Butterfly 8ffect

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : White Lily :: THREE :: 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ค. 2560 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
White Lily :: THREE :: 100%
แบบอักษร

White Lily

:: Three ::

               อี้ชิงเคยชินกับการตื่นเช้า นั่นทำให้ประมาณหกโมงครึ่งอี้ชิงก็เริ่มออกมาเดินสำรวจดูสวนของบ้านสกุลอู๋ หากจะมีที่ไหนที่อี้ชิงอยากทำตัวให้เคยชินไว้ก็คงเป็นต้นไม้ใบหญ้าของที่นี่ รอยยิ้มหวานวาดกว้างด้วยริมฝีปากสีเดียวกับผิวแอปเปิ้ลแดงเมื่อคิดอย่างพึงพอใจว่าบ้านสกุลอู๋นี้มีต้นไม้จำนวนมากไม่ต่างบ้านสกุลหยินที่จากมา

               มันทำให้จิตใจของอี้ชิงร่มรื่นและปรับตัวได้ง่ายมากขึ้น

               มือน้อยแตะลงบนต้นไม้ต้นใหญ่โตต้นหนึ่งในสวน หากประเมินด้วยสายตาอี้ชิงคิดว่ามันคือต้นพะยูงที่โตมากเสียจนคาดเดาได้ว่าคงอยู่คู่กับที่นี่มานานแสนนาน มีต้นไม้หลายต้นที่ถูกตัดไปและกลายเป็นบ้านเรือนเฟอร์นิเจอร์ แต่ก็ยังมีต้นไม้อีกมากมายที่ตั้งตระหง่านยึดพื้นโลกไว้อย่างที่ควร

               อี้ชิงยิ้มกับตัวเองยามที่เดินต่อไป ก่อนจะแทบออกแรงวิ่งเมื่อเห็นหลังคาสีขาวใหญ่ที่คุ้นตา พอเข้ามาใกล้แล้วก็เป็นสิ่งที่คิดจริง ๆ ด้วย นี่คือเรือนเพาะชำกล้าไม้ แต่ละจุดถูกแบ่งไว้ด้วยป้ายชื่อ แบ่งเป็นสัดส่วนจำนวนมาก ส่วนใหญ่มีแต่พันธุ์ไม้หายากที่แค่ต้นกล้าก็ราคาแสนแพง

               "อย่างกับสวรรค์เลย" พึมพำกับตัวเอง แตะปลายนิ้วไปกับโคนเล็ก ๆ ของต้นกล้าที่ใกล้มือที่สุด

               "ชอบต้นไม้ขนาดนั้นเลยเหรอ" เสียงทุ้มที่ดังขึ้นมาอย่างทันควันทำเอาอี้ชิงเผลอสะดุ้ง แต่ก็ตั้งตัวกลับมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว หันไปยิ้มหวานอย่างเคยให้กับลูกชายเจ้าของบ้านยามที่เอามือกลับมาแนบชิดตัว

               "คุณคริสเคยเห็นแล้วว่าที่สกุลหยินมีต้นไม้มากแค่ไหน ผมเคยชินน่ะครับแล้วก็ชื่นชอบที่เป็นแบบนั้น" อี้ชิงมองใบหน้าหล่อคมในชุดพร้อมทำงาน แต่คงไม่เต็มขั้นนักเพราะไร้สูทแสนเรียบร้อยอย่างเคย

               "ผมขอโทษที่ถือวิสาสะเข้ามาที่นี่นะครับ" เสียงนุ่มเอ่ยบอกเช่นนั้น แต่ดวงตาเป็นประกาศอิ่มเอมของต้นกล้าทั้งหลาย

               อี้ชิงชอบต้นไม้ แต่ชอบต้นกล้ากับเมล็ดพันธ์เป็นพิเศษ เพราะมันหมายถึงการเติบโต การแบ่งปันจากต้นกำเนิด เป็นความสดชื่นของการสร้างชีวิตใหม่

               "ที่นี่ไม่ได้หวงห้าม ก็แค่ต้นกล้าพวกนั้นค่อนข้างมีราคา มันถึงได้ถูกปลูกไว้ในเขตบ้านแบบนี้ ขอแค่ระมัดระวัง แต่ฉันคิดว่าคนจากสกุลหยินที่มีลูกชายเป็นลิลลี่คงไม่ทำต้นไม้ของฉันตายหรอก" น้ำเสียงติดยวนกันอย่างทุกทีเมื่อพาดพิงถึงที่บ้านของตน ทว่าครั้งนี้อี้ชิงยิ้มกว้างรับได้ด้วยความรู้สึกดีจริง ๆ

               "นายแม่กับคุณแม่จะคอยสอนสิ่งมากมายให้กับพวกเรา ทำอาหาร เย็บปัก ปั้นเครื่องกระเบื้อง กีฬา ทำขนม วาดภาพ ร้องเพลง ร่ายรำ แล้วก็อีกเยอะแยะเลย แต่สิ่งที่ผมมีความสุขที่สุดคือการดูแลดอกไม้ ปลูกต้นไม้ เฝ้าดูแลมองพวกมันเติบโต ออกดอกผลิใบอย่างมั่นคง" คริสนึกโทษแสงแดดที่ทอละอองแสงผ่านเข้ามาด้านในนี้ได้ในจังหวะพอดิบพอดี ถึงทำให้ลิลลี่ยิ่งดูเปล่งประกายราวกับเรืองรองด้วยแสงจาง ๆ แห่งความสุข เหมือนแววตาคู่นั้นเมื่อพูดถึงที่ตัวเองชอบ

               คริสไม่ได้ก่อกวนยวนกลับไปเหมือนทุกทีแม้อี้ชิงจะเยือกเย็นดูบริสุทธิ์เสียกว่าที่เคย แค่ยืนอยู่ตรงนั้นยืนมองอี้ชิงแจกจ่ายรอยยิ้มให้กับต้นกล้ามากมาย บางต้นที่ดูใบเฉาอี้ชิงก็จะเข้าไปหยิบมันขึ้นมา คริสไม่ได้ห้ามเพราะอย่างไรต้นไม้พวกนั้นก็ไม่ผ่านการประเมินรอการคัดทิ้งอยู่แล้ว

