email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น : จิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์#1

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2563 11:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

 

บทนำ 

ท้องฟ้าสีครามบ่งบอกว่านี่ใกล้เวลาที่ดวงตะวันจะลับขอบฟ้าแล้ว  พลอย  ปัณณิตา  แก้วโกศล  ทอดสายตาจากหน้าต่างเครื่องบินมองไปยังท้องฟ้าด้านข้าง ก้อนเมฆลอยผ่านหน้าเป็นระยะ  อากาศค่อนข้างเย็นมือบางกระชับสาบเสื้อสองข้างเข้าหากันเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ดวงตากลมโตค่อยๆปิดลงขณะที่น้ำใสๆไหลออกทางหางตา นับจากนี้ไปเธอไม่เหลือใครอีกแล้ว เมื่อคุณยาย ญาติคนสุดท้ายได้จากไปอย่างสงบหลังร่วมงานรับปริญญาหลานสาวได้ไม่นาน เธอจะจดจำท่านไว้ในใจไม่เสื่อมคลาย ปัณณิตา ค่อยๆปล่อยกายใจให้สงบและเข้าสู่ห้วงนินทรา  มือบางยังคงกอดนิยายเล่มหนาภาพหน้าปกบ่งบอกว่าป็นนิยายย้อยยุคแนวจีนโบราณ 

เสียงเรียกพร้อมแรงเขย่าปลุกปัณณิตาจากการนอนหลับดวงตาเรียวเบิกกว้างกับภาพเบื้องหน้า  

"......................................................." 

ปัณณิตาขมวดคิ้วแน่น  นี่มันอะไรกันผู้หญิงใบหน้าอ่อนโยน ในชุดจีนโบราณสีฟ้าอ่อนนี่เป็นใครกัน  แล้วนี่เธอกำลังพูดอะไร  ปัณณิตาเจ็บหัวมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อมีคนเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ชายวัยประมาณสี่สิบกว่าๆเข้ามาจับข้อมือเธอแล้วพูดอะไรอีกหลายๆอย่างที่เอ่อ..เธอไม่เข้าใจ  นี่มันอะไรกัน!!  ปัณณิตาอยากจะกระโดดน้ำตาย ยิ่งเห็นข้อมือตนเองยิ่งน้ำตาตก เพราะมันช่างเล็กเหลือเกินคะเนด้วยสายตานี่มันข้อมือเด็ก5ขวบชัดๆ.....สวรรค์นี่มันอะไรกัน...เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน 

ผ่านมาสิบปีสองแล้วสินะ  ปัณณิตานั่งถอนหายใจยาวที่ศาลาริมน้ำ สายตาทอดมองไปยังดอกบัวสีชมพูอ่อนที่ชูช่อแข่งกัน สายลมเบาๆพัดผ่านใบหน้าเรียว ดวงตาเรียวคมหลับพลิ้ม จมูกโด่งเป็นสันสูดอากาศเข้าไปจนเต็มปอด ริมฝีปากบางยกยิ้มน้อยๆ เมื่อเธอนึกย้อนไปเมื่อสิบสองปีก่อน ตอนนั้นเธอร้องไห้จนสลบไปหลายรอบ พยายามทำใจอยู่หลายหน จนในที่สุดก็ต้องยอมรับกับตนเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริง  จากหญิงสาววัย 25 นามปัณณิตา สาวไทยเต็มร้อย  กลับกลายมาเป็น จูเพ่ยหลิน บุตรสาวที่ไม่ได้รับการยกย่องเนื่องจากมารดานางเป็นเพียงสาวใช้ของตระกูล  ใช่แล้ว..ตระกูลจู  ตระกูลของคหบดีใหญ่แห่งเมืองหลวงแม้ไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่ก็อยู่ในอันดับต้นๆทำกิจการค้าขายและธุรกิจอีกหลายชนิด  นี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอโชคดีเพราะแม้มิได้เป็นคุณหนูสูงศักดิ์แต่ก็มิได้ลำยากเช่นขอทาน 

