หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 14: โลกหยุดหมุน[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 14: โลกหยุดหมุน[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2560 00:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 14: โลกหยุดหมุน[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่14: โลกหยุดหมุน

ผมรู้สึกตัวตื่นในตอนเช้ามืด ร่างกายค่อนข้างอ่อนเพลียมากเลยทีเดียว ก็อย่างว่าแหละ เมื่อคืนนี้จัดหนักจัดเต็มไปหน่อย จะโทษว่าผมมักมากอะไรแบบนั้นก็ไม่ถูกด้วยเพราะไม่ใช่ผมคนเดียวที่ต้องการครั้งแล้วครั้งเล่า ไอ้คนที่นอนอยู่ข้างๆ ผมก็ชวนผมต่ออีกหลายต่อหลายครั้งยิกๆ นั่นก็ตัวดีเลย จนสุดท้ายก็เป็นปั้นรักที่บอกว่าให้พอเถอะเพราะร่างกายรับไม่ไหวแล้ว

ถึงไม่บอก ผมก็พออยู่แล้ว นึกถึงเรื่องเมื่อคืน ผมก็นึกขำกับความบ้าพลังของมันขึ้นมา ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดปอยผมของคนที่นอนหลับอุตุอยู่ข้างกาย ก่อนจะหยิกแก้มอีกฝ่ายเล่นอย่างมันเขี้ยว ปั้นรักย่นคิ้วเล็กน้อยคล้ายกับว่ารำคาญ ผมกลัวว่าจะทำมันตื่นเลยรีบดึงมือออก แล้วตัดสินใจทิ้งตัวลงจากเตียง กะว่าจะไปหาซื้ออะไรจากมินิมาร์ทมาทิ้งเอาไว้สักหน่อย เพราะคาดว่าถ้าปั้นรักตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ คงได้หิวไส้กิ่วแน่ จะดีกว่าถ้าตื่นมาแล้วก็มีของกินเตรียมไว้รอเลย

เพราะอย่างนั้นผมเลยทิ้งตัวลงจากเตียงไปแต่งตัว หากแต่แค่ใส่เสื้อได้อย่างเดียวเท่านั้น คนบนเตียงก็ขยับพร้อมกับปรือตาขึ้นมอง

“Where are you going, babe? (จะไปไหนน่ะที่รัก)”

เออ อันนี้ผมแปลได้ จั๊กจี้ในใจนิดหน่อยที่ได้ยินมันเรียกผมแบบนั้น

“พี่จะไปหาซื้ออะไรมาไว้ให้ปั้นกินน่ะ” ผมตอบพลางหันไปยิ้มให้มัน

ทว่าปั้นรักไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดเลย นอกจากยกมือขึ้นขยี้ตาแล้วพยักหน้าหงึกหงัก

“Come here (มานี่)”

คงยังไม่ตื่นเต็มตาดีเลยพ่นภาษาอังกฤษออกมาใหญ่เลย ผมก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ เดินเข้าไปหามัน พอเดินมาถึงปลายเตียง ปั้นรักก็อ้าแขนทั้งสองข้างออก

“Come on (มาเร็ว)”

เห็นท่าทางแบบนั้นแล้ว ผมก็ไม่หยุดยืนอยู่แค่ปลายเตียงละ กระโจนเข้าใส่มันอย่างว่าง่าย ก่อนจะคว้ามันไปกอด ขณะที่ปั้นรักเองก็กอดผมแน่นเช่นกัน

น่ารักอะไรอย่างนี้นะ...

