Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 6 เป็นบุหรี่ให้ดูด...เอ๊ย! สูบต่างหาก

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 6 เป็นบุหรี่ให้ดูด...เอ๊ย! สูบต่างหาก

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.9k

ความคิดเห็น : 70

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2560 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 6 เป็นบุหรี่ให้ดูด...เอ๊ย! สูบต่างหาก
แบบอักษร



Part6# Tawan เป็นบุหรี่ให้ดูด...เอ๊ย! สูบต่างหาก


               หลังจากนั้นผมก็นอนซมอยู่ 2 วันเต็มๆ เพราะงั้นผมเลยไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้ทำอะไร ส่วนใหญ่ได้แต่นอนอยู่บนเตียงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลานั้นคุณธาร พฤกษ์ เพลิง แล้วก็น้องวาต่างก็ช่วยดูแลผมเป็นอย่างดี มีแต่คุณภูผานั่นแหละที่ไม่สนใจใยดีผมเลย ขนาดจะมาเยี่ยมสักครั้งก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

               คนใจร้าย...

               เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้หวังจะให้คุณภูผาหรือว่าใครมาดูแลผมหรอก เพราะการที่ผมป่วยแล้วทุกคนต้องทำงานบ้านซึ่งมันเป็นหน้าที่ของผม ผมก็รู้สึกผิดและเกรงใจจะแย่อยู่แล้ว แต่การที่ผมคิดว่าคุณภูผาใจร้ายแบบนี้ก็เพราะคุณภูผาใจจืดใจดำเกินไป คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันป่วยยังไม่คิดจะมาถามไถ่อาการเลยสักนิด

               ผมนอนตัดพ้อคุณภูผาอยู่บนเตียงอีกสักพักจนกระทั่งหลับไปไหนก็ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีพอดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลา 11 โมงกว่าๆ มิน่าล่ะถึงได้ตื่นขึ้นมาเพราะความหิว

               ตลอด 2 วันมานี้พฤกษ์จะซื้ออาหารอ่อนๆ มาให้ผมกินทุกมื้อ ไม่ใช่เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้น แต่ว่ามื้อเช้าพฤกษ์ก็ไปซื้อโจ๊กมาให้ ส่วนมื้อเที่ยงพฤกษ์ก็ซื้อแกงจืดกลับมาให้เช่นกัน การกระทำของพฤกษ์ทำเอาผมซึ้งใจจริงๆ ที่มีเพื่อนที่แสนดีขนาดนี้

               ส่วนวันนี้ผมบอกพฤกษ์ว่าไม่ต้องซื้ออาหารมาให้ เพราะพอตื่นมาตอนเช้าผมก็รู้สึกว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว มื้อเที่ยงน่าจะมีแรงทำอาหารเองได้ ยิ่งพอได้นอนต่อจนเกือบเที่ยงแบบนี้ เรี่ยวแรงของผมก็กลับมาจนแทบจะเป็นปกติแล้วล่ะ

               ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจะเข้าครัวไปทำอะไรง่ายๆ มากิน แต่พอไปถึงผมกลับเจอคุณภูผากำลังนั่งทำอาหารอยู่ในครัวซะงั้น ดังนั้นผมจึงได้หยุดฝีเท้าแล้วก็ว่าจะหนีกลับเข้าไปในห้อง แต่คุณภูผากลับรู้ตัวซะก่อนเลยพูดดักผมไว้

“จะไปไหน” น้ำเสียงที่ไม่ได้ยินมา 2 วันเต็มๆ ยังคงดุเหมือนเดิม ซึ่งพอผมหันหลังกลับไปก็พบกับสายตาที่ดุไม่ต่างกัน

“เอ่อ...ผมว่าจะกลับไปเอาของที่ห้องน่ะครับ” พอได้ยินแบบนี้คุณภูผาก็ทำเสียงขึ้นจมูก จากนั้นก็พาดตะหลิวกับกระทะแล้วเดินเข้ามาใกล้ผม

“รู้อะไรมั้ย นายน่ะเป็นคนที่โกหกไม่เก่งเอาซะเลย”

“น่ะ...นั่นมัน...” ผมได้แต่อ้าปากพะงาบๆ เพราะไม่รู้จะหาข้อแก้ตัวว่ายังไง คุณภูผาที่เห็นแบบนั้นเลยจูงมือ (ลาก) ผมไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะอาหาร จากนั้นก็ชี้นิ้วสั่งให้ผมนั่งอยู่ตรงนี้ห้ามลุกไปไหนทั้งนั้น

คนเผด็จการ...

ผมได้แต่นั่งหน้ามุ่ยเพราะไม่รู้ว่าคุณภูผาสั่งผมแบบนี้ทำไม แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีผมก็รู้จุดประสงค์นั้น เพราะคุณภูผาได้วางจานไข่เจียวร้อนๆ และหอมจนท้องผมร้องโครกครากลงมาตรงหน้า

“กินซะ ที่เข้ามาในครัวก็เพราะจะทำอะไรกินใช่มั้ยล่ะ” ทั้งที่แทบไม่ค่อยได้คุยกันแท้ๆ แต่ทำไมคุณภูผาถึงได้รู้ความคิดของผมได้นะ แถมยังอุตส่าห์ทำอาหารให้ผมกินอีกต่างหาก

คนคนนี้เป็นห่วงผมงั้นหรอ?