ใบหน้ากลมหวานยกยิ้มอย่างนึกขันในโชคชะตา  จะมีสักกี่คนกันที่ประสบเหตุการณ์ตลกร้ายเช่นเธอ  มือบางปัดเส้นผมที่ถูกลมพัดมาปิดใบหน้าก่อนจะหลับตาลงนึกถึงคนในตระกลูจูที่เธอพบเจอ   บิดาของเธอนายท่านจูลู่จื่อ มีฮูหยินด้วยกัน2คน ฮูหยินใหญ่จูเหิงเย่ว มีบุตรชายคนโตของตระกูลนามจูลู่จิว และบุตรสาวลำดับที่5 นามจูเฟยลี่ ฮูหยินรองจูลี่อิน มีบุตร 3คน   บุตรสาวลำดับที่2 จูเฟยซิ่น บุตรสาวลำดับที่ 3 จูเฟยอิน และบุตรชายลำดับที่6 จูลู่ฉี  สุดท้ายคือเจียวจู มารดาของเฟยหลิน   จูเพ่ยหลินจึงนับเป็นบุตรสาวลำดับที่4  มารดาของนางเป็นเพียงสาวใช้จึงมิได้รับการยกย่องเช่นฮูหยินทั้ง2 มีเพียงเรือนส่วนตัวเล็กๆกับชีวิตที่สบายกว่าสาวใช้ทั่วไปเป็นการตอบแทนเท่านั้น   ตอนที่ลืมตาในร่างนี้ครั้งแรกนั้น  ปัณณิตาต้องทนสภาพกลับกลายเป็นเด็กความจำเสื่อมวัย 5 ขวบ ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเรียนรู้ เข้าใจทั้งภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมต่างๆ แม้นบิดาจะใจดีกับจูเพ่ยหลินให้นางได้เรียนเขียนอ่าน  มารยาทหญิงไทย เอ๊ย!หญิงจีน เฉกเช่นพี่น้องของนาง แต่ด้วยมารดานางเป็นเพียงสาวใช้ย่อมมิมีสิทธิใดๆมากนัก  เหล่าอาจารย์ที่มาสอนก็สอนแบบขอไปที โชคดีที่ชีวิตมิได้น้ำเน่าจนเกินไป พี่สาวน้องสาวทั้ง3 นั้นแม้มิได้เอ็นดูรักใคร่แต่ก็มิได้รังแกนาง  พวกนางทั้ง3เพียงทำเหมือนจูเพ่ยหลินเป็นเพียงสาวใช้ทั่วไปที่ได้มานั่งเรียนกับพวกนางเท่านั่น  ดวงตาเรียวลืมตาขึ้นหลังได้ยินเสียงเด็กสาววัย15 ปี จากด้านหลัง 

"คุณหนูสี่เจ้าคะ  นายท่านให้มาเชิญเจ้าค่ะ" 

เหลียนฮวา สาวใช้วัย15ปี เอ่ยวาจานอบน้อม  นางไม่เคยลืมพระคุณหญิงสาวตรงหน้าเลย  เมื่อ 5 ปีก่อน  เหลียนฮวาเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่มารดาเสียชีวิต จากความยากจนทำให้นางต้องมานั่งขายตัวเพื่อนำเงินเป็นค่าทำศพมารดา เวลานั้นในใจคิดปลงตกแล้วว่าคงถูกใครสักคนซื้อตัวไปเป็นเด็กรับใช้ หรืออาจถูกซื้อเพื่อไปขายต่อยังหอนางโลม  แล้วมือขาวบางก็ส่งถุงเงินให้นาง1ถุง  พร้อมเดินจากไป เหลียนฮวามองถุงเงินในมือแล้วปลาบปลื้มยิ่งนัก หลังเสร็จงานศพมารดานางจึงออกตามหาคุณหนูผู้มีจิตใจงดงามผู้นั้นใช้เวลาอยู่นานจึงรู้ว่านางคือคุณหนูสี่ ตระกูลจู  เหลียนฮวาตัดสินใจเข้ามาสมัครเป็นสาวใช้ตระกูลจูในทันที ด้วยวัยเพียง10ขวบจึงทำงานได้ไม่มากนัก ได้อยู่แต่ในโรงครัว  แต่นางก็คอยหาโอกาสมาดักพบคุณหนูสี่ เพื่อขอบคุณนางสักครั้ง  คิ้วโก่งงามมองเหลียนฮวาด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนยิ้มบางเมื่อเด็กน้อยย่อตัวคำนับเต็มพิธีพร้อมกล่าวขอบคุณเสียยกใหญ่  จากนั้นไม่นานจากเด็กสาวในครัวก็กลายมาเป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนูสี่ 