กอดกันได้พักหนึ่ง ผมก็จับให้ปั้นรักนอนหนุนแขนตัวเอง ก่อนจะชวนคุย

“เรียกพี่มาอย่างนี้ จะชวนพี่ทำเรื่องทะลึ่งอีกเหรอ” ไม่เชิงชวนคุยหรอก หยอกมันเล่นมากกว่า

ปั้นรักขยี้ตาสองสามครั้ง มองผมด้วยสายตางัวเงียพลางยิ้ม

“หื่นแต่เช้าเลยวะยูเนี่ย”

“ใครกันแน่ที่หื่น ต้องให้พี่เล่าไหมว่าเมื่อคืนชวนพี่ยังไงบ้าง” ผมหัวเราะเมื่อเห็นซีกหน้าทั้งสองข้างของปั้นรักแดงเรื่อขึ้นมา แต่มันคงไม่ได้เขินอะไรผมมากนักหรอก แค่หน้าแดง แต่สายตากลับจ้องผมเขม็ง

“เป็นเรื่องธรรมชาติน่า เป็นผู้ชายเหมือนกัน ไม่เห็นเป็นไร”

ทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกเฉยเลย ผมก็ไม่อะไรหรอก ออกจะชอบด้วยซ้ำที่ได้ทำอะไรต่อมิอะไรกับมันอย่างนั้น เป็นห่วงก็แค่เรื่องสุขภาพของมันอย่างเดียว เพราะปั้นรักไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายมาก่อน เพิ่งเคยกับผมเป็นคนแรก ที่สำคัญ...มันเป็นฝ่ายรับ ทำเอาผมอดเป็นห่วง เอื้อมมือไปจับๆ คลึงๆ ที่สะโพกมันไม่ได้

“เป็นผู้ชายเหมือนกันก็จริง แต่ปั้นก็ต้องเป็นห่วงตัวเองด้วย ไม่ใช่เอาแต่สนุก แล้วตรงนี้เป็นไงบ้าง เจ็บไหม”

ปั้นรักเหลือบมองหน้าผม ไม่ตอบคำถาม ก่อนที่ผมจะถามขึ้นมาอีกครั้ง

“ว่าไง เจ็บหรือเปล่า”

“ถ้าไอบอกว่าเจ็บ ยูจะทำไง”

“ก็คงต้องพักทำเรื่องลามกไปก่อน”

“ถ้าบอกว่าไม่เจ็บล่ะ”

“ก็ต้องให้ปั้นนอนพักก่อนอยู่ดี”

ตอบไปอย่างนั้น ปั้นรักก็ชักสีหน้า

“โว้ย จะเจ็บหรือไม่เจ็บก็ไม่ทำใช่ไหมล่ะ แล้วจะถามทำไม”

พูดมาอย่างนี้ ผมก็รู้เลยว่าปั้นรักน่ะ...

“อยากทำอีกเหรอ ลีลาพี่เด็ดล่ะสิ”

อันนี้แหละที่ผมเดาได้ เลยหยอกล้อมันไปอีกที

ปั้นรักเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตบเข้ามาที่หน้าผมไม่แรงนักทีหนึ่งแล้วว่าเสียงเขียว

“ลีลาเด็ดบ้าบออะไร ไอเก่งกว่ายูตั้งเยอะ”

จ้า แล้วเมื่อคืนใครนะที่ครางออกมาไม่เป็นภาษา

“ถ้าไอได้เป็นท็อปนะ ยูจะติดใจไอมากกว่าอีก”

แต่พี่ว่าปั้นคงจะติดใจพี่แล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคงไม่แอ่นสะโพกรับอย่างนั้นหรอก

คิดทะลึ่งไปสุดกู่ เถียงในใจทุกคำพูด แต่ผมไม่พูดออกมาหรอกเพราะไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับคนในอ้อมแขนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถาม

“แล้วปั้นยอมพี่ทำไมล่ะหืม?”

ถามไปอย่างนี้ก็ถูกปั้นรักย่นคิ้วมองทันควัน

“ถ้าไอไม่รัก ก็ไม่ยอมหรอกเว้ย” น้ำเสียงค่อนข้างกรรโชกโฮกฮาก แต่ดันแผ่วเบาราวกับกระซิบ

ผมมองก็รู้เลยว่ามันกำลังเขินแน่ๆ จึงไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงหัวเราะให้กับคำพูดนั้นเล็กน้อย

“ปั้นพักต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ไปหาซื้ออะไรมาให้” ผมว่าพลางทำท่าจะลุกไปอีก แต่ก็ต้องชะงักเพราะถูกปั้นรักดึงเอาไว้

“ไม่ต้องหรอก ไอไม่หิว อยากอยู่กับยูมากกว่า”

