สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๓ [ ปลัด & เพียว ]

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๓ [ ปลัด & เพียว ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 70

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2560 15:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 600
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๓ [ ปลัด & เพียว ]
แบบอักษร

เสียงครางครวญที่ดังลั่นบ้านหรี่ลงเมื่อผมเอื้อมหยิบรีโมตฯ มากดลดเสียง เพียวที่ยังคงนอนอยู่ที่เดิม ดีดดิ้นไปมาในบางครั้ง เธอพยายามจะลุกขึ้นมานั่ง แต่ไม่ว่าจะกี่ทีก็ล้มเหลว เพราะลำตัวบอบบางของเธอยังคงถูกผมนั่งทับอยู่

“​ปลัด ปล่อย”​ เธอร้องโอดโอย มือก็ทุบหน้าท้องของผมแบบรัว ๆ

“​ก็ไหนบอกอยากเห็นดุ้น นี่ไง กำลังจะให้ดู”​ ผมบอกพลางวางรีโมตฯ ไว้ที่ชั้นวางโทรทัศน์ จากนั้นจึงเปลี่ยนมาสนใจคนดื้อที่ถูกกักตัวเอาไว้ใต้ร่าง

เพียวส่ายหน้าไปมา เธอพยายามจะลุกอีกครั้ง แต่ในที่สุดก็หงายท้องลงไปตามเดิม ปลัด ปล่อย ๆ คือคำที่เธอพูดอยู่ตลอดเวลา

“​ไม่เอาน่า เมื่อกี้คุณอยากเห็นมันจะตายไป ตอนนี้อย่ามัวมาเหนียมอายอยู่เลย”​ ผมกดข้อมือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างของเพียวลงกับผืนพรมนุ่ม เธอนิ่งสงบทันที มีเพียงเนินอกที่ยังคงกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ

เพียวมองหน้าผมตาแป๋ว เปลือกตากระพริบบ่อยคล้ายกำลังชั่งใจบางอย่าง เธอดูตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อยกับการจู่โจมสายฟ้าฟาด

โดยไม่รอให้เธอได้ทบทวนใด ๆ ผมถือโอกาสยามที่เพียวหยุดทุบตี รีบโน้มตัวลงไปประทับจูบริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มที่กำลังเผยอแย้ม

เพียวส่งเสียงอุ๊ยด้วยความตกใจก่อนจะตอบรับสัมผัส เธอหลับตาพริ้ม ลิ้นเล็กสู้กับอาวุธที่ผมส่งเข้าไปทักทายอย่างสุดกำลัง ทั้งดุนดันและตวัดเกี่ยวพันไปมา แต่แล้วผมก็แทงลิ้นเข้าไปภายในจนได้

ห้องรับแขกของบ้านไม้ซึ่งรองรับหนุ่มสาวสองคนเงียบสงัดไปในพริบตา คงไว้เพียงความเคลื่อนไหวบนหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งอยู่เหนือศีรษะของผม

นี่เป็นครั้งแรกที่เราประทับตราความสัมพันธ์ในแนวนอน รู้สึกแปลกดีเหมือนกันที่เราต่างก็พาตัวเองเข้ามาสู่จุดล่อแหลมเช่นนี้ ผมอดที่จะลูบไล้มือไปตามท่อนแขนเสลาไม่ได้ เพียวนุ่มนิ่มไปทั้งตัว ทำให้มือซน ๆ ของผมลองจับตรงนั้นตรงนี้ไปทั่ว

อา...ผมชอบจับของนุ่ม ๆ แต่ดูท่าเพียวจะมีความคิดตรงข้าม เธอจึงเลือกที่จะควานมือมาหาดุ้นอันแข็งขันที่กำลังพองตัวอยู่ภายในกางเกง

ผมกดจูบหนัก ๆ อีกครั้งก่อนจะถอนตัวออกมาอยู่ในท่านั่ง ทอดสายตามองเพียวและเส้นผมกึ่งยาวของเธอที่สยายทั่วผืนพรม

เพียวเองก็มองมายังผมเช่นกัน ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ จนกระทั่งมือน้อยมาจับที่หัวเข็มขัดเป็นเชิงขอว่าให้ถอด...

“​ถอดเลยสิ”​ ผมบอกพร้อมกุมมือเล็กไว้กับหัวเข็มขัด เพียวเม้มปากอย่างชั่งใจก่อนจะยอมขยับมือยุกยิก ๆ เป็นสัญญาณว่าเธอตกลง

คนใต้ร่างดูกระเหี้ยนกระหือรือกับการเปลื้องผ้าผมเหลือเกิน เมื่อเข็มขัดหลุดจากเอว เธอก็มุ่งปลดกระดุมกางเกงยีนส์ของผมเป็นรายการต่อไป แน่นอน ผมไม่ขัดขืนอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังถอดเสื้อรอแล้วด้วย

“​ใหญ่จัง”​ เพียวพูดพร้อมกับแตะมือเข้าที่ท่อนกายของผมซึ่งซ่อนอยู่ใต้กางเกงชั้นใน แรก ๆ เธอก็ดูเกร็ง แต่พอจับแล้วมันแข็งสู้มือ เธอก็เริ่มชอบใจ ลูบไล้ดุ้นที่พาดเฉียงอยู่ในปราการด่านสุดท้ายอย่างเมามัน

นิ้วเล็ก ๆ แต่มีฤทธิ์ร้ายกาจ เพียวใช้ซอกนิ้วหนีบทั่วลำกายที่ร้อนระอุ หนักบ้าง เบาบ้าง ซึ่งผมได้แต่หายใจหอบแรง ลุ้นตัวโก่งว่าเธอจะเล่นอะไรต่อ