จูเพ่ยหลิน เดินตามสาวใช้เหลียนฮวามาจนถึงห้องหนังสือที่บิดาใช้นั่งทำงานเป็นประจำ  หากแต่คราวนี้ต่างกันตรงที่บิดามิได้นั่งอ่านบัญชีเช่นทุกครั้ง เขากำลังเดินวนไปมาราวหนูติดจั่น จูลู่จื่อ  มิเคยมีสักครั้งที่เขาจะร้อนรนได้ถึงเพียงนี้ ด้วยนิสัยส่วนตัวนั้นค่อนข้างจะสุขุมและรอบคอบเสมอมา หากแต่คราวนี้เพราะความประมาทและชะล่าใจโดยแท้จึงทำให้เขาตกอับ นอกจากบิดาแล้วในห้องยังมี แม่ใหญ่ แม่รอง พี่สาวน้องสาวทั้ง3 และพี่ชายอีก2 คนรวมอยู่ด้วย จนตอนนี้ห้องหนังสือดูแคบไปถนัดตา ความจริงบิดาน่าจะเรียกทุกคนไปรวมที่ห้องโถงจะดูเหมาะสมกว่า  หากแต่ถ้าคาดเดามิผิดนี่คงเป็นเรื่องใหญ่และเป็นความลับเป็นแน่  จูเพ่ยหลินเข้าไปถึงจึงย่อกายคำนับ 

"หลินเอ๋อร์คับนับท่านพ่อ ท่านแม่ใหญ่ ท่านแม่รอง พี่ใหญ่ พี่รอง...." 

ยังมิทันที่นางจะร่ายรายชื่อทุกคนหมด บิดาก็ยกมือห้ามเสียก่อน จูเพ่นหลินจึงขยับไปยืนชิดริมหน้าต่างข้างจูเฟยอิน  และจูเฟยซิ่น  สายตาแอบทอดมองไปยังบิดาที่ตอนนี้เอาแต่ถอนหายใจยาว 

"มากันครบแล้วใช่หรือไม่" 

เมื่อทุกคนพร้อมใจกันพยักหน้า หัวหน้าครอบครัวอย่างจูลู่จื่อก็ถอนหายใจยาวอีกครั้ง 

"เวลานี้บ้านเรากำลังจะหมดตัว" 

จบคำใบหน้าของทุกคนก็ซีดเผือกราวไข่ต้มก็ไม่ปาน จูเฟยหลินลอบมองทุกคนอย่างเห็นใจ  คุณหนูอย่างพวกนางคุณชายอย่างพวกเขาไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ได้แน่นอน 

"ไม่มีทางแก้ไขเลยหรือขอรับท่านพ่อ" 

เป็นจูลู่จิว  พี่ใหญ่ของบ้านที่เอ่ยปากถามบิดาของนางออกไป  พลันใบหน้าของทุกคนก็เศร้าหมองเมื่อหัวหน้าตระกูลส่ายหน้าไปมา  จูเฟยหลินรอบถอนหายใจยาว  นึกถึงการล้มละลายของบริษัทใหญ่ตลอดจนการการถ่ายเทหุ้นสมัยของเธอ  ใช่แล้ววิธีนี้ต้องช่วยครอบครัวเธอได้แน่นอน  ไม่นานเมื่อแจ้งข่าวร้ายเสร็จจูลู่จิวก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันไป  จูเฟยหลินแอบเห็นแม่ใหญ่และแม่รองของนางร่ำไห้เสียจนต้องให้สาวใช้ประคอง  จูลู่จิวมองบุตรสาวคนที่4ที่ยังคงยืนนิ่งมิจากไปเช่นคนอื่นๆ 

"มีอะไรรึหลินเอ๋อร์" 

น้ำเสียงอบอุ่นจากบิดาทำให้หัวใจของเฟยหลินพองโตอย่างประหลาด  นี่กระมังที่เรียกว่าสายใยพ่อลูก 

"ข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่านพ่อเจ้าค่ะ" 