แต่คิดไปคิดมาคงไม่ใช่ บางทีอาจจะกลัวผมตายในบ้าน หรือไม่ก็ทำเครื่องครัวเสียหายมากกว่า

“ครับ ผมจะเข้ามาทำอะไรกิน แต่ถ้าคุณภูผาเอาไข่เจียวมาให้ผม แล้วอย่างนั้นคุณภูผาจะกินอะไรล่ะครับ”

“ก็ไม่เห็นยาก ฉันก็ทอดมากินใหม่น่ะสิ” คุณภูผาพูดอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็หันหลังกลับไปทอดไข่เจียวให้ตัวเองใหม่ทันที

“ขอบคุณนะครับ” ถึงจะรู้ว่าคุณภูผาไม่ได้ตั้งใจจะทำไข่เจียวให้แต่ผมก็ต้องขอบคุณอยู่ดี ส่วนคุณภูผาก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ซึ่งบางทีอาจจะไม่ได้สนใจคำขอบคุณของผมเลยก็ได้

วันนี้เป็นวันศุกร์ เพราะงั้นที่บ้านจึงไม่มีใครอยู่นอกจากผมกับคุณภูผา ดังนั้นที่โต๊ะอาหารจึงไม่มีใครนั่งอยู่ด้วย บรรยากาศการกินข้าวจึงเป็นไปด้วยความเงียบงัน ต่างคนต่างกินของตัวเองโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย

ความอึดอัดที่กำลังประสบพบเจอทำให้ผมรีบกินข้าวให้หมดจาน เสร็จแล้วก็ว่าจะรีบไปล้างแล้วก็รีบเข้าไปในห้อง แต่ก็ถูกคุณภูผาเรียกไว้ซะก่อน

“เดี๋ยว อาการป่วยเป็นยังไงบ้าง”

“เอ่อ...ก็ดีขึ้นแล้วครับ” นั่งกินข้าวด้วยกันตั้งนานไม่ถาม มาถามอะไรเอาตอนนี้กันนะไม่เข้าใจจริงๆ

“แล้ววันนี้จะออกไปทำงานที่ร้านรึเปล่า”

“ถ้าร้านอาหารผมว่าจะโทรไปลาอีกวันอยู่ครับ ส่วนร้านกาแฟพฤกษ์บอกให้ผมโทรไปลาออกตั้งแต่วันก่อนแล้ว” พอได้ยินแบบนี้คุณภูผาก็เบ้ปากนิดหน่อยแล้วส่งเสียง ‘หึ’ ออกมาเบาๆ จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อโดยไม่สนใจผมอีกเลย

อะไรของเขาก็ไม่รู้ จู่ๆ ก็ทำเหมือนโกรธผมซะงั้น ผมเดาใจจอมเผด็จการเจ้าอารมณ์ไม่ออกหรอกนะ

ในเมื่อคุณภูผาไม่สนใจผม ผมก็เลยไม่รู้จะยืนอยู่ตรงนี้ไปทำไม เพราะงั้นผมจึงเดินไปล้างจานแล้วกลับเข้าไปในห้อง ตอนแรกผมก็ว่าจะโทรไปหาพี่กิตติเพื่อลาต่ออีกวัน แล้ววันจันทร์ค่อยเริ่มทำงาน แต่ก็ดันมีสายโทรเข้ามาที่โทรศัพท์ของผมซะก่อน

พฤกษ์

“สวัสดี”

[“เสียงสดใสแบบนี้แสดงว่าหายไข้แล้วใช่มั้ย”] ผมอมยิ้มนิดหน่อยกับคำถามนั้นของพฤกษ์

“อืม วิ่งเล่นสบายเลยล่ะ” อันที่จริงผมก็โม้ไปงั้นแหละ ถึงแม้ผมจะหายแล้วแต่ก็ยังไม่มีแรงขนาดที่จะวิ่งได้หรอก

[“ถ้างั้นกลับไปเดี๋ยวเรามาวิ่งแข่งกัน ใครแพ้ต้องถูกลงโทษนะโอเคมั้ย”]

“ใจร้าย...เราพึ่งหายป่วยเองนะพฤกษ์” ผมโอดครวญ แต่ก็รู้แหละว่าพฤกษ์ล้อเล่นไม่ได้ท้าวิ่งแข่งกับผมจริงๆ

[“ก็ตะวันเป็นคนพูดเองนี่นาว่าวิ่งเล่นได้สบาย เราเปล่าใจร้ายสักหน่อย”]

“นั่นสินะ พฤกษ์เป็นคนใจดีจะตาย ไม่เหมือน...” ผมพูดได้แค่นี้ก็ต้องเงียบไป เพราะเกือบหลุดนินทาพี่ชายให้น้องชายฟังซะแล้ว

[“ไม่เหมือนใครหรอ?”]