               อี้ชิงค่อยจับไปที่โคนอย่างบรรจง ถือถ้วยน้ำติดมือ  ใช้ปลายนิ้วพรมหยดน้ำให้

               "โตมาอย่างแข็งแรงนะ" เสียงนุ่มเปรยประโยคคล้ายนี้ให้ต้นไม้ใบเฉาต้นแล้วต้นเล่าอย่างไม่รู้เหนื่อย เหมือนว่าจะไม่หิวข้าวเช้าเลยสักนิดหากคริสอนุญาตให้ทำต่อไปเรื่อย ๆ

               "ถ้านายรักต้นไม้ขนาดนี้ มันก็แย่นะ" อี้ชิงเหลียวไปมองคนตัวสูง แววตาฉงนทำให้คริสถอนหายใจ

               "พี่เฟยยืนกรานว่าเพื่อความปลอดภัยของฉันและเพื่อความสบายใจของพี่เฟย เธออยากให้ฉันพกดอกไม้สกุลหยินไปด้วยกันทุกที่ที่ออกจากบ้าน ไม่ว่าทำงาน ซื้อของ กินข้าว" คริสบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย สองขายาวก้าวตรงมาหาสิ่งที่ต้องพกพาอย่างห้ามหลงลืมที่ยืนตาใสอยู่ตรงหน้าตนในยามนี้

               "ถ้าพี่อี้เฟยต้องการแบบนั้น ผมก็จะทำตาม ไม่ต้องกังวลหรอกครับผมจะอยู่ห่าง ๆ คุณไว้ ไม่ให้รำคาญใจ"

               "วันนี้ฉันไม่ได้ห่วงตัวเอง  ฉันห่วงนายมากกว่า"

               "ผม.." อี้ชิงเบิกตากว้าง ยอมรับว่าประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้รับความห่วงใยจากคนที่คอยจ้องจะแกล้งกันอยู่ทุกนาที

               "ใช่เพราะว่าวันนี้ฉันจะแวะไปดูการตัดต้นไม้เพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์ล็อตใหม่ของโรงงานที่1 ถ้าความสุขของนายคือการเห็นมันโตอย่างมั่นคง ฉันว่านายคงเป็นลม"

               "ผ ผมไปรอตรงอื่นดีกว่าครับ" น้ำเสียงแหบแห้งลงจนคนฟังรู้สึกได้ของลิลลี่แห่งสกุลหยินทำเอาคริสอดจะเห็นใจไม่ได้ อี้ชิงไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ถูกตำหนิว่าอ่อนไหวไม่เข้าเรื่องเมื่อถูกพามาที่เขตโรงงานที่หนึ่งซึ่งใกล้บ้านมากที่สุดเคียงข้างกับคริส

               ยังคงนิ่งสงบ ดูตื่นเต้นกับต้นไม้จำนวนหลายร้อยไร่ที่ถูกจัดแบ่งไว้ตามโซนอายุการโตและชนิดไม้ จนเมื่อมาถึงโซน16ที่ต้องตัดไม้ในวันนี้ ตอนแรกอี้ชิงก็ดูจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอต้นไม้ขนาดสองคนโอบถูกตัดล้มพร้อมกันห้าสิบต้นไปต่อหน้า ใบหน้าขาวยิ่งขาวจัดจนเหมือนลืมทานมื้อเช้า ทั้งที่ก่อนออกมาก็ทานกันจนเต็มอิ่ม

               "คุณเหว่ยผมฝากดูที่นี่ด้วย" คริสบอกชายมีอายุผู้ดูแลเขตโรงงานนี้ก่อนที่จะแตะข้อมืออี้ชิงเพื่อบอกให้ตามมา  ร่างน้อยรีบก้าวตามแผ่นหลังกว้างไปเสียทันที คริสพาเดินลัดเลาะไปหลายต่อหลายเมตร แสงแดดจ้าที่สาดส่องลงมาทำเอาอี้ชิงต้องหรี่ตาลง จนในที่สุดก็เจอรถสำหรับดูด้านในโรงงาน ผู้เป็นเจ้าของพาลิลลี่นั่งเคียงข้างและขับออกห่างจากโซน16ไปไกลมากขึ้น

               อี้ชิงมองผ่านแต่ละโซนที่มีต้นไม้ในความสูงที่ใกล้เคียงกันตามอายุปลูกของในพื้นที่โซนตัวเอง แต่พอเปลี่ยนโซนก็เปลี่ยนความสูง เปลี่ยนชนิดไม้ไปด้วย ชวนให้ตื่นเต้นดีไม่น้อย อี้ชิงมองอย่างสนอกสนใจ ยิ้มไม่หุบจนเห็นลักยิ้มบุ๋มเข้าไปจนลึกทั้งที่แค่ขับผ่านต้นไม้

               มุมปากคริสประดับรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ไม่เคยเห็นใครตื่นเต้นตอนพามาดูโรงงานแบบนี้สักคน แม้แต่คนงาน หรือกระทั่งตัวคริสเอง แต่อี้ชิงกับดูมีความสุขมากเสียจนน่าอิจฉาต้นไม้

               คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเสียจนยุ่ง คริสส่ายหัวไล่ความคิดแปลก ๆ ออกไป คริสเคยมีความรักมาหลายต่อหลายหน คู่ควงคู่นอนอีกเกินจะนับกว่าจะอายุยี่สิบเจ็ดอย่างวันนี้ คริสรู้ดีว่าตอนความรู้สึกพวกนั้นมันโจมตีน่ะรู้สึกยังไง คริสไม่ได้รังเกียจรังงอนที่จะรู้สึกมัน

               แต่ก็คิดว่ามันชักจะเกินไปแล้ว นี่ไม่ครบสามวันดีด้วยซ้ำ  ลิลลี่จะไม่เก่งกาจเกินไปหรือหากทำคริสหัวปั่นแบบนั้นได้ เพราะฉะนั้น นอกจากไม่จ้องตานาน ๆ คริสควรเอาตาให้ห่างรอยยิ้มกับลักยิ้มนี้ไว้ เอาจมูกให้ห่างกลิ่นหอมเสียด้วย