ใบหน้าที่ผ่านกาลเวลามานานของจูลู่จิวขมวดคิ้ว  ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ 

"เวลานี้ยังมิมีผู้ใดรู้เรื่องกิจการของเราใช่หรือไม่เจ้าคะ" 

จูลู่จิว พยักหน้าตอบรับ  ยกมือขึ้นกอดอกทอดสายตามองบุตรสาวตรงหน้า 

"ปัญหาอยู่ที่เราขาดเงินหมุนเวียนใช่หรือไม่เจ้าคะ" 

คนตรงหน้าพยักหน้าตอบเช่นเคย เฟยหลินนิ่งสักพักอย่างใช้ความคิดทบทวน  หากเป็นเช่นนี้แค่เพียงเราหาหุ้นส่วนที่หน้าเชื่อถือและเงินหนามาร่วมหุ้นหรือกู้ยืมเงินสักก้อนโดยใช้หลักทรัพย์ที่มีค้ำประกันก็น่าจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้  โดยไม่ต้องขายกิจการ 

"เช่นนั้นหากเราหานายทุนมาเป็นหุ้นส่วน  เอ่อ..ข้าหมายถึงหาผู้ร่วมดูแลกิจการโดยให้เขานำเงินมาร่วมลงทุนจะเป็นไปได้หรือไม่เจ้าคะ" 

จูลู่จิวนิ่งคิดไปสักพัก  คำแนะนำของบุตรสาวก็ไม่เลว  แต่ใครกันที่จะมาช่วยเขา  ใครกันที่เขาพอจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ช่างยากเย็นนัก เฟยหลินเห็นสีหน้ากังวลของบิดาแล้วก็เข้าใจทันที  สมัยนี้ยังไม่มีการเซ็นต์สัญญาที่น่าเชื่อถือพอ  อีกทั้งการคำนวนรายรับรายจ่ายก็ไม่ละเอียด ตรวจสอบยาก 

"หากเป็นไปได้ยากเช่นนั้นคงต้องใช้วิธีกู้ยืม  โดยเอากิจการของเราเข้าค้ำประกัน" 

จูลู่จิวขมวดคิ้วแน่น ความคิดบุตรสาวดีไม่น้อยหากแต่ใครกันที่จะเป็นผู้ให้เขากู้ยืมเงิน 

"ในตอนนี้ใครคือคหบดีอันดับหนึ่งเจ้าคะท่านพ่อ" 

"นายท่านจิ้ง" 

"เช่นนั้นเห็นทีเราคงต้องไปเยือนตระกูลจิ้งสักครั้ง” 

ริมฝีปากบางเรียวยกยิ้มอย่างหมายมาด  จูลู่จิวมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างมิเชื่อสายตา  บุตรสาวที่เขาแม้ไม่ละเลยแต่ก็มิเคยใส่ใจ รอยยิ้มของนางทำให้เขาซึ่งเป็นบิดาขนลุกอย่างน่าประหลาดใจ 

"จิ้งเจิ้งหลี่   นายท่านตระกูลจิ้ง  คหบดีอันดับหนึ่งของเมืองซีอาน  ดูแลกิจการทุกรูปแบบ นิสัยซื่อสัตย์  มั่นคง  สุขุมรอบคอบ" 

เหลียนฮวาเอ่ยบอกแก่เฟยหลินขณะที่นางกำลังนั่งจิบชา  หลังจากบิดานางบอกว่านายท่านจิ้งปฏิเสธมิให้บิดานางเข้าพบ  หากแต่เขาจะมาเยือนสกุลจูด้วยตนเองแทน เฟยหลินก็ให้เหลียนฮวาไปสืบข่าวข้อมูลส่วนตัวของนายท่านผู้นี้มา 

"ความชอบส่วนตัวล่ะ" 

"เอ่อ...เป็นหญิงงามเจ้าค่ะ  นายท่านจิ้งนิยมหญิงงามมีฮูหยิน5ท่านเจ้าค่ะ" 

"ฮูหยิน5  อนุคงนับไม่ถ้วน" 

เฟยหลินไม่นึกแปลกใจอะไร เพราะชายยุคนี้นิยมมีภรรยามากเพื่อประดับบารมีตน ยิ่งรวยยิ่งมีมาก  หึ..ความจริงคือมักมากนั่นเอง 