สูดปากเคลิบเคลิ้มอยู่นาน มือนุ่มนิ่มก็มาหยุดที่ส่วนปลายซึ่งเริ่มเปียกเยิ้ม สอดส่งนิ้วเข้าไปคลึงบริเวณรูเล็กที่เป็นปากทางของเรื่องราวทั้งหมด เธอวนนิ้วอย่างเชื่องช้า ทำเอาคนที่ถูกกระทำโหย่งเอวจนตัวงอ

“​เพียว...”​ ผมเรียกชื่อเธอเพื่อปรามไม่ให้ทำต่อ แต่เธอไม่สนใจฟังเลย “​เพียว...เพียว”​

ก่อนที่ตัวเองจะแย่ ผมรีบช้อนร่างบอบบางของเพียวให้ลุกขึ้นมานั่งตัก โดยพาดขาข้างหนึ่งทับท่อนขาของเธอไว้

เพียวส่งมือมาคล้องคอผมแล้วโน้มไปจูบ แต่เมื่อผมเผลอไปกับรสสัมผัส มือซุกซนก็ล้วงเข้าไปในกางเกงของผมอีกจนได้...เธอร้ายจริง ๆ

ผมกันแขนเพียวออกห่างตัวก่อนจะบดจูบหนักหน่วงเพื่อเบนความสนใจ

เมื่อเห็นว่าคนบนตักเริ่มเชื่อง ผมจึงเปลี่ยนมาลูบไล้เนินเนื้อนุ่มพร้อมกับวนนิ้วรอบเม็ดทับทิมที่กำลังแข็งสู้มือ

เพียวหลับตาพริ้มยามที่ผมเล่นสนุกกับเนินอกของเธอ อกอวบที่มักถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อตัวโคร่งแอ่นเชิดรับการปรนเปรนอย่างลืมอาย แม้จะมีอาภรณ์ปิดบังอย่างครบครัน แต่ทว่าตอนนี้เม็ดถันเล็ก ๆ กลับนูนเด่นออกมาล่อตาผมเหลือเกิน

กายพร้อม ใจพร้อม แล้วจะรออะไร?

ผมกดจูบหนัก ๆ ตบท้ายก่อนจะก้มลงมางับที่ดอกบัวตูมดอกใหญ่ที่ชูชันรอการดอมดม ทันทีที่สัมผัส ผมก็เดาได้ว่าเสื้อชั้นในที่เพียวสวมนั้นไม่มีฟองน้ำลวงตา มันคงเป็นเพียงผ้าลูกไม้ที่ใส่ไว้ประคองทรงให้ไม่กระเพื่อมยามเคลื่อนไหวร่างกาย อา...นี่แปลว่าหน้าอกหน้าใจที่เห็นมานานก็คือของแท้อย่างนั้นสิ โอ้ แม่เจ้าโว้ย เป็นบุญแท้ ๆ เชียว

ผมรัวลิ้นหยอกเม็ดทับทิมทั้งซ้ายและขวา  จนกระทั่งเสื้อสีเทาตัวบาง ๆ เปียกเป็นวงกว้าง ระหว่างนั้นเพียวก็ส่งเสียงครางระงม มือก็ขยุ้มเส้นผมของผมอย่างซ่านกระสัน

ผมดูดเม้มจนพอใจจึงเปลี่ยนไปประทับจูบที่ปากสีสวยอีกครั้ง

ยิ้มอะไร เพียวถามเมื่อเราถอนจูบแล้วนิ่งมองตากัน ผมบอกแกมหยอกไปว่ายิ้มเพราะดีใจที่จะได้เมียนมใหญ่ เพียวรีบฟาดมือเข้าที่ต้นแขนของผมทันที คนทะลึ่ง เธอบอกพร้อมกับซบหน้าเข้าที่อก

“​ถอดเสื้อให้ดูหน่อย”​​ ผมบอกพร้อมลูบมือไปตามท่อนแขนนุ่ม

“​ไม่เอา...”​​ เพียวส่งเสียงอู้อี้กลับมา ลมหายใจอุ่นรินรดผิวกายผมแรงกว่าปกติ เธอเองก็คงรู้สึกปรารถนาไม่ต่างกัน “​ปลัดก็ถอดเองสิ”​​

“​ไม่...ผมอยากเห็นคุณถอด ถอดเสื้อผ้าต่อหน้าผมเพียว ถอดให้ผมดู”​​​

สิ้นคำสั่ง เพียวเงยหน้ามองตาผมอย่างจะดูว่ามีเจตนาใดซ่อนอยู่ แต่เมื่อไม่พบอะไรนอกจากความหื่นกาม เธอก็ยอมตามใจผมแต่โดยดี...

เพียวค่อย ๆ จับชายเสื้อที่สวมยกถอดออกทางศีรษะ ตาก็จ้องมองผมอย่างยั่วยวน กลีบปากฉ่ำเผยอขึ้นพองาม ดูเร้าอารมณ์จนผมแทบทนไม่ไหว

ผมมอบจูบดูดดื่มให้เป็นรางวัลก่อนจะช้อนร่างอรชรซึ่งเหลือเพียงเสื้อชั้นในและอาภรณ์ส่วนล่างเดินไปยังห้องนอน เมื่อมาถึงก็วางให้นอนราบลงบนที่นอนนุ่มแล้วคร่อมตัวเธอเอาไว้ ผิวสีอ่อนของคนใต้ร่างกลืนไปกับผ้าปูที่นอนสีขาว มีเพียงชั้นในสีหวานที่ยังเหลือประดับกายที่เป็นเครื่องแสดงว่ามีร่างอร่ามตานอนอยู่ตรงนี้

ผมจัดการถอดกางเกงยีนส์และเสื้อชั้นในออกจากร่างงามด้วยตัวเอง ขืนรอเธอถอดอีก มีหวังได้ลงแดงก่อนแน่