“ปะ...เปล่าหรอก เราพูดผิดน่ะ เราตั้งใจจะบอกว่าพฤกษ์เป็นคนดีไม่ใช่คนใจร้าย เราขอบคุณจริงๆ นะที่ตลอด 2 วันที่ผ่านมาพฤกษ์ดูแลเราเป็นอย่างดี โดยเฉพาะวันนั้นถ้าไม่ได้พฤกษ์เราต้องแย่แน่ๆ ทั้งที่ดึกขนาดนั้นแต่ก็ยังอุตส่าห์ไปรับเราที่ร้าน แถมยังเช็ดตัวและอยู่ดูแลเราอีกต่างหาก” ผมโชคดีจริงๆ ที่มีคนดีๆ อย่างพฤกษ์เป็นเพื่อน

[“เอ่อ...เดี๋ยวนะตะวัน รู้สึกว่าตะวันจะเข้าใจอะไรผิดไปนะ”]

“เข้าใจผิด? เรื่องอะไรหรอ?”

[“ก็เรื่องที่บอกว่าเราไปรับที่ร้าน แล้วก็เช็ดตัวและอยู่ดูแลตะวันไง”]

“เอ๊ะ?” อะไรกันเนี่ย ตอนนี้ผมงงไปหมดแล้วนะ พฤกษ์บอกว่าผมเข้าใจผิดได้ยังไง ในเมื่อคืนนั้นผมมองเห็นพฤกษ์ แถมยังคุยกับพฤกษ์ตั้งหลายประโยคอีกต่างหาก

[“ตะวันฝัน ละเมอ หรือว่าเพ้อเพราะพิษไข้รึเปล่า?”] ตอนแรกผมก็มั่นใจนะว่าคืนนั้นผมได้เห็นและได้คุยกับพฤกษ์จริงๆ แต่ตอนนี้ผมชักไม่มั่นใจแล้วล่ะ

“ไม่รู้สิ ว่าแต่...ถ้าพฤกษ์ไม่ได้ไปรับเรา แล้วคืนนั้นเรากลับมาที่บ้านได้ยังไง”

[“คงเป็นคนที่ร้านมาส่งมั้ง”] แต่ว่าคืนนั้นผมจำได้แม่นเลยนะว่า พฤกษ์บอกว่าที่ร้านโทรเข้าเบอร์บ้านตามคนให้ไปรับผม

“งั้นเดี๋ยวเราโทรไปถามเจ้าของร้านเลยดีกว่า” ถ้าเรื่องไม่กระจ่างผมคงคาใจจนไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวันแน่ๆ

[“อืม ถ้างั้นเราไม่กวนแล้ว แต่ว่าโทรเสร็จก็หาข้าวกินด้วยล่ะ ที่โทรมาก็เพราะจะบอกเรื่องนี้นี่แหละ”] พฤกษ์นี่เป็นคนดีจริงๆ เลยนะ ขนาดเรื่องที่ผมเข้าใจผิดจะเลยตามเลยก็ได้แท้ๆ แต่พฤกษ์ก็ไม่ทำ

“เรากินเรียบร้อยแล้ว พฤกษ์ก็อย่าลืมกินข้าวด้วยนะ”

[“อืม ถ้างั้นก็แค่นี้นะ...บาย”]

“บาย...”

หลังจากนั้นผมก็กดวางสายของพฤกษ์ไป แล้วรีบต่อสายหาพี่กิตติเจ้าของร้านอาหารที่ผมทำงานอยู่ทันที

[“ว่าไงฮ้าน้องตาหวาน หายป่วยแล้วรึยัง แล้ววันนี้จะมาทำงานมั้ยเอ่ย”] น้ำเสียงของพี่กิตติยังคงร่าเริงสดใสเหมือนเดิม

“เกือบจะหายดีแล้วครับ แต่ว่าผมขอลาพักอีกสักวันจะได้มั้ย”

[“ได้สิจ๊ะทำไมจะไม่ได้ พักผ่อนอยู่ที่บ้านนั่นแหละดีแล้ว เกิดหน้ามืดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาอีกจะแย่เอา”]

“ขอบคุณมากๆ เลยครับพี่กิตติ” นอกจากผมจะมีเพื่อนที่ดีแล้ว ผมก็ยังมีเจ้านายที่ดีด้วยสินะ

[“ไม่เป็นไรหรอกเรื่องแค่นี้เอง แต่จะว่าไป...พี่ว่าถ้าน้องตาหวานเป็นอะไรขึ้นมาอีกก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่าพี่จะได้โทรให้คุณภูผาสุดหล่อมารับน้องตะวันอีก นี่รู้มั้ยว่า 3 คืนที่ผ่านมาพี่เก็บเอาคุณภูผาไปฝันทุกคืนเลยนะ ขนาดใส่แว่นอยู่ความหล่อยังทะลุออกมากระแทกตาพี่ได้เลย”]

“หา? ดะ...เดี๋ยวนะครับพี่กิตติ เมื่อกี้พี่พูดว่าใครมารับผมนะครับ” นี่ผมฟังผิดไปรึเปล่า คนอย่างคุณภูผาเนี่ยนะจะออกมารับผมดึกๆ ดื่นๆ ที่ร้าน แถมผมยังจำไม่เห็นได้เลยว่าคุณภูผาใส่แว่นตั้งแต่เมื่อไหร่ คนเดียวในบ้านที่ใส่แว่นคือพฤกษ์ต่างหาก