"เช่นนั้นท่านพ่อคงให้พี่รองและพี่สามไปรับรองเป็นแน่...ข้าจะเป็นคนยกน้ำชาไปเอง  อยากเห็นหน้าคนรวยอันดับหนึ่งแห่งเมืองซีอานเสียหน่อย" 

แววตาของเฟยหลินเป็นประกาย  อยู่ในตระกูลจูต้องวางมาดเป็นคนเรียบร้อยสุภาพ  ถ่อมตัว  สมเป็นกุลสตรีเสียจนน่าเบื่อวันนี้มีเรื่องน่าสนุกนางจะพลาดได้อย่างไรกัน  เหลียนฮวาเห็นแววตาเป็นประกายนั้นแล้วให้หวั่นใจยิ่งนัก เฟยหลินยกชาชุดใหม่เข้าไปในห้องโถงในฐานะสาวใช้คนหนึ่ง  หากแต่บรรยากาศภายในที่น่าจะครึกครื้นกว่านี้กลับดูอึมครึมชวนขนลุกชอบกล  ไหนเหลียนฮวาบอกว่านายท่านจิ้งนิยมสตรี พี่สาวทั้ง2ของนางงดงามไม่แพ้ใคร  แต่ชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่กลับไม่แม้แต่จะชายตามองสักนิด เฟยหลินเดินอ้อมมาด้านหลังนายท่านจิ้ง ชายวัย20กว่าที่ยืนด้านหลังนั้นลอบมองเธอด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ  มือขาวบางวางชุดน้ำชาลงที่ข้างนายท่านจิ้ง ชายด้านหลังก็ทำหน้าที่ราวราชองครักษ์ทันที เขาเปิดกาพร้อมจุ่มเข็มเงินในน้ำชาพร้อมดูปฏิกิริยาของมัน  เฟยหลินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนเดินอ้อมมายืนด้านหลังบิดาแอบฟังการสนทนา 

"เจ้าเข้ามาทำไม" 

บิดาเอ่ยกระซิบถามนาง  หากแต่เฟยหลินเพียงยกยิ้มบางเบา  แล้วยืนอย่างสงบ สายตาทอดมองไปยังชายที่เธอมั่นใจว่าคือนายท่านจิ่ง  ร่างสูงโปร่งแม้นั่งอยู่แต่ก็กะความสูงได้ไม่ต่ำกว่า180cm.  ใบหน้าเรียวเข้ารูป รับกับคิ้วเข้ม ดวงตาคม จมูกโด่ง  แต่ที่นางว่าดูดีที่สุดคงเป็นริมฝีปากบางอมชมพูราวสตรีนั่น  ช่างชวนให้ฝันถึงยิ่งนัก 

"กิจการของนายท่านจู  มิใช่กำลังย่ำแย่หรือไร" 

"เอ่อ..." 

เฟยหลินเห็นบิดาอึกอัก  คิ้วขมวด เหงื่อแตก  ใบหน้าซีดราวไก่ต้มค้างคืน  ก็เป็นกังวลขึ้นมา  ชายตรงหน้ากำลังประเมินสถานการณ์ นางมั่นใจว่าเรื่องภายในของกิจการมิมีผู้ใดรับรู้  หากแต่ชายตรงหน้ากำลังลองเชิงบิดานางดูเสียมากกว่า  และท่าทางเช่นนี้ของบิดาก็กำลังต้อนตัวเองให้จนมุมขึ้นมา 

"นี่เรื่องตลกหรือเจ้าคะท่านพ่อ...ช่างน่าขำนัก" 

เฟยหลินยอมเสียมารยาทเอ่ยขัดขึ้นมา  แม้จะรู้ว่าตามมารยาทแล้วสตรีมิควรออกความเห็นยามที่บุรุษสนทนาเรื่องกิจการ  หากแต่ถ้านางนิ่งเฉยเกรงว่างานนี้ท่านพ่อจะต้องเป็นรองแน่ ถ้าเช่นนั้นนางจะยอมเป็นสตรีไร้มารยาทสักครั้งแล้วกัน 