               "คุณคริสจะลงตรงนี้ใช่ไหมครับ" อี้ชิงถามขึ้นมาในที่สุดเมื่อคนตัวโตเอาใบหน้าหล่อ ๆ เข้ามาเสียใกล้จนปลายจมูกแทบชนแก้ม ตาคมก็หรี่จ้องมองริมฝีปากตนมาได้เกือบนาที

               "อื้ม ลงตรงนี้แหละ" คริสโดดลงจากรถทันที มือกระชับเสื้อเชิ้ตสีเปลือกไข่ ฮึดฮัดอยู่คนเดียวก่อนจะเดินนำเข้าไป อี้ชิงเร่งเดินตามคนขายาวแต่ก็ยังแอบยิ้มออกมากับท่าทางเหมือนเด็กโข่งในบางโอกาสของคริส

               อี้ชิงมองป้าย โซน 0 ป้ายไม่โตมากก่อนจะเดินผ่านเข้าประตูรั้วที่คริสเปิดนำเข้ามา ในนี้อัศจรรย์มากสำหรับลิลลี่ มีต้นไม้มากมายหลายพันธ์ปลูกผสมกันแต่ก็ดูมีระเบียบไม่ได้สะเปะสะปะเท่ากับผืนป่า มีไม้ยืนต้นสารพัดสายพันธ์ รวมทั้งไม้เลื้อย ไม้ผล ดอกไม้อีกไม่น้อย เห็นผีเสื้อ นกน้อย กระรอกเข้ามาในสายตาบ้างแล้ว

               นอกจากนี้ยังมีคนงานอีกหลายคนหาเสื่อมาปู่นั่งใต้ร่มไม้พูดคุย กินอาหารกันราวกับสวนสาธารณะที่มีต้นไม้แน่นขนัด อี้ชิงยิ้มไม่หุบเดินตามคริสไป ส่วนคริสเองพอเห็นสีหน้าสดชื่นแบบนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจกับตัวเอง

               "ที่นี่เป็นโซนป่าผสมผสาน แต่จริง ๆ ก็เอาไว้ให้พนักงานพักผ่อนนั่นแหละ นายไม่ใช่คนแรกที่เข้าไปดูตอนตัดไม้แล้วหน้าซีดหรอกนะ มีหลายคนที่พอเห็นต้นไม้ต้นโต ๆ ถูกตัดล้มทีละหลายสิบหลายร้อยก็รับไม่ค่อยไหว ฉันก็เลยเปิดโซนแบบนี้ไว้ทุกโรงงาน แต่ที่โรงงานที่หนึ่งใหญ่ที่สุดเพราะมีมานานแล้ว แต่ฉันสั่งเปิดให้คนงานทุกคนเข้ามาใช้ได้ คนงานจะได้เข้ามาพักผ่อน ไม่เสียสุขภาพจิตไปเสียก่อน" คริสอธิบายยามที่เดินลัดเลาะนำมา อี้ชิงพยักหน้านึกชื่นชมแนวคิดนี้อยู่ในใจ

                  "เป็นที่ที่ดีมากเลยนะครับ" เปรยคำชมออกมาตามนิสัย คริสหัวเราะในลำคอ

               "ถ้าชอบก็มาได้ ขับรถข้ามสะพานจากบ้านก็แค่แปปเดียว"

               "ให้ผมมาเองได้เหรอครับ" สีหน้าพอใจบนใบหน้าหล่อสะดุดลงโครมใหญ่จนคิ้วมุ่น

               "ลืมเหรอว่าพี่เฟยให้นายตัวติดกับฉัน" แปรความง่ายดายว่าจะพามา แต่คนตัวโตกลับไม่พูดตรง ๆ อี้ชิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มบางบนปาก ลักยิ้มสวยจาง ๆ บนแก้มอย่างเคย

               "นั่งตรงนี้ได้ไหมครับ ผมชอบ" ร่างน้อยหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่ใบออกกว้างเสียจนได้ร่มเงา อีกทั้งมีต้นไม้อื่นที่สูงไปกว่านั้นจนร่มรื่นไปทั้งบริเวณ พื้นหญ้าด้านล่างเขียวขจีเป็นต้นสั้น ๆ มีดอกไม้แซมขึ้นบ้างแต่ไม่รกหรือมากไป เหมาะกับการนั่งชมวิว

               "ไม่มีเสื่อนี่" แววตาสงบนิ่งสะดุดลงเล็กน้อย แต่อี้ชิงก็พยักหน้ารับไม่ได้แสดงว่าไม่พึงใจ

               "เดี๋ยวโทรบอกให้คนงานหยิบมาให้ก็ได้"

                  "ไม่เป็นไรครับ ลำบากคนอื่น ที่ยังเหลืออีกกว้างเดินดูไปคุยกันไปก็ออกจะดี" อี้ชิงบอกทางเลือกที่เหมาะสมพลางก้าวนำไป โดยไม่ได้สนใจคนตัวโตที่พยักหน้าเห็นชอบด้วยสายตาวิบวับ

               ในโซนที่0นี้นอกจากหญ้าที่ปูจนเขียวแล้ว ก็ยังมีช่องทางที่เว้นไว้ให้เป็นถนนโดยเฉพาะ อี้ชิงเลือกที่จะเดินไปตามเส้นทางอย่างไม่รู้จุดหมาย ชื่นชมธรรมชาติรอบกายและพูดคุยกับชายผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของลิลลี่ให้มากขึ้น

               "อย่างนั้นก็หมายความว่านายกับน้องของนายอีกหกคนเพิ่งจบมัธยมปลาย"

               "ใช่ครับ ไม่นานนี้เองก่อนที่จะถึงวันที่คุณไปรับผมมา" อี้ชิงยังคงเจือรอยยิ้มไว้ยามที่บอก

               "นายก็อายุแค่18จริง ๆ น่ะสิ มันไม่เด็กไปหน่อยเหรอ สำหรับการ..." คริสเว้นวรรคพร้อมยักไหล่เป็นเชิงแทนคำว่าถูกขาย อี้ชิงกดยิ้มมากขึ้น แต่ดวงตาก็เจือจางความรู้สึกที่ยากจะตีความ