ได้ยินแค่นั้น ผมก็หยุดเคลื่อนไหวเลย ความคิดที่จะออกไปซื้ออะไรนั่นก็มลายหายไปสิ้น ยอมนอนอยู่แบบเดิมให้ปั้นรักหนุนแขนอย่างว่าง่าย

“ติดพี่เป็นตังเมเลยนะ สงสัยจะรักพี่มาก” ผมว่าเย้า

ปั้นรักยู่ปากเล็กน้อย แทนที่จะยอกย้อนผมหรือตอบรับ แต่ดันถามกลับ

“ยูเคยรักใครมากกว่าตัวเองไหม”

ผมเลิกคิ้วสูงด้วยประหลาดที่จู่ๆ มันก็พูดขึ้นมา “ถามทำไมเหรอ”

“อยากรู้”

ตอบมาอย่างนั้น พร้อมกับมองหน้าผมนิ่ง ผมก็ไม่เซ้าซี้ต่อ นอกจากจะตอบรับ

“เคยสิ”

พูดไปอย่างนั้น ปั้นรักก็จ้องหน้าผมเขม็งยิ่งกว่าเดิมอีก ผมไม่รู้หรอกว่ามันคิดอะไรอยู่ การที่จู่ๆ มาถามอะไรแบบนี้มันเป็นเรื่องผิดปกติอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะถามถึงสาเหตุมัน ผมต้องแก้ความเข้าใจผิดก่อนเพราะเดี๋ยวมันจะคิดว่าผมยังสนใจบรรดาคนเก่าๆ ที่เคยคบหามาอยู่ แล้วเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแทน ผมไม่รู้หรอกนะว่าปั้นรักเป็นยังไง แต่แฟนเก่าส่วนใหญ่ที่ผมคบมา พอมีโมเมนต์แบบนี้ทีไรเป็นอันต้องปิดท้ายด้วยการทะเลาะกันทุกที

“แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว คนที่พี่รักมากที่สุดก็คือตัวเองนะ” ผมขยายความให้

“ตกลงยูรักคนอื่นมากกว่าตัวเองหรือรักตัวเองมากกว่ากันแน่”

ผมหัวเราะกับสีหน้าหาเรื่องของมันที่พร่างพรายขึ้นมา ก่อนจะอธิบาย

“เวลาที่เรามีความรัก บางครั้งมันก็จะมีโมเมนต์นึงที่เรารู้สึกว่ารักเขาคนนั้นมาก รักมากกว่าตัวเอง แต่พอทุกอย่างมันไม่ใช่อย่างที่หวัง เราก็จะตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ใช่ไหมล่ะ นั่นแหละ พี่ถึงบอกว่าพี่รักตัวเองมากกว่า”

“แบบนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัวปะ”

“ใช่” ผมยอมรับ “แต่ถ้าสิ่งที่เราคาดหวังมันทำให้เราเจ็บปวด แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่กลับมารักตัวเองให้มากขึ้นกันล่ะ”

ถามไปอย่างนี้ ปั้นรักก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นนิ้วชี้มาแตะที่ปลายจมูกผม

“มันเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ยูมาพักใจที่ลาวใช่ไหม”

ผมพยักหน้ารับ พลันปั้นรักก็คว้าปลายจมูกผมไปออกแรงบีบเบาๆ แต่มันทำให้ผมหายใจไม่ออกได้เลยล่ะ

“แล้วระหว่างตัวยูกับไอ ยูรักใครมากกว่ากัน”

ผมหัวเราะกับคำถามนั้น...

