆ – ความครื้นเครงแบบนี้นั้นมันช่างหายไปนานมากแล้วจริงๆ

แต่ไม่ใช่ว่าเขาตายแล้วหรอกเหรอ? ทำไมถึงยังได้ยินเสียงอยู่อีก?

ไม่สิ มันต้องพูดว่าถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ตาย มันก็ไม่ควรที่จะได้ยินเสียงพวกนี้ – ซอมบี้พวกนั้นและก็พวกพืชกลายพันธ์นั้น ถึงแม้ว่าพวกมันจะยังสามารถเคลื่อนไหวหรือต่อสู้ แต่พวกมันก็ไม่ส่งเสียงได้

เพราะว่าได้เผชิญกับจุดจบมาก่อนแล้ว ถึงแม้ว่าฉีจิ่งเฉินจะรู้สึกตื่นตัวมาก แต่เขาในตอนนี้ก็ไม่อยากแม้แต่จะขยับตัว ดังนั้นถึงแม้ว่าจะรู้อยู่ว่าอะไรบางอย่างมันไม่ถูกต้อง เขาก็เพียงแต่เปิดตาของเขาขึ้นมาช้าๆ อย่างเกียจคร้าน

จากนั้นเขาก็มองเห็นเพดานสีขาวสว่าง มันค่อนข้างคุ้นเคยแล้วก็ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ ... ... นี่มันบ้านเช่าของเขาในก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึงนี่นา

ในขณะที่ฤดูร้อนกำลังมาเยือน ฉีจิ่งเฉินเพิ่งจะผ่านวันเกิดอายุครบ 22 ปีของเขาไปเมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย และก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเขา

เขาเกิดในเมืองใหญ่ มีคู่ชายหญิงที่ไม่อาจเรียกได้ว่าร่ำรวย แต่ก็ถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จคู่หนึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด แต่ไม่นานหลังจากที่เขาเกิด พ่อแม่ของเขาก็หย่ากัน หลังจากหย่า พวกเขาต่างก็ไม่ยินยอมที่จะพาเขาไปด้วย ... ... สุดท้ายแล้วเขาก็ถูกส่งไปที่บ้านปู่ย่าที่ชนบท

ปู่ย่าของเขานั้นมีลูกชายมากไปกว่าแค่พ่อของเขา มีหลานชายคนอื่นๆ นอกเหนือจากเขา แน่นอนว่า พวกเขาไม่ได้นับเขาไว้ในหัวใจจริงๆ หรอก และภายหลัง ตอนที่รู้ว่ามีใครบางคนต้องการจะรับเลี้ยงลูกบุญธรรม เขาก็ถูกส่งตัวไปในทันที

พ่อแม่บุญธรรมของเขาใช้แซ่ฉี ฉีจิ่งเฉินนั้นก็เป็นชื่อที่พ่อแม่บุญธรรมของเขาเป็นคนตั้งให้ พวกเขาไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จอะไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม ยังอ่อนเยาว์และแข็งแรง ยังมีงานทำอยู่ ชีวิตมันก็ไม่ได้แย่อะไรเท่าไหร่

ฉีจิ่งเฉินนั้นถูกพวกเขารับเลี้ยงมาเพื่อหวังจะพึ่งพาในยามชรา ดังนั้นพวกเขาจึงเลี้ยงดูฉีจิ่งเฉินเป็นอย่างดี ไม่ได้ขาดเหลืออะไร

แม้กระทั่งภายหลังที่พวกเขาตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกสาวในตอนที่ฉีจิ่งเฉินอายุแปดขวบ พวกเขาก็ไม่ได้ละเลยฉีจิ่งเฉิน ไม่เพียงแต่เลี้ยงดูฉีจิ่งเฉินเป็นอย่างดี พวกเขายังส่งเสียฉีจิ่งเฉินเรียนมหาลัยอีกด้วย

เพียงแต่อย่างไรซะในท้ายที่สุดนั้นฉีจิ่งเฉินก็ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขา พวกเขาจึงไม่มากก็น้อยที่จะเว้นระยะห่างจากฉีจิ่งเฉินเสียก้าวหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจกอดลูกสาวของพวกเขา ฉีเหยาเหยา เรียกเธอว่าลูกรัก แสดงออกถึงความรักอย่างลึกซึ้ง แต่พวกเขาจะไม่ใกล้ชิดกับฉีจิ่งเฉินขนาดนั้นแน่นอน