               "ที่จริงถ้าตามที่เคยอ่านมา 18 ถือว่าเป็นอายุที่โตมากที่สุดแล้วครับที่โดนสู่ขอออกไป เมื่อก่อนสัก15-16ก็ถือว่าได้วัยแล้ว แต่ก็อย่างว่าแหละครับมันเป็นร้อย ๆ ปีแล้วที่ผ่านมา" ปลายนิ้วขาวละแตะกับใบหญ้าที่โยกไหวตามสายลม จ้องมองมันแทนการสบตากับคนอื่น

               "แต่ก็ยุคนี้แล้วนี่ รอพวกนายโตอีกสักหน่อย หรือจบมหาวิทยาลัยก่อนไม่ดีกว่าเหรอ แต่ดีนะที่นายดูเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะร่างกาย ฉันเลยไม่รู้สึกพรากผู้เยาว์นักอี้ชิง" คริสกดยิ้มพราย แต่อี้ชิงไม่เห็นสีหน้านั้นเพราะยังคงจ้องมองดอกไม้ใบหญ้าข้างทาง

               "อีกเหตุผลนึงเป็นเพราะพวกเราก่ำกึ่งอยู่กับความเป็นเด็กและผู้ใหญ่มั้งครับ เพื่อถนอมครั้งแรกไว้ให้สมบูรณ์มากที่สุด ให้เจ้าของดอกไม้ได้เป็นคนแรกในทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งริมฝีปาก ร่างกาย หรือแม้แต่ความรู้สึกในใจ พวกเราถูกสอนมาเสมอว่าให้รักคนที่รับเราออกจากสกุลหยิน รักเจ้าของของเรา ให้เป็นผู้มอบความรัก" น้ำเสียงของอี้ชิงพลิ้วไหว บางเบาสบายหูเหมือนสายลม นิ่งสงบ ไม่อาจจับความรู้สึกใด ๆ ร่วมในนั้น

               "...." คริสย่อตัวลงนั่งจ้องมองดอกหญ้าข้างทางที่ชูช่ออยู่ตรงนั้น หากมันขึ้นในโซนอื่นก็จะเป็นเพียงวัชพืชที่ต้องถูกถอนทิ้ง แต่อี้ชิงกลับจ้องมองมันไม่ละสายตา มือขาวขยับหยอกล้อราวทักทายอยู่เนิ่นนาน

               "จะทำอะไรน่ะครับ" อี้ชิงร้องขึ้นมาเสียงดังเมื่อเห็นมือใหญ่ทำท่าคว้ากำดอกหญ้าอ่อนแอนั้นเต็มแรง

               "เห็นนายชอบ ฉันก็จะเด็ดให้" คริสบอกตามตรง อี้ชิงส่ายหน้า มือน้อยแตะหลังฝ่ามือใหญ่ คริสคลายนิ้วออก ดอกหญ้าก็งอหักลงไปเสียแล้ว

               "ถ้าเราเด็ดไปสุดท้ายมันก็จะเหี่ยวตาย " อี้ชิงจับก้านที่หักงอของต้นหญ้า ถอนหายใจก่อนตบโคนต้นแผ่วเบา พึมพำบอกขอโทษ ขอให้หายไว ๆ ก่อนจะกำฉุดมือคนตัวโตให้เดินตามกันมา

               " อย่าชื่นชมสิ่งที่ชอบด้วยการทำลายมันสิครับ" น้ำเสียงอี้ชิงไม่ได้ติติงออกจะเบาสบายด้วยซ้ำแต่คริสก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็ก ๆ สองขายาวก้าวเดินเชื่องช้าเพื่อจะไม่เดินเลยอี้ชิงไปไกล ตาคมชำเลืองมองมือของตัวเองที่ยังคงถูกจับกุมไว้จากอี้ชิง

               "อี้ชิง"

               "ครับ"

               "ที่นายพูด อย่างนั้นฉันก็เป็นเจ้าของจูบแรกของนายสิ ใช่ไหม"

               "...."

               "ฉันอยากเป็นจูบที่สองของนายตอนนี้" ร่างน้อยจำต้องหยุดเดินเมื่อคนตัวโตหยุดลงก่อน อี้ชิงเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังมองตนอยู่เช่นกัน พอถูกจี้แบบนี้อี้ชิงก็ประหม่าขึ้นมาเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่

               "ต แต่ผมว่าคุณคริสจูบผมไปมากกว่าสองครั้งแล้วนะครับ"

               "เอาน่า ได้ไหมล่ะ ตอนนี้น่ะ" คริสโวยขึ้นเหมือนเด็กที่อยากรู้ว่าจะแกะห่อของขวัญที่เจอใต้ต้นคริสมาสตร์ได้เลยหรือเปล่า อี้ชิงยอมรับว่ามันแปลก ๆ เหมือนกันที่ต้องเป็นคนตัดสินใจว่าได้หรือไม่ได้

               "ตามใจคุณคริสเลยครับ ทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ" คำตอบคุ้นหูที่ได้ฟัง คริสยิ้มอย่างพอใจเพราะเขาถือว่าได้รับคำอนุญาตแล้ว มือหนารีบคว้าต้นคอของอี้ชิงไว้ใต้อุ้งมือ ใช้ก้านนิ้วยาวทั้งห้าประคับประครองใบหน้าน่ารัก

               บรรจงจรดริมฝีปากหยักลงบนปากอิ่มสีสวยของอี้ชิง ความรู้สึกทั้งหวานและเร้าอารมณ์ซาบซ่านอยู่ในใจของคริสอย่างที่นึกโหยหามาตั้งแต่เช้า และเพราะจูบครั้งนี้ดูจะอ่อนโยนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา อี้ชิงจึงเผยอริมฝีปากตอบรับรสจูบ วงแขนแกร่งกระชับรั้งเอวอี้ชิงเข้ามาใกล้จนแนบชิด รสจูบยังคงดำเนินไป บดเบียด แลกเปลี่ยน แต่พยายามไม่แย่งชิง

               พยายามไม่ชื่นชมไปพร้อมกับการทำลาย

               "..." คริสยังเพลิดเพลินนัก แต่ก็จำต้องปลดจูบร้อนออกเพราะกลัวจะหมดสติกันไปทั้งคู่เพราะขาดอากาศหายใจนานเกินไป

               ทั้งคู่สูดลมหายใจเข้าปอด ใบหน้าและตัวขาว ๆ ของอี้ชิงเห่อแดงฟ้องว่ามีความร้อนมากแค่ไหนอัดแน่นอยู่ภายใน ไม่ต่างกับคริสที่ยืนเก็บซ่อนรอยยิ้มไม่อยู่

