หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 13: I love you too[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 13: I love you too[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2560 18:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 13: I love you too[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่****13: I love you too

ว่ากันตามตรง ผมก็ยังงงอยู่นะที่จู่ๆ ก็มาเป็นแฟนกับปั้นรักแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ถามว่าผมชอบไหม...ชอบสิ แล้วจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือหรือไง ถึงตอนแรกจะมองว่ามันเป็นคนไม่น่าคบหาหรือไม่น่าเข้าใกล้อะไร ตอนนี้ผมกลับไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ปั้นรักทำอะไรก็น่ารักหมดแหละตอนนี้ เรียกได้ว่าผมเห่อแฟนเต็มขั้น

เห่อแค่ไหนคิดดู ถึงขนาดเอารูปข้อเท้าของผมกับมันอัปขึ้นเฟซบุ๊ก พร้อมกับใส่แคปชันว่า ‘นกเพนกวินต้องมีคู่’ ตอนแรกก็แค่จะอัปเพื่อสนองนี้ดตัวเอง แต่พออัปขึ้นไปได้ไม่ถึงสิบนาทีดี ไอ้แสบกับไอ้แก่นก็รีบโทรมาหาผมทันที ปกติเวลามีอะไรก็จะทักแชทมาใช่ไหม โทรมาหาแค่เฉพาะเรื่องด่วนเท่านั้น ท่าทางงานนี้จะเป็นเรื่องด่วนของพวกมัน เพราะทันทีที่ผมรับสายปุ๊บ เสียงของไอ้แสบก็ดังทะลุออกมา

‘ไหนมึงว่าไปพักใจไงไอ้ดื้อ แล้วไอ้รูปนั่นมันอะไรวะ’

ตามมาด้วยเสียงของไอ้จอมแก่นที่เออออห่อหมกกับพี่ชาย ผมได้แต่หัวเราะกับท่าทางตื่นตูมของพวกมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

“ก็ไม่มีอะไร กูแค่มีแฟน”

‘แฟน!? นี่มึงอกหักมายังไม่ทันถึงเดือนดีเลย มีแฟนแล้ว?’

แน่นอนว่าเป็นคำพูดของไอ้แสบ ผมรู้อยู่หรอกว่ามันคงจะเป็นห่วงเพราะมันรู้ว่าเวลาผมอกหักแต่ละครั้ง ผมจะเป็นจะตายมากแค่ไหน

“เออน่า ความรักมันไม่ต้องการเวลาหรือเปล่าวะ” ผมว่า

ได้ยินเสียงไอ้แสบค่อนแคะมาอย่างหมั่นไส้ทันใด

‘ทำเป็นพูดดีนะมึง ก่อนหน้านี้ทำเป็นติสต์แตก แล้วแฟนมึงนี่เป็นใครวะ เห็นแต่รูปเท้า ไหนหน้าตา เอามาดูซิ’

มันไม่ถามเลยสักคำว่าแฟนเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ก็อย่างว่านะ มันรู้อยู่แล้วว่าผมมีรสนิยมแบบไหน สิ่งที่มันอยากรู้คงจะเป็นเรื่องข้อมูลของปั้นรักมากกว่า

“เป็นคนไทยลูกครึ่งลาว เพิ่งกลับมาจากอเมริกา ลูกเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่กูไปพักนั่นแหละ”

‘มึงนี่มัน...’

เหมือนจะด่าอะไรผมสักอย่าง แต่ยังไม่ทันจะได้พูด จอมแก่นก็แย่งโทรศัพท์ไปคุย ผมได้ยินเสียงไอ้แสบบ่นน้องชายคนเล็กตามหลังเล็กน้อยก่อนที่จะได้ยินเสียงของจอมแก่น

‘รู้จักเขาดีแล้วเหรอพี่ดื้อถึงไปคบเป็นแฟนน่ะ’

เอาล่ะ แม่คนที่สองมาแล้ว แต่ก็ยอมรับนะว่าคำถามนี้ทำเอาผมฉุกใจคิดขึ้นมาได้

จะว่าไป ผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปั้นรักสักอย่างเลยนี่นา อายุเท่าไหร่ ชื่อจริงชื่ออะไร เรียนจบอะไรมา ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไง ไม่รู้เลยสักนิด อย่าว่าแต่ผมไม่รู้ ปั้นรักก็ไม่รู้เรื่องของผมเช่นกัน เรียกได้ว่าเราคบกันทั้งที่ยังไม่รู้จักกันดีเลยด้วยซ้ำ

“เรื่องของกูน่า พวกมึงไม่ต้องห่วงหรอก กูดูแลตัวเองได้”

ผมตัดบทแค่นั้น ทว่าไอ้จอมแก่นก็ยังถามไม่เลิก

‘ไม่ห่วงได้ไง ถ้าพี่ดื้อต้องเสียใจอีก คราวนี้ไม่ต้องหนีไปยุโรปเลยเหรอ ตกลงยังไม่รู้จักเขาดีใช่ไหม’