[“พี่พูดว่าคุณภูผาเป็นคนมารับน้องตาหวาน แถมหลังจากนั้นยังโทรมาแจ้งพี่ด้วยอีกนะว่าเช็ดตัวและป้อนยาให้น้องตาหวานแล้ว คนอะไรก็ไม่รู้ดี๊ดี อบอุ๊นอบอุ่น”] ถ้าลองพี่กิตติย้ำอย่างชัดเจนขนาดนี้ก็แสดงว่า คนที่มารับและดูแลผมต้องเป็นคุณภูผาไม่ผิดคนอย่างแน่นอน

พอได้รู้ความจริงแบบนี้ ผมก็ชักรู้สึกผิดขึ้นมาแล้วสิที่ก่อนหน้านี้ได้ต่อว่าและตัดพ้อคุณภูผาไปตั้งหลายอย่าง ทั้งหาว่าเป็นคนใจร้าย ใจจืด ใจดำ แล้วก็อีกสารพัด ผมนี่มันแย่จริงๆ ที่ด่วนตัดสินคุณภูผาไปแบบนั้น เพราะงั้น...ผมต้องไปขอโทษและขอบคุณคุณภูผาแล้วล่ะ

 ผมคุยอะไรต่อกับพี่กิตติอีกนิดหน่อย จากนั้นพอวางสายไปก็รีบออกจากห้องไปเคาะประตูเรียกคุณภูผาในห้องทำงาน แต่ถึงผมจะเคาะไปถึง 3 รอบก็ไม่มีเสียงตอบรับจากคุณภูผาเลยสักนิด ดังนั้นผมเลยถือวิสาสะเปิดเข้าไปข้างในซะเลยเพราะประตูไม่ได้ล็อก

คุณภูผาไม่ได้อยู่ห้องแรกอย่างที่คิดเอาไว้ เพราะงั้นผมจึงได้เดินเข้าไปในห้องที่สอง เลยเห็นว่าตอนนี้คุณภูผากำลังยืนหันหลังอยู่ที่ระเบียงและสูบบุหรี่อยู่

ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบและเหม็นกลิ่นบุหรี่เอามากๆ ผมเลยลืมความตั้งใจของตัวเองที่มาที่นี่ไปชั่วขณะ จึงได้เดินไปหาคุณภูผาแล้วพูดขึ้นว่า...

“บุหรี่มันไม่ดีต่อร่างกายและคนรอบข้างนะครับคุณภูผา” เสียงพูดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของผมทำให้คุณภูผาสะดุ้งนิดหน่อย ก่อนที่จะหันมาทางผมอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก

“ฉันจำได้ว่าจ้างนายมาเป็นแม่บ้าน ไม่ได้จ้างมาเป็นเมียของฉันสักหน่อย” คำพูดนั้นทำเอาผมหน้าร้อนวาบขึ้นมาทันที แต่จะเพราะโมโหหรือเพราะอะไรอันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

“ผมเคยบอกไปแล้วนี่ครับว่า หน้าที่ของแม่บ้านนอกจากทำงานภายในบ้านแล้ว ยังต้องดูแลทุกคนภายในบ้านด้วยนะครับ ดังนั้นผมเลยไม่อยากให้คุณภูผาสูบบุหรี่เพราะมันไม่ดีแถมมีแต่โทษ แล้วก็...ควันบุหรี่มันเหม็นด้วยครับ” ประโยคสุดท้ายผมพูดอย่างอ้อมแอ้มเพราะมันเป็นเหตุผลส่วนตัวของผม ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผลที่จะยกมาอ้างได้เลย แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่ผมคิดนะ

“นายไม่ชอบกลิ่นบุหรี่งั้นหรอ?”

“ไม่ใช่ไม่ชอบครับ แต่เกลียดเลยล่ะ” คำตอบของผมทำเอาคุณภูผาถึงกับชะงัก จากนั้นจึงได้คีบบุหรี่ลงไปขยี้กับที่เขี่ยที่อยู่ข้างๆ

ผมรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่คุณภูผายอมหยุดสูบง่ายกว่าที่คิด แว้บหนึ่งผมก็เกิดรู้สึกว่าคุณภูผาน่ารักขึ้นมา

“อันที่จริงฉันก็ไม่ได้เป็นคนติดบุหรี่หรอก แค่สูบเฉพาะเวลาเครียดๆ หรือคิดงานไม่ออกน่ะ ว่าแต่นายเข้ามาหาฉันมีธุระอะไร หรือว่าควันบุหรี่มันลอยเข้าไปในห้องของนาย” ผมคิดไปเองรึเปล่านะว่าคุณภูผาดูกังวลว่าจะถูกผมเกลียดยังไงชอบกล

 “ควันมันไม่ได้ลอยเข้ามาในห้องของผมหรอกครับ ที่ผมมาหาคุณภูผาที่นี่ก็เพราะมีเรื่องจะพูดด้วย”

“เรื่อง?”