ผมมองสำรวจเรือนร่างผุดผ่องอย่างพึงใจ เพียวสวยไปเสียทุกส่วน ทั้งอกเต่งตึงแม้ในยามนอนหงาย เอวกิ่วคอดดูบอบบางน่าถนอมแต่ทว่าก็น่าจับกระแทกเข้าหาตัวในเวลาเดียวกัน ส่วนดอกไม้ที่เร้นอยู่ในหลืบขาเสลาก็มีกลุ่มไหมปกคลุมพองาม อา...ชักอยากเห็นแล้วสิว่าดอกไม้ของเพียวจะงามปานใด

ผมประคองท่อนขาเล็กให้แยกกว้างจากกัน  เพียวขัดขืนเล็กน้อยเพราะความเขินอาย แต่เมื่อผมยืนยันว่าต้องอ้าขา เธอก็ยอมทำตามแต่โดยดี

ตอนนี้ผมแทรกอยู่ระหว่างขาที่แยกกว้างของเพียว มองเห็นดอกไม้สีสวยที่แย้มบานได้อย่างชัดเจน บริเวณกลีบดอกมีน้ำค้างพร่างพรมจนเปียกชุ่ม ผมลองแตะนิ้วตรงเกสร แม้จะแผ่วเบา แต่มันก็ทำให้เจ้าของบุปผาสะดุ้งเฮือก

เพียวที่นอนหลับตาปี๋หันมามองผมเป็นเชิงถาม เธอพยายามหุบขาและใช้มือปกปิดสวนสวรรค์ แต่ผมไม่ยอม ใช้มือกดขาของเธอให้แยกกว้างกว่าเดิมแล้วโน้มตัวลงไปใกล้ชิด ก่อนส่งลิ้นไปลิ้มลองรสชาติของเจ้าดอกไม้งามทันที

เพียวร้องห้ามว่าอย่า แต่ไม่เป็นผล ผมลากลิ้นไปตามร่องกายซึ่งปิดแนบสนิท จากล่างสุดขึ้นไปยังเกสรที่ชูช่อรอการดูดชิม ทำให้เจ้าตัวที่กำลังแข็งเกร็งร้องอ๊า ๆ ลั่นห้อง

ผมตวัดลิ้นหยอกเม็ดสวรรค์เพื่อปรนเปรออยู่นาน ในที่สุดเพียวก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว สะโพกผายกระตุกยามที่ดอกไม้หลั่งน้ำหวานออกมา

คนตัวเล็กหายใจหอบ ตาก็ปรือมองผมอย่างเว้าวอน เธอคงจะเหนื่อย ผมจึงปล่อยให้นอนพักเอาแรง ส่วนตัวเองก็ลงจากเตียงมาถอดกางเกง เจ้าน้องชายที่ทนอัดอั้นมานานดีดผึงออกมาทันทีที่ได้รับอิสระ ดูเหมือนว่ามันแข็งกว่าเวลาปกติมากพอดู เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงก็นูนเป็นลำ ดูน่าเกรงขามจนไม่กล้าให้เพียวเห็น

ผมกลับขึ้นเตียง คลานไปคร่อมร่างบอบบางที่กำลังนอนหายใจหอบเพราะเพิ่งเสร็จสมไปหมาด ๆ

เพียวนอนหลับตาพริ้ม บางทีเธออาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกผมคร่อมร่างเอาไว้

เมื่อเป็นแบบนี้แล้วเธอจะไหวรึเปล่า ?

ความปรารถนาที่แฝงอยู่ในลำกายร้อนสั่งให้ผมรีบทำให้เสร็จ กด ๆ แล้วรีบปล่อยของจะได้สบายตัว แต่ทว่าความรักที่มาจากหัวใจกลับแย้งว่าอย่าทำรุนแรงกับเธอ

ผมเลือกเชื่ออย่างหลังโดยไม่ลังเล ตอนนี้คงทำได้เพียงหอมแก้มใส ๆ ที่ปรากฏเลือดฝาดนี้ไปก่อน เอาไว้ให้เธอพร้อม แล้วค่อยมาว่ากันอีกที

เมื่อผมกดจมูกลงบนแก้มนุ่ม เพียวที่ผมเข้าใจว่านอนหลับก็ลืมตาขึ้นมา เธอเรียกหาจุมพิตจากผม จากนั้นมือน้อยของคนงัวเงียก็ควานไปจับเอาดุ้นของผมไว้ในมือ

ผมบอกเพียวให้จ่อมันเข้าตรงร่องของเธอแล้วถูไถสักหน่อยก็พอ แต่เพียวบอกว่าก่อนที่จะทำอะไรกัน เธออยากเห็นของจริงกับตาตัวเองเสียก่อน

ผมลังเลเล็กน้อย หวั่นใจว่าเธอจะกลัวจนไม่ยอมร่วมทางขึ้นสวรรค์ไปด้วยกัน แต่เมื่อเพียวเร่งรัดว่าจะดู ผมก็จำต้องช้อนร่างของเธอให้ลุกขึ้นมานั่งประจันหน้า

เพียวก้มมองสิ่งที่อยู่ระหว่างเรา มือน้อยเลื่อนมากุมท่อนเอ็นที่ตั้งโด่ท้าสายตาคนที่อยากเจอ ส่วนปลายหยักบานคล้ายดอกเห็ด ซึ่งรับกับขนาดของลำท่อนเป็นอย่างดี เธอรูดมือขึ้นลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะก้มหน้าลงไปจูบที่ส่วนปลายที่ปล่อยน้ำเหนียวใสออกมาแล้วจึงอ้าปากน้อย ๆ กดลงไปครอบดุ้นของผมเอาไว้เสียครึ่งลำ

ผมได้แต่นั่งมองภาพอันไม่คาดฝันนี้อย่างซ่านเสียว เรื่องความรู้สึกนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพียวตวัดลิ้นเดาะส่วนที่มิดหายเข้าไปในปาก ทำให้ผมเกร็งไปทั่งตัว มันทั้งเปียกชุ่มและอุ่นละมุนไปพร้อมกัน

ผมครางอ้า ๆ ในขณะที่เพียวขยับโยกศีรษะขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ผมบอกเตือนว่าให้หยุด เพราะมีบางอย่างกำลังจะผุดออกมา แต่เพียวไม่ฟัง...