แต่ฉีจิ่งเฉินเองก็พอใจเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เด็กๆ ที่เขาถูกส่งตัวมาและพ่อแม่บุญธรรมก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขา สำหรับเขานั่นก็ถือว่าเป็นของขวัญอันยิ่งใหญ่มากพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะฟุ่มเฟือยใดๆ และแม้กระทั่งพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายให้พ่อแม่บุญธรรมของเขาด้วย

ตัวอย่างเช่น ฉีจิ่งเฉินไม่เคยขอค่าขนมใดๆ ตัวอย่างเช่น ตอนที่เข้าเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว ถึงเขาจะรู้ว่าพ่อแม่บุญธรรมมีความสามารถพอที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ให้เขา แต่เขาก็ยังให้พ่อแม่บุญธรรมจ่ายให้เพียงค่าเทอมปีแรกเท่านั้น

ค่ากินอยู่ช่วงปีหนึ่งนั้นเขาใช้เงินค่าการทำงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย และค่าเทอมช่วงหลังนั้น มันก็ได้มาจากการที่เขาแบ่งเวลาในช่วงเรียนมหาลัยเพื่อทำงานพิเศษต่างๆ

หัวใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่บุญธรรม ในช่วงเรียนมหาลัย เขาใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่ยอมเสียอะไรเพิ่มแม้แต่สลึงเดียว ในวันงานเทศกาลต่างๆ เขาจะให้ของขวัญพ่อแม่บุญธรรมเสมอไม่เคยขาดหาย แม้กระทั่งลูกสาวของพ่อแม่บุญธรรม หรือก็คือน้องสาวของเขา เขาเองก็ยังรักดูแลเธออย่างไร้เงื่อนไขใดๆ

พ่อแม่บุญธรรมนั้นเองก็ดีกับเขามาก บ่อยครั้งที่เข้ามาเลี้ยงดูดูแลเขาด้วยตัวเอง เอ่ยว่าถึงแม้เขาจะไม่ใช่เลือดเนื้อของพวกเขา แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเหมือนลูกในไส้ ทั้งสองมักจะให้เงินแก่เขา กลัวว่าเขาจะมีชีวิตที่ยากลำบากอยู่ในเมืองใหญ่ ... ... ทั้งหมดนี้ฉีจิ่งเฉินมองเห็นมันด้วยตา และก็ยังจดจำไว้ด้วยใจ

เพียงแต่ว่าหลังจากน้องสาวของเขาเข้าเรียนมัธยม เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงอยู่ๆ ก็เริ่มแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับเขา

ฉีจิ่งเฉินยังจำได้เสมอว่าตอนที่เขาต้องไปเรียนมหาลัย น้องสาวของเขาจับมือของเขาไว้แน่นและร้องไห้จนหายใจไม่ออก เธอเป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากให้เขาไปเรียน แต่เป็นเพราะเขาไม่สามารถอยู่ข้างๆ เธอได้ เธอเลยรู้สึกไม่มีความสุข

ดังนั้น ภายหลังในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน น้องสาวของเขาจะเข้ามาเที่ยวเล่นในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ ฉีจิ่งเฉินกัดฟันยอม ใช้เงินเก็บเพื่อเช่าอพาร์ทเม้นต์สองห้องนอนเล็กๆ ในเขตที่บรรยากาศไม่เลวแห่งหนึ่ง และใช้เงินเดือนของเขาสำหรับให้น้องสาวและเพื่อนของเธอไปใช้เที่ยวเล่น

แม้แต่ในวันก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึงนั้น เขาก็ยังต้องแบกหน้าไปยืมเงินมาจากเพื่อนๆ เพื่อให้เธอใช้ออกไปเที่ยวเล่นเลยด้วยซ้ำ

เขานั้นเพื่อที่จะเอาใจน้องสาวถึงได้เช่าบ้านมา สถานที่นั้นก็คือที่ที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้ และเสียงกรีดร้องที่ด้านนอกนั่น มันก็คือน้องสาวและเพื่อนของเธอ

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ สำหรับฉีจิ่งเฉินแล้วนั้นมันถือว่าช่างลืมเลือนได้ยากมาก