ผมล่ะเกลียดความรู้ทันของมันเหลือเกิน ก่อนจะตัดบทเอาดื้อๆ

“เอาเป็นว่าแฟนกูชื่อปั้นรัก ไว้จะส่งรูปไปให้ดู กูต้องวางแล้ว จะออกไปเที่ยว”

เกือบจะวางสายอยู่แล้ว ถ้าหากว่าจอมแก่นมันไม่ร้องโวยวายมา

‘เดี๋ยวก่อนพี่ดื้อ’

“อะไร”

‘ตัดใจจากพี่เหนือได้แล้วแน่ๆ ใช่ไหม’

คำถามนี้ก็ทำให้ผมชะงักงันไปเหมือนกัน

ตัดใจได้แล้วไหมน่ะเหรอ? ไม่รู้สิ ผมก็ให้คำตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ผมยังคิดถึงเขาอยู่ ยังเป็นห่วงและรู้สึกดีๆ ด้วย แต่ว่า...มันไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว

“มึงรู้แค่ว่ากูโอเค แฮปปี้กับสถานะตอนนี้ก็พอแล้ว เลิกถาม กูจะวางสาย”

ตัดบทอีกครั้ง จอมแก่นก็เลยไม่ตอแย พอวางสายไปได้ ผมก็จัดการส่งรูปของผมกับปั้นรักและวิดีโอที่ถ่ายมันตอนก่อนที่มันจะทำกางเกงเป้าขาดไปให้พี่น้องผมดู แน่นอนว่าพวกมันสนุกสนานกันยกใหญ่ พร้อมกับชมปั้นรักมาด้วยว่า...หล่อ

ผมยอมรับ ปั้นรักหน้าตาดีจริงๆ ถ้ามันไม่กวนประสาท แต่ก็นะ ตอนนี้มันจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ ผมรักมันไปแล้ว อะไรก็น่ารักไปหมดแล้วล่ะ

หลังจากจัดการส่งรูปให้ไอ้แสบกับไอ้แก่นดูเป็นที่เรียบร้อย ผมก็นึกถึงหน้าใครบางคนขึ้นมา

แสงเหนือ... ผมจะตัดใจจากเขาได้หรือยังนะ?

อย่างที่บอกว่าผมเองก็ไม่รู้ แต่ในเมื่อตอนนี้ผมมีแฟนแล้ว หัวใจของผมก็มอบให้กับปั้นรักไปแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องเฝ้าคะนึงหาอะไรถึงเขาอีกแม้ว่าในใจอยากจะบอกกับเขาเหมือนกันว่าผมเคยรู้สึกกับเขายังไง เพราะก่อนหน้านี้นั้นไม่มีโอกาสได้บอกว่าชอบหรืออะไรแบบจริงจังสักที

เท่านั้นผมก็กดเข้าไปในรายชื่อในโทรศัพท์ เลื่อนไปที่ชื่อแสงเหนือ ตั้งใจจะลบมันออกจากเครื่อง ทว่าปั้นรักที่เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวไปเที่ยวเมื่อครู่ก็โผล่ออกมาก่อน ซ้ำยังเดินตรงมาหาผม ชะโงกหน้าถามเสียใกล้โดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

“เมื่อกี้คุยกับใคร”

ผมสะดุ้ง หันไปมองก็เห็นว่าหน้าของปั้นรักอยู่ห่างแค่คืบ

“กับไอ้แสบไอ้แก่นน่ะ” ผมบอก ไม่ต้องอธิบายแล้วว่าสองคนนั้นเป็นใครเพราะปั้นรักรู้แล้ว

แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูดเลยสักนิด นอกจากมองมาที่หน้าจอโทรศัพท์แล้วพูดออกมา

“แล้วในมือนั่นเบอร์ใคร”

“อ๋อ ไม่มีอะไร”

ผมบ่ายเบี่ยงด้วยการจะเก็บโทรศัพท์ลงไป ทว่าปั้นรักไวกว่า แย่งโทรศัพท์ไปถือเสียก่อน

“แสงเหนือ...” แล้วก็อ่านชื่อออกมา “แฟนเก่ายูนี่”

ผมยิ้มแห้งๆ ไม่อยากจะปิดบังหรอกนะ แต่ไม่อยากให้เป็นปัญหาหึงหวงอะไรประมาณนั้นก็เลยไม่กล้าบอกมันไปตามตรง

“ไม่ใช่แฟนเก่าสักหน่อย แค่คนที่เคยชอบ” ผมแก้ต่าง

ปั้นรักนิ่ง ฟังหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก่อนที่จะถามผม

“คิดถึงหรือไงถึงได้จะโทรหา”

ไม่รู้ว่าถามอย่างนั้นเพราะไม่พอใจหรือเปล่า แต่ที่รู้ๆ คือผมรีบแก้ตัวไปแล้ว

“เปล่า พี่แค่จะลบเบอร์เหนือออกจากเครื่อง”

อันนี้ไม่ได้โกหก บอกเรื่องจริง ในใจก็ลุ้นว่าปั้นรักจะหงุดหงิดไหม ทว่าผิดคาด นอกจากจะไม่หงุดหงิดแล้ว ยังส่งโทรศัพท์คืนให้ผมพร้อมกับบอกว่า...