“คือ...ผมอยากจะขอบคุณเรื่องที่คุณภูผาไปรับผมมาจากที่ทำงานกับช่วยดูแลผม แล้วก็...ผมอยากจะขอโทษที่คืนนั้นเข้าใจผิดว่าคุณภูผาคือพฤกษ์ จนผมคิดว่าคุณภูผาใจจืดใจดำไม่เคยมาถามไถ่อาการผมเลย” ยิ่งพูดเสียงของผมก็ยิ่งอ่อยลงเรื่อยๆ เพราะถึงแม้ผมจะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่ผมก็กลัวถูกคุณภูผาโกรธอยู่ดีนี่นา ขนาดเวลาปกติน้ำเสียงและสายตายังดูดุจนน่ากลัวเลย

แต่ทั้งที่คิดว่าจะต้องถูกโกรธแน่นอน คุณภูผากลับถามคำถามกับผมแทนซะได้

“นายคิดว่าฉันเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ งั้นหรอ”

“เอ่อ...คือ...ขอโทษครับ” ผมอึกอักด้วยความลำบากใจ แต่ผมก็ไม่อยากพูดโกหกออกไปเลยต้องก้มหัวขอโทษ ซึ่งก็คือการรับสารภาพกลายๆ นั่นแหละ

“ในสายตานายฉันคงเป็นคนที่แย่มากเลยสินะ” คุณภูผาหันหน้าไปมองต้นไม้ใบหญ้าแล้วพูดขึ้น สีหน้าที่ดูปลงตกและขมขื่นแบบนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ผมรู้สึกผิดมากจริงๆ จึงได้รีบพูดขึ้นเพื่อแก้ความเข้าใจผิดของคุณภูผา

“ผมไม่ได้คิดแบบนั้นกับคุณภูผาเลยนะครับ ผมแค่คิดว่าคุณภูผาดูดุไปหน่อยเท่านั้นเอง ถ้าหากลองยิ้มออกมาบ้างก็คงจะดีน่ะครับ” ผมลองเสนอความคิดดู หวังว่าคุณภูผาคงจะไม่โกรธหรอกนะ

ซึ่งหลังจากที่เงียบไปสักพักคุณภูผาก็พูดขึ้นมาว่า...

“ฉันจะลองยิ้มบ้างอย่างที่นายบอกก็ได้ ส่วนเรื่องเลิกบุหรี่แบบถาวรก็ว่าจะลองดูเหมือนกัน”

“จริงหรอครับ!” ผมทำตาลุกวาวและยิ้มกว้างอย่างเซอร์ไพรส์

“จริงสิ แต่ว่า...ฉันมีข้อแม้นิดหน่อย แล้วก็อยากให้นายช่วยอะไรฉันบางอย่างด้วย”

“ได้เลยครับ! คุณภูผาจะให้ผมช่วยอะไรก็บอกมาได้เลยผมยินดี!” ผมมัวแต่ดีใจและตื่นเต้นที่จะได้ทำประโยชน์ให้คุณภูผา เลยไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์นิดๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาเลยแม้แต่น้อย

“ฉันอยากให้นายช่วยเป็นบุหรี่เวลาที่ฉันอยากดูด...เอ๊ย! อยากสูบน่ะสิ”

“หา! ช่วยเป็นบุหรี่! มะ...หมายถึง...”

“ก็หมายความว่า เวลาที่ฉันอยากสูบบุหรี่นายก็ต้องจูบกับฉันแทนไงล่ะ”

!!!


Phupha


               “จะ...จะ...จะ...จูบหรอครับ! นี่ล้อผมเล่นใช่มั้ยครับคุณภูผา!” สีหน้าที่กำลังตกใจสุดขีดของตะวันตอนนี้ทั้งตลกและน่ารักในเวลาเดียวกัน จนผมเกือบจะหลุดวางมาดแล้วเผลอยิ้มออกมา

               “หน้าฉันเหมือนคนพูดล้อเล่นงั้นหรอ?”

               “กะ...ก็ไม่ครับ ตะ...แต่ว่า...เรื่องที่จะให้จูบกับคุณภูผาน่ะ...มัน...มัน...ผมทำไม่ได้หรอกครับ” ตะวันพูดอย่างอึกอัก แถมยังถอยหลังให้ห่างจากผมอีกด้วย ผมที่เห็นอย่างนั้นเลยยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะตรงเข้าไปประชิดตะวันแล้วใช้วงแขนรวบเอวบางเอาไว้

               “กะอีแค่จูบทำไมนายจะทำไม่ได้ ขนาดทำมากกว่านี้ยังเคยมาแล้วเลย” พอได้ยินผมพูดแบบนี้ ตะวันก็หน้าแดงวาบขึ้นมาทันที

               “ระ...เรื่องนั้น...ผมอุตส่าห์ลืมไปแล้วทำไมคุณภูผาต้องพูดขึ้นมาอีกด้วยล่ะครับ!” ตะวันทำหน้าราวกับจะร้องไห้ ก็ไม่รู้ว่ากำลังโกรธหรืออายล่ะนะ แต่เท่าที่รู้คือตะวันตอนนี้น่ารักสุดๆ จนผมอยากแกล้งมากกว่าเดิม

               “ก็ฉันไม่อยากให้นายลืมไงว่า คืนนั้นฉันทำอะไรนายไปบ้าง แล้วนายมีความสุขมากขนาดไหน” ระหว่างที่พูดผมก็ใช้มือข้างที่ว่างเชยคางของตะวันขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆ ลูบไล้ลงไปเรื่อยๆ ตามซอกคอ แผ่นอก และหน้าท้อง จริงๆ ผมก็อยากจะลามไปยังด้านล่างด้วยล่ะนะ แต่ก็กลัวว่าจะดูเป็นการคุกคามตะวันเกินไป