มันคือวันแรกของวันสิ้นโลกที่เพิ่งจะมาถึง และนาฬิกาปลุกของเขาก็มักจะดังขึ้นตรงเวลาเสมอ แต่ในวันนั้นมันไม่สามารถปลุกเขาขึ้นมาได้จนกระทั่งเสียงกรีดร้องของน้องสาวปลุกเขาขึ้นมา

เขาที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอนั้นก็พลันรู้สึกตื่นตระหนกตกใจ ไม่สนกระทั่งความทรมานทางร่างกายของตัวเอง เขาออกไปปลอบเธอ เพื่อที่จะรู้ว่านี่มันคือวันสิ้นโลก

ไม่นานหลังจากวันสิ้นโลกมาถึง การสื่อสารทุกอย่างจะหยุดชะงักล้มเหลว แต่ในตอนนี้มันยังสามารถใช้การได้ น้องสาวของเขาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและได้รู้เรื่องวันสิ้นโลกจากในอินเตอร์เน็ต และจากนั้นเมื่อมองเห็นว่ามีซอมบี้สองตัวกำลังไล่กัดคนอื่นๆ อยู่ในพื้นที่หมู่บ้านจริงๆ ดังนั้นเธอเลยกรีดร้องขึ้นมา

ไม่มีใครรู้ว่าวันสิ้นโลกนี้ได้เกิดขึ้นได้เช่นไร เพียงแค่รู้ว่าในคืนวันก่อนหน้านี้ อยู่ๆ หนึ่งในสามของคนทั้งโลกก็กลายเป็นไร้เหตุผล รู้จักแต่เพียงความรุนแรงและการกัดกินเลือดเนื้อสดๆ เท่านั้น

เรื่องอะไรแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะปิดบังประชาชนได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ได้ปกปิดมัน ในตอนนี้ทั้งในโทรทัศน์และวิทยุต่างก็พูดบอกประชาชนให้พวกเขาพยายามช่วยเหลือตัวเอง อย่าเข้าไปใกล้พวกซอมบี้ เพราะว่าถ้าถูกกัด ถูกข่วน ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นซอมบี้ด้วยต่อไป

จริงๆ แล้ว สถานการณ์ในหมู่บ้านตอนนี้นั้นยังดีอยู่มาก ยังไงก็ตาม การกลายพันธ์เกิดขึ้นในกลางดึก ซอมบี้หลายตัวในตอนนี้เองก็ยังถูกขังอยู่ในห้อง แต่เมื่อผู้เหลือรอดเริ่มหนีออกไป ซอมบี้ด้านนอกนั่นก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น และเพียงไม่กี่วัน เครื่องมือสื่อสารธรรมดาทั่วไปก็จะใช้งานไม่ได้

เกี่ยวกับที่มาของซอมบี้ นักวิทยาศาสตร์ในยุคสิ้นโลกได้พยายามศึกษามัน และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่ว่าอยู่ๆ บนโลกก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้มีพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวลุกล้ำเข้ามา และมนุษย์ที่ถูกมลพิษจากพลังงานนั้นก็จะกลายเป็นซอมบี้

ในแรกเริ่ม มันมีเพียงแค่มนุษย์ที่ติดเชื้อจากพลังงานชนิดนี้ แต่หลังจากนั้นก็เป็นสัตว์ และจากนั้นอีกก็เป็นพืช ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วนั้น ... ... โลกก็เหลือแต่เพียงความตาย

เขาคือผู้มีพลังพิเศษธาตุความมืดเพียงคนเดียวของโลก ไม่หวาดกลัวต่อพลังงานชนิดนี้ ดังนั้นก่อนหน้านี้เขาถึงได้อยู่ได้ไม่เลว ไม่เหมือนผู้มีพลังพิเศษธาตุอื่นๆ อย่างเช่น 'เนี่ยอี่' ที่ถ้าหากไม่กางเขตแดนเอาไว้และเผลอสูดดมเอาพลังงานความมืดที่ปะปนอยู่ในอากาศด้านนอกเข้าไปแล้วล่ะก็ เขาก็อาจจะกลายเป็นซอมบี้ไปโดยไม่รู้ตัวเอาเมื่อไหร่ก็ได้