“จะลบทำไม ถ้ายูอยากโทรหาก็โทรสิ”

“หืม?” ผมเลิกคิ้วสูง ขณะที่ปั้นรักเองก็ร้องเสียงสูงเช่นกัน

“เอ้า มาหงมาหืมอะไร ถ้ายูมีอะไรติดค้างอยู่ในใจก็โทรไปเคลียร์สิ จะปล่อยให้มันคาราคาซังทำไมเล่า”

พูดราวกับอ่านใจผมออกอย่างนั้นน่ะ แต่ผมไม่คิดจะทำหรอก ตอนนี้ข้องใจเรื่องความคิดของปั้นรักมากกว่า

“ปั้นอยากให้พี่โทรไปบอกเหนือเหรอว่าเคยชอบเขามากแค่ไหน”

“ถ้ายูอยากบอกก็บอกไปสิ”

“แล้วไม่หึง?”

“จะหึงทำไมในเมื่อหัวใจของยูอยู่กับไอแล้ว”

โอ้โห มั่นใจมาก ผมถึงกับหลุดหัวเราะออกมากับคำพูดน้ำเน่าที่มันบอก ทำเอาปั้นรักหน้าม้านทันตาเห็น ตรงมาต่อยไหล่ผมดังตุ้บ

“หัวเราะอะไรวะ ก็แค่พูดเรื่องจริง”

“ก็ใครจะไปคิดว่าปั้นจะพูดแบบนี้” ผมยังคงหัวเราะไม่เลิก

ปั้นรักจะมาหัวเสียเอาตอนนี้นี่แหละ ก่อนที่มันจะเดินไปหาเสื้อผ้าใส่หลังจากนุ่งผ้าเช็ดตัวมาพักหนึ่ง ปากก็บ่นไปด้วย

“อุตส่าห์จะพูดดีๆ ด้วย แม่งก็มาขัดอารมณ์ซะงั้น วันหลังไม่พูดแล้ว”

ได้ยินอย่างนั้น ผมก็รีบกุลีกุจอเข้าไปหาทันที

“พี่ขอโทษนะ พูดอีกนะครับ”

อ้อนแม่งเลย กอดเอว เอาหน้าซุกซอกคอ หอมแก้มหอมคอไปเรื่อย ซึ่งก็ดูท่าทางจะได้ผลเพราะปั้นรักบ่นพึมพำมาอีกนิดหน่อยแล้วก็เงียบไป ปล่อยให้ผมเป็นฝ่ายถามแทน

“แล้วปั้นไม่หึงพี่จริงๆ เหรอถ้าพี่โทรหาเหนือแล้วบอกว่าเคยรู้สึกยังไงน่ะ”

ปั้นรักหันมามองหน้าผมเล็กน้อย “จะหึงทำไม ก็ยูอยู่กับไอไม่ใช่เหรอตอนนี้ อยากบอกก็บอกไปสิ มันเป็นเรื่องระหว่างยูกับแฟนเก่า ไม่ใช่เรื่องของไอสักหน่อย การเป็นแฟนกันมันไม่ได้หมายความว่าไอจะต้องตามหึงหวงเวลายูไปคุยกับคนที่เคยรักเคยชอบนี่ เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นก่อนที่ไอจะรู้จักยูอีก อดีตก็คืออดีต”

ผมถึงกับนิ่งงันในความคิดของปั้นรัก โห ความคิดมันนี่...เด็ดเดี่ยวอะ ถ้าเป็นผมนะ ผมคงตามหึงทุกคนยันอดีตชาติ

“แฟนพี่ใจกว้างจัง” ผมแกล้งหยอก

ปั้นรักมุ่ยหน้า สะบัดตัวออกจากอ้อมแขนผมอย่างรำคาญ

“ไม่ได้ใจกว้าง เรียกว่ามีเหตุผลเว้ย ถ้าไม่ได้ข้ามเส้นกลับไปคบกันหรืออะไรแบบนั้นก็ถือว่าโอเค”

“แต่ปั้นไม่ต้องห่วง พี่ไม่ไปยุ่งกับแฟนเก่าหรอก แล้วก็นะ จะต้องให้พี่ย้ำอีกกี่ครั้งว่าเหนือไม่ใช่แฟนเก่าพี่ เป็นแค่คนที่พี่เคยจีบ”

“เป็นอะไรก็ช่างเถอะ แต่ยูไม่ต้องลบเบอร์ออกหรอก เอาไว้อย่างนั้นแหละ เผื่อวันไหนคิดถึงจะได้โทรหา”