               “ยะ...หยุดนะครับคุณภูผา” ตะวันพูดด้วยร่างกายสั่นสะท้าน ส่วนใบหูและลำคอก็แดงจัดตามใบหน้าไปเรียบร้อย

               “นายอยากให้ฉันหยุดอะไรล่ะ ระหว่างหยุดพูดกับหยุดทำ?” ผมก้มหน้าลงไปกระซิบที่ข้างหูของตะวันด้วยเสียงแหบพร่า แถมยังถือโอกาสเอาปลายจมูกเฉียดแก้มเนียนใสไปด้วย การกระทำนั้นมันยิ่งทำให้ร่างกายของตะวันสั่นสะท้านมากกว่าเดิม

               “ยะ...หยุดทั้ง 2 อย่างนั่นแหละครับ คะ...คุณภูผาอย่าแกล้งผมอีกเลยนะ มันไม่สนุกหรอกครับ” ใครว่าไม่สนุกกันเล่า ตอนนี้ผมกำลังสนุกมากแล้วก็มีอารมณ์มากๆ เลยด้วย

               “ฉันไม่ได้แกล้งนายสักหน่อย ที่ฉันทำก็แค่อยากให้นายนึกออกเฉยๆ ว่าวันนั้นเราสองคนทำอะไรกันบ้าง แล้วไอ้เรื่องพวกนี้มันก็มากกว่าการจูบซะอีก เพราะงั้นยอมตกลงเป็นบุหรี่ให้ฉันดูด...เอ๊ย! สูบเถอะน่า” ถึงจะทำเหมือนว่าพูดผิด แต่จริงๆ แล้วผมตั้งใจพูดแบบนี้ทั้งสองรอบนั่นแหละ

               “ตะ...แต่ว่า...”

               “แต่อะไร? ไหนว่าหน้าที่ของแม่บ้านนอกจากทำงานภายในบ้านแล้ว ยังต้องดูแลทุกคนภายในบ้านด้วยไงล่ะ? แล้วบุหรี่มันก็ไม่ดีต่อร่างกาย นายเลยอยากให้ฉันเลิกสูบไม่ใช่หรอ?” ผมพยายามโน้มน้าวตะวันอย่างสุดความสามารถ ด้วยนิสัยของตะวันผมคิดว่าการพูดแบบนี้มันต้องได้ผลแน่นอน

               ตอนแรกที่ผมมีอคติกับตะวัน เป็นเพราะผมคิดว่าตะวันตั้งใจจะมาอ่อยทุกคนในบ้าน หน้าตาใสซื่อและไร้เดียงสาแบบนั้น ผู้ชาย (ที่ชอบผู้ชาย) ที่ไหนเห็นก็ต้องหลงอยู่แล้ว แต่ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าผู้ชายแบบนั้นจะมีอยู่จริง ผมมั่นใจว่านั่นต้องเป็นมารยาเลยจับตาดูตะวันมาโดยตลอด

               แต่ไปๆ มาๆ ผมก็เริ่มรู้ตัวแล้วล่ะว่าผมคิดผิดไป ตะวันตั้งใจทำงานเป็นแม่บ้านจริงๆ แถมยังขยันมาก และเอาใจใส่เรื่องต่างๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม นอกจากนี้ตะวันยังดูใสซื่อ เป็นคนดี และหัวอ่อนสุดๆ จนผมคิดว่าคนในบ้านต่างหากที่จะเป็นคนล่อลวงตะวัน และผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

               ผมคิดว่าผมคงจะหลงเสน่ห์ของตะวันเข้าแล้ว ซึ่งบางทีอาจจะเป็นตั้งแต่วันแรกที่เห็นหน้า เหมือนกับพวกน้องๆ ที่หลงเสน่ห์ของตะวันก็ได้ ไม่อย่างนั้นคืนนั้นผมคงไม่ทำแบบนั้นกับตะวัน แถมยังมีอารมณ์สุดๆ จนต้องไปอาบน้ำเย็นเป็นชั่วโมงเพื่อดับความร้อนรุ่มของร่างกายอีกต่างหาก

               ผมชอบตะวันเข้าแล้ว...

               ในที่สุดก็กลืนน้ำลายตัวเองจนได้...

               แต่เรื่องนั้นช่างปะไร ในเมื่อตอนนี้ผมยอมรับและรู้ใจตัวเองแล้ว เพราะงั้นผมจะเลิกปากไม่ตรงกับใจและแสดงออกว่าชอบตะวันอย่างตรงไปตรงมาล่ะนะ

               “ที่คุณภูผาพูดมามันก็ใช่ครับ แต่ว่า...”

               “น่านะ ช่วยฉันเถอะตะวัน หรือว่านายรังเกียจฉันงั้นหรอ?” พูดถึงตรงนี้ผมก็แสร้งทำหน้าสลด จนตะวันต้องรีบแก้ตัวและส่ายหน้าปฏิเสธ

               “ผมไม่ได้รังเกียจคุณภูผาเลยนะครับ!”