เธอยังคงดื้อดึงที่จะรีดพิษจากตัวผม ทั้งปากดูด ทั้งมือรูด และแล้วในที่สุด เพียวก็สมปรารถนา

น้ำสีขาวข้นพุ่งทะลักเข้าปากคนรั้นเต็มอัตรา เพียวไม่กลืน แต่ปล่อยให้มันไหลล้นคืนอออกมาชะโลมทั่วลำ

เธอบอกว่าจำทฤษฎีมาจากหนังโป๊ เมื่อสบโอกาสจึงอยากลองทำดู แต่ไม่คิดว่าน้ำจะเยอะขนาดนี้

ผมดีดหน้าผากมนไปหนึ่งที ร้ายนักนะเพียว ระวังจะร้องไม่ออก

รู้สึกสบายตัวจากการปลดปล่อยน้ำเพียงไม่นาน ผมก็กลับมาแข็งขันอีกครั้งเมื่อเรือนร่างเปล่าเปลือยของเพียวยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า

เธอเปลี่ยนมานั่งตักเพื่อจะอ้อนให้ผมจูบปากเลอะ ๆ ของเธอ ชิมด้วยกัน เธอบอก แต่ผมเลือกที่จะใช้นิ้วปาดคราบสีขาวออกจากใบหน้าของจอมกวนแล้วจึงยอมรับจูบเอาไว้

อย่างนี้ก็ยุติธรรมดี ผมเคยจูบเธอ ส่วนเธอก็เคยจูบผม คิดเสียว่าเราสองคงแบ่งกับชิมผลผลิตของตัวเองก็แล้วกัน

ผมคุกเข่าอยู่ตรงหว่างขาที่ยกชันของเพียว มือข้างหนึ่งจับเข่าของเธอให้แยกขากว้างขึ้น ส่วนอีกข้างก็จับประคองท่อนกายร้อนพร้อมเสิร์ฟจ่อเข้าที่ดอกไม้งามซึ่งแย้มกลีบสีสวยล่อให้แมลงผู้กระหายตรงไปเสพสมให้อิ่มเอม

ถูไถปลายดุ้นขึ้นลงตามรอยแยกอยู่พักใหญ่ ครั้นพอสบโอกาสเหมาะก็กดแรงส่งมันเข้าไปในแอ่งเล็กอันชุ่มฉ่ำ เพียวร้องอุ๊ย ๆ เพียงไม่นานก็ถูกผมจูบปิดปากจนเงียบ

ความร้อนเร่าแผดเผาเราทั้งสองให้มอดไหม้คาเตียง เพียวครางระงมยามที่ผมซอยเอวส่งท่อนอุ่นเข้าออกในช่องทางคับแน่น ยิ่งยามที่ผมขยับเอวถี่ตอนที่ใกล้จะจบเกม เธอก็ยิ่งหวีดเสียงซาบซ่านจนผมคึกตามไปด้วย

น้ำสีขาวขุ่นถูกฉีดพ่นเข้าไปในตัวของเพียวระลอกแล้วระลอกเล่า อันที่จริงผมอยากหลั่งข้างนอกมากกว่า แต่เพียวตวัดขาเกี่ยวเอวของผมไว้แล้วบอกว่านี่คือการลงโทษที่ผมอึดและใช้เวลารังแกเธอนานเกินไป

ผมยอมก็ได้ ปล่อยข้างในก็ข้างใน เพราะอย่างไรเสีย ผมก็คิดแล้วว่าจะต้องไปคุยกับเจ๊กอู่ให้รู้เรื่องในเร็ววัน


***


“​​ไม่เอา”​ เพียวที่นอนกอดผมอยู่เหมือนลูกลิงแย้งขึ้นเมื่อผมบอกว่าจะบอกเรื่องระหว่างเราให้พ่อของเธอฟัง เพียวยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะไม่บอกใครทั้งนั้น รู้กันสองคนก็พอ

“​​ไม่เพียว ยังไงผมก็จะต้องทำให้มันถูกต้อง อย่างน้อย ๆ ก็ให้ได้คบกันเป็นแฟนออกหน้าออกตาก็ยังดี”​

“​​อย่า...นะ อย่านะปลัดนะ”​ เพียวทำตาแป๋ว ก่อนจะใช้ลูกอ้อนโดยการจูบปากปิดผมไว้บ้าง เธอไล้ปลายนิ้วไปที่แผงอกของผมแล้วสะกิดเขี่ยไปมาเป็นการเปลี่ยนประเด็นให้ผมกลับไปสนใจเรื่องทางกายอีกครั้ง

“​​ปลัด...จัดอีกรอบสิ”​ ว่าจบก็แอ่นเอวเบียดผมจนแนบสนิท แล้วอย่างนี้ใครจะไปทนไหว...!