อะไรกัน นี่จะสร้างบรรยากาศโรแมนติกเหรอ

“เอ้า ตอบมาได้แล้ว มัวแต่หัวเราะอยู่นั่น ไม่ตอบนี่ตายนะ”

พอเห็นผมหัวเราะไม่เลิก มันก็ออกแรงบีบที่จมูกผมมากขึ้น ผมเลยรีบตอบคำที่มันอยากได้ยินออกไป

“ปั้น... พี่รักปั้นมากกว่า”

ปั้นรักยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดึงมือกลับไป พลันพยายามจะเม้มปากเพื่อเก็บรอยยิ้ม แต่เหมือนจะทำไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเพราะมันยังเอาแต่ยิ้มไม่หุบอยู่อย่างนั้น มิหนำซ้ำหน้าก็ยังจะแดงเรื่อขึ้นมาอีกด้วย จนมันต้องซุกหน้าลงกับหน้าอกผมเพื่อเก็บซ่อนอาการนั้นไม่ให้ผมเห็นแทน

ผมเห็นแล้วก็มันเขี้ยว กอดมันแน่นขึ้นขณะที่ปั้นรักโวยวาย

“อะไรเนี่ย”

“แสดงความรัก” ผมว่า จากนั้นก็ฝังจมูกลงบนซีกแก้มคร้าม

ปั้นรักหันมามอง แล้วก็กลายเป็นมันที่เลื่อนใบหน้ามาฉกจูบริมฝีปากผม พร้อมกับคำพูดที่ผมไม่คิดว่าจะหลุดออกจากปากมัน

“ไอก็จะรักยูมากกว่าตัวเองเหมือนกัน”

ปั้น...

หึย อยากจับบีบให้แหลกคามือ ทำไมมันน่ารักได้ขนาดนี้!

“ได้แค่เศษเสี้ยวความรักจากปั้น พี่ก็พอใจแล้ว”

ผมแกล้งว่าขำๆ ทำเอาปั้นรักทำหน้าหมั่นไส้ใส่ทันที

“แหม มักน้อย”

“มักน้อยแต่ได้บ่อยๆ จะดีกว่า”

ผมเล่นลิ้นไปอย่างนั้น ปั้นรักก็ยิ่งทำหน้าหมั่นไส้ผมมากขึ้นไปใหญ่ อะไรไม่ว่า ตอนนี้ทำหน้าตาพะอืดพะอมออกมาอีกด้วย

“ยูแม่งเลี่ยนว่ะ พูดแบบนี้กับคนอื่นบ่อยล่ะสิ”

ผมส่ายหน้าทันควัน “แค่กับปั้น”

“โว้ย ขี้ตั๋วแท้ (โกหก)”

ทำหน้าไม่เชื่อออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ผมไม่แน่ใจว่ามันไม่เชื่อจริงๆ หรือแค่แกล้งเล่น แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้ผมกอดมันแน่นมากกว่าเดิม ก่อนจะซุกใบหน้าลงบนเส้นผมนุ่ม กระซิบแผ่วเบาออกมา

“เวลาอยู่กับคนที่ทำให้พี่รู้สึกอยากให้โลกหยุดหมุน พี่ก็จะเป็นแบบนี้แหละ และคนคนนั้นมันคือปั้น... ปั้นทำให้พี่อยากหยุดเวลาที่เราทั้งคู่มีความสุขกันแบบนี้เอาไว้”

ปั้นรักไม่ตอบอะไรกลับมา นอนนิ่งๆ ปล่อยให้ผมได้พูดขึ้นมาอีก

“ตอนนี้พี่ขาดปั้นไม่ได้แล้วนะรู้ไหม ขาดไม่ได้แล้ว...”

ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมาอีก มีแต่อ้อมแขนของปั้นรักที่ตวัดมาพาดลำตัวผมและโอบกอดตอบแน่น

แค่การแสดงออกเท่านี้ก็เพียงพอแล้วล่ะสำหรับการตอบรับความรู้สึกของผม

แค่ได้โอบกอดคนที่ผมรักและถูกโอบกอด... มันเพียงพอแล้วจริงๆ กับการเยียวยาความเจ็บปวดของผมทั้งหมดที่ผ่านมา

ต่อจากวินาทีนี้ ผมคงอยู่แบบไม่มีเขาไม่ได้อีกแล้ว...