พูดจบ มันก็เดินไปแต่งตัว ปล่อยให้ผมมองตามพลางอมยิ้ม

ถึงมันจะดูเป็นคนมีปัญหา แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีมุมที่เป็นคนมีเหตุผลขนาดนี้ ทว่าถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่เก็บเบอร์แสงเหนือเอาไว้ พอปั้นรักไม่ได้สนใจอะไรผม ผมก็จัดการลบเบอร์และช่องทางการติดต่อทุกอย่างของแสงเหนือออกจากโทรศัพท์

พอแล้วล่ะ...ผมพอแล้ว ต่อจากนี้ผมจะมีสายตาไว้มองแค่ปั้นรักคนเดียวเท่านั้น

หลังจากแต่งตัวแล้วพากันไปกินข้าวเรียบร้อย พวกเราก็ไปเที่ยวตามแพลนที่วางเอาไว้ เริ่มจากการไปเดินเที่ยวตลาดเช้า ชมบรรยากาศเมืองมรดกโลก ก่อนจะแวะไปจิบกาแฟลาวต้นตำรับที่ร้านแถวริมแม่น้ำโขง เสร็จสิ้นแล้วถึงได้ออกไปเที่ยวนอกเมือง ส่วนใหญ่สถานที่เที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันก็เป็นพวกวัดโพนเพา บ้านผานม บ้านช่างไห ปิดท้ายด้วยการไปแวะเดินเที่ยวที่ถ้ำติ่งและน้ำตกตาดกวางชี

คราวนี้ไม่ได้เล่นน้ำเพราะผมอยากจะเดินเที่ยวแบบสบายๆ มากกว่า พอกลับมาถึงที่พักในตอนเย็น พวกเราก็ออกไปเดินเล่นช็อปปิงเรื่อยเปื่อย บอกตามตรงว่าผมแทบไม่ได้สนใจเลยว่าการไปเที่ยววันนี้มันเป็นยังไงบ้าง เพราะความสนใจทั้งหมดของผมจดจ่ออยู่ที่ปั้นรักเท่านั้น

ปั้นรักพูดเจื้อยแจ้ว อธิบายเกี่ยวกับข้อมูลสถานที่ที่ตัวเองพอจะรู้ไปเรื่อย นั่นก็ไม่ได้เข้าหูผมเหมือนกันด้วยผมเอาแต่มองหน้ามันแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กระทั่งเดินมาถึงร้านขายเสื้อร้านหนึ่ง ผมถึงได้เบนความสนใจไปยังสิ่งอื่นนอกเหนือจากผู้ชายข้างๆ อีกครั้ง

“ยูจะซื้อของฝากกลับไปให้พี่น้องของยูไหม ถ้าซื้อก็ไปดู”

ผมมองไปยังร้านที่ปั้นรักชี้ให้ดูถึงได้รู้ว่ามันเป็นร้านขายเสื้อยืดสกรีน แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผมจะต้องซื้อของพวกนี้ไปให้พี่กับน้องด้วย แต่ไม่ได้บอกปั้นรักนะว่าจะซื้ออะไร นี่เหมือนมันเป็นคนเลือกให้ผมเลย

“เสื้อยืดก็ดีนะ คอมมอนดี”

ผมว่า ก่อนจะเดินไปเลือกดูเสื้อยืดที่สกรีนภาษาลาวว่าหลวงพระบางบ้าง ประเทศลาวบ้าง เลือกซื้อให้พี่กับน้องเสร็จ ก็เลือกเสื้อกล้ามที่สกรีนว่า I รูปหัวใจ Laos มาตัวหนึ่ง อันนี้ผมจะซื้อมาใส่เอง ทว่าก่อนจะจ่ายเงิน หูก็ได้ยินเสียงของปั้นรักเสียก่อน

“มีสกรีนเสื้อด้วยนะ ยูไม่เอาเหรอ”

ผมเหลือบมองไปยังป้ายก็เห็นว่ามีภาษาลาวเขียนเอาไว้ พอจะเดาได้รางๆ ว่ารับสกรีนเสื้อที่ระลึกด้วย แต่ผมได้ของที่ต้องการหมดแล้วไง ก็เลยได้แต่บอกปั้นรักไป

“ถ้าปั้นอยากได้ พี่จะจ่ายให้ ไปสั่งสิ”

“ใครบอกว่าไออยากได้” ปั้นรักขมวดคิ้วทันที

ผมรู้ว่ามันคงไม่ได้อยากได้อะไรหรอก แต่ผมอยากซื้อให้น่ะ

“สั่งเถอะ พี่อยากซื้อให้ หรือจะเอาลายเดียวกับพี่ จะได้ใส่คู่กัน”

กลายเป็นว่าผมจะให้มันซื้อเสื้อมาใส่คู่ผมเสียแล้ว ปั้นรักทำหน้าเหยเกทันที

“ไอไม่ใส่ลายเดียวกับยูหรอก มันไม่ swag”

แปลว่าอะไรวะ?

แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ปั้นรักเดินเข้าไปหลังร้านกับพ่อค้าเรียบร้อยแล้ว ไม่นานนักก็กลับออกมา

“เขาบอกให้ไปเดินเล่นก่อน อีกสักครึ่งชั่วโมงค่อยกลับมาเอาของ”

“ปั้นสั่งให้เขาสกรีนอะไรไป”

ผมไม่ได้สนใจเลยว่าจะได้ของเมื่อไหร่ อยากจะรู้ว่าปั้นรักมันสั่งอะไรไปมากกว่า ทว่าผมไม่ได้รับคำตอบเมื่อปั้นรักตวัดดวงตามองหน้าผมแล้วว่าเสียงระรื่น

“เซอร์ไพรส์”

พูดจบก็เดินนำไปทันที ปล่อยให้ผมมองตามอย่างขัดใจที่ไม่ได้รับคำตอบ

ผมไม่เคยคิดว่าเวลาครึ่งชั่วโมงมันยาวนานเลยกระทั่งถึงตอนนี้...ตอนที่ผมอยากรู้ใจจะขาดว่าปั้นรักมันสั่งสกรีนเสื้อว่าอะไรนี่แหละ!

พอมันบอกว่าเซอร์ไพรส์ ผมก็คิดไปเองว่ามันจะต้องสกรีนว่า ‘ปั้นรักดื้อ’ หรืออะไรสักอย่างทำนองนี้แน่ๆ แต่ดูจากท่าทางแล้วไม่น่าจะใช่อย่างนั้น อีกอย่าง ปั้นรักมันดูไม่น่าจะเป็นคนที่จะทำอะไรอย่างนั้นด้วย ผมเลยได้แต่สงบสติอารมณ์แล้วยืนรอมันอยู่หน้าร้าน ขณะที่มันหายเข้าไปหลังร้านกับพ่อค้าอีกครั้ง และเดินกลับออกมาในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง

“ไหน เอามาดูหน่อยว่าไปสกรีนคำว่าอะไรมา”

ผมร้องถามทันทีที่เห็นหน้า ยื่นมือไปกระดิกตรงหน้ามันยิกๆ ด้วย อยากจะรู้เต็มแก่แล้วว่ามันมีลับลมคมในอะไรนักหนาถึงไม่ยอมให้ผมรู้ตั้งแต่แรก

ปั้นรักหันมองผมขวับ ตอบเร็วๆ “ใส่ไปแล้ว”

ผมเลิกคิ้วสูง “เสื้อน่ะนะ”

“เออ ใส่อยู่”

ผมเหลือบมองไปที่ลำตัวปั้นรักทันที ก่อนจะเพิ่งสังเกตว่าในตอนนี้มันใส่เสื้อแจ็กเก็ตแบบรูดซิปปิด เท่านั้นผมก็ยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม

“งั้นขอพี่ดูหน่อยนะ”

“อือ”

ปั้นรักตอบรับเสียงเบา ผมเลยไม่รอช้าที่จะยื่นมือไปรูดซิปเสื้อมันลง เสื้อยืดสีดำด้านในโผล่มาให้เห็นทีละน้อย ก่อนที่ผมจะต้องหัวเราะออกมาทันทีที่เห็นตัวหนังสือภาษาลาวสีขาวบนหน้าอกมันเต็มสองตา

“อะไรเนี่ย”

ที่ถามอย่างนี้ไม่ใช่เพราะว่าผมอ่านไม่ออกนะ ถึงจะเป็นภาษาลาวแต่ผมก็พอจะเดาได้ว่ามันเขียนว่าอะไร แต่ที่อยากรู้คือทำไมมันถึงเลือกที่จะสกรีนชื่อผมลงไปบนเสื้อต่างหาก

“อะไรคืออะไร” ปั้นรักแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ขมวดคิ้วถามผมกลับ

“ก็นี่ไง ปั้นสกรีนชื่อพี่ลงเสื้อทำไม”

“ใครว่าชื่อยู มันเป็นคำที่ยูใช้เรียกไอต่างหาก ไอ้ดื้ออะไรงี้”

‘จอมดื้อ’ ที่เห็นอยู่บนนั้น ผมมั่นใจว่าเป็นชื่อผมนะ ไม่ใช่สรรพนามที่ผมให้เรียกปั้นรักอะไรสักหน่อย ถึงว่าจะผิดจากที่ผมคาดการณ์ไปเยอะ แต่มันก็ทำให้ผมยิ้มออกมาได้นะ ก่อนที่จะยื่นมือไปดึงแก้มอย่างมันเขี้ยว

“แถเหรอฮะไอ้ตัวน่ารัก”

ปั้นรักสะบัดหน้าหนี ปากพึมพำขมุบขมิบ

“หลงตัวเองฉิบ”

“ปั้นก็หลงแฟนฉิบ ถึงขนาดสกรีนชื่อพี่มาใส่ ถือว่าไม่ธรรมดา”

แกล้งพูดไปอย่างนั้น ปั้นรักก็ทำหน้าเหยเกทันที

“ยูหลงไอมากกว่าอีก รักปานจะแหกดากดม”

รักอย่างเดียวก็พอ แหกอะไรดมนี่ไม่ต้อง ทุเรศเกิ๊น!