               “ถ้างั้นนายก็ช่วยฉันสิ...นะ” ผมพูดด้วยเสียงออดอ้อน เพราะเดาได้ว่าถ้าใช้ไม้นี้ตะวันจะต้องยอมใจอ่อนอย่างแน่นอน ซึ่งผมก็คิดถูก

               “...” ตะวันไม่ตอบอะไรได้แต่เม้มปากแน่นแล้วก้มตามองลงต่ำ แค่เห็นตะวันลังเลสองจิตสองใจ ไม่ยืนกรานปฏิเสธเหมือนที่ผ่านมาก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

               “ถ้านายไม่พูดอะไรฉันจะถือว่านายตกลงนะตะวัน” ผมอมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ตะวันจึงอ้าปากจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง แต่ผมก็ชิงก้มหน้าลงไปปิดปากนั้นด้วยริมฝีปากของผมซะก่อน

               “อื้อ!” ตะวันร้องประท้วงในลำคอแล้วพยายามผลักผมออกไป แต่แรงแค่นั้นจะไปสู้ผมได้ยังไง ผมไม่สะทกสะท้านแถมยังบดขยี้ริมฝีปากลงไปมากขึ้นอีกต่างหาก

               “อื้อ...อื้ม...” แรงต่อต้านของตะวันเริ่มลดน้อยลงกลายเป็นโอนอ่อนให้ผมมากขึ้น สองมือที่เคยพยายามผลักไสที่แผ่นอกของผมตอนนี้กลับกำที่เสื้อแน่น เมื่อผมใช้ริมฝีปากดูดกลีบปากบาง จากนั้นก็สอดลิ้นเข้าไปชิมความหวานจากภายใน

               “อือ...” ตะวันครางหวิวด้วยร่างกายอันสั่นสะท้าน ลิ้นเล็กๆ ที่อยู่ภายในดูตื่นกลัวเมื่อโดนผมรุกล้ำเข้าไป แต่พอโดนผมไล่ต้อนมากๆ จนไม่มีทางหนีก็ต้องยินยอมตอบสนอง ลิ้นทั้งสองของเราจึงตวัดเกี่ยวพันกันอย่างดูดดื่มและลึกซึ้งในที่สุด

               จนกระทั่งตะวันเริ่มหายใจติดขัดนั่นแหละผมจึงได้ถอนจูบออกมา แต่ก็ยังคงอ้อยอิ่งพรมจูบและดูดดุนกลีบปากบางอย่างยั่วเย้าไม่ยอมห่าง ในขณะที่มือทั้งสองข้างก็เริ่มอยู่ไม่สุข เพราะได้สอดเข้าไปข้างในเสื้อของตะวัน แล้วลูบไล้ผิวเนียนลื่นตามสีข้างขึ้นมาเรื่อยๆ

               ซึ่งขณะที่มือของผมกำลังจะได้สัมผัสยอดอกเล็กๆ นั่นเอง...

“ยะ...หยุดนะครับคุณภูผา...ที่นี่มันระเบียงนะครับ” ตะวันพูดด้วยเสียงเบาหวิวแล้วเริ่มขัดขืนผมอีกครั้ง

               “ที่ระเบียงไม่ได้ หมายความว่าถ้าเป็นในห้องก็ได้สินะ?” ผมถามยิ้มๆ ความจริงก็รู้อยู่หรอกว่าคำพูดนั้นหมายความว่ายังไง แต่ผมแค่อยากแกล้งตะวันเฉยๆ

               “จะที่ไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้นแหละครับ!”

               “เฮ้ออออ...นายนี่เอาแต่ใจจริงๆ”

               “คนที่เอาแต่ใจมันคือคุณภูผาต่างหากล่ะครับ!”

               “ก็ถ้านายคิดว่าฉันเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว งั้นฉันก็จะเอาแต่ใจสุดๆ เลยแล้วกัน” ในเมื่อทุกอย่างเข้าทางที่วางเอาไว้แล้ว ผมก็กอดเอวของตะวันให้ยกขึ้นแล้วพาเดินเข้าไปในห้องทันที

“อ๊ะ! คุณภูผาจะพาผมไปไหน ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้นะครับ!” ตะวันพูดอย่างตกใจแล้วดิ้นไปมา แต่แรงอันน้อยนิด แถมตัวก็เบาอย่างกับเด็กๆ มันไม่ทำให้ผมรู้สึกอะไรเท่าไหร่หรอกนะ ผมยังคงเดินด้วยท่าทีสบายๆ จนกระทั่งมาถึงโซฟาที่อยู่ในห้อง

“เลิกดิ้นได้แล้ว ฉันก็ปล่อยนายแล้วนี่ไง” แต่ปล่อยให้นั่งลงที่ตัก ไม่ได้ปล่อยให้ยืนบนพื้น

“แบบนี้มันเรียกว่าปล่อยที่ไหนล่ะครับ!”