               "เมื่อกี้น่ะฉันชอบมันนะ ใช่แล้วล่ะ ฉันชอบมัน" คริสพึมพำอย่างไม่ได้สนใจเลยว่าคนฟังจะหน้าแดงขึ้นมากแค่ไหน

"เราไปกันต่อเถอะครับ" อี้ชิงร้องชวนขึ้นมาพร้อมกับเดินนำไปก่อน คริสไม่ได้ขัดเพราะเขาพออกพอใจมากเสียจนแทบปรี่ล้นออกมา เมื่อเห็นสีหน้าประหม่าและแก้มแดง ๆ จากลิลลี่อวดสายตา

            "เดี๋ยวฉันจะไปประชุมที่บริษัทต่อ นายก็มาด้วยกันนะ อี้ชิง ในห้องทำงานฉันมีที่ให้นั่งพักผ่อน  พี่เฟยจะได้สบายใจ" คริสเปรยถึงจุดหมายต่อไปขึ้นมาเมื่อเดินมาถึงรถคันหรูที่คันเดิมกับเมื่อเช้านี้

การสานต่อบทสนทนาต่อแทนความเงียบครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นไปได้ดีเมื่ออี้ชิงเลิกหลบตาแล้วหันมามองหน้าคริสเสียที

            " ผมถามได้ไหมครับเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่อี้เฟย"  

            "ก็ได้ ถ้านายอยากจะรู้" คริสถอนหายใจเสียงดัง ที่จริงคริสไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องนี้มากนัก แต่ก็อยากให้อี้ชิงรู้ข้อมูลเรื่องสำคัญไว้จะได้รู้ตัวว่าการอยู่ข้างกายตนจะมีความเสี่ยงใดบ้าง

            "ฉันกับพี่เฟยช่วยพ่อกับแม่ดูแลโฮมทาวน์มาด้วยกัน พี่เฟยน่ะทำงานเก่งมาก ฉันตั้งใจยกให้พี่เฟยเป็นนายหญิงดูแลสกุลอู๋ต่อไปเลยล่ะ แต่เมื่อสองปีที่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้น การทำธุรกิจมันก็มีปัญหา แต่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง สิ่งที่สกุลอู๋ทำมันเกี่ยวข้องกับพวกอำนาจด้วย" คริสถอนหายใจ อี้ชิงนิ่งคิดเพียงครู่ก็เหมือนจะเดาออก

            "เรื่องที่ดิน"

            "ใช่ อี้ชิง โฮมทาวน์ใช้ไม้จำนวนมากในการทำเฟอร์นิเจอร์ เราปลูกต้นไม้พวกนั้นเอง เราต้องการที่ดินจำนวนมาก เราขยายที่ดินเพื่อปลูกเพิ่มทุกปี มีเขตเพาะปลูกในหลายเมือง ถึงจะผลิตเฟอร์นิเจอร์พวกไม้แปรรูปมากขึ้น แต่โรงงานผลิต คลังสินค้าก็ต้องการพื้นที่จำนวนมากอยู่ดี และดูเหมือนเราจะไปถูกใจที่ผืนเดียวกับพวกคนมีอำนาจหลายกลุ่ม ยิ่งที่ตรงนั้นเป็นเส้นทางลักลอบส่งของผิดกฎหมายอีก เรื่องมันเลยวุ่นวายกันใหญ่โต นายคงพอจะนึกภาพออกว่ามันพาเรื่องซวยมามากแค่ไหน"

            "แล้วทำไมไม่ขายทิ้งไปล่ะครับที่ตรงนั้น"

            "ตอนนี้มันเกินเรื่องที่ดินไปแล้วอี้ชิง มันกลายเป็นความแค้นส่วนตัว เรื่องขัดผลประโยชน์ไปแล้วเพราะพวกฉันทำให้พวกที่มาส่งของถูกจับไปหลายรอบเลยล่ะ แต่ก็สาวขึ้นไปเจอคนทำจริงๆไม่เจอ มีแต่พวกที่คาดว่าน่าจะใช่ ยากที่จับ เพราะมันมีอำนาจมากเหมือนกันถึงได้กล้าเล่นกับสกุลอู๋" คริสพ่นลมหายใจหนัก ดูท่าเรื่องนี้คงจะวุ่นวายมากจริง ๆ

            "มีการดักทำร้ายเกิดขึ้น แต่แย่ที่สุดคือตอนสองปีที่แล้วพวกมันจงใจขับรถชนพี่เฟย  พี่เฟยที่นายเห็นคือผลจากครั้งนั้น" น้ำเสียงของคริสฟังดูแย่ลง อี้ชิงเอื้อมแตะไหล่กว้าง

            "ทางเรากับพวกตำรวจก็ไม่ยอมเรื่องนี้ พวกมันเริ่มลามือไป จนเมื่อสามสี่เดือนก่อน หลังจากที่ฉันได้กรรมสิทธ์ที่ดินผืนใหม่พวกมันก็กลับมาอีก ฉันคิดว่าน่าจะพวกเดียวกัน แต่ครั้งนี้มันจ้องเล่นงานแต่ฉัน มันเกิดขึ้นบ่อย ๆ พี่เฟยก็เลยเครียดมาก จนเจอเรื่องสกุลหยิน ก็นั่นแหละ ตอนนี้ข้างฉันก็เลยมีนายยืนอยู่" คริสถอนหายใจเมื่อคิดว่ามันไร้สาระมากแค่ไหนกับเรื่องที่เกิดขึ้นและวิธีแก้ไขปัญหาของพี่สาวตัวเอง

            "อย่างนี้นี่เองสินะครับ" อี้ชิงพยักหน้ารับยามที่พึมพำกับตัวเอง ปัญหาที่บ้านสกุลอู๋ได้เจอะเจอดูน่าหนักใจไม่น้อยจริง ๆ



            คริสเอ่ยบอกไว้แล้วว่าพักหลังถูกดักทำร้ายอยู่บ่อย ๆ

            แต่อี้ชิงก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะบ่อย และเร็วเท่านี้