แต่อันนี้ผมก็ไม่เถียงหรอกนะ ก็ปั้นรักน่ารักขนาดนี้ จะไม่ให้หลงได้ยังไง ยิ่งตอนมันเขินแล้วหน้าแดงๆ ด้วยนะ โห เป็นอะไรที่ทำใจผมละลายมาก

“ไม่ปฏิเสธครับ”

ผมว่าพลางคว้ามันมากอดคอ แล้วฝังจมูกลงไปบนแก้มเบาๆ สัมผัสได้เลยว่าหน้าของมันในตอนนี้ร้อนผะผ่าวกว่าเดิมขึ้นมาก ก่อนที่ผมจะกระซิบเพื่อจะให้มันเขินอายมากขึ้นไปอีก

“พี่รักปั้นนะ”

ทว่าปฏิกิริยาของปั้นรักกลับไม่เป็นอย่างที่ผมคาดหวังเท่าไหร่นัก เพราะแทนที่มันจะอาย มันดันหันมามองหน้าผมพร้อมกับบอกว่า...

“ไปเยกัน”

เฮ้ย เดี๋ยวสิมึง จะมาทำลายบรรยากาศโรแมนติกแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย

“เอ้ามองๆ ตกลงจะเยหรือไม่เย”

เห็นผมไม่ตอบ มันก็ถามมาอีก ทำเอาผมรีบตอบรับมันทันควัน

“เย แต่ใจเย็นๆ ไปซื้อถุงยางกับเจลก่อน”

ผมก็ดันบ้าจี้ไปตามมันอีก ความจริงตั้งใจจะพูดเล่นๆ นะเพราะนึกว่ามันพูดขำๆ แต่ไม่เลย ปั้นรักมันเอาจริงล้วนๆ พอผมว่าไปอย่างนั้น มันก็ลากผมไปที่ร้านสะดวกซื้อ เร่งเร้าให้ผมรีบเลือกของทันที

แล้วก็ไม่รู้เป็นมายังไง รู้ตัวอีกที ผมก็มานั่งอยู่บนเตียงในห้องพักที่เกสต์เฮ้าส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อะไรไม่ว่า...เสื้อก็ถอด เหลือแต่กางเกงบ็อกเซอร์ ปั้นรักก็เช่นกัน มิหนำซ้ำ ตอนนี้ผมกำลังถูกปั้นรักหยอกเย้ากับร่างกายอีกต่างหาก

สถานการณ์แบบนี้นี่มันอะไรวะ?

เสียววูบวาบที่สันหลังขึ้นมาอย่างประหลาด ผมพยายามจะไม่คิดอะไรมากนะ กระทั่งเสื้อผ้าบนตัวเราทั้งคู่อันตรธานหายไป แต่ผมยังคงถูกปั้นรักคร่อมร่างเอาไว้อยู่ อะไรไม่ว่า ตอนนี้สายตาเหลือบไปเห็นมันคว้าเอาถุงยางอนามัยกับเจลหล่อลื่นมาแล้ว

เดี๋ยวๆๆ กูว่าผิดแล้ว!

ผมรีบลุกพรวด คว้ามือมันไว้ทันที ก่อนจะรีบบอกเร็วๆ

“ปั้น... พี่ว่าเรามีเรื่องต้องตกลงกันแล้วล่ะ”

ปั้นรักที่ทำท่าจะแกะกล่องถุงยางเมื่อครู่ขมวดคิ้ว มือยังไม่ปล่อยจากของทั้งสองสิ่งที่ถืออยู่เลยแม้แต่น้อย

“ตกลงเรื่องอะไร”

“โพสิชัน เราจะตกลงกันเรื่องโพสิชัน”

 ผมบอก ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะต้องมาคุยเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย ปกติแล้วผมเลยต้องมาคุยกับแฟนเรื่องนี้เสียที่ไหนกันล่ะ แต่สำหรับปั้นรักแล้วคงต้องคุย ไม่อย่างนั้นผมได้กลายเป็นเมียมันแน่

“ว่ามา” ปั้นรักทำท่ารำคาญแต่ก็ยอมฟังโดยดี

“คืองี้นะปั้น พี่ไม่อยากจะบังคับหรือบอกให้ปั้นทำตามหรอก แต่ว่า...พี่เป็นรุก”

“แล้ว?”