พวกคนที่ติดตามเขามา ส่วนมากนั้นก็ตายไปแบบนั้น

แต่แน่นอน นี่เป็นเพียงเรื่องราวของวันสิ้นโลกยุคหลัง และในตอนนี้เรายังไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับมัน ในตอนนี้มันยังมีมนุษย์ปกติจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่บนโลก แม้กระทั่งพืชและสัตว์ทั้งหลายบนโลกเองก็ยังปกติ กระทั่งอากาศนี้ก็ยังเต็มไปด้วย PM2.5 เทียบกันกับวันสิ้นโลกยุคหลังแล้วนั้นมันช่างงดงามเหลือเกิน

ฉีจิ่งเฉินแทบจะสูดอากาศหายใจเข้าไปอย่างตระกละตระกาม อากาศที่ในตอนนี้ยังไม่เลวร้ายเหมือนที่เขาคิดบ่นไว้ในยุคหลังของวันสิ้นโลก เขารู้สึกเต็มไปด้วยความสุขใจเป็นอย่างมาก แต่เพียงไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าทั้งหมดนี้มันน่าขำ

เขาไม่รู้ว่าเขากลับมาในวันแรกเริ่มของวันสิ้นโลกได้อย่างไร แต่มันช่างรู้สึกว่าไร้ความหมาย – ในเมื่อท้ายที่สุดมนุษยชาติทั้งหมดก็จะสูญพันธ์ ให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้งมันจะมีความหมายอะไร?

บางทีเขาอาจจะระมัดระวังมากกว่าเดิมในชีวิตครั้งนี้ ไม่ให้น้องสาวเขารู้ถึงความพิเศษของร่างกายเขา และจากนั้นก็ทำให้เพื่อนหมาป่าของน้องสาวพาลรู้เรื่องความพิเศษของเขาเองตามไปด้วย ดังนั้นเขาจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานแบบในชีวิตชาติที่แล้ว

แต่แล้วนั่นมันจะมีความหมายอะไรล่ะ? ท้ายที่สุดพวกเราทั้งหมดก็ยังตายไปอยู่ดี

คิดถึงฉากการตายของตัวเองที่จะเกิดขึ้นแล้ว ฉีจิ่งเฉินเพียงแต่รู้สึกมีความสุข เขาเองก็เกียจคร้านเกินกว่าจะออกไปด้านนอกนั่นเพื่อเผชิญหน้ากันกับน้องสาวที่กำลังร้องไห้ ยังคงนอนอยู่บนเตียงอย่างแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว

เสียงร้องเรียกด้านนอกนั้นหลายไปแล้ว และจากนั้นเสียงกริ่งที่ประตูของฉีจิ่งเฉินก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงสั่นเครือเจือน้ำตาของฉีเหยาเหยา น้องสาวของเขาที่ดังขึ้นในทันที

“ฉีจิ่งเฉิน ฉีจิ่งเฉิน! นายออกมาเดี๋ยวนี้นะ ด้านนอกเกิดปัญหาแล้ว!”

ยามบ่ายของวันนี้ ผู้คนมากมายยังคงนอนหลับอยู่อย่างเป็นสุข รอกระทั่งพวกเขาตื่นขึ้นมา พบว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปขนานใหญ่แล้ว จากนั้นพวกเขาจะรีบร้องเรียกไปโดยรอบ ตามหาญาติพี่น้อง ปลอบโยนซึ่งกันและกัน ... ...

ฉีจิ่งเฉินชาติที่แล้วเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น แต่ในตอนนี้ เขาแม้กระทั่งเสียงเรียกของน้องสาวก็ยังเกียจคร้านเกินกว่าจะตอบรับ

“เหยาเหยา เขาคงไม่ได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดพวกนั้นใช่มั้ย?”

คนที่ตามมาเที่ยวเล่นในเมืองด้วยกันกับฉีเหยาเหยา หรือพูดให้ถูกคือคนที่ตามฉีเหยาเหยามาหาฉีจิ่งเฉินที่นี่เพื่อเกาะเอาเงินกินและเที่ยวเล่นฟรีๆ กวนเจียหยู่เอ่ยกระซิบ