***


ผมขับรถไปส่งเพียวที่บ้านในช่วงหัวค่ำ แม้ว่าตอนแรกเธอจะขอลงตรงหน้าหมู่บ้าน แต่เมื่อผมดื้อแพ่งไม่ยอมจอด ทุกอย่างก็เลยตามเลย เพียวจำต้องนั่งหน้าบูดมาที่ร้านกาแฟอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ซึ่งเมื่อมาถึงเจ๊กอู่ก็ต้อนรับขับสู้ผมด้วยดีเหมือนอย่างเคย ซ้ำยังชวนให้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ทว่าเพียวที่ยืนอยู่ข้างหลังพ่อของเธอกลับปัดมือไล่ผมให้กลับบ้านไป

“​​​ผมไม่รบกวนดีกว่าครับ ขอตัวเลยก็แล้วกัน”​ ผมไหว้ลาเจ๊กอู่หลังจากที่สมอ้างตามเพียวว่าเราเจอกันระหว่างทาง เพียวเดินอยู่ ผมมีน้ำใจก็เลยรับมาส่ง

เฮ้อ เป็นความสัมพันธ์ที่ยากลำบากไม่น้อยเลย


***


หลังจากวันครบรอบวันเกิดอายุครบ ๓๒ ปีของผม เพียวก็ยุ่งกับการเตรียมงานบุญที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ผมเองก็วุ่นกับการเตรียมงานต้อนรับท่านรัฐมนตรีที่จะมาเยี่ยมเยียนประชาชนในเดือนหน้า ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาได้พบกันยิ่งกว่าเดิม

แต่นั่นคงยังแย่ไม่พอ ฟ้าจึงได้ส่งอดีตคนรักหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแฟนเก่า ให้โผล่มาทำงานในอำเภอเดียวกัน

เธอชื่อพราว เป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งไม่รู้ว่าไปทำอะไรเข้าถึงได้โดนเด้งมาตกอยู่ในอำเภอแห่งนี้ได้

พราวเป็นแฟนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเรียนกฎหมาย ส่วนเธอเรียนพยาบาล เคยคบกันอยู่ราวปีกว่า ความลึกซึ้งก็มีบ้างตามโอกาสเป็นใจ ผมว่าทุกอย่างก็ราบรื่นดี แต่บทจะเลิกราพราวกลับบอกว่าเราเข้ากันไม่ได้

ผมงงอยู่นานว่าเข้ากันไม่ได้...อย่างไร ในเมื่อมันก็พอดิบพอดี แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อเธอไม่ยอมให้เข้า ผมก็จำเป็นต้องทำใจ

จากวันที่เลิกรา ผมก็ไม่ได้พบพราวอีก ถึงเธอจะชวนให้ไปร่วมแสดงความยินดีในวันสำเร็จการศึกษา ผมก็ไม่ไป ไม่สนใจอะไร จนกระทั่งตอนนี้่ที่พราวมายืนตรงหน้าโต๊ะทำงาน โดยมีลูกน้องของผมเป็นคนพาเข้ามา

“​​​ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเปลี่ยนชื่อ”​ เธอเอ่ยขึ้นหลังจากที่หย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกัน ผมเดาว่าพราวคงจะรู้ที่อยู่ของผมมาจากพี่สาวคนโต จากนั้นก็มาตามหาผมด้วยชื่อเดิมที่เธอเคยรู้ นี่ก็คงจะไม่สำเร็จ เธอถึงได้เอ่ยปากติงเรื่องนี้ก่อนเรื่องใด

“​​​เปลี่ยนนานมากแล้ว นานจนลืมชื่อเดิม”​ ผมตอบเรียบ ๆ

เรานั่งคุยกันเรื่องสัพเพเหระอยู่นาน ผมก็ยังจับใจความสำคัญที่พราวมาหาผมในวันนี้ไม่ได้ เธอพูดวนเหมือนขี่ม้ารอบค่าย ไม่เข้าเป้าสักที


***


จากวันที่พราวมาหาผมถึงที่ทำงาน เธอก็ยังคงไปมาหาสู่ผมอยู่เนือง ๆ ชวนไปกินข้าวต้มที่โต้รุ่งบ้าง ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าบ้าง โดยเธออ้างความเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่ต้องพลัดบ้านมาอยู่ไกล ทำให้ผมปฏิเสธได้ไม่เต็มปาก พราวไม่รู้จักใครเลย คือคำที่เธอบอกกับผมอยู่เสมอ ซึ่งผมก็ตกลงตามที่ตัวเองสะดวก ไปบ้าง ไม่ไปบ้าง....ส่วนมากจะไม่ไป แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังดั้นด้นมาโผล่ที่บ้านพักจนได้ โชคดีที่วันนั้นผมไม่อยู่ เธอจึงได้แต่ฝากของไว้กับเพื่อนบ้านแทน

[อร่อยไหม?] พราวถามถึงรสชาติขนมซึ่งเป็นของฝาก หลังจากที่ผมโทรศัพท์ติดต่อไปบอกเธอว่าเพื่อนบ้านนำมาให้แล้ว

ผมเออออรับความแล้วก็เงียบไป ไม่ได้บอกเธอหรอกว่ายกของในถุงนั้นให้เพื่อนบ้านไปโดยที่ไม่ได้เปิดดูภายในด้วยซ้ำ

[ดีแล้ว...แล้วนี่เพิ่งเลิกงานเหรอ เหนื่อยไหม งานหนักรึเปล่า?]

“​​ก็เรื่อย ๆ ...ชินแล้ว”​ ผมพลิกตัวเปลี่ยนท่านอน กลิ่นหอมของใครบางคนที่ติดหมอนหนุนชวนให้คิดถึงเจ้าตัว ป่านคงกำลังกินข้าวกับพ่อ หรือไม่ก็อาบน้ำเตรียมเข้านอน

[แหมดี จังเลยที่ชิน พราวไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ไหม เมืองเล็กมากอ้ะ นั่นก็ไม่มี นี่ก็ไม่มี บอกตรง ๆ ว่าลำบาก] แล้วเธอก็ร่ายยาวถึงความอับโชคที่ถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งจนต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่ ซึ่งผมเองก็ได้ฟังบ่อยจนเบื่อ จึงลอบวางมือถือลงบนเตียงนอนแล้วหลับตาลงช้า ๆ

[ดีที่ได้พี่เอ๋บอกว่าโอ๊ตอยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นพราวก็คงไม่รู้ว่าจะหันไปพึ่งใคร...]