“คนที่ใช้ของพวกนั้นคือพี่ ไม่ใช่ปั้น” ผมพยักพเยิดไปทางของที่มันถืออยู่ในมือ

ปั้นรักมันเข้าใจแหละ เพราะมันถามกลับมา

“ยูกลัวว่าจะโดนไอเสียบ?”

“ก็...เปล่าหรอก แต่พี่ไม่เคย”

เท่านั้นมันก็หัวเราะออกมา ล้อเลียนผมทันที

“โถ พ่อเวอร์จิ้น”

แหม แล้วมึงไม่เวอร์จิ้นเลยเนอะ มึงเคยโดนใครตีค่ายทัพหลังมาก่อนไหมล่ะ

และก่อนที่ผมจะได้พูดอะไร มันก็ถามออกมาแล้ว

“แล้วถ้าไอไม่อยากเป็นรับ ยูจะยอมให้ไอทำไหมล่ะ”

บอกตามตรงว่าคิดหนักเลย แถมยังกลายเป็นว่าผมตกเป็นฝ่ายรองเสียอย่างนั้น พอเห็นผมไม่ตอบในทันใด ปั้นรักก็ถามย้ำมาอีก

“ว่าไง จะยอมไหม”

“ถ้าปั้นอยากทำ...พี่ก็คงต้องยอม”

จำใจสุดๆ แต่เอาเถอะ มันคงไม่ต่างอะไรจากการเป็นรุกมากนักหรอก

ทว่าพอผมพูดไปอย่างนั้น ปั้นรักก็ยังคงไม่พอใจ ถามออกมาอีก

“ทำไมถึงยอม”

“ก็พี่รักปั้นนี่นา”

สิ้นเสียง ใบหน้าของปั้นรักก็มีรอยยิ้มกว้าง ก่อนที่มันจะฉกจูบผมแบบไม่ทันตั้งตัว แป๊บนึงก็ผละออกไป ผมมองตามมันอย่างงุนงงในขณะที่มันว่าพลางกลั้วหัวเราะ

“ไม่ต้องทำหน้าหงอยอย่างนั้นก็ได้ ไอก็แค่อยากรู้เฉยๆ ว่ายูจะยอมไหม แล้วก็ไม่ต้องกลัว เรื่องแค่นี้ ไอจะยอมยูก็ได้”

ฟังแล้วก็หูผึ่ง

“สรุปว่าปั้นจะรับ?”

“อือ”

ได้ยินอย่างนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างลืมตัวจนปั้นรักต้องหัวเราะร่วน

“อะไรวะ เรื่องแค่นี้จะเป็นจะตายเลยหรือไง”

“ก็พี่ไม่เคย”

“แล้วไอเคยหรือไง”

พูดมาถึงประโยคนี้ ผมก็มองหน้ามัน เห็นมันจ้องหน้าผมนิ่ง ผมก็เอ็นดูอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างประหลาด

“แล้วทำไมปั้นถึงยอมพี่” อันนี้อยากรู้เหมือนกัน เพราะลักษณะของปั้นรักดูท่าทางจะไม่ได้เป็นคนยอมใครง่ายๆ

ทว่าคำตอบของมันกลับทำให้ผมต้องยิ้มกว้างออกมา

“เหตุผลเดียวกับยูนั่นแหละ”

“หมายถึง?”

“I love you too”

ไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว ตอนนี้หัวใจผมพองโตจนแทบจะปริแตก อดใจไม่ไหวที่จะคว้ามันมากอด ก่อนประทับจูบลงบนริมฝีปาก ดูดกลืนความหอมหวาน ซึมซับทุกความรู้สึกที่มีราวกับกลัวว่ามันจะจางหายไป ผละออกมาได้ก็กระซิบเสียงพร่าให้ปั้นรักได้จดจำอีกครั้ง

“พี่รักปั้นมากเลยนะ”

“เหมือนกัน”

ยิ่งฟังก็ยิ่งอยากจะสัมผัสร่างกายของคนตรงหน้าให้มากขึ้น ผมเลยไม่รอช้าที่จะเป็นฝ่ายดันร่างของปั้นรักให้ลงนอนและตั้งท่าจะคร่อมร่างของมันบ้าง ทว่าปั้นรักก็ดันรีบแกะของในมือออกจากกล่อง พลันฉีกซอง หยิบเอาถุงยางอนามัยออกมา

แวบแรกผมคิดว่ามันจะเอาให้ผมนะ แต่ไม่...มัน-ใส่-เอง

อะไรไม่ว่า ทำท่าจะเทเจลออกจากหลอดด้วย ทำเอาผมรีบคว้าไว้แทบไม่ทัน

“ปั้นๆๆ เดี๋ยวๆๆ”

แย่งมาถือเองทันใด ขณะที่ปั้นรักมองหน้าผม

“What?”

“ฝ่ายรับไม่ต้องใส่ถุงยาง”

“แล้ว?”