ฉีเหยาเหยาและกวนเจียหยู่ปีนี้นั้นเพิ่งจะอายุสิบสี่ ไม่ว่าพวกเธอจะมีนิสัยแบบไหน ในท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็นเพียงแค่สาวน้อยไร้ประสบการณ์ชีวิตเท่านั้น ดังนั้นหลังจากที่คาดเดาไปบางส่วน พวกเธอก็เริ่มร้องไห้กันอยู่ที่หน้าห้องของฉีจิ่งเฉิน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าพลังงานจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของเขาตามติดเขามาที่ร่างนี้ด้วยจากวันสิ้นโลก หรือว่าชีวิตชาตินี้ของเขาเกิดมาพร้อมกับพลังงานจิตวิญญาณที่มากกว่าชาติที่แล้วกันแน่ แม้ว่าเสียงจะถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงและประตู แต่ฉีจิ่งเฉินก็ยังสามารถได้ยินมันอย่างชัดเจน

ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของน้องสาวของเขา เขาหลับตาของเขาลง

สิ่งที่เรียกว่าวันสิ้นโลก ในความเป็นจริงแล้วนั้นก็เกิดจากบางสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “อนุภาคความมืด” พลังงานบางอย่างที่ลุกล้ำเข้ามายังโลก....

ไม่มีใครล่วงรู้ว่าพลังงานความมืดเหล่านี้นั้นมันมาจากที่ไหน พวกเขารู้แต่เพียงว่าพลังงานชนิดนี้มันได้ทำลายโลกใบนี้ลงไปจนสูญสิ้น แต่จริงๆ แล้ว ในตอนเริ่มแรกของวันสิ้นโลก มันก็ยังมีพลังงานชนิดอื่นๆ ข้ามผ่านเข้ามายังโลกด้วยเช่นกัน

มนุษย์บางคนได้ดูดซับเอาพลังงานชนิดอื่นๆ เหล่านั้นเข้ามา และกลายเป็นผู้มีพลังพิเศษ

ผู้มีพลังพิเศษในตอนแรกเริ่มที่จะตื่นขึ้นนั้น อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของพลังงานในร่างก็เป็นได้ ร่างกายของพวกเขาจะรู้สึกไม่สบายเป็นอย่างมาก มีไข้ หรือกระทั่งมีอาการซึมเซา

สถานการณ์เช่นนี้โดยปกติแล้วจะคงอยู่ประมาณสองสามชั่วโมง หรืออาจจะสองสามวัน ตราบใดที่มันผ่านพ้นไปแล้วล่ะก็ ในอนาคตนั้น พวกเขาก็จะสามารถใช้งานพลังพิเศษต่างๆ ได้

ฉีจิ่งเฉินในตอนนี้นั้นทั้งร่างเต็มไปด้วยความอึดอัดทรมาน อุณหภูมิร่างกายของเขาเองก็สูงมาก และต้องการการนอนหลับพักผ่อนอยู่สักสองสามวัน

ชาติที่แล้วเขาไม่รู้ว่านี่คืออาการบ่งชี้ของการตื่นขึ้น จำเป็นต้องทำเข้มแข็งเพื่อจะช่วยเหลือและปลอบโยนน้องสาวของเขา หลังจากปลอบเธอเสร็จ เขาก็ใช้โอกาศที่ตอนนั้นมันยังมีซอมบี้แค่ไม่มากเพื่อออกไปค้นหาข่าวอื่นๆ ทำให้ร่างกายของเขาย่ำแย่ขึ้นอย่างมาก

ภายหลังเขาเรียนรู้ว่านี่คืออาการบ่งชี้ของการตื่นขึ้นของผู้มีพลังพิเศษ แต่ก็เป็นเพราะว่าตัวเองนั้นไม่ยอมตื่นขึ้นสักที ดังนั้นเขาจึงคิดว่าที่เขารู้สึกไม่สบายนี้ไม่ใช่เพราะการตื่นขึ้น แต่เป็นเพียงอาการไม่สบายทางกายภาพธรรมดาๆ เพียงเท่านั้น

วันสิ้นโลกมันได้มาถึงแล้ว เขาเองก็ยังมาป่วยอีก นี่จะไม่ใช่เป็นตัวถ่วงของคนอื่นเขาเหรอ?

ในตอนนั้นเขาปฏิเสธที่จะสนใจเรื่องร่างกายพังๆ ของตัวเอง และออกไปตามหาอาหารด้วยกันกับคนอื่นๆ และจากนั้นก็ถูกซอมบี้กัด ... ...