ผมบอกกับตัวเองไว้แบบนั้น ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ ผมก็จะต้องกลับไปแล้ว หนึ่งเพราะวีซ่านักท่องเที่ยวใกล้ครบกำหนด และสอง...ถึงจะมาพักใจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเที่ยวเล่นได้นานนักเพราะผมมีหน้าที่ที่ต้องกลับไปรับผิดชอบ การทิ้งงานไว้แล้วให้คนอื่นมาดูแลต่อแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องดีสักนิด ผมจึงเอ่ยปากขึ้นมา

“เออปั้น พี่ถามอะไรหน่อยสิ”

“ว่า?”

“ถ้าพี่กลับไทย ปั้นจะไปกับพี่ไหม”

ถามตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อมใดๆ ทั้งสิ้น ปั้นรักมองหน้าผมอย่างงุนงง ถามกลับทันควัน

“ยูจะกลับไทยเหรอ”

“อือ มาเที่ยวนานแล้วนี่ ถึงเวลาแล้วคงต้องกลับ” ผมว่า “แต่พี่ไม่อยากแยกจากปั้นก็เลยชวนไปด้วยนี่ไง อยากไปเที่ยวบ้านพี่ไหม ปั้นก็สัญชาติไทยเหมือนกัน คงอยู่ได้นาน ไม่มีปัญหาเรื่องวีซ่าหรอกมั้ง”

เรื่องสัญชาติมันนี่ผมไม่แน่ใจหรอก แต่คิดว่าคงจะเป็นอย่างนั้นเพราะพ่อของปั้นเป็นคนไทย เคยอยู่ที่ไทยมาก่อน จากนั้นถึงย้ายไปอยู่กับพ่อที่อเมริกาตอนพ่อแม่เลิกกัน ต่อให้มีวีซ่านักเรียนหรือกลายเป็นพลเมืองอเมริกันไปแล้ว ยังไงสัญชาติเดิมก็คือไทย คงไม่มีปัญหาอะไรหากจะอยู่กับผมนานๆ

ปั้นรักทำท่าคิดไปครู่ ก่อนจะถามผมกลับ

“แล้วทำไมไอต้องไปเที่ยวบ้านยูด้วย”

ถามอย่างกับว่าไม่รู้อย่างนั้นแหละ ผมว่ามันรู้ว่าทำไมผมถึงอยากให้ไปไทย แต่แกล้งยอกย้อนผมมากกว่า แต่ถ้าอยากจะให้ผมตอบล่ะก็ไม่มีปัญหา ตอบให้ก็ได้

“ปั้นจะได้รู้ไงว่าพี่อยู่บ้านแบบไหน พี่น้องหน้าตาเป็นยังไง ใช้ชีวิตยังไง ถือซะว่าเรียนรู้กันและกันก็ได้ ตั้งแต่ที่เราตัดสินใจคบกัน ปั้นยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับพี่เลยนี่ พี่อายุเท่าไหร่ เรียนจบที่ไหนอะไรยังไงมา หรือชอบกินอะไร ปั้นยังไม่รู้เลยนี่นา”

ปั้นรักพยักหน้า ผมคงจะพูดถูก เพราะขนาดผมเองยังไม่รู้เลยว่าปูมหลังของปั้นรักเป็นยังไงบ้าง บอกตามตรงว่าตั้งแต่มีแฟนมา ปั้นรักเป็นแฟนคนแรกเลยที่ผมรู้ข้อมูลน้อยที่สุด อาจเป็นเพราะเราตัดสินใจคบกันแบบปุบปับก็เป็นได้ ผมถึงมีข้อมูลมันน้อยขนาดนี้ จะมีแต่บางข้อมูลเท่านั้นแหละที่ผมพอจะเดาได้ อย่างเช่นเรื่องอายุเป็นต้น

“ก็ได้ ไปก็ได้ แต่ถ้าไอไปแล้ว ยูต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีเลยนะ”

นี่ก็ตอบรับแบบไม่คิดอะไรมากเช่นกัน ผมเลยพยักหน้ารับทันที

“จะดูแลประหนึ่งเจ้าหญิงเลยล่ะ” พูดจบก็จูบลงไปบนริมฝีปาก ก่อนจะโดนปั้นรักตีเข้าที่หน้าอีกครั้ง ทำเอาผมรีบผละออกจากมันอย่างรวดเร็ว