“เจลก็ไม่ต้องบีบออกมาด้วย เดี๋ยวพี่จัดการเอง” พูดไปก็ละเหี่ยใจไป

ไหนมึงบอกว่าจะยอมเป็นรับไง จะทำให้กูเสียวสันหลังทำไมอีกเนี่ย!

แต่เหมือนปั้นรักจะรู้นะว่าผมกังวลอะไร มันหัวเราะร่า ตบบ่าผมเป็นการใหญ่

“แกล้งนิดเดียว ไม่ต้องตกใจหรอกน่า”

ได้ยินอย่างนั้น พร้อมกับเห็นมันหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง ผมก็มันเขี้ยวขึ้นมา จับมันกดลงนอนราบไปบนฟูก รวบแขนทั้งสองข้างขึ้นมาไว้เหนือหัวแล้วว่าเสียงขุ่นแบบไม่จริงจังนัก

“กล้าแกล้งพี่เหรอ”

ปั้นรักยิ้มทะเล้นอย่างท้าทายแต่ไม่ตอบคำถาม ท่าทางแบบนี้โคตรน่ารักเลย ทำเอาผมต้องคาดโทษออกมา

“เดี๋ยวโดนพี่แกล้งบ้างจะรู้สึก จะเอาให้ลุกไม่ขึ้น”

แต่มันไม่สะทกสะท้านสักนิด บอกผมเสียงระรื่น

“จะรอดู” แล้วก็ทิ้งตัวลงนอน อ้าแขนออกกว้างพลางร้องเรียก “มากอดไอสิ”

ยั่วกันขนาดนี้...แล้วผมจะอดใจไหวได้ยังไงล่ะ

ผมขยับตัวเข้าหา ประทับจูบบนเรียวปากของปั้นรักอีกครั้ง แทรกปลายลิ้นเข้าไปในโพรงปาก เกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นของอีกฝ่ายจนเป็นที่พอใจถึงได้ผละออกมา จูบไล่ต่ำลงไปบนซอกคอและแผงหน้าอก ก่อนหยุดอยู่ที่ตุ่มไตเม็ดเล็ก รังแกด้วยปลายลิ้นและนิ้วมือทั้งสองข้างจนกระทั่งชูชัน

เสียงครางต่ำในลำคอของปั้นรักดังมาให้ได้ยิน และทวีมากขึ้นไปอีกเมื่อผมยื่นมือข้างหนึ่งไปกอบกุมแก่นกายกลางลำตัวก่อนจะเคลื่อนไหวทีละน้อย กระทั่งปั้นรักถึงจุดที่ทนไม่ไหว ถึงได้ร้องบอกออกมา

“ทำสักที”

ผมก็ทำตามสั่งแหละ แต่ทุกอย่างเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเชื่องช้า

จนกว่าปั้นรักจะพร้อมเต็มที่ ผมจะไม่ทำอะไรให้เขาต้องเจ็บปวดเด็ดขาด...

ปลายนิ้วชำแรกเข้าไปในช่องทางด้านหลัง ขยับเบาๆ เพื่อให้เกิดความเคยชิน ผ่านไปได้ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงครางกระเส่าจากคนใต้ร่างออกมา ตอนนี้เองที่ผมถอยออกมาแล้วค่อยๆ ดุนดันความเป็นชายเข้าไปแทนที่ ผสานร่างของตัวเองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคนที่ผมรัก

สีหน้าเหยเกปรากฏให้เห็น ผมจูบลงบนหน้าผากเป็นการปลอบใจ ก่อนจะเอ่ยถาม

“เจ็บไหม”

ปั้นรักส่ายหน้าเป็นคำตอบ พลันโน้มใบหน้าผมให้เข้าใกล้แล้วกระซิบเสียงเบา

“จะเจ็บกว่าถ้ายูไม่บอกว่ารักไอมากแค่ไหน”

ประโยคนั้นทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะจูบปั้นรักไปอีกครั้ง เอ่ยบอกตามที่ปั้นรักต้องการ

“พี่รักปั้นนะ...”

แต่แทนที่มันจะบอกรักผมกลับ มันกลับพูดว่า...

“ถ้านอกใจ...จู๋ขาด”

เอาเถอะ อย่าไปหวังอะไรจากมันมากนัก แค่นี้ถือว่าดีแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น...ตลอดทั้งคืน

-----------------------------

โอเค ได้เยกันละ 55555 

ตอนนี้มีเปลี่ยนชื่อตอนนิดหน่อยค่ะ ชื่อตอนเดิมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เนื้อหาหลักของตอนนี้สักเท่าไหร่ ส่วนฉากเลิฟซีน หนูแดงไม่ได้เขียนละเอียดนะคะ เพราะแนวเรื่องมันไม่ให้ ก็ตามนี้แหละ

ฝากฟีดแบ็กเอาไว้ล่วย เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อให้ค่ะ

ความคิดเห็น