"ขออภัยเจ่าค่ะที่ข้าเสียมารยาท...พอดีข้าอดสงสัยมิได้  ด้วยวันก่อนได้ยินแม่ใหญ่คุยกับแม่รองว่าท่านพ่อกำลังจะขยายกิจการแต่ขาดทรัพย์เพียงเล็กน้อย  มาตอนนี้ได้ยินว่ากิจการของท่านย่ำแย่จึงอดสงสัยมิได้  มิทราบคุณชายไปได้ข่าวที่ใดมากันเจ้าคะ  ช่างเป็นแหล่งข่าวที่แย่เสียจริง" 

ชายที่ยืนด้านหลังจิ้งเจิ้งหลี่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเด็กสาวตรงหน้าพาดพิง  จิ้งเจิ้งหลี่ยกยิ้มมุมปากสายตาหันไปจ้องเด็กสาวที่ยืนเยื้องไปด้านหลังนายท่านจู  ใบหน้าเรียว คิ้วโก่ง  ดวงตาเรียวคม จมูกจิ้มลิ้ม รับกับริมฝีปากบาง เขาจดจ้องนางมิวางตาหวังให้นางได้อายเป็นการลงโทษที่นางมาขัดจังหวะเขา แต่ตรงกันข้ามนางมิได้เอียงอายเช่นที่เขาต้องการดวงตาเรียวนั้นกับจดจ้องตอบกลับเขาอย่างมิหวั่นเกรง  ช่างน่าสนใจยิ่งนัก 

"เช่นนั้นนายท่านจูจะเอาสิ่งใดมาค้ำประกันกัน" 

เมื่อถูกพาดพิงแบบมิท่านตั้งตัวจูลู่จิ่วก็ถึงกับสะดุ้งด้วยมิทันเตรียมการและไม่คุ้นกับการต่อรองเช่นนี้ หอบุปผา  เสียงกระซิบจากด้านหลังช่วยเขาได้ทันการพอดี 

"หอบุปผา ของเรารุ่งเรืองที่สุดคงทำให้นายท่านจิ้งพอใจมิน้อย" 

จิ้งเจิ้งหลี่ยกยิ้มมุมปากเขาเห็นหญิงสาวด้านหลังกระซิบบอกบิดาตนชัดเจนอยากรู้นักนางจะช่วยบิดาได้สักเพียงใดกัน 

"แต่ข้ากับชื่นชอบร้านผ้าของท่านมากกว่า" 

เฟยหลินขมวดคิ้วแน่น ตลอดเจ็ดวันก่อนที่นายท่านผู้นี้จะมานางได้ขอบิดาอ่านบัญชีร้านใหญ่ๆทั้ง9ร้านหลักและรู้ว่าร้านผ้านั้นทำกำไรได้สูงสุด  น่าแปลกที่ชายตรงหน้าก็รู้เช่นกัน  หากแต่นางเตรียมแผนการสำหรับทางออกนี้มาเป็นอย่างดีแล้วเช่นกัน 

"เหตุใดจะมิได้กันจริงหรือไม่เจ้าคะท่านพ่อ...กิจการเรามีมากมายเดิมทีเห็นว่าหอบุปผามีสิ่งสวยงามมากมายคุณชายจิ้งคงพึงใจ..แต่หากคุณชายนิยมการเย็บปักเช่นนั้นกิจการร้านผ้าก็ย่อมเหมาะสมจริงไหมเจ้าคะท่านพ่อ” 

ดวงตาคมตรงหน้าส่งสายตาพิฆาตมาที่ร่างบางด้านหลังราวกับจะใช้สายตานั้นฆ่านางเสียรอมล่อ  ชอบเย็บปักอย่างนั้นหรือนี่นางกำลังกล่าวหาเขาเป็นบุรุษที่นิยมตัดชายเสื้อใช่หรือไม่  น่าตายนัก  จูเพ่ยหลินทอดสายตากลับมาที่ชายตรงหน้าอย่างท้าทายลองประชันกันสักตั้งเป็นไรไปคุณชายจิ้ง 

"เอ้อ...ได้สิ" 