เสียงของพราวยังคงลอดออกมาจากลำโพง ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดลดเสียงเอาไว้จนต่ำสุด และก่อนจะทันได้วางมันลง ก็มีเลขหมายที่ไม่ได้บันทึกชื่อโทรเข้ามา

ผมรีบกดรับ เพราะจำได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวช่วยว่านี่คือเบอร์ของเพียว

[ดึก ๆ ดื่น ๆ ยังคุยกับใครอยู่?] เสียงของคนที่เป็นสายซ้อนดังขึ้นทันทีที่ผมรับสาย เพียวถามไปอย่างนั้นแหละ เธอก็คงคิดว่าผมคุยเรื่องงานกับใครสักคนเหมือนที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ไม่ใช้เว้ย

“​คุยกับแฟนเก่า”​​ ผมบอกความจริง แต่เพียวไม่เชื่อ เธอไม่เชื่อจริง ๆ ฟังจากน้ำเสียงร่าเริงนั่นก็รู้

[แล้วนี่จะนอนรึยัง?]

“​ยัง กำลังคิดถึงพอดีเลย”​​

[คิดถึงแล้วทำไมไม่โทรมา]

“​ก็บอกว่าคุยกับแฟนเก่าอยู่”​​

[อย่ามาขี้โม้] เพียวบอกย้ำก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง [นี่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ]

“​ทำไมไม่รอให้ดึกกว่านี้แล้วค่อยอาบ”​​ ผมถามพลางคว้าหมอนข้างมากอด พูดไปยิ้มไป เหมือนสมัยเป็นหนุ่มน้อยที่เพิ่งมีความรักไม่มีผิด

[ทำไม?]

“​ก็ตอนดึก ๆ จิ้งจกมันเข้านอนแล้ว จะได้ไม่ออกมาถ้ำมองเพียวของผมไง”​​

[ตลกเหอะ เอาห้าวิฯ ของเค้าคืนมา]

“​หรือไม่ก็ไล่มันออกจากห้องน้ำไปก่อน ไม่อย่างนั้นตอนอาบน้ำเพียวก็ห่มผ้าเอาไว้ ห้ามให้ใครเห็น เข้าใจรึเปล่า”​​

[ไอ้บ้า] เพียวหัวเราะลั่น ตามมาด้วยเสียงผ่อนลมหายใจคล้ายว่าทิ้งตัวนอนลงบนที่นอน [นี่ปลัด...] เธอกระซิบเรียกผมด้วยเสียงที่แปลกไป

“​หืม?”​​ ผมพลิกตัวเป็นนอนเท้าศอก ตั้งใจฟังสิ่งที่เธอจะพูด

[รู้ไหมว่าตอนนี้...ยังไม่ได้ใส่อะไรเลย]

สิ้นคำที่เพียวบอก ภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าของเธอก็ผุดขึ้นมาในหัวสมอง ผมนิ่งงันไปเพราะความคิดจินตนาการเลยเถิด

[เสื้อก็ยัง...กางเกงก็ยัง ผ้าเช็ดตัวก็ถอดเมื่อกี้ ตอนนี้...ว่างมาก]

ผมหลับตาแล้วนึกภาพตาม ปากยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว

[อ...อากาศก็เย็น...หนาว อยากมีคนกอด] เสียงของเพียวฟังออดอ้อนเย้ายวน ทำให้ผมแทบอยากจะแทรกเข้าไปในโทรศัพท์เพื่อทะลุไปตระกองกอดให้ความอบอุ่นแก่เธอ แต่ความเป็นจริงกลับทำได้เพียงกอดหมอนที่มีกลิ่นกายหอมหวานของเธอเอาไว้

[คิดถึงจัง] เธอสรุปตบท้าย

“​คิดถึงเหมือนกัน...อยากเจอ”​​

อยากเจอรึว่าอยากจัด เพียวกระเซ้า ผมเองก็ไม่แน่ใจ ถ้าเจอก็อยากจัดให้หายคิดถึงอยู่เหมือนกัน จัดหนัก ๆ เอาให้เพลีย จะได้ไม่มีแรงยั่วผ่านโทรศัพท์แบบนี้

[มะรืนนี้ก็ถึงวันงานแล้วนะ จะมาไหม?] เพียวถามเสียงจริงจังหลังจากที่ขอตัวไปใส่เสื้อผ้า ทิ้งให้ผมที่ตื่นตัวรอเก้อต้องนอนพลิกไปพลิกมาอยู่คนเดียว

“​ไปสิ รับปากกับกำนันไว้แล้ว”​​

[จะมาเพราะรับปากกับกำนันสินะ] เธอถามเสียงขุ่น

“​ไม่ใช่ ผมจะไปเที่ยวกับเพียวต่างหาก ตอนกลางวันก็มีร้านค้าแล้วใช่ไหม?”​​

[ไม่เอา แค่มาให้เห็นหน้าก็พอ ห้ามให้ใครรู้เรื่องของเราไง จำไม่ได้เหรอ?]