พอผละออกมาแล้ว ปั้นรักก็แหวใส่

“เจ้าหญิงบ้าบอคอแตกอะไร จู๋โด่เด่ขนาดนี้ เรียกเจ้าหญิงอีกที จะเอาฟาดปากให้”

ไม่แหวธรรมดา ชี้ไปที่เป้ากางเกงตัวเองที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยด้วย มันเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้ชายตอนตื่นนอนนั่นแหละนะ แต่ไอ้ที่บอกว่าฟาดปากเนี่ย ไม่ต้องพูดก็ได้มั้ง

ทว่านั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับใจความสำคัญของบทสนทนานี้

“สรุปว่าไปบ้านพี่เนอะ”

“ไป เอาที่อยู่มาด้วย เดี๋ยวหลง” ปั้นรักหันไปคว้าโทรศัพท์มายื่นใส่มือผม ให้ผมพิมพ์ข้อความลงไปบนโน้ตในโทรศัพท์เสียอย่างนั้น

ผมอยากจะบอกอยู่หรอกนะว่าไปด้วยกัน จะไปกลัวหลงอะไร แต่พอเห็นปั้นรักมอง รอให้ผมพิมพ์แล้วส่งโทรศัพท์คืนให้มันอย่างใจจดใจจ่อ ผมก็จำต้องทำตามอย่างว่าง่าย พิมพ์ไปก็หัวเราะไป ส่งโทรศัพท์กลับให้แล้วก็กอดอีกฝ่ายแน่นๆ อีกครั้ง

“พี่ไม่ปล่อยให้หลงหรอกน่า กังวลไปได้ ขืนทำแฟนหายไป พี่ได้ขาดใจตายแน่เลย”

อันนี้ผมพูดจริง ปั้นรักหัวเราะออกมาเล็กน้อย กอดผมตอบ

“งั้นก็รักษาดีๆ แล้วกัน”

“ครับ”

ตอบรับแล้วกระชับอ้อมกอดมากขึ้นกว่าเดิม ซึมซับความสุขนี้ไว้อย่างเต็มที่

มันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากๆ มีความสุขจนอยากจะให้โลกหยุดหมุนแล้วปล่อยให้เวลาแห่งความสุขนี้ดำเนินไปตราบนานเท่านาน

ขอแค่มีปั้นรัก... แค่ผู้ชายคนนี้คนเดียวเท่านั้น ชีวิตผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ขอแค่เขามั่นคงกับผม มือที่จับมือเขาเอาไว้ก็จะไม่มีวันปล่อยอีกเลย...ไม่มีวัน

ผ่านไปสองสามวัน เราเที่ยวจนไม่มีอะไรจะให้เที่ยวแล้ว ผมจึงชวนปั้นรักกลับไปเวียงจันทน์ก่อนกำหนดการเดิมที่วางไว้ เพราะตั้งใจว่าจะให้ปั้นรักได้ไปเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็น รวมถึงจองตั๋วเครื่องบินสำหรับบินไปไทยด้วย ปั้นรักก็เห็นตรงกัน วันนี้พวกเราจึงเก็บข้าวของเตรียมตัวขึ้นรถทัวร์กลับเวียงจันทน์กันตั้งแต่เช้า

ระหว่างรอรถรอบเช้ามาถึง ผมแวะไปซื้อพวกน้ำกับขนมจากร้านค้าใกล้ๆ มาติดกระเป๋าเอาไว้ ด้วยกลัวว่าปั้นรักจะหิวระหว่างทาง เพราะกว่ารถจะแวะพักให้เข้าห้องน้ำหรือกินอะไรก็อีกหลายชั่วโมง ของส่วนใหญ่ที่ผมซื้อมาจะเป็นจำพวกขนมปังแซนด์วิซมากกว่าพวกขนมกรอบแกรบ ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบกินขนมพวกนั้นหรอกนะ มันก็อร่อยดีอยู่หรอก แต่มันไม่อิ่มท้อง ผมห่วงเรื่องอิ่มหรือไม่อิ่มมากกว่า เพราะไม่อย่างนั้น ปั้นรักอาจจะต้องทนหิวท้องกิ่วจนกว่าจะรถจะแวะจอดพักตามกำหนดการก็เป็นได้