จูลู่จิ่วเหงื่อตกเมื่อรับรู้ถึงการฟาดฟันของบุคคลทั้ง2  บุตรสาวเขาช่างน่ากลัวเสียจริง  เสร็จการเจรจาครั้งนี้เขาคงได้ลูกมือที่ดีเป็นแน่  เช่นเดียวกับคนอื่นๆในห้อง  ฮูหยินทั้งสองและบรรดาบุตรต่างอยากย้ายตัวออกไปจากตรงนี้ด้วยรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากชายหญิงตรงหน้า.   อ่า...ช่างน่าอึดอัดนัก 

"เช่นนั้นก็ตกลง" 

จิ้งเจิ้งหลี่แม้จะระแวงว่าการต่อรองนี้ง่ายเกินไป  หากแต่ตามสายข่าวของเขากิจการที่รุ่งเรืองที่สุดของตระกูลจูก็คือร้านผ้านั่นเอง  เช่นนั้นเขาย่อมไม่ขาดทุนเป็นแน่   นางคงคิดใช้วาจาทำให้เขาเปลี่ยนใจจากกิจการผ้าของนางล่ะสิหากเขาไม่เดินตามแผนการของนางอยากรู้นักว่านางจะทำเช่นไร 

"ระหว่างนี้ข้าจะเข้าไปจัดการดูแลร้านผ้าของท่านแลกกับจำนวนเงินที่ท่านต้องการ  หากท่านขยายกิจการจนได้เงินมาคืนข้าเมื่อไหร่  ข้าก็จะคืนร้านให้ท่านเช่นกัน" 

"คุณชายจิ้งช่างมีน้ำใจสมคำล่ำลือเสียจริง" 

ดวงตาคมสบตากับดวงตาเรียวประกายวาววับในตาของนางทำให้เขาหวั่นใจว่ากำลังพลาดสิ่งใดสักอย่างเป็นแน่ 

"หลินเอ๋อร์เรียกนายท่านสิลูก" 

บิดาที่เอ่ยเตือนหลังจากสังเกตุเห็นบุตรสาวเรียกจิงเจิ้งหลี่คุณชายหลายครั้ง 

"อ่อ..ต้องขออภัยนายท่านจิ้ง" 

7วันหลังจากเจรจาครั้งนั้น  เฟยหลินได้รับการใส่ใจจากคนรอบข้างมากขึ้นเสื้อผ้าอาภรณ์ตลอดจนของกินของใช้ล้วนสมฐานะคุณหนูสี่ ให้อดนึกสะท้อนถึงมารดานางมิได้  หากนางมิด่วนจากไปเมื่อ2ปีก่อนเวลานี้นางคงมีความสุขมิน้อย 

"คุณหนูสี่เจ้าคะ นายท่านเรียกหาเจ้าค่ะ" 

เป็นเหลียนฮวาเช่นเคยที่มาเอ่ยบอกนางร่างบางวางงานปักในมือก่อนลุกไปที่ห้องโถงรับรองตามคำเรียกหาของบิดา  ภาพชายตรงหน้ามิทำให้นางตกใจสักนิดออกจะแปลกใจที่เขามาช้ากว่าที่คิด 

"คาราวะนายท่านจิ้ง" 

จิ้งเจิ้งหลี่ หันมามองหญิงสาวจอมเจ้าเล่ห์ตรงหน้า  ร่างบอบบางราวจะแตกหักหากโดนประทะรุนแรง หากแต่ความเจ้าเล่ห์นั้นของนางทำให้เขาต้องมองหญิงตรงหน้าใหม่ คราวก่อนตอนเจรจาเรื่องการยืมเงินนั้นเขาพลาดท่าให้นางเพราะความประมาทโดยแท้ 

"คุณหนูสี่" 

ดวงตาเรียวมองเขาเป็นประกาย เด็กสาวคนนี้ราวมิใช่คนอายุเพียง17ปี  หากแต่คราวนี้เขาจะทำให้หล่อนต้องจดจำ จิ้งเจิ้งหลี่ เอาไว้มิลืมเลือน 

"นายท่านจู  ข้าจะขอยกเลิกสัญญา" 

จูลู่จิ่วเหงื่อตกเมื่อคนตรงหน้าขอยกเลิกสัญญาขึ้นมา  ด้วยเงินทองที่ได้มาครานั้นเขาเอาไปลงทุนกับกิจการจนหมดแล้วจะเอาที่ไหนมาคืนคนตรงหน้ากัน 