            "ก้มหัวต่ำ ๆ ไว้อี้ชิง" เสียงคริสพูดดังขึ้นมาแม้จะกำลังตั้งสติควบคุมรถที่ทะยานไปรวดเร็วมากแค่ไหนบนท้องถนน อี้ชิงก้มตัวหมอบต่ำให้เบาะหนังใหญ่บังตนแต่ก็ลอบมองไปที่กระจกข้างรถเพื่อดูด้านหลังไม่ได้ห่าง

            อี้ชิงสังเกตเห็นรถคันสีดำนี้ขับตามตลอดทางอันยาวไกลหลังออกจากเขตโรงงานที่1 ตอนแรกคิดว่าตนตาฝาดไป แต่ด้วยสังหรณ์บางอย่างจึงพูดขึ้นให้คริสฟัง

            คนตัวโตขับรถฉวัดเฉวียน เร่งเครื่องบ้าง เบาเครื่องบ้างเพื่อดู และรถคันนั้นก็ตามมาไม่หยุด ทำให้ยิ่งแน่ใจได้เลยว่านั่นเป็นรถที่ตั้งใจตามคริสกับอี้ชิงมา และคงไม่ใช่ตามมาด้วยความห่วงใยเป็นแน่

            "ปึง!" อี้ชิงแทบหัวคะมำถ้าไม่เพราะคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ตอนที่โดนรถปริศนานั่นชนเข้าด้านหลังรถ

            "พวกเวรนี่" คริสสบถรถสีแดงเพลิงคันแพงของตนคงเป็นรอยแน่ แต่ก็ไม่บ้าพอที่จะหยุดลงหาเรื่องเมื่อรถด้านหลังตั้งใจจะจ่อชนจนกว่าจะหยุดเขาได้

            "ปึง" มันชนเข้ามาอีกครั้งด้วยแรงที่มากกว่าเดิม รถของคริสคงเสียหายหนักถ้าไม่ได้เหยียบคันเร่งหนีมันอยู่แบบนี้

            คริสเร่งเครื่องเร็วขึ้น เลือกแซงและเลี้ยวหลบให้มีรถคันอื่นกั้นบ้าง แต่รถคันนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะล่าถอย อีกนิดก็คงเข้ามาชนกันอีกครั้ง และครั้งนี้มันคงจะไม่แค่ชนเฉียด ๆ อย่างเมื่อครู่

            "จับไว้ดี ๆ ข้างหน้ามีทางแยกเราจะสลัดพวกมันทิ้งตรงนั้นแหละ" คริสเหยียบคันเร่งมากขึ้น จนอี้ชิงต้องบีบมือจับยึดเบาะไว้ ข้างทางผ่านไปรวดเร็วจนเป็นเพียงแค่ภาพแลบแวบที่ชวนเวียนหัว เสียจนอี้ชิงนึกในใจว่าคริสมองทางเห็นได้ยังไง

            ทางโค้งที่คริสพูดถึงมาถึงอย่างรวดเร็ว รถสีแดงเพลิงของสกุลอู๋เลี้ยวตัดเข้าโค้งได้อย่างสวยงามและทะยานต่อไปตามทางด้วยความเร็วที่ลดน้อยลง อี้ชิงต้องมองกระจกหลังอีกครั้ง เมื่อไม่เห็นรถปริศนาคันนั้นก็เบาใจมากขึ้น

            ทางตรงหน้าเป็นทางหลวงชนบทที่ทอดตัวยาว ไม่มีบ้านเรือน มีแต่ด้านข้างของภูเขาที่ถูกตัดผ่านเพื่อทำถนนกับอีกฝั่งที่เป็นป่าข้างทาง

            "..." อี้ชิงถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างโล่งอก

            "เคยเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรกใช่ไหม" คนตัวโตใช้น้ำเสียงกึ่งล้อนิดหน่อยยามที่ถามให้บรรยากาศมันสบายขึ้น อี้ชิงพยักหน้ารับ เกิดมาสิบแปดปีเต็มไม่เคยเลยที่จะถูกใครขับรถไล่ตามแบบนี้

            ชีวิตของอี้ชิงที่ผ่านมาถ้าไม่นับบทเรียนสกุลหยินมากมายที่ต้องเรียนรู้ก็ถือว่าเรียบง่ายสุขสงบเสียจนอาจเรียกได้ว่าน่าเบื่อสำหรับบางคน

            "คุณคริสไม่กลัวบ้างเหรอครับ"

            "มีคนอยากจะทำร้ายใครก็ต้องกลัวทั้งนั้น แต่ฉันชินนิดหน่อยน่ะ เรื่องขัดผลประโยชน์กันเพราะเรื่องที่ดินมันไม่ได้เพิ่งเกิดตอนรุ่นฉันกับพี่เฟยหรอก มันก็มีมาเรื่อย ๆ นั่นแหละ แค่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักเหมือนตอนนี้" คริสตอบกลับมา ในสายตาอี้ชิงตอนนี้ คริสนอกจากแสดงออกตรงไปตรงมา อารมณ์ขึ้นสุดลงสุดอย่างไรก็ไม่ปิดซ่อนเลย  ยังมีจิตใจกล้าแข็งไม่น้อยด้วย

            "ถ้าไม่ต้องหลบรถนั่น ป่านนี้เราคงไปถึงที่บริษัทแล้ว ไปทางนี้คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก" เสียงทุ้มที่เอ่ยบอกทำให้อี้ชิงหันไปมองทางรอบกาย ตอนนี้เริ่มเห็นบ้านเรือนประปราย ชวนให้สบายใจมากขึ้น

            "คุณคริส" แต่เหมือนอี้ชิงจะคิดเร็วไป ตาโตเบิ่งกว้างเมื่อเห็นรถคันเดิมที่คิดว่าหนีพ้นแล้วตามมาอีกครั้ง

            "...." คริสมองตามไปที่กระจกหลัง พ่นลมหายใจอย่างหัวเสียเมื่อเห็นในแบบเดียวกันกับที่อี้ชิงเห็น สมองคิดถึงเส้นทางที่จะไปได้  คริสเร่งความเร็วรถมากยิ่งขึ้น มันพุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