เขานั้นพิเศษเป็นอย่างมาก แต่ในตอนแรกเริ่มเองก็อ่อนแอเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน ในตอนนั้นต้องดูแลเด็กสาวอายุสิบสี่ถึงสองคนเป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับเขา

และภายหลังที่ถูกทรยศจากเพื่อนสาวของฉีเหยาเหยา ทำให้เขาถูก “จับกุม” ไป มันเองก็เป็นร่างกายอ่อนแอนี้เช่นกันที่ทำให้เขาไม่มีพลังใดๆ จะต่อต้านมัน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพลังความมืดของเขานั้นแข็งแกร่งและเยี่ยมยอดเกินไปหรือไม่ ดังนั้นเขาถึงต้องทนรอไปถึงฤดูหนาวปีที่สองของวันสิ้นโลก ถูกทรมานจนมั่นใจแล้วว่าเขาคงจะตายแน่ๆ ในตอนนั้นเอง...พลังของเขาถึงได้ยอมตื่นขึ้นในที่สุด

และเมื่อตอนที่พลังของเขาได้ตื่นขึ้นมานั้น เขาก็ได้กลายเป็นผู้ใช้พลังพิเศษระดับสามไปแล้ว และยังมีพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งมากๆ อีกด้วย

ในวันสิ้นโลกยุคหลังนั้นผู้ใช้พลังพิเศษระดับสามเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวเล็กๆ ที่เพียงแค่สูดอากาศหายใจไม่กี่ครั้งก็จะตาย แต่ในช่วงเวลานั้น มนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่ผู้ใช้พลังพิเศษระดับสามด้วยเช่นกัน

ฉีจิ่งเฉินนอนอยู่ในห้องของเขาเอง เสียงที่ด้านนอกนั้นยังคงได้ยินอยู่อย่างชัดเจน

ในชาติที่แล้วนั้น น้องสาวของเขาเพราะว่าหวาดกังวล ดังนั้นเธอเลยโทรหาพ่อแม่บุญธรรม ในเวลานี้เธอเองก็กำลังโทรหาพวกเขาด้วยเช่นกัน แต่มันก็เหมือนกันกับชาติที่แล้ว ไม่มีใครตอบรับโทรศัพท์

ฉีจิ่งเฉินไม่แน่ใจนักว่าพ่อแม่บุญธรรมของเขาเป็นอย่างไรบ้างในตอนนั้น แต่ในชาติที่แล้วของเขา ตอนที่เขากลับไปดูที่บ้าน บ้านของเขานั้นก็นานแล้วที่กลายเป็นสถานที่ซึ่งไม่มีมนุษย์ใดๆ อาศัยอยู่

และมันเองก็ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยหรืออะไรคล้ายๆ แบบนั้นให้ซ่อนตัวอยู่นอกเหนือจากนั้นด้วยเช่นกัน

เหตุผลที่ว่าพ่อแม่บุญธรรมไม่ยอมรับโทรศัพท์นั้น มันคงจะเป็นเพราะพวกเขาได้กลายเป็นซอมบี้ไปแล้วตั้งแต่ที่วันสิ้นโลกได้เริ่มต้นขึ้น

คิดถึงร่างกายของตัวเองที่พุพังไปถึงไหนต่อไหนแล้วในตอนนี้ เขาจะยังสามารถพาเด็กสาวสองคนเดินทางไปจนถึงเมืองที่พ่อแม่บุญธรรมอาศัยอยู่ยังไงไหว ดังนั้นฉีจิ่งเฉินจึงเลือกที่จะละวางมันไปอย่างสมบูรณ์ มากกว่าที่จะทำเช่นเดียวกับเมื่อชาติที่แล้วด้วยการเดินทางกลับบ้าน

ลองคิดดูแล้วนั้น ต่อให้ตอนนี้พ่อแม่บุญธรรมของเขานั้นจะยังคงมีชีวิตอยู่ ร่างกายของเขาในตอนนี้ก็ย่ำแย่มากเกินกว่าจะออกไปช่วยเหลือใครได้อยู่ดี หรือแม้กระทั่งว่าเขาสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้มา ... ... หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดมากมายมหาศาลแล้ว ไม่ใช่ว่าสุดท้ายแล้วพวกเราก็ยังตายอยู่ดีหรือไง?

ในเมื่อยังไงมันก็ต้องตายอยู่แล้ว จะไม่ดีกว่าหรอกเหรอที่จะตายไปซะตั้งแต่แรกเริ่ม อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังและทรมานพวกนั้น ​

ความคิดเห็น