"หากนายท่านจิ้งจะยกเลิกบิดาข้าย่อมยินดียิ่งนัก  หากแต่ท่านคงไม่ลืมข้อตกลงระหว่างเราว่า ท่านพ่อจะคืนเงินให้ท่านอย่างช้า1ปี  มิมีข้อใดบอกว่าจะต้องคืนให้ท่านทันทีที่ท่านมาขอยกเลิกสัญญา" 

เจ้าเล่ห์....เจ้าเล่ห์โดยแท้  หญิงตรงหน้าต้องเป็นปีศาจจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์เป็นแน่  เห็นทีคราวนี้เขาคงต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้ว 

"เช่นนั้นข้าจะขอทวงคำสัญญาจากท่านเช่นกัน  นายท่านจู" 

เฟยหลินขมวดคิ้วแน่น  บิดานางไปตกลงอะไรกับชายตรงหน้าไว้กัน  มีสิ่งใดที่นางมิรู้หรือ  ริมฝีปากบางราวสตรียกยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าฉงนของคนตรงหน้า  นางคงไม่รู้ล่ะสิว่าบิดานางตกลงอะไรไว้  เช่นนั้นเขาจะเฉลยเอง 

"ข้าจะแต่งบุตรีท่านเป็นฺฮูหยินหก" 

คำบอกกล่าวของจิ้งเจิ้งหลี่ ทำเอาใบหน้าเรียวซีดลง  นี่เขาคงไม่คิดแก้เผ็ดนางด้วยการ…… 

"อีก7วันขบวนสู่ขอจากตระกูลจิ้ง  จะมารับคุณหนูสี่  แม่นางเฟยหลินโปรดเตรียมตัวด้วย" 

ต่ำช้าที่สุด เขาช่างไร้ยางอายนักสู้นางมิได้ก็คิดข่มเหงกันเช่นนั้นรึ  มือบางกำแน่นจนข้อขึ้นซีดขาว ก่อนที่ใบหน้าเรียวจะกลับคืนสภาพเดิม ริมฝีปากสีชาดคลี่ยิ้มอ่อนๆโยนก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย  นางจิ้งจอกน้อยจะมาไม้ไหนกัน 

"ข้ายินดียิ่งนักที่จะได้เป็นฮูหยินของท่าน  หากแต่วาสนาข้าช่างน้อยยิ่ง เวลานี้พี่สาวทั้งสองยังมิออกเรือน  ข้าผู้น้องจะชิงตัดหน้าคงมิงาม" 

จิ้งเจิ้งหลี่ยิ้มน้อย  จิ้งจอกมิทิ้งชาติจริงๆเจ้าเล่ห์หลบหลีกเป็นพลันละวัน 

"นายท่านจูดูถูกตระกลูจิ้งถึงเพียงนี้  หากคนทั่วไปรับรู้คงมิดีต่อกิจการท่านเป็นแน่" 

เฟยหลินลอบมองบิดาที่ตอนนี้เหงื่อตกจนหลังชุ่มไปหมด  บุตรีผู้เรียบร้อยอ่อนหวานของเขาเหตุใดจึงมีรังสีน่ากลัวเช่นนี้  ใบหน้านายท่านตระกูลจูดูแก่ลงไปเป็นสิบปีเลยทีเดียวเมื่อต้องสบตากับบุตรสาวคนนี้ 

"หลินเอ๋อร์ช่วยพ่อสักครั้งนะลูก" 

นั่นไง  สุดท้ายนางก็แพ้จนได้  ท่านพ่อนะท่านพ่อ...  จิ้งเจิ้งหลี่ยกยิ้มกว้างเมื่อตนเองเป็นผู้คว้าชัย  นางจิ้งจอกน้อยจะทำเช่นไรกันเมื่อตกเป็นฮูหยินของเขานึกแล้วให้สนุกยิ่งนัก  เฟยหลินหน้าตึงขึ้นมาแม้จะยังคงใบหน้าเรียบเฉยแต่ก็มิอาจบังคับใจให้สงบได้แล้วเราจะได้เห็นดีกันจิ้งเจิ้งหลี่จวนอันสงบของเจ้าข้าจะป่วนให้ดู  

………………………………………………………………………………… 

ความคิดเห็น