“ก็ปล่อยที่โซฟาไง”

“คุณภูผา!!” ตะวันขึ้นเสียงใส่ผมดังกว่าปกติ ก่อนจะหอบเล็กน้อยเพราะพึ่งหายป่วยเลยต้องใช้พลังในการเค้นเสียง ดูท่าทางตอนนี้ตะวันจะเริ่มโมโหจริงๆ แล้วล่ะมั้ง

“เอาล่ะๆ ฉันไม่แกล้งนายแล้ว” ผมเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นไปลูบที่ศีรษะของตะวันเบาๆ อย่างอ่อนโยน จนเมื่อจังหวะการหายใจของตะวันกลับมาเป็นปกติแล้ว ผมก็เลื่อนมือลงมาลูบไล้ที่แก้มเนียนใส จากนั้นก็เคลื่อนใบหน้าเข้าไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ชิมความหอมหวานจากริมฝีปากของตะวันอีกรอบ

“จะ...จะจูบผมอีกหรอครับ เมื่อกี้ยังไม่พออีกหรอ ไหนว่าไม่ได้สูบบุหรี่จัดไงล่ะครับ” ตะวันถามอย่างเขินอาย ส่วนใบหน้าก็เริ่มแดงซ่าน

“ฉันโกหกน่ะ ความจริงแล้วฉันสูบจัดมาก ต้องสูบทุกวัน วันละ 3 มื้อหลังอาหาร แถมยังต้องสูบก่อนนอนอีกด้วยนะ” ผมพูดยิ้มๆ ส่วนตะวันพอได้ยินแบบนี้ก็ถึงกับเหวอไปเลย

“ถะ...ถ้าต้องจูบกับคุณภูผาขนาดนั้น งั้นผมคงเป็นบุหรี่ให้คุณภูผาไม่ได้แล้วล่ะครับ” พูดจบตะวันก็ทำท่าจะลุกออกจากตักของผม แต่ว่าผมก็รีบใช้วงแขนกอดเอวบางเอาไว้ซะก่อน

“ฉันล้อเล่นหรอกน่า ฉันไม่ได้ติดบุหรี่แล้วก็ไม่ได้สูบจัดขนาดนั้น ฉันสูบแค่วันละครั้งเท่านั้นแหละ” แต่ความจริงก็คือสัก 3 วันผมสูบทีต่างหาก

“เฮ้อ...ถ้างั้นก็ค่อยยังชั่ว” ตะวันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ผมที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาเลยน่ะสิ

“พูดแบบนี้แสดงว่านายจะยอมเป็นบุหรี่ให้ฉันแล้วใช่มั้ย”

“ถึงผมไม่ยอม คุณภูผาก็คงหาวิธีทำให้ผมยอมอยู่ดีนี่ครับ” ตะวันพองลมที่แก้ม ส่วนผมก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ตะวัน

“แต่นายก็ไม่ได้รังเกียจฉันไม่ใช่รึไง”

“ก็...ไม่ได้รังเกียจครับ...” ตะวันพูดด้วยท่าทางเอียงอาย ส่วนใบหน้าก็มีสีแดงระเรื่อ

ผมจะคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยนะว่า บางทีตะวันอาจจะชอบหรือมีความรู้สึกดีๆ ให้ผมเหมือนกัน?

“ถ้างั้นฉันขอจูบนายอีกรอบนะ” ผมขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ตะวันอีกนิด จนปลายจมูกของเราสองคนชนกัน

ส่วนตะวันนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่ก็อมยิ้มเล็กน้อยอย่างขวยเขิน ก่อนที่จะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ

ผมจะถือว่านั่นเป็นคำอนุญาตก็แล้วกัน เพราะงั้นผมจึงได้ยิ้มออกมา ก่อนจะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปหาตะวัน จนริมฝีปากของเราสองคนสัมผัสกันในที่สุด...

2BC


​ ฮัลโหลววววสวัสดีค่าทุกคน หัวใจชิงรักตอนที่ 6 ก็จบลงไปแล้วน้า ไหนใครอ่านจบแล้วมดขึ้นตาหรือหน้าจอบ้างขอเสียงหน่อยเร้วววว > < ตอนนี้เรียกได้ว่าภูผาเปลี่ยนจากหลังเท้ากลายเป็นหน้ามือเลยก็ว่าได้ (เอ๊ะ มีอะไรสิงพี่แกรึเปล่า อิอิ) พอรู้ใจตัวเองว่าชอบตะวันนี่ก็หวานเชียวเนอะ คนโหดและซึนตอนก่อนๆนี้หายไปไหน เหลือแต่ความหวานและความเจ้าเล่ห์

ก็หวังว่าจนถึงตอนนี้ทีมหมั่นไส้พี่แกจะเปลี่ยนใจกลับมาหลงพี่แกบ้าง (หรือจะหมั่นมากกว่าเดิมก็ไม่รู้นะ 555555) ​ ส่วนตอนหน้าอีก 3 วันอัพนะคะ มาดูกันค่ะว่าพี่แกยังจะหวานกับตะวันอยู่รึเปล่า แล้วจะเดินหน้าจีบตะวันแข่งกับน้องๆมั้ย ยังไงก็มาเอาใจช่วยภูผาและตะวันกันด้วยน้า ก่อนลากันตรงนี้ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ คนที่เม้นให้ กดไลค์ โหวต แล้วก็เข้ามาเม้ามอยกับเราที่แฟนเพจ รักทุกคนมากๆเลยค่า

(20 ก.ค. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}