ซื้อของเสร็จก็กลับมายังบริเวณจุดรอรถ ก่อนจะเห็นว่าปั้นรักก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์อยู่ ผมจะไม่สนใจเลยเพราะคิดว่าปั้นรักคงจะคุยกับแม่หรือไม่ก็เพื่อนอะไรแบบนั้น แต่เพราะเห็นว่าสีหน้าของมันดูตึงเครียด แล้วก็ดูไม่ดีเอาเสียเลย คล้ายกับว่าโมโหอะไรบางอย่าง ผมจึงไม่เรียกในทันที เดินอ้อมไปทางด้านหลัง กะว่าจะรอให้มันคุยเสร็จก่อนแล้วค่อยเรียก พลางเหลือบมองพอให้เห็นแวบๆ ว่ามันพิมพ์คุยกับใครบางคนเป็นภาษาอังกฤษ และเพราะภาษาอังกฤษของผมห่วยแตกเข้าขั้นโง่ ผมจึงแปลไม่ได้ แปลไม่ได้ไม่พอ อ่านไม่ทันด้วย จึงยืนรออย่างนั้นจนกระทั่งมันคุยเสร็จ ผมถึงได้ทัก

“ขมวดคิ้วจนแทบจะผูกกันเป็นโบอยู่แล้ว คุยกับใครเหรอถึงได้ทำหน้าเหมือนแมวอึไม่ออกแบบนี้” แกล้งว่าหยอกด้วยกะจะให้มันอารมณ์ดีขึ้น

ทว่าไม่ได้ช่วยเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่ได้ยินเสียงผม ปั้นรักสะดุ้งโหยง หันมามองผมด้วยสายตาตื่นๆ แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้น มันก็รีบปั้นสีหน้าให้เป็นปกติ

“ไม่มีอะไรหรอก พวกแอดมั่วน่ะ”

“แน่ใจนะ?” ผมถาม

ปั้นรักพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง “ไม่ใช่เรื่องที่จะมาใส่ใจสักหน่อย ก็แค่คนทักผิดน่ะ ไปเร็ว รถมาแล้วนั่น”

บ่ายเบี่ยงอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก ผมก็ตงิดในใจอยู่เล็กน้อยว่ามันแปลกๆ แต่ก็ไม่อยากจะคิดอะไรมาก เพราะตั้งแต่ที่คบกันมา ผมไม่เคยเห็นปั้นรักใช้โปรแกรมแชทคุยกับใครที่ไหนนอกจากแม่ อีกอย่าง มันก็ไม่ใช่คนติดโทรศัพท์อะไรด้วย ผมจึงไม่ได้ใส่ใจเมื่อได้ยินมันร้องเรียกมาอีก

“เอ้า จะกลับไหมเวียงจันทน์น่ะ มาเร็วเข้า ให้ว่องๆ”

ผมเลยก้าวตามขึ้นรถไป ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตปั้นรักไปด้วย มันทำตัวปกติทุกประการ ผมเลยเลิกคิดเล็กคิดน้อยกับท่าทางของมันเมื่อกี้ไป

คงจะเป็นคนทักผิดมาอย่างที่มันบอกจริงๆ นั่นแหละนะ คงไม่มีอะไรอย่างที่ปันรักว่าจริงๆ...

--------------------------

มาแล้ววว หลังจากดองมานาน 

ปิดจองไปแล้วนะคะ หลายวันแล้วด้วย ใครพลาดรอบจองไป รอรอบปกติเน้อ ให้ทาง สนพ.รักคุณ แจ้งอีกที ส่วน Ebook มาหลังหนังสือจัดส่งค่ะ

ส่วนตอนนี้... อีปั้น! หล่อนคุยกับใครรรร!

จะมีดราม่านิดๆ พอให้ปวดปอดนิดหน่อยนะ กุมใจไว้ดีๆ พรุ่งนี้มาต่อให้ค่ะ

ฝากฟีดแบ็กเอาไว้ให้ล่วย

ความคิดเห็น