ผมถอนหายใจเสียงดังฟังชัด บอกเป็นนัยว่าไม่โอเคกับเรื่องนี้ เมื่อเพียวได้ยินก็พียงแต่ออดอ้อนขอโทษแล้วพูดเปลี่ยนเรื่องไปเหมือนเคย


***


“ให้พราวไปด้วย”​​ เสียงหวานของอดีตคนรักที่อุตส่าห์ตื่นนอนแต่เช้าเพื่อมาหาผมถึงบ้านพักในวันหยุดดังขึ้นทันทีที่ผมบอกว่ากำลังจะไปธุระที่หมู่บ้านโนนยางนา “เมื่อกี้โอ๊ตบอกว่ามีงานวัดใช่ไหม พราวอยากไป ให้พราวไปด้วยนะ วันหยุดทั้งทีพราวไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในห้อง”

“งานวัดนะพราว ไม่ใช่แฟชั่นโชว์” ผมรีบบอกก่อนจะไม่ทันการณ์ ถ้าหิ้วพราวไปด้วยแล้วเกิดเจอเพียวเข้าล่ะ โอ้ แค่เรียกชื่อพวกเธอให้ถูกคนก็แทบแย่แล้ว ดีนะที่แพรว แฟนเก่าอีกคนไม่โผล่มาร่วมด้วย ไม่อย่างนั้นผมต้องตายเพราะลิ้นพันกันแน่

“ก็นั่นแหละ พราวไม่เคยเห็นนี่นา ขอไปด้วยนะเบบี๋” เธอทิ้งท้ายอย่างที่ชอบเรียก จากนั้นก็เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วขึ้นไปนั่ง...

ไม่ทันจริง ๆ ด้วย

ผมจำต้องพาพราวมาที่บ้านของกำนันตุ้ยด้วยกัน ซึ่งทั้งกำนันและภริยาต่างก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี สายตาที่มองมาก็สื่อให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจว่าพราวคือคนรักของผม ปลัดแกเป็นคนน่ารักค่ะ ใจดี นิสัยก็ดี คุณน้าพิกุลบอกกับพราวตอนที่ผมกำลังคุยงานกับกำนัน ผมได้ยินพราวบอกว่าใช่ค่ะ เป็นแฟนที่ดีด้วย

เหอ ๆ แฟนที่ดี...ดีแต่ว่าเข้ากันกับเธอไม่ได้ไง ถึงต้องทิ้งผมไปหาคนใหม่

“เอาล่ะ เดี๋ยวเราจะไปที่วัดกัน กำนันบอกว่าซุ้มกิจกรรมเปิดแล้ว ร้านค้าของพ่อค้าเร่ก็มาแล้ว” ...พราวจะได้รีบเที่ยวแล้วรีบกลับสักที

“เดี๋ยวสิโอ๊ต เมื่อกี้แม่พิกุลบอกว่าตอนเย็นจะมีมหรสพด้วย เราอยู่ชมงานกลางคืนกันก่อนนะ” เธอปักหลักนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้สักตัวใหญ่ นัยน์ตากดดันผมราวจะประท้วงว่าถ้าผมไม่รับปาก เธอก็จะไม่ลุกไปไหน

“ตอนเย็นผมไม่ว่าง” ผมพูดแล้วก็เดินผ่านเธอไปที่รถ พราวร้องว้าย ๆ แล้วคว้ากระเป๋าถือวิ่งตามมา

หากเป็นเมื่อก่อน ความเอาแต่ใจของเธอคงใช้ได้ผล สั่งอะไรก็ได้อย่างนั้น พฤติการณ์เหมือนเพียว อยากได้อะไรก็บอกทิ้งไว้ ผมก็ก้มหน้าก้มตาทำให้ ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ผมก็ไม่มีปากเสียง บอกได้เต็มปากว่ารักเธอมากจนยอมทุ่มทุกอย่าง คงเหตุนี้กระมัง พราวถึงคิดว่าผมจะยังเหมือนเดิม

“ตอนเย็นไม่ว่าง...มีนัดเหรอ?” เธอถามหลังจากที่ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด

“ครับ”

“โอ๊ตรู้ตัวไหมว่าเย็นชามากอ้ะ วันนั้นก็ตัดสายพราวไปเฉยเลย”

“ผมมีแฟนแล้ว ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนอื่นมากเกินจำเป็น”

“พูดเป็นเล่น” พราวหัวเราะพรืด “อย่ามาโกหกกันซะให้ยาก ตั้งแต่วันที่มาอยู่ที่นี่ พราวไม่เห็นว่าจะมีผู้หญิงคนไหนมาใกล้โอ๊ตเลย โพสต์รูปคู่ก็ยังไม่มี พราวไม่เชื่อหรอก”

ผมไม่พูดต่อความ ตอนนี้เรื่องเพียวผุดมาแทนที่ทุกสิ่งอย่างแล้ว ถ้าผมสามารถบอกใคร ๆ ว่าคบกับเพียวได้ กำนันตุ้ยกับน้าพิกุลก็คงไม่จิ้นผมกับพราว แล้วพราวเองก็คงไม่มาวุ่นวายกับผมแบบนี้ แต่ความจริงคือมันทำไม่ได้ เพียวไม่ยอมให้พูดลูกเดียวเลย 

ผมขับรถมาจนถึงวัดศรียางนา หมุนพวงมาลัยเข้าไปจอดที่ลานกว้างแล้วเดินนำพราวไปยังซุ้มที่เปิดทำการ เธอก็หิ้วกระเป๋าแบบแฟชั่นใบโตตามมาอย่างยากลำบาก บ่อยครั้งที่ทำเหมือนอยากให้ผมถือให้เหมือนสมัยที่คบกัน แต่ผมก็ทำเหมือนไม่รับรู้...