            ผ่านสัญญาณไฟจารจรก่อนมันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างฉิวเฉียด คริสมองผ่านกระจกหลังอีกหน โชคดีที่รถบรรทุกคันใหญ่ขับออกมาจากอีกทางแยกทันทีที่ได้สัญญาณไฟขวางกั้นรถคันสีดำไว้ อย่างน้อยรถคันนั้นก็ต้องติดอยู่อีกฝั่งไฟแดงไปอีกพักใหญ่

            "..." อี้ชิงถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกหนก่อนจะระบายยิ้มจาง ๆ คริสแอบชำเลืองมองด้วยหางตา

 ตอนนี้จำต้องเปลี่ยนทางอีกหน ทางนี้เป็นทางลัดทำให้ถึงบริษัทเร็วขึ้น แต่ก็มีปัญหาตรงสะพานที่ใช้ผ่านชอบปิดซ่อมอยู่เรื่อย และถ้ามันปิดจากทางลัดก็จะกลายเป็นอ้อมไปอีกหลายสิบกิโล

            คริสไปทางลัดนั้นอย่างไม่มีทางเลือก ลอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าวันนี้สะพานเปิดโล่งรอต้อนรับอย่างดี ทางข้างหน้าค่อนข้างที่จะคับแคบ สองข้างทางก็เป็นแหล่งทิ้งขยะชุมชนกับหนองน้ำ

            "ถ้าพ้นตรงนี้ไปก็จะเป็นชุมชนใหญ่ ไม่ไกลก็จะถึงบริษัทแล้ว"

            "ขอให้พวกมันตามมาไม่ทันเถอะครับ" อี้ชิงพึมพำ คราวนี้ตากลมโตไม่ละจากกระจกมองหลังเลยสักนิดเพราะกลัวว่าพวกนั้นจะโผล่มาอีก จะได้รีบหนีทัน

            และในที่สุดคริสก็พาอี้ชิงมาถึงบริษัทได้อย่างปลอดภัย



            "เห็นไหมล่ะ เห็นไหม พี่บอกแล้วว่าพวกมันกัดไม่ปล่อยดีที่ไม่ได้เจ็บตรงไหนกัน" อู๋ อี้เฟยทุบกำปั้นกับฝ่ามือตัวเอง ร่างผอมนั่งอยู่บนรถเข็นอย่างสวยสง่า

            "แล้วตอนขากลับไม่ได้มีเรื่องอะไรอีกใช่ไหม" อี้เฟยถามน้องชายที่ยืนอิงสะโพกอยู่ริมหน้าต่าง

            "ไม่มี ทางพี่เองตอนกลับมาก็ไม่เจออะไรผิดสังเกตใช่ไหม"

            "ไม่มีเลยเหมือนกัน พี่โทรถามพ่อกับแม่แล้วพวกท่านก็ไม่มีใครไปวุ่นวายด้วย เดี๋ยวดึก ๆ คงกลับมาถึง" อี้เฟยพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อทั้งครอบครัวไม่ถูกรุกรานให้ขวัญเสียอีกในวันนี้

            "อี้ชิง พี่ขอบใจเรามากเลยนะที่ไปเป็นเพื่อนคริสมันน่ะ วันนี้ถ้าไม่ได้เราคงจะแย่" อี้เฟยจับมือของอี้ชิงบีบแน่นอย่างขอบคุณ อี้ชิงยิ้มจาง ๆ ให้อย่างเคย ไม่นึกถือโทษโกรธเคืองที่ถูกลากไปติดกับคนที่กำลังเป็นเป้าหมายการลอบทำร้าย

            "ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ แค่นั่งไปข้าง ๆ คุณคริส"

            "นั่นแหละช่วยมากแล้วสำหรับพี่ ขอบใจมากนะ" อี้เฟยยังคงยิ้มกว้างขอบคุณ ส่วนคริสก็ได้แต่กลอกตามองเพดานอีกรอบ เพราะความเป็นน้องที่ดี คริสพยายามที่จะไม่พูดอะไรขัดหูพี่สาวบ่อยนักให้ถูกกระชากผมเล่น ๆ

            "ผมไม่ถือว่าท้ายรถที่โดนชนจนบุบเป็นแถบนั่นเป็นโชคดีนะพี่เฟย" แต่พอฟังคำขอบอกขอบใจซ้ำหลายหนก็อดไม่ได้ อี้เฟยหรี่ตามองน้องชายตัวเองอย่างทันควันเสียทันที

            "แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าถ้าอี้ชิงไม่ไปด้วยมันจะไม่เกิดเรื่องมากกว่านี้" พอพูดเรื่องนี้กันทีไร คริสก็ถอนหายใจนับหมื่นนับพันครั้งเพื่อสงบจิตใจตัวเอง

            "แล้วการที่อี้ชิงนั่งอยู่เบาะข้างผมวันนี้ทำให้รถมันวิ่งเร็วขึ้นงั้นเหรอ พี่เฟยรถผมแล่นได้เพราะเติมน้ำมันนะครับพี่" คริสสาบานเลยว่าคัดกรองคำพูดในหัวหลายตลบแล้วและเลือกพูดประโยคที่จะทำให้พี่สาวตนอารมณ์ขึ้นน้อยที่สุด

            "คริส!" แต่ก็ไม่วายถูกเสียงเรียกเอ็ดดังลั่นบ้าน สองแขนยาวยกขึ้นกลางอากาศอย่างยอมแพ้ทันที

            "โอเค ผมมานั่งข้างอี้ชิงละ ใกล้ ๆ อย่างที่พี่ต้องการ" ตัวโต ๆ ทิ้งลงนั่งเคียงข้างเสียจนเข่าเบียดกับอี้ชิง แนบชิดแบบจงใจเพราะพื้นที่ของเก้าอี้ตัวยาวหรูหรานี้มีอีกมากมาย

            อี้เฟยพ่นลมหายใจระบายความหงุดหงิดออกมา แต่ก็ไม่อยากต่อความ ตีกันให้คนที่เพิ่งมาใหม่อย่างอี้ชิงดูก็ไม่ใช่เรื่อง

            "ดี อยู่ใกล้ ๆ อี้ชิงไว้น่ะดีแล้ว”บอกปัดพลางถอนใจ

 “คริส นายหยิบจดหมายบนโต๊ะให้พี่หน่อย"  อี้เฟยหมายถึงโต๊ะด้านหลังที่คริสอยู่ไม่ไกล ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นทันที ไม่วายฉวยข้อมืออี้ชิงให้ลุกตามมาด้วย