พราวเดินเข้าออกร้านรวงต่าง ๆ จนหนำใจ จนมาจบที่ซุ้มตักสลาก และแล้วโชคใหญ่ก็ตกเป็นของเธอ พราวได้รางวัลเป็นน้ำปลาหนึ่งลัง แต่ดูเธอจะไม่ปลื้มสักเท่าไหร่ จึงทำเป็นใจดีบริจาคคืนให้ทางซุ้ม

“หิวแล้วโอ๊ต ไปหาอะไรกันกันเถอะ” พราวพูดพร้อมจับมือผม ฉุดไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่ตั้งข้างกำแพงวัด

เมื่อครู่ผมเห็นป้ายซุ้มสาวน้อยตกน้ำแล้ว แต่ว่าไม่เห็นเพียวเลย ไม่อยากคิดภาพด้วยว่าถ้าเธอเห็นผมอยู่กับพราวแล้วจะเข้าใจว่าอย่างไร

“ว้าว มีร้านกาแฟโบราณด้วยอ้ะ อยากกินโอเลี้ยง” พราวอุทานเสียงดัง ทำให้ผมที่ชะเง้อมองไปยังซุ้มสาวน้อยตกน้ำเสียวสันหลังวาบ

มีคนกล่าวไว้ว่าถ้าเราบริสุทธ์ใจ การเดินเที่ยวกับผู้หญิงอื่นก็เป็นเพียงมิตรภาพ อา...เพียวจะคิดแบบนั้นไหมอ้ะ หวั่นใจจัง

“โอเลี้ยงแก้วหนึ่งค่ะ วานเสิร์ฟที่ร้านก๋วยเตี๋ยวทีนะคะ” พราวเดินไปสั่งรายการแล้ว แต่ผมยังยืนนิ่งอยู่อย่างเดิม ขอให้ไม่ใช่ร้านกาแฟของเจ๊กอู่ด้วยเถิด หรือถ้าใช่ ก็ขอให้เพียวไม่มาช่วยพ่อขายของ หรือถ้าเธอมาช่วยพ่อขายก็ขอให้เธอหันหน้าไปที่อื่น หรือถ้าเธอไม่หันหน้าไปที่อื่น... “โอ๊ตเอานมเย็นเหมือนเดิมป้ะ?”

“อ...เอ้อ ๆ” ผมส่งเสียงพลางพยักหน้าทั้งที่ยังยืนหันหลังให้ร้านกาแฟ

“โอเค แม่ค้าคะ เอาโอเลี้ยงกับนมเย็นอย่างละแก้ว วานเสิร์ฟที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนะ อ้อ นมเย็น...ขอหวาน ๆ หน่อยนะคะ พอดีแฟนติดหวาน”

เมื่อพราวสั่งรายการจบ ผมก็ขยับมานั่งที่โต๊ะเหล็กของร้านก๋วยเตี๋ยว บอกตรง ๆ ว่ายังไม่กล้าหันไปมองร้านกาแฟโบราณที่อยู่ถัดไปเลยด้วยซ้ำ

เรานั่งวางแผนการเดินเที่ยวกันเพียงไม่นาน แก้วน้ำจากร้านกาแฟก็ถูกยกมาวาง แก้วหนึ่งเป็นโอเลี้ยงของพราว ส่วนอีกแก้วนั้น...

“น้อง พี่สั่งโอเลี้ยงกับนมเย็น” พราวท้วง ทำให้แม่ค้าที่กำลังเดินจากไปหันกลับมา

“อ่อ ถ้าของคนนี้...เขาไม่กินนมเย็นมานานแล้วค่ะ หนูรู้ดี เขามากินที่ร้านบ่อย” น้ำเสียงสุดแสนคุ้นหูตอบกลับมา ผมหน้าชาไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองพลาดที่ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวกับเพียวแต่ต้น ทำเป็นเก๊กนิ่ง เพราะคิดว่าเธอคงมองด้านหลังของผมไม่ออก...เหรอ ผู้หญิงที่ไหนจะมองหลัง มองทรงผมของคนที่ตัวเองรักไม่ออก

ไอ้โง่เอ๊ย !

“เพียว” ผมหันไปเรียกชื่อเธออย่างยอมแพ้ ไม่มีอาการตกใจ ไม่ใช่ตระหนกที่ถูกจับได้ จำได้ไหม ผมบริสุทธิ์ใจไง เพียงแต่ทำพลาดไปหน่อยที่ไม่แนะนำพราวให้เพียวรู้จักอย่างเป็นทางการแต่แรก “ผมอธิบายได้นะ...”

เพียวพยักหน้าน้อย ๆ คล้ายกับจะรับฟัง เธอเดินย้อนกลับมา ไร้ท่าทีเกรี้ยวโกรธ แต่ทว่าเมื่อมาถึงโต๊ะและอยู่ในระยะที่ใกล้พอ เธอกลับหยิบแก้วกาแฟเย็นสาดใส่หน้าผมโดยไม่ทันตั้งตัว

“อย่ามาให้เห็นหน้าอีก!”

เพียวพูดจบก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมหลับตารับน้ำเย็น ๆ ที่ไหลรินลงมาจากหน้าผาก

“นั่นแฟน?” เสียงพราวเอ่ยขึ้นเป็นเชิงถาม ผมพยักหน้าแทนคำตอบ ลูบน้ำออกปลายคาง บอกเธอว่าผมคงพาเที่ยวต่อไม่ได้แล้ว ซึ่งพราวเองก็ยอมเข้าใจ บอกว่ากลับก็กลับ

ผมกลับมาที่บ้านพัก อาบน้ำล้างตัวเสร็จแล้วก็มานอนพักเอาแรง ความจริงก็งอนเพียวอยู่เหมือนกัน เพิ่งรู้ว่าเธอโมโหร้ายเบอร์แรง นี่ถ้าไม่เห็นว่าอยู่ในวัด ผมคงจับมาตีก้นลายแล้ว


###



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น