            "มานี่อี้ชิงไปข้าง ๆ ฉันด้วย เดี๋ยวโชคดีจากตัวนายจะแผ่มาไม่ถึงฉัน"

            "นี่อู๋ อี้ฟาน"อี้เฟยเรียกชื่อน้องตัวเองดังลั่นกับความก่อกวน อี้ชิงยังคงยิ้มจาง ๆ ยามที่เดินตามไปด้วยอย่างที่คริสต้องการ และวนมานั่งที่เดิมเมื่อคริสถือจดหมายกลับมา

            "เปิดอ่านดู นั่นบัตรเชิญไปงานวันเกิดคุณฟู่ หยางเค่อ พี่อยากให้นายพาอี้ชิงไปงานนี้" มือใหญ่เปิดมันออกอ่าน บนกระดาษสีเปลือกไข่ประทับลายสีเงินและสีทอง ตัวอักษรจีนสีดำวางเรียงอยู่อย่างสวยงาม งานที่พี่สาวของตนพูดถึงจะจัดขึ้นอีกในสองวันข้างหน้า ถือว่าเป็นการบอกล่วงหน้าที่กระชั้นชิดเหลือเกิน

            "ทำไมเพิ่งบอกผมล่ะ ปีนี้นึกว่าพี่กับแม่จะไปเสียอีก"

            "ตอนแรกฉันก็ว่าจะไป แต่ก็อยากให้พาอี้ชิงไปเปิดตัวนั่นล่ะ คริส ต่อไปแกต้องดูแลทุกอย่างของสกุลอู๋นะ จะสามสิบแล้ว เมียก็มีแล้ว หัดออกงานเองบ้าง" อี้เฟยเทศนาอีกรอบ

คริสพ่นลมหายใจอย่างไม่ค่อยรู้สึกดีนักถ้าเป็นงานเลี้ยงในนามสกุลอู๋คริสไปไม่เคยขาด แต่นี่ไม่เหมือนกัน ฟู่ หยางเค่อเป็นนายตำรวจที่มีอิทธิพลมากคนหนึ่ง ฝ่ายนั้นค่อนข้างจะเป็นคนดี แต่ปัญหาคือเพราะเป็นผู้มีอิทธิพล พวกสกุลต่าง ๆ จึงได้รับเชิญให้ไปกันเสียเยอะแยะ

            และในบรรดาสกุลที่มีเงินและอำนาจ มันก็มีหลายคนที่คริสไม่อยากจะเจอ

            "เนี่ยมีอี้ชิงไปด้วยพี่ก็สบายใจแล้ว" อี้เฟยยิ้มอย่างพอใจมากเสียจนคริสต้องพยักหน้ารับให้เรื่องมันจบไป

            "ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าฉันจะเรียกคนมาตัดชุดให้นาย อี้ชิง อยากได้เครื่องประดับหรืออะไรอย่างอื่นไปงานเลี้ยงด้วยไหม"

            "ไม่ครับ ผมยังไงก็ได้" อี้ชิงยิ้มจาง ๆ ยามส่ายหน้าตอบ

            "โอเคดีมาก อี้ชิงวันนั้นพี่ฝากดูแลคริสด้วยนะ" อี้เฟยจับมืออี้ชิงอีกครั้งอย่างฝากฝัง ก่อนจะเข็นรถเข็นของตนออกไปที่อื่น

ในห้องโถงกว้าง บนเก้าอี้ปุนวมสีแดงปักดิ้นทองอย่างดีจึงมีเพียงแค่คริสกับอี้ชิงที่นั่งอยู่ คริสยังคงสีหน้าไม่สบอารมณ์มากนัก ร่างสูงยันกายลุกขึ้นยามถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

            "คงจริงอย่างนายบอกวันก่อน ทุกคนรักฉันมาก มากเสียจนเลือกจะทำเรื่องไร้สาระ ก็เอาเถอะ  ลิลลี่ก็สวยดี" แต่ลิลลี่ผอมบางเช่นนี้คงเอามาห่อหุ้มกาย เพื่อทานทนต่อลูกกระสุนไม่ได้แน่

            "คุณไม่เชื่อเลยสินะครับว่าผมจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ตามตำนานของสกุลหยิน"

            "อย่ามาพูดเรื่องนี้กันเลยอี้ชิง เดี๋ยวฉันจะทำร้ายจิตใจนายเปล่า ๆ" คริสบอกตัด ขายาวก้าวเร่งเดินไปตามทางข้างหน้ารวดเร็วเสียจนเสียงรองเท้าที่ดังกระทบพื้นเบาลงด้วยเวลาครู่เดียว

            มันยากที่จะเชื่ออี้ชิงรู้ และรู้ดีว่าคริสค่อนข้างมองสกุลหยินของตนในแง่ลบเสียด้วย

            อี้ชิงเองก็ลุกขึ้นเพื่อเดินกลับห้องนอนของตัวเองเช่นกัน ได้แต่ลอบถอนหายใจอยู่เพียงลำพัง โคลงหัวไล่ความขุ่นมัวเล็กน้อยออกไป ก่อนชั่วครู่จะกลับมายิ้มบางให้กับตัวเองลักยิ้มบุ๋มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นข้างแก้มอย่างเคย




     วันนี้นอกพาไปทัวร์โรงงานเฟอร์นิเจอร์แล้วเราก็พบปะเรื่องตื่นเต้นกันเล็กน้อยนะคะ ถถถถ 

     เบา ๆ สบาย ๆ กันไปเนอะตอนนี้ อิอิ

          อย่าลืมรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ให้ลิลลี่ชูช่องามด้วยกันนะคะ รดน้ำใส่ปุ๋ยได้ง่ายๆด้วยการเมนต์ โหวต หรือจะแชร์ให้เพื่อนที่อาจจะอยากอ่าน หรือพุดถึงเรื่องนี้ อย่าลืมติดแท็ก #ลิลลี่ชิงชิง กันนะคะ ^^

ฝากลิลลี่ด้วยนะคะจุ๊บๆ

ฮื่อออ คิดถึงอี้ชิงงงงงง

#ลิลลี่ชิงชิง

B E R L I N